นักวิ่งเทรลไทยมีตังค์นะจะบอกให้

PET A1 view

โพสต์นี้สาระล้วน ๆ บอกเลย

เมื่อเช้า fb โชว์โพสต์นึงในกลุ่มวิ่งเทรลขึ้นมา คนโพสต์มาถามถึงเสื้อกันลมกันฝนที่จะใส่ไปงานวิ่งช่วงปลายปีนี้ ด้วยความที่เป็นงานเดียวกับที่พี่จะไปก็เลยกดดูคอมเมนต์เก็บเป็นความรู้เอาไว้หน่อย

มีเมนต์นึงมาแนะนำเสื้อกันลมกันฝนบอกรุ่นบอกยี่ห้อ เล่าสรรพคุณมาเรื่อย ๆ อ่านแล้วก็ร้องเหยดดดด แม่งระดับใส่ไป UTMB ได้เลยว่ะ ทั้งกันลม กันฝน ระบายความร้อน จนกระทั่งมาเห็นราคา

๖,๔๐๐ บาทครับ

เชี่_ กูนี่เตรียมเสื้อกันฝน 7-11 เอาไว้ ตัวละ ๓๕ บาทครับพี่น้องครับ

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว วันก่อนมีคนมาโพสต์ขายจุกเสียบปลายไม้โพล ยี่ห้อ Vibram (ยี่ห้อนี้ดังมากเรื่องทำพื้นรองเท้าว่าเหนียวหนึบ รองเท้ายี่ห้อไหนเอาพื้นเจ้านี้ไปต้องยกมาเป็นจุดขาย) อีจุกไม้โพลที่ว่านี่ นึกถึงจุกยางรองขาเก้าอี้นะครับ ขนาดประมาณหัวแม่เท้า ใส่ยี่ห้อ Vibram เข้าไป คู่ละ ๔๙๐ บาทครับ

ตอนเห็นราคายังคิดอยู่ว่า ใครจะมาซื้อของมึ้งงงงงงง ที่ไหนได้ เมนต์มากันอย่างเร็ว รับครับ รับค่ะ รับครับ คู่นึงค่ะ

นี่แค่ตัวอย่างนะ ยังมีของอย่างอื่นในแวดวงอีกมาก ระหว่างที่พิมพ์อยู่นี่ก็มีประโยค วิ่งเป็นกีฬาที่ใช้เงินน้อย ก้องอยู่ในหัวนะครับ

เพราะฉะนั้นแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตามงานวิ่งเทรลถึงมี มาม่า เข้าไปเป็นสปอนเซอร์หลัก เพราะนอกจากจะค่าอุปกรณ์แล้ว ยังมีค่าอุปกรณ์สำรอง ค่าสมัครงานวิ่ง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าเดินทางไปซ้อมอีกสารพัด กระเป๋าฉีกนะครับ เรียกว่ามาม่าแม่งเข้าใจ insight ของลูกค้ากลุ่มนี้ดีมาก

วกกลับมาเรื่องสาระที่เกริ่นไว้ตอนต้น

จากที่เล่ามาจะเห็นว่ากลุ่มนักวิ่งเทรลส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ (ยกเว้นพี่คนนึงนะ) และตัดสินใจซื้อเร็ว ด้วยเหตุว่าถ้าช้าของแม่งจะหมด

เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ที่ดูแลสินค้าและบริการ แบรนด์ต่าง ๆ รวมทั้งเอเจนซี่ ถ้าสนใจลูกค้ากลุ่มนี้ลองหาวิธีเจาะตลาดดูนะครับ ถ้าเจาะได้รับรองว่า สุขสวัสดีความมั่งมีจะมาสู่ท่านแน่นอน… เลิฟ เลิฟ ❤

หมายเหตุ ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด 5555

ประสบการณ์วิ่งงาน PET : อาถรรพ์คัตออฟที่ ๓๐ โล

PET gearข้าวของและอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่แบกไปวิ่งงานนี้

มาจ้ะ death note เอ๊ย race note งานวิ่งล่าสุด พริบพรีอีโคเทรล Pribpree Eco Trail เรียกสั้น ๆ ว่า PET แต่คนไปงานเรียกง่าย ๆ ว่า งานเป็ด

งานนี้จัดที่บ้านลาด เพชรบุรี เป็นงานวิ่งที่จัดขึ้นครั้งแรก โดยชุมชนในพื้นที่ และทีมงานร้าน Pathwild ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีม TET ผู้จัดงานเทรลมากประสบการณ์และทุกงานล้วนได้รับคำชม แต่ผมมาไม่ทัน ทีม TET เลิกจัดงานวิ่งไปก่อน เสียดายมาก

พอมีแจ้งว่าจะจัดงาน PET โดยทีมงานส่วนหนึ่งของทีม TET เลยไม่รอช้า กดสมัครเอาระยะไกลสุด ๕๐ โลแม่งเลย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลอะไรออกมา รู้แค่ระยะกับสถานที่ ส่วนว่าความชันเป็นยังไง สนามโหดแค่ไหน คัตออฟเท่าไหร่ ไม่มีครับ งานนี้อาศัยเครดิตเดิมของผู้จัดล้วน ๆ แต่ขนาดไม่มีข้อมูลอะไรอย่างนี้ อย่าคิดว่าสมัครง่ายนะครับ แม่งแย่งกันสมัครยังกะวิ่งฟรี เต็มภายในไม่กี่นาที แล้วที่เต็มก่อนก็ระยะไกลสุด ๕๐ โลนี่แหละ ซึ่งแน่นอน ถึงเรื่องวิ่งพี่จะกาก แต่เน็ตพี่ไม่กากนะครับ เรื่องสมัครเร็วเนี่ยขอให้บอก ไม่เคยพลาดครับ

คืนวันศุกร์ทีมผู้จัดมา live facebook เพื่อบรีฟเส้นทางและเปิดให้นักวิ่งได้ถามข้อสงสัย พอเปิดรูปมาพร้อมกับบอกว่า เส้นทางวิ่งเป็นหินลอยเกือบตลอดทาง คนอื่นแม่งเมนต์กันกระจาย ส่วนพี่เฉยมาก บอกเลย ไม่ใช่อะไร ไม่รู้เรื่องว่าหินลอยแม่งโหดแค่ไหน 5555 ส่วนตัวที่อยากรู้มีสองเรื่อง

PET running planแผนการวิ่ง คิดไว้แค่ ๓๐ โลแรก เพซเท่าไหร่ กินอะไรตรงไหน เข้า/ออกสเตชั่นกี่โมง

เรื่องแรก ฝนจะตกมั้ย เพราะดูจากความชันแล้วถ้าตกก็น่าจะได้เล่นสไลเดอร์สวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ กันแน่มึง ผู้จัดบอกว่า ฝนตกทุกวัน แต่บอกไม่ได้ว่าวันวิ่งจะตกมั้ย ส่วนเรื่องที่สอง คือ ทางวิ่งในป่ามีทากุซังมั้ย อันนี้ยังไม่เคยเจอ แต่ไม่อยากเจอ เลือดพี่มีน้อยอยู่แล้ว อย่ามาแบ่งเอาไปเลยนะ ซึ่งผู้จัดก็ตอบให้สบายใจว่า ไม่มี (เว้ย)

PET running planดูกราฟความสูงนั่นสิจ๊ะ

ตัดฉับมาวันงาน ปล่อยตัวตีห้าครึ่ง ออกจากโรงเรียนบ้านพุตุม วิ่งบนถนนลาดยางมาสักสองโลเลี้ยวซ้ายเข้าทางเทรล หินเริ่มมาเลยจ้ะ วิ่งไปเนินเริ่มมา จนกระทั่งเลี้ยวขวาเข้าทาง single track อัปฮิลไปเรื่อย ๆ จนมาถึง A1 ลานเครื่องร่อน ตอน ๖.๓๖ น. เร็วกว่าที่วางแผนไว้นิดหน่อย ซึ่งถือว่าดี ได้มาร์จิ้นมา ๑๒ นาที กำลังใจมา ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วรีบออก

PET A1 viewวิวที่ลานเครื่องร่อน ต้องบอกว่า nice view ไม่แพ้ดอยปุยเลย

ออกจาก A1 เป็นทางดาวน์ฮิลลงไป วิ่ง ๆ อยู่ น้องผู้หญิงคนข้างหน้าสะดุดล้มคว่ำคะมำหงาย เข้าไปช่วยดึงให้ลุกขึ้น อ้าว เป็นน้องที่เคยเจอกันในแคมป์เทรลอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ยังไม่ทันได้ทักทายกันมีเพื่อนน้องวิ่งตามมาพอดี น้องมีคนดูแลแล้วเราก็ไปต่อ เพราะทางข้างหน้าจะเริ่มอัปฮิลยาว ๆ ล่ะ

อัปฮิล หรือเรียกว่าตะกายเขาจะตรงกว่า ขึ้นมาที่ยอดเขาแด่น จุดสูงที่สุดของสนามนี้ที่ระดับ ๕๓๘ เมตรจากระดับน้ำทะเล นั่งรอแม่พดด้วงตามขึ้นมา ให้พักแป๊บนึงพับไม้โพลเก็บแล้วเริ่มดาวน์ฮิลยาว ๆ ได้เวลาทดสอบเทคนิคที่เรียนมาจากแคมป์แล้วตอนนี้ ปล่อยไหลลงมาเรื่อย ๆ เฮ้ย ได้เว้ยกู ไอ้สัส!! ดาวน์ฮิลมาจนถึงลานลั่นทม หยุดพักเหนื่อยแป๊บ หยิบมือถือมาถ่ายรูป แม่พดด้วงตามมาพอดี กำลังจะไปต่อ อ้าว แม่พดด้วงล้มมา เข่าเป็นแผลเลือดไหลมาเลย บอกเพิ่งล้มตอนก่อนจะถึงลานลั่นทมนี่เอง ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ทำแผลใส่ยาแล้วก็ไปกันต่อ

ตลอดทางมีทั้งหินลอย หินไม่ลอย รากไม้ ตอไม้ วิ่งมาจนโลที่ ๑๗ ตากูมั่งล่ะทีนี้ ขาหลังสะดุดก้อนหินโผไปข้างหน้า แปลกมาก ความรู้สึกตอนนั้นเป็นภาพสโลว์โมชั่นเลยนะ พอตัวถึงพื้น มือไปฟาดใส่คมก้อนหินเป็นแผลฉีก ต้องหยิบเอาชุด first aid ใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลใส่เบตาดีน แล้ววิ่งต่อ

PET handอยู่ดี ๆ มือก็มีแผล

วิ่งมาได้อีกแป๊บนึง เหยยยย เลือดแม่งไหลออกมาอีกจนหยดมาตามทาง ต้องหยุดแปะพลาสเตอร์ปิดปากแผลเอาไว้ก่อน ตอนนี้กูรีบ เดี๋ยวค่อยว่ากันนะ

ลงมาจนถึง A2 อ่างเก็บน้ำผาน้ำหยด เวลาที่ตุนไว้ ๑๒ นาทีจากสเตชั่นแรกตอนนี้เหลือแค่ ๗ นาที รีบกินแตงโม น้ำตาลสด อาลัว ขนมชั้นชิ้นนึง เติมน้ำเย็นใส่ขวด แล้วออกเลย จุดหน้า ๑๑ โลมีคัตออฟด้วย ต้องขึ้นลงเขาคอแดง มีเวลาอยู่ ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที

จาก A2 วิ่งมาช่วงแรกยังเป็นทางราบ เพซยังได้ พอเริ่มขึ้นเขาเท่านั้นล่ะมึงเอ๊ยยยยยย มึงจะชันไปไหน!! อัปฮิลขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เริ่มคุยกับเพื่อนร่วมทางเยอะขึ้นแล้ว เพราะมีจังหวะต้องพักเหนื่อย เดินไปเช็คเวลาไป ค่อย ๆ ดูเพซเฉลี่ยตัวเองใกล้เพซเฉลี่ยคัตออฟไปทีละนิด จนกระทั่งแม่งหลุดจนได้ แต่ก็ยังมีความหวังว่าเดี๋ยวตอนดาวน์ฮิลอาจจะทำเวลาคืนมาได้บ้าง ยังมีลุ้น

พอถึงช่วงดาวน์ฮิลก็ซัดลงมาเลยจ้ะ ปล่อยไหลมายาว ๆ แซงใครได้ก็แซง วิ่งไปวิ่งมา บางช่วงวิ่งอยู่คนเดียวมาจนถึงโล ๒๕ กว่า ๆ เจอแอดวิดนุ เพจ Dnf6+ กำลังนั่งพักอยู่ วิ่งไปต่อ จนโลที่ ๒๖ ไอ้ชิบหาย ยังมีขาขึ้นให้กูตะกายขึ้นไปอีกเหรอ เงยหน้ามองลูกนี้แม่งแทบจะถอดใจเลย กัดฟันไต่ขึ้นไป พอถึงยอดก็รู้แล้วว่าหมดสิทธิ์ ไปไม่ทันคัตออฟแล้ว เกมตั้งแต่ตรงนี้ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ซ้อมดาวน์ฮิลแม่งเลยแล้วกัน ค่อย ๆ ปล่อยไหลไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เร่ง เดี๋ยวเจ็บจะไปกันใหญ่

ช่วงนี้วิ่งอยู่คนเดียว เป็นป่าไผ่ ข้างหน้าไม่มีใคร ข้างหลังไม่มีใคร วิ่ง ๆ ไปได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าใครตามหลังมา หันกลับไปดู เผื่อเพื่อนนักวิ่งจะทำเวลาจะได้หลบทางให้ แต่อ้าว เฮ้ย ไม่มีใครว่ะ ครั้งแรกไม่คิดอะไร ครั้งต่อไปก็ยังไม่มีใครเหมือนเดิม ไอ้สัส!! ทีนี้กูเริ่มคิดล่ะ วิ่งไปเหลียวหลังไป ทางแม่งก็ดาวน์ฮิลเป็นไหล่ทางอยู่ริมเขา แถมทางเอียง ๆ ถ้าพลาดขึ้นมาก็กลิ้งหลุน ๆ ลงไปนอนยิ้มอยู่เชิงเขาโน่นเลยนะ เลยตั้งสติ เอาใหม่ คิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านที่ไหว้ขอพรเอาไว้ก่อนจะออกจากบ้านคงตามมาดูแลคุ้มครองน่ะ ก็สบายใจขึ้น แต่ตีนนี่ไม่หยุดเลยนะ ขอกูวิ่งจนเจอใครซักคนก่อน

ลงมาถึงทางราบวิ่ง ๆ เดิน ๆ ไม่รีบแล้วทีนี้ โผล่มาถึงเจอวัวตัวเบ่อเร่อยืนอยู่ตรงลานกว้าง ยังคิดอยู่ว่าสวยดี แม่งน่าถ่ายรูป พอมองไปข้างหน้า เห็นป้าย A3 เจ็ดโกรก ไม่ถ่งไม่ถ่ายแล้วโว้ยยยย หมดกรรมแล้วกู กูจะแดกข้าววววว

สรุปว่ามาไม่ทันคัตออฟไปเกือบครึ่งชั่วโมง ซ้ำรอยงาน CM3 ที่ไม่ทันคัตออฟ ๓๐ โลตรงบ้านผานกกก แต่งานนั้นหลุดเวลาไปแค่สามนาที เดินไปที่เต๊นต์ เจอผู้ประสบภัย A3 อยู่กันเพียบ สนุกสนานเฮฮากันดี พี่สต๊าฟบอกว่า ไอ้ภูเขาสองลูกที่เจอมาน่ะยังไม่เท่าไอ้ลูกที่รออยู่เลยนะ ลูกนั้นน่ะของจริง เยสเข้!! นี่พี่ขู่หรือพูดให้พวกผมรู้สึกดี ที่ไม่ได้ไปต่อครับ

PET handมาถึง A3 มีรถพยาบาลก็เลยได้ทำแผลเป็นเรื่องเป็นราว

ระหว่างนั่งกินข้าวกินขนม เพื่อนนักวิ่งบางคนบอกว่า สนามนี้แม่งโหดกว่า Navy Frog อีก บางคนก็บอก ใครยกเขาแหลมมาไว้ที่นี่ อีกคนบอกโหดกว่างานเกาะช้าง ส่วนเรามันประสบการณ์น้อย เขาแหลมไม่เคยไป งาน Navy Frog ไม่เคยไป งานเกาะช้างยิ่งไม่เคยไป ฟังแล้วก็นึกในใจ ชิบหาย!! นี่กูมาตีบอสโดยไม่รู้สี่รู้แปดอะไรเลย 5555

จะยังไงก็แล้วแต่ คนที่เขาจบก็ยังมี มีเยอะด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่อ้างโน่นอ้างนี่ ที่ไม่จบนี่สรุปได้ข้อเดียวว่า กูกาก นะครับ

PET cupงานนี้เป็นงาน eco trail ผู้จัดให้เอาแก้วเอาช้อนไปเอง แต่อยากได้แก้วนิ่มที่ระลึกของงาน

สรุป งานนี้ข้อดีมีเพียบสุดจะสาธยาย ผู้จัดดี พี่น้องชาวบ้านในชุมชนให้ความร่วมมือดี เส้นทางดี (ปีหน้าจะมาแก้มือนะครับ) ริบบิ้นถี่ยิบไม่ต้องกลัวหลง ใครหลงมึงโทษตัวเองเถอะ อาหาร ผลไม้ น้ำดื่มมีพร้อม ใครเป็นเบาหวานอย่ามาวิ่งงานนี้ กูเตือนไว้ก่อน กลับไปมึงโดนตัดขาไม่ก็เบาหวานขึ้นตาแน่นอน หม้อแกง ทองหยอด เม็ดขนุน อาลัว ขนมชั้น พอนะ รับรองปีหน้าแม่งแย่งกันสมัครจนไฟลุกแน่ ๆ

หมายเหตุอีกที ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ทนอ่านมาได้ขนาดนี้ แล้วเจอกันใหม่ สวัสดีจ้ะ ❤

ประสบการณ์เข้าแคมป์เทรล Hilltop Trail Running Camp

Hilltop Trail Running Camp #7ผู้ร่วมชะตากรรม เอ๊ย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับโค้ชและผู้ช่วยโค้ชหลังผ่านมาสามเขา

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเป็นนักเรียนมาครับ เข้าแคมป์เทรลที่ชื่อว่า Hilltop Trail Running Camp ที่รีสอร์ต Hilltop Chalet ปากช่อง สาเหตุมาจากลงงานวิ่งเทรลครั้งล่าสุด (งาน CM6 ระยะ CM3) แล้วโดนคัตออฟอันเนื่องมาจากวิ่งดาวน์ฮิลไม่ได้ ทำให้ช่วงที่ควรจะเร่งเวลากลับทำไม่ได้ โดนตัดตัวเพราะเวลาเกินไปสามนาที พอรู้จุดอ่อนของตัวเองยังงี้ กลับมาก็เลยมาหาที่ซ้อมเนินเพื่อฝึกอัปฮิลดาวน์ฮิล แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ

พอ fb เด้งโพสต์รับสมัครแคมป์นี้ขึ้นมาก็เลยกดไปดู เห็นสอนมาแล้วหกรุ่น กำลังจะเปิดรุ่นที่เจ็ด โค้ชที่มาสอนเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติ ชื่อ โค้ชเดี่ยว ปฏิการ เพชรศรีชา ซึ่งก็มีเพจสอนวิ่งที่ follow อยู่แล้ว ดูราคาก็ไม่แพง ตัดสินใจง่ายเลย

ใช้เงิน (ที่ไม่ค่อยมี) แก้ปัญหาสิวะงานนี้

สำหรับเครดิตโค้ชเดี่ยวเผื่อใครที่ยังไม่รู้จัก นอกจากจะได้เหรียญทองแดงซีเกมส์มาแล้ว แกยังเข้าที่หนึ่งจอมบึงมาราธอน ๒๐๑๕ เป็นแชมป์ตะนาวศรี ๖๐ ปี ๒๐๑๘ และแชมป์โคลัมเบีย ๕๐ ปี ๒๐๑๘ มาด้วย (นี่แค่ส่วนหนึ่ง) เรียกว่ามีดีกรีแชมป์ทั้งงานถนนงานเทรล คิดว่างานนี้ต้องได้ทางสว่างกลับมาแน่นอน อย่างน้อยก็เรื่องดาวน์ฮิลที่เป็นปัญหาอยู่นี่ล่ะ

Hilltop Trail Running Camp #7โค้ชอาร์ตสอนการวอร์มในวันแรก

ไปถึงแคมป์วันแรกนอกจากโค้ชเดี่ยวก็ยังมีโค้ชอาร์ต มโนชา มาเป็นผู้ช่วยโค้ชเดี่ยวอีกคน รวมกับพี่หมึก เจ้าของโปรเจ็กต์แคมป์นี้มาช่วยดูแล สอนกันตั้งแต่การวอร์ม (สอนโคตรละเอียด วอร์มเสร็จก็เหนื่อยแล้ว หัวใจขึ้นโซนสามแล้วมั้ง 5555) แล้วออกไปวิ่งเบา ๆ ดูสถานที่จริง ประเดิมกันก่อน ได้ทดลองอัปฮิลดาวน์ฮิลในพื้นที่จริงกันทุกคน คนละสองสามรอบ เสร็จแล้วกลับมาเรียนการดริล (Drills – ภาษาไทยเรียกอะไรไม่รู้)

Hilltop Trail Running Camp #7วอร์มกันแบบจัดเต็ม วอร์มเสร็จแม่งเหนื่อย 5555

จบจากดริล โค้ชสอนยืดเหยียดต่อ เรียกว่าเอาให้ครบ มีทั้งวอร์ม ทั้งวิ่ง วิ่งเสร็จต้องยืดเหยียดด้วย

Hilltop Trail Running Camp #7โค้ชสอนดริลท่าโน้นท่านี้จ้ะ

วันที่สองโค้ชนัดพร้อมกันตีห้าครึ่ง ออกมาวอร์ม (เหมือนเมื่อวาน) เสร็จแล้วพาวิ่งออกไปตามเส้นทาง เอาเทคนิคที่โค้ชสอนเมื่อวานมาลองของจริง ตามโปรแกรมบอกว่า ๑๓ โล แต่วิ่งเสร็จดูนาฬิกาปาเข้าไป ๑๔ โลกว่า มีแถมด้วย 5555 ขึ้นเขาลงเขาไปสามลูก เริ่มจากลูกเมื่อวาน ซึ่งนั่นง่ายสุด แล้วขยับยากขึ้น ชันขึ้น ใช้เทคนิคมากขึ้น ลูกสุดท้ายนี่ ถ้าโค้ชไม่ลงให้ดูก่อนยังคิดไม่ออกว่ากูจะลงยังไงไม่ให้กลิ้งลงมา ตอนที่โค้ชทำให้ดูนี่ก็เหมือนง่ายเลยนะ

Hilltop Trail Running Camp #7ดูวิวสิ ต้นข้าวโพดมันสูงขนาดนี้เลยเหรอ

วันนี้ ๑๔ โลกว่าเบ็ดเสร็จใช้เวลาไปเกินสี่ชั่วโมง กลับมาถึงแคมป์มียืดเหยียดอีกรอบด้วยท่าที่ไม่ซ้ำกับเมื่อวาน

สรุปสั้น ๆ มาแคมป์นี้โคตรคุ้ม โค้ชสอนแบบไม่มีกั๊ก สงสัยอะไรถาม ตอบได้!! อยากรู้อะไรถาม ตอบได้!! อับดุล!! ผู้ช่วยโค้ชดี ทีมงานดูแลดี ตอนออกวิ่งระหว่างทางมีรถเซอร์วิส น้ำเย็น โค้ก เกลือแร่ น้ำมะพร้าวมาครบ เรียกว่า น้ำท่าบริบูรณ์ดี ได้วิ่งพื้นที่จริง ลองของจริง อัปฮิลเป็นอัปฮิล ดาวน์ฮิลเป็นดาวน์ฮิล ลื่นเป็นล้ม 5555

แคมป์นี้เหมาะกับใคร?

เหมาะกับนักวิ่งเทรลขั้นเริ่มต้น อาจจะวิ่งถนนมาระยะนึงแล้วอยากจะขยับมาวิ่งเทรล หรือเคยวิ่งเทรลบ้างแล้วและอยากจะเก็บพื้นฐานที่ถูกต้องก่อนจะขยับอัปเลเวลต่อไป ส่วนนักวิ่งเทรลที่ช่ำชองแล้วถ้าสนใจแคมป์แบบนี้ พี่หมึกเจ้าของโปรเจ็กต์บอกว่าปีหน้าจะเปิดแคมป์สำหรับรุ่นแอดวานซ์ขึ้นไป ใครสนใจอัปร่างรอกันไว้ได้เลยนะฮะ

หมายเหตุ ภาพประกอบเครดิตทีมงาน Hilltop Trail Running Camp ยกเว้นคลิปนะครับ

ประสบการณ์วิ่งงาน Bangkok Midnight Marathon 2019

Bangkok Midnight Marathon 2019 medal

มาครับ ร่างฟื้นแล้ว ทั้งกายหยาบกายละเอียด เขียน race note งาน Bangkok Midnight Marathon 2019 เสร็จแล้วครับ

งานนี้ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะลง เพราะไปทางเทรลแล้ว แต่มาเปลี่ยนใจเพราะจะใช้งานนี้เป็นการซ้อม long run เนื่องจากซ้อมเองแม่งซ้อมไม่ได้ (อ่านแล้วอย่าเพิ่งหมั่นไส้ ถุย!! ลงงานฟูลเพื่อซ้อม อะไรงี้)

ทำใจล่วงหน้าไว้เลยว่าวิ่งได้แค่ไหนก็แค่นั้น (เพราะซ้อมไกลที่สุดแค่สิบโลเอง อันนี้ไม่ดี ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง) แล้วก็ดูสภาพตัวเอง ไม่ฝืน ต้องไม่เจ็บ จะ dnf ก็ช่างมัน ซึ่งพอคิดแบบนี้แล้วแม่งไม่เครียดเว้ย สบาย ๆ ไม่กดดัน

อีกอย่างที่ทำให้พร้อมจะ dnf ก็คือ แพลนไว้ว่าวันเสาร์จะนอนกลางวันเพื่อออมแรงเอาไว้ แต่ปรากฎว่ามีงานเข้า ต้องออกไปสัมภาษณ์คุณลูกค้าช่วงบ่าย เสร็จเย็น กลับถึงบ้านค่ำ กินข้าว อาบน้ำนอนได้ไม่ถึงสองชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาเตรียมตัวแล้ว

ภารกิจแฝงอีกประการของงานนี้คือ จะเอา apple watch ไปทดสอบว่า แบตจะอยู่ได้กี่ชั่วโมง จะอยู่จนจบฟูลได้มั้ย? สงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนที่ซื้อ แล้วก็เห็นคนโพสต์ถามในกลุ่มวิ่งเรื่อย ๆ ทีนี้คนมาตอบก็พวกขาแรงไง จบฟูลสี่ชั่วโมงงี้ พวกนักวิ่งกาก ๆ นักวิ่งแนวหลังอย่างเราก็อยากรู้ว่าเวลาแบบเรานี่แบตจะอยู่ถึงมั้ยวะ

เรื่องนี้เคยเอาไปลองที่งานจอมบึงเมื่อตอนต้นปีมาแล้วครั้งนึง แต่ตอนนั้นดันเฟอะฟะ ไม่ได้ล็อกทัชสกรีนเอาไว้ พอยกแขนขึ้นปาดเหงื่อก็ไปโดนหน้าจออิท่าไหนกลายเป็น pause ไปเลย หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้ลงงานฟูลอีกจนงานนี้นี่แหละ

งานนี้สตาร์ตตอน ๐๐.๕๙ น. วันอาทิตย์ (พูดง่าย ๆ คือ เกือบตีหนึ่งของคืนวันเสาร์ นี่ถ้ามึน ๆ ได้มีออกมาวิ่งผิดวันกันมั่งล่ะ) เส้นทางวิ่งของระยะฟูลน่าสนใจมาก ส่วนตัวยกให้เป็นเส้นทางวิ่งฟูลในกรุงเทพฯ ที่ดีเป็นอันดับสอง รองจาก Amazing Thailand Marathon นะ

เริ่มจากจุดสตาร์ตที่บริเวณหอกลอง ถนนสนามไชย วิ่งเลียบข้างวัดพระแก้ว ผ่านกระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง ศาลฎีกา เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินกลางมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (อ้อ ตอนที่ผ่านบริเวณกองสลากเก่าได้ยินเสียงเพลงลอยมาจากถนนข้าวสารยังคิดในใจว่า ชาวบ้านแถวนี้เขาอยู่กันยังไงวะเนี่ย เสียงขนาดนี้)

มาถึงสะพานผ่านฟ้าเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนินนอกผ่านหน้ากระทรวงเกษตรฯ เลี้ยวซ้ายวิ่งขึ้นสะพานพระราม ๘ แล้ววิ่งยาวอยู่บนทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีจนถึงจุดกลับตัว (กิโลเมตรที่ ๑๘) วิ่งย้อนกลับทางเดิมจนลงสะพาน เลี้ยวซ้ายไปพระบรมรูปทรงม้า เลี้ยวขวาผ่านวัดเบญฯ เลี้ยวซ้ายวิ่งไปถึงแยกสุโขทัยแล้วเลี้ยวขวาวิ่งรอบสวนจิตรฯ

กลับมาพระบรมรูปทรงม้าเลี้ยวซ้ายวิ่งผ่านสนามมวยราชดำเนิน ตรงมาผ่านฟ้า มองเห็นภูเขาทองอยู่ตรงหน้า ข้ามมาโลหะปราสาท มาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายตรงไปเข้าเส้นชัยที่ห้นาศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยที่มีเสาชิงช้าตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้ ๆ

จริง ๆ เส้นทางที่เล่ามานี่มีแผนที่ให้ดูนะ แต่ที่ให้อ่านมายืดยาวนี่เพื่อให้เห็นภาพว่าผ่านแลนด์มาร์กอะไรบ้าง ถามว่าตลอดเวลาที่วิ่งอยู่น่ะ ได้ชื่นชมความงามอะไรมั้ย? ไม่เลย เพราะแม่งเหนื่อย 5555

ถึงเวลาสตาร์ต ปล่อยตัวเหล่าอิลิตออกไปก่อน แล้วอีกห้านาทีถึงปล่อยตัวนักวิ่งทั่วไป (ผู้จัดงานคงกลัวนักวิ่งไปเกะกะอิลิตจนทำเวลาได้ไม่ดี) งานนี้มีคัตออฟแรกที่โล ๓๔ คำนวณแล้วต้องวิ่งไม่เกินเพซ ๘.๓๐ คัตออฟสองที่โล ๓๙ ต้องไม่เกินเพซ ๘ หลังจากนั้นคัตออฟที่เส้นชัย ตัดที่เวลารวมหกชั่วโมง ก็พยายามวิ่งคุมเพซตามแผนที่วางไว้ คือ ไม่เกินเพซ ๗ กะว่าตุนเวลาเก็บเอาไว้หน่อย ถ้าช่วงท้ายแรงหมดหรือมีเหตุต้องผ่อนต้องเดินก็ยังไม่ต้องลุ้นมาก

วิ่งระวังตัวมาจนถึงสิบโลนิด ๆ ยังรู้สึกดี อาการเจ็บเข่าที่เจอมาตลอดสี่งานหลังสุดยังไม่มีอาการเลย มาถึงจุดกลับตัวโลที่ ๑๘ วิ่งวนกลับมาเจอ pacer ห้าชั่วโมงวิ่งตามมาถึงเพิ่งรู้สึกตัว เฮ้ย ถ้าวิ่งได้ประมาณนี้ไปเรื่อย ๆ จนจบนี่ได้ sub 5 nicely เลยนะมึง ทีนี้ก็ตั้งเป้าเลย จะเอา sub 5 กลับไปฝากท่านประธานพดด้วงที่นอนยิ้มอยู่ในหลุมซะหน่อย

ถึงโลที่ ๒๐ เติมเจลครั้งแรกตามที่วางแผนไว้ ไม่อยากชนกำแพงหมดสภาพเหมือนที่นักวิ่งหลายคนเคยเจอ แม่งเป็นไงก็ไม่รู้ แต่ขออย่าเจอเป็นดีที่สุด มาถึงโลที่ ๒๒ เริ่มมีอาการขาตึง ๆ เลยหยุดพักเหยียดน่องนิดนึง ดูเวลาแล้วยังสบาย ๆ

พอมาถึงโล ๒๖ – ๒๗ แม่งเริ่มไม่สบายแล้ว ต้องแวะหยุดยืดเหยียดทุกจุดให้น้ำ จนถึงโลที่ ๓๐ อยู่บนทางคู่ขนานลอยฟ้าหน้าห้างพาต้าเติมเจลครั้งที่สอง ดูเวลา เริ่มช้าลงแต่ยังทัน sub 5 และมั่นใจว่าวันนี้กูจบแน่ ๆ เหลืออีกแค่ ๑๒ โล จากจุดนี้เดินไปจนถึงเส้นชัยยังทันเลย ขอแค่อย่าเจ็บ อย่าชนกำแพงเท่านั้นเอง

วิ่งมาถึงสะพานพระราม ๘ ขาลง โอ้โห ผลจากการฝึกดาวน์ฮิลมาแม่งช่วยได้จริงว่ะ มั่นใจขึ้นมาก ดาวน์ฮิลลงสะพานมาสวย ๆ เลย แล้วเลี้ยวซ้ายไปเข้าจุด check point แรกโลที่ ๓๔ ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ดูเวลาแล้ว กำลังใจมา

แต่ก็นั่นแหละครับพี่น้องครับ ชีวิตนี้ถ้าอะไรมันเป็นอย่างที่คิดเสมอไป Murphy’s Law แม่งก็คงไม่โด่งดังทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้นะครับ จากที่กลัวว่าจะเจ็บ จะชนกำแพง ไม่เลยครับ วิ่งมาถึงโลที่ ๓๖ เจอตะคริวครับ วิ่งมาหลายปี ไม่เคยเป็นตะคริว มาเป็นเอาวันที่จะทำเวลาไปฝากพดด้วงนี่แหละ จังหวะที่มานี่วางเท้าซ้ายลงไปจี๊ดมาที่น่องซ้ายเลย ตัวนี่เกือบทรุด ยังดีที่นักวิ่งที่ตามมาเขาหยุดทัน

จากที่คิดว่ายังมีลุ้น sub 5 พอตะคริวมานี่เกมเปลี่ยนเลย ดีที่ตุนเวลาเอาไว้เยอะ คำนวณใหม่เหลืออยู่หกโล เดินไป check point สอง ที่โล ๓๙ ก็ยังทัน จากนั้นถ้าต้องเดินเข้าเส้นชัยก็ยังได้อยู่ ก็เลยอุ่นใจหน่อย ก็เดินสลับวิ่งมาเรื่อย ๆ วิ่ง ๆ ไปพอตะคริวจะมาก็หยุดเดิน เดินไปสักพักอาการดีขึ้นก็วิ่งต่อ มาอย่างนี้จนถึงสะพานผ่านฟ้า ข้ามถนนมาหน้าโลหะปราสาท โอ้โห ช่างภาพเรียงกันเป็นตับ ยิงกันรัว ๆ ไม่ได้ จะมีรูปกูเดินหมดสภาพไม่ได้ กัดฟันวิ่งเหยาะมาตลอดทาง กะว่าพอช่างภาพซาแล้วค่อยเดิน ที่ไหนได้ แม่งนั่งเรียงกันยาวไปจนเข้าเส้นชัยโน่น ดีที่ไม่หมดสภาพไปซะก่อน

Bangkok Midnight Marathon 2019 route

งาน Bangkok Midnight Marathon 2019 มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี แต่ถ้าอ่านจากใน fb นึกว่าไปกันคนละงาน เพราะนักวิ่งถล่มกันยับ!! แต่หลายเรื่องตัวเองไม่โดน หลายเรื่องเจอแต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร และบางเรื่องที่เจอแม่งไม่ดีจริง ๆ ก็มี

งานนี้สิ่งที่พอใจมากนอกเหนือจากการเข้าเส้นชัยได้ทันเวลาก็คือ ไม่เจ็บเข่าเลย แสดงว่าการบอดี้เวตที่ผ่านมาแม่งได้ผลเว้ย รวมถึงการซ้อมดาวน์ฮิลก็ได้ผลอีกเหมือนกัน นี่ค่อยเป็นกำลังใจให้ขยันซ้อมได้หน่อย

สุดท้าย สำหรับภารกิจทดสอบ apple watch series 3 ในที่สุดก็หายคาใจซะทีว่า ใส่ apple watch วิ่งฟูลได้มั้ย?

สรุปว่า ได้ครับ ตอนออกสตาร์ตมีแบตอยู่ ๙๔% เปิดโนติฯ ตามปกติทุกอย่าง แต่ไม่ได้ฟังเพลงระหว่างวิ่งนะ วิ่งเสร็จห้าชั่วโมงกว่าแบตเหลืออยู่ ๕๔% ตามภาพ เพราะฉะนั้นใครที่สนใจ apple watch แต่ยังลังเล ก็สบายใจได้เลย แบตอยู่ถึงแน่นอน และถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องอะไร เดี๋ยวมารีวิวกันอีกที

สวัสดีครับ… ❤

Apple Watch battery after running a marathon

TAI-PAN ตำนานแห่งฮ่องกง

TAI-PAN

ฮ่องกงเป็นข่าวทุกวันแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการไปขุดนิยายคลาสสิกขายดีระดับโลกมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

TAI-PAN เป็นเรื่องราวว่าด้วยการต่อสู้ทั้งในระดับปัจเจกไปจนถึงระดับประเทศ การต่อสู้ระหว่างความดีงามและความโลภ ที่มีความมั่งคั่งเป็นรางวัล มีฉากหลังเป็นการก่อร่างสร้างตัวของฮ่องกง จากเกาะที่ดูไม่มีความหมายอะไรไปสู่ประตูเปิดสู่จีนจนเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลก

เล่มนี้อ่านไทยมาก่อนตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัย ชอบมาก จนจบมาทำงานมีโอกาสมาเจอฉบับภาษาอังกฤษมือสองที่ร้านหนังสือแถวถนนข้าวสารก็สอยมาอีก

ใครยังไม่เคยอ่านแนะนำเลยครับ… 😊

ขับแท๊กซี่ มีโบนัส

เมื่อวานต้องเดินทางเข้าเมืองเลยมีโอกาสนั่งแท๊กซี่ยาว ๆ ช่วงนึง ทีแรกก็กะจะนั่งไปเงียบ ๆ สงบ ๆ แต่พอดีวิทยุมีข่าวเรื่องรัฐบาลจะขึ้นค่าแท๊กซี่ พี่คนขับก็เลยเปิดประเด็นคุยขึ้นมา

หลังจากส่องโหงวเฮ้งดูเร็ว ๆ แล้ว คิดว่าน่าจะพอคุยกันได้อยู่ ความเสี่ยงพอรับได้ ก็เลยร่วมวงด้วย แล้วก็ต่อไปเรื่อง ทำไมแท๊กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร คุย ๆ ไปได้สักพักแกก็อิน เริ่มเสียงดัง เลยดึงออกไปประเด็นอื่น

แกเล่าว่าเช่ารถเถ้าแก่แบบเหมากะ ขับคนเดียว ค่าเช่าวันละ ๗๐๐ ซึ่งแกมองว่าคุ้มกว่าเช่าเป็นกะที่ต้องเสียกะละห้าร้อยกว่าบาท เพราะจะขับตอนไหน ช่วงไหนก็ได้ รถอยู่ที่ตัวเองตลอดเวลา สิบวันเข้าอู่ไปจ่ายเงินทีนึง แถมไม่ต้องเสียค่าล้างรถทุกวันตอนจะไปส่งกะ เลือกเวลาเติมแกสได้ ไม่ต้องไปแย่งกันเติมแกสตอนช่วงที่จะต้องส่งกะ

ที่สำคัญเช่าแบบนี้ ขับเจ็ดวันได้ฟรีหนึ่งวัน เท่ากับได้ฟรีมาเดือนละสี่วัน (คิดเป็นตัวเงินคือ ๒,๘๐๐ บาท) แถมเถ้าแก่ยังให้โบนัสอีกเดือนละสองพัน

แกบอกว่า คิดดูสิ ผมขับแท๊กซี่ ผมได้โบนัสปีละสองหมื่นสี่นะ คนทำงานออฟฟิศหลายคนยังได้โบนัสไม่เท่าผมเลย

ก็อ่านกันเพลิน ๆ อย่าสะดุ้ง นะครับ…

เขียนถึงพี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning

เข้านี้มีข่าวร้ายส่งมาทางกล่องข้อความ

พี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning เสียชีวิตแล้วเมื่อตอนตีสามที่ผ่านมา

อ่านแล้วก็ร้อง เฮ้ย!! ไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ นี่เป็นความสูญเสียบุคลากรสื่อด้านเศรษฐกิจที่น่าใจหายที่สุดคนนึงเลยทีเดียว

ผมมีโอกาสได้ทำงานกับพี่นกอยู่ช่วงนึง ในปี ๒๕๓๕ หลังจากเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่ง ผมย้ายสังกัดมาอยู่ผู้จัดการรายวัน เป็นนักข่าวไอที มีพี่นกเป็นหัวหน้าโต๊ะ

ยุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของไอที ทั้งในวงการคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม มีผู้เล่นรายใหญ่ รายใหม่ เกิดขึ้นมากมาย สัมปทานวิทยุติดตามตัวเกิดขึ้นแล้ว ทั้งแพคลิ้งค์ โฟนลิ้งค์ โทรศัพท์มือถือเริ่มให้บริการแล้ว ซีพีได้สัมปทานโทรศัพท์สามล้านเลขหมายแล้ว

บริษัทสื่อสารเริ่มเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เกิดเป็นกลุ่มทุนสื่อสาร กลุ่มทุนใหม่ที่หวือหวา มีพลัง การแข่งขันสูง ซึ่งทำให้การทำข่าวในช่วงนั้นสนุกมาก มีการแถลงข่าวกันแทบทุกวัน

แต่ตลอดเวลาที่ทำงานกับพี่นกเป็นช่วงที่กดดันมาก มีความรู้สึกว่าทำงานเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีซักที กูยังไม่เก่งพอ เพราะการทำข่าวให้ถูกใจพี่นกไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างก็ได้ ขนาดงานง่าย ๆ อย่างการทำข่าวตามงานแถลงก็ไม่เคยง่ายอย่างที่คิด เพราะการทำงานไม่ได้เริ่มตอนที่ไปถึงสถานที่แถลงข่าว แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับหมายข่าวแล้วครับ

หมายความว่า ถ้าวันนี้เราได้รับแจ้งว่า วันพรุ่งนี้จะมีงานแถลงข่าวของบริษัทอะไรซักงานนึง พี่นกจะตั้งเป้าไว้เลยว่า เราจะต้องเช็คให้ได้ตั้งแต่วันนี้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อเขียนลงหนังสือพิมพ์วันนี้ แล้วไปขิงนักข่าวเล่มอื่นตอนไปงานวันพรุ่งนี้

แล้วพี่นกไม่ใช่หัวหน้าประเภทสั่งให้น้องทำแต่ตัวเองไม่ทำนะครับ แกทำยิ่งกว่าที่แกบอกให้เราทำอีก นี่ยังไม่รวมเรื่องความอึดในการตามแหล่งข่าว รอแหล่งข่าวและตื๊อแหล่งข่าว ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้แหล่งข่าวรู้จักและจดจำพี่นกได้เป็นอย่างดี ในระดับที่เรียกชื่อเล่นเลย เอ่ยนามซีอีโอธุรกิจสื่อสารในยุคนั้นมาเถอะ ทุกคนรู้จักพี่นก

เพราะฉะนั้นเวลาพี่นกให้ทำอะไร เราเถียงไม่ได้เลย เราไม่สามารถเถียงในใจได้เลยว่า แน่จริงเมิงมาทำเองสิ!! เพราะพี่นกทำเองและทำมากกว่าที่เราทำทุกเรื่อง

ถ้าสรุปง่าย ๆ ในโลกนักข่าวที่เป็นกะลาใบเล็กของผม ผมยกให้พี่นกคนเดียวว่าในทางวิชาชีพชีวิตนี้กูยอม ไม่เคยคิดสู้เลย

ช่วงหลัง ๆ มานี้เวลามีใครมาถามหาคนไปทำงาน อยากให้ recommend ใคร คนที่ recommend ได้อย่างมั่นใจ พูดได้เต็มปากที่สุดก็พี่นกนี่แหละ แต่พี่นกทุ่มเวลาและพลังงานในการทำงานให้กับ Positioning ทั้งหมด

วันนี้พี่นกไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้วนะครับพี่…

โชคดีที่เกิดก่อน

มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณแม่ที่มีลูกกำลังเรียนชั้นมอหก อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยขอคุยยาว ๆ เรื่องขั้นตอนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนี้ว่าเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง เพราะไม่รู้เรื่องเลย

หลังจากนั่งคุยกัน ซักถามจนเข้าใจว่าขั้นตอนมีอะไรบ้าง บอกกับตัวเองเลยว่า โชคดีมากที่เกิดมาก่อน ไม่ต้องใช้ระบบทุกวันนี้ ตัดสินกันที่สอบครั้งเดียวไปเลย

ที่คิดอย่างนี้เพราะระบบวันนี้เป็นระบบที่ต้องเหนื่อยกันตั้งแต่มอสี่ และไม่ได้เหนื่อยแค่เด็ก แต่พ่อแม่ต้องมาเหนื่อยด้วย เพราะถ้าจะปล่อยให้เด็กเตรียมตัวเองก็ไม่มั่นใจ กลัวไม่ดี ไม่พร้อม เดี๋ยวจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้

ยิ่งระบบไม่นิ่ง มีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกคนก็ยิ่งเหนื่อย ก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกันนะ…

ประสบการณ์ใช้งาน facebook และ twitter

ไม่ได้ใช้ social network มาสองสามวัน กลับมาใช้อีกทีมีข้อสังเกต (เฉพาะของตัวเอง) บางประการ

ข้อแรก feed ของ twitter ให้ข่าวสารข้อมูลทั่วไปในวงกว้างมากกว่าและเร็วกว่า fb ที่จะเป็นข้อมูลที่โฟกัสและเฉพาะทางกว่ามาก ๆ (บางโพสต์ของ fb ขึ้นมาช้าไปสองสามวันก็มี)

เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะหัวข้อหลัก ๆ ที่สนใจส่วนใหญ่ยังอยู่บน fb ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมา เรื่องวิ่ง หนังสือ ส่วนมากยังอาศัยเพจและกรุ๊ปของ fb ยังไม่ค่อยข้ามแพลตฟอร์มมา twitter กันเท่าไหร่

ข้อสอง อารมณ์และความรู้สึกขณะไถดู feed ของทั้งสองแพลตฟอร์มก็ต่างกัน บน twitter นี่ค่อนข้างจะไปทาง negative เยอะหน่อย เพราะผู้คนบน twitter แม่งโคตรเก้วกาด เรื่องนั้นเรื่องนี้ทั้งบ่นทั้งตีกัน

ส่วน fb นี่ เนื่องจากเพจหรือกรุ๊ปที่ตามอยู่เป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว (ตามข้อแรก) ประกอบกับอัลกอริธึมของ fb ก็ช่วยคัดกรองเอาเพจและกรุ๊ปที่เราเข้าไป engage ด้วยมาโชว์มากกว่าเรื่องอื่น ทำให้รู้สึกพึงพอใจในการใช้งานมากกว่า ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทำให้เกิด echo chamber ก็เถอะ

ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจัดการยังไงต่อไป จะทำการ detox twitter เพื่อลดความเก้วกาดดีมั้ย หรือจะปล่อยไว้แบบนี้เพื่อบาลานซ์กันระหว่างสองแพลตฟอร์ม แล้วเลือกใช้เอาตามอารมณ์ขณะนั้น ยังไม่รู้นะฮะ

ส่วน ig นี่ไม่พูดถึง ใช้น้อยมาก วัดอะไรไม่ได้ฮะ

ของใครเป็นยังไงกันมั่งอ่า… 🤔