หนังสือที่ CEO แจกให้อ่าน (๒๕๖๒)

จงเป็นคนฉลาดที่บริษัทขาดไม่ได้

วันนี้มาฟังนโยบายประจำปี ๒๕๖๒ ลงชื่อแล้วทีมงานแจกหนังสือก่อนเข้าห้องคือเล่มตามภาพด้านบน

นั่นแหละ จงเป็นคนฉลาดที่บริษัทขาดไม่ได้ นะจ๊ะ… ❤

สั่งพรีออร์เดอร์หนังสือ “แสงแห่งแผ่นดิน”

แสงแห่งแผ่นดินได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ทดลองสั่งพรีออร์เดอร์หนังสือในหลวงร.๙ “แสงแห่งแผ่นดิน” ของอมรินทร์พริ้นติ้งฯ จากเว็บ แสงแห่งแผ่นดิน.com เพื่อทดสอบความเรียบร้อยของระบบ

ก็ลองสั่งพร้อมถ่ายคลิปส่งเป็นที่เรียบร้อยวันนั้นเลย แล้วก็ลืมไปเลย ไม่ได้สนใจว่าหนังสือจะส่งมาวันไหน

จนเมื่อเช้าวันเสาร์มีโทรศัพท์มา เบอร์ไม่รู้จัก ทีแรกจะไม่รับเพราะคิดว่าเป็นพวกขายประกัน แต่ก็ลองรับดูก็ได้วะ ปรากฎว่าโทรมาจาก SCG Express จะมาส่งของ เราก็นึก เอาแล้วไง ไอ้พวกต้มตุ๋น จะมาส่งของแล้วเก็บเงินปลายทางกูล่ะสิ กูไม่ได้สั่งอะไรไปเลย

พอพนักงานบอกว่า จะมาส่งของจากอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์นั่นแหละถึงนึกได้ ก็บอกทางไป

รับของเรียบร้อยแล้วนี่เซอร์ไพรส์สองอย่าง อย่างแรก ใช้ SCG Express ส่งของนะ อันนี้ประทับใจ เพราะชื่อของ SCG น่าจะมืออาชีพอยู่ อย่างที่สอง แพ็กกล่องมาดูแน่นหนาเรียบร้อยดี

ยังไม่ได้แกะกล่องดูว่าสภาพข้างในเป็นยังไง หวังว่าคงจะไม่เซอร์ไพรส์ด้วยการหนังสือยับย่น หรือกล่องหลวมนะ ฮ่า…

ทีนี้พอได้หนังสือมาก็ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วก็เอาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วลืมไปเลย ไม่ได้แกะกล่องออกดูสภาพอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเช้านึกขึ้นได้ เลยแกะกล่องออกมาดูหน่อยซิ สภาพเป็นยังไงบ้าง

นี่ประทับใจมากนะ เพราะห่อมาหลายชั้นแล้วก็แน่นหนาดี ตามภาพ (พร้อมคำบรรยาย) นะฮะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะกล่องกระดาษ ชั้นแรกเจอแบบนี้ก่อน ห่อมาด้วยแผ่นโฟมกันกระแทก (เขาเรียกอย่างนี้มั้ย) ความหนาใช้ได้อยู่

แสงแห่งแผ่นดินแกะแผ่นโฟมออกมาเจอบับเบิ้ลกันกระแทกอีกชั้น ถึงขั้นร้องเหยดดดดดดกันเลย

แสงแห่งแผ่นดินแกะบับเบิ้ลออก เสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่อะไร แกะจริง ๆ แป๊บเดียว แต่นั่งบีบบับเบิ้ลเล่นต่อ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ เพลินดี แกะออกแล้วก็มาถึงตัวกล่องเสียที ยังมีพลาสติกบาง ๆ ซีลมาอีกชั้น กะว่าต่อให้ส่งช่วงสงกรานต์หนังสือก็ไม่เปียกอ่ะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะพลาสติกออก จะได้เห็นตัวเล่มแล้วเว้ยยยยยย ดึงหนังสือออกมา เหยดดดดดดดมีโฟมกันกระแทกใส่มาอีกชั้นนึง โอย อะไรจะขนาดนี้

แสงแห่งแผ่นดินนี่จ้ะ ในที่สุด ตัวเล่มหนังสือ แสงแห่งแผ่นดิน ปกสีทองมีฟอยล์ทองแวววาวปิ๊ง ๆ เพื่อตรวจสภาพความเรียบร้อยของตัวเล่ม เราก็หยิบพลิกดูให้ละเอียด บน บน ล่าง ล่าง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ก สตาร์ต เฮ้ย ไม่ใช่ นั่นมันสูตร Contra ดูแล้วก็เห็นว่าเรียบร้อยดี ตัวเล่มไม่มีรอยแม้จะน้อยนิดเท่าแมวข่วน (เพราะที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแมว)

แสงแห่งแผ่นดินส่วนนี่เป็นปกหลัง มีข้อความบอกไว้ว่า รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนานะครับ

แสงแห่งแผ่นดินหลายคนคงสงสัย ทำไมถ่ายไม่ให้เห็นอย่างอื่นบ้าง นี่คือเหตุผลครับ ถ้าถ่ายมุมกว้างแล้วมันจะรก ๆ หน่อย แฮ่…

เตรียมพบกับ Creativity Inc. ฉบับภาษาไทย (เดานะ)

Creativity, Inc.

คิดว่าอีกไม่นานจะมีหนังสือ Creativity Inc. ที่เขียนโดย Ed Catmull (หน้าตาตามภาพประกอบนะฮะ) ฉบับแปลภาษาไทยออกมาให้ได้อ่านกัน

ที่เดาอย่างนี้เพราะเมื่อกี๊นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟที่นึง เห็นหญิงสาวพร้อมปากกาในมือกำลังนั่งเปิดหนังสือเล่มนี้ฉบับ hardcover พลิกไปพลิกมาเทียบกับกระดาษ A4 หนาเป็นปึกที่วางอยู่ตรงหน้า หน้าตานี่เอาจริงเอาจังมาก

อาการนี้บอกได้เลยว่า ถ้าไม่ใช่กำลังแปล ก็คงกำลัง edit อยู่ ไม่รู้ว่าสำนักพิมพ์ไหนซื้อลิขสิทธิ์มา ใครที่รออ่านเล่มนี้อยู่อดใจรอสักพักนะฮะ…

หมายเหตุ รูปประกอบนี่เป็นหนังสือของผมเองนะ ไม่ใช่ของหญิงสาวคนที่กล่าวถึง ขออภัยที่ไม่มีภาพประกอบ ไม่กล้าถ่าย กลัวโดนหาว่าโรคจิต หน้ายิ่งให้อยู่ 5555

รีวิวหนังสือ : อย่าหลอกกัน (Fool Me Once) – ใครหลอกใคร?

foolmeonce

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานล่าสุดของ Harlan Coben ที่มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทย โดยคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เจ้าเก่าที่แปลงานของคุณพี่ Coben มาแล้วหลายเล่ม ถ้าใครเป็นแฟนประจำก็น่าจะคุ้นเคยกันดีทั้งสไตล์คนเขียนและสำนวนคนแปล

ที่ว่าน่าจะคุ้นเคยสไตล์ของคนเขียนก็คือ อยู่ดี ๆ ตัวเอกของเรื่องมักจะมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างหรือสองอย่างมาทำให้เสียศูนย์ โดยที่มักจะเป็นการเสียชีวิตของคนใกล้ตัว หรือบางทีเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวที่เสียชีวิตไปสักพักแล้วแต่กลับมีอะไรมาทำให้เกิดสงสัยทำนองว่า เอ๊ะ หรือยังไม่ตาย (วะ)

จากนั้นก็เป็นช่วงตามสืบ ตามไขปริศนา ซึ่งสุดท้ายจะพาไปหาต้นเรื่องที่เป็นฆาตกรหรือจอมบงการ ที่มักจะมีปมอยู่กับเหตุการณ์อะไรซักอย่างในอดีต และที่เป็นทีเด็ดของเรื่องแนวนี้คือ ฆาตกรที่ว่าต้องเซอร์ไพรส์ คาดไม่ถึง เฉลยออกมาแล้วคนอ่านต้องร้อง ว้าว!!

ทีนี้ความยากของคนเขียนก็คือเมื่อคนอ่านรู้อยู่เต็มอกว่า มึงต้องเซอร์ไพรส์กูแน่ ๆ ก็พยายามดักทางเดาตัวฆาตกร ส่วนคนเขียนก็ต้องพยายามวางพล็อตวางปมยังไงก็ได้ให้คนอ่านเดาไม่ได้ เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเบื่อกันไปข้างนึง

เล่มนี้ก็เหมือนกันนะฮะ

ตัวเอกของเรื่องเป็นหญิงสาว อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ประสบเหตุโดนปล้นในสวนสาธารณะขณะที่อยู่กับสามีและสามีโดนยิงตาย โดยที่ก่อนหน้านี้พี่สาวก็เพิ่งโดนฆ่าในช่วงที่เธอประจำการอยู่ที่ตะวันออกกลาง

ฟังแค่นี้ก็เศร้าแทนแล้ว แต่ยัง ยังไม่พอ พี่ Coben ยังซ้ำเข้าไปอีกเมื่อจู่ ๆ สามีที่เธอเพิ่งไปงานศพมาไม่นานกลับมาโผล่ให้เห็นในกล้องวงจรปิดว่ามาเล่นกับลูกสาวตัวน้อยอยู่ในบ้าน แถมตำรวจยังมาบอกอีกว่า ผลการตรวจสอบกระสุนพบว่า ปืนที่ใช้ฆ่าสามีเธอเป็นกระบอกเดียวกับที่ฆ่าพี่สาวเธอ

ตัวเอกของเรื่องก็เลยต้องตามสืบให้รู้ว่าใครกันที่เป็นฆาตกร ซึ่งแน่นอนว่า ระหว่างนี้คนอ่านก็จะโดนถล่มด้วยข้อมูลที่ท่วมท้น ถูกดึงไปทางโน้นที ทางนี้ที ไปเจอเรื่องในอดีตของคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แถมด้วยความสงสัยว่า ตกลงสามีมันตายรึยัง? พร้อมกับเดาตัวฆาตกรไปเรื่อย ๆ ว่า ไอ้นี่แน่ อีกสักพักก็ เอ๊ะ หรือไอ้นี่ อีกเดี๋ยวก็ หรือจะเป็นคนนี้ (วะ)

จนกระทั่งเฉลย แล้วเราก็ร้องว่า เหยดดดดดดดดดดด กูนึกไม่ถึง

มิน่า ถึงได้มีข้อความขึ้นบนปกว่า คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ

ถ้าเป็นแฟนของ Coben ก็อ่านเถอะครับ แต่ถ้าใครยังไม่เคยอ่านงานของ Coben ก็อยากให้ลองอ่านดู เผื่อจะชอบนะฮะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

อย่าหลอกกัน (Fool Me Once)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๘๕ บาท

fool me once

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไปแล้วบ้าง

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys
หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๙ : facebook โลกอันซ้อนกันอยู่
หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๙ : The Blind Side

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น ตอนที่ ๒

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ

ตอนที่แล้วแนะนำหนังสือจากผู้เขียนที่เป็นอดีตผู้จัดการกองทุนต่างชาติไปแล้ว (อ่านได้ที่นี่ครับ หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น) คราวนี้จะแนะนำหนังสือของผู้เขียนชาวไทยกันบ้าง เล่มนี้ชื่อว่า กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ เขียนโดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกออกมาในเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ ด้วยยอดพิมพ์ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ประสบความสำเร็จขายดีจนต้องพิมพ์ครั้งที่สองตามมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันอีก ๑๐,๐๐๐ เล่ม ที่ขายดีขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ และถ้าใครได้ลองหยิบมาพลิกอ่านก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงขายดี

คุณเทพเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Corporate Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ (ภาพปกตามรูปด้านล่าง)  ว่า แนวทางการลงทุนของเขาจะเน้นไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี โดยอย่างน้อยควรจะได้ในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (เพราะถ้าได้น้อยกว่าจะไปเสี่ยงทำไม ฝากเงินเอาก็ได้ ใช่มั้ย?)

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเดิมคุณเทพก็เป็นนักลงทุนขาลุยสไตล์รายย่อย (แปลว่า แมงเม่า) ทั่วไปนั่นแหละ แต่หลังจากที่รับประทาน “ต้มยำกุ้ง” หม้อใหญ่เข้าไปในช่วงปี ๒๕๔๐ ทำให้ต้องตัดใจขายขาดทุนไปก้อนโต แกเล่าว่ายังโชคดีที่มีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็เลยปรับตัวปรับใจ เอาใหม่ ต้องหาความรู้มากขึ้น

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับสิงหาคม ๒๕๔๗

ประกอบกับคุณเทพตั้งใจว่า หากเกษียณจากการทำงานก็หวังรายได้จากเงินปันผลที่จะเอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ต้องไปควักเนื้อเงินก้อนเงินเก็บที่มีอยู่ นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมแกถึงลงทุนโดยตั้งเป้าไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี

ในการหาความรู้ของคุณเทพ แกอ่านหนังสือหลายเล่มด้วยกัน และสองเล่มในนั้นคือหนังสือที่เขียนโดยคุณพี่ Peter Lynch คือ One Up On Wall Street (ที่เขียนแนะนำไปครั้งที่แล้ว อ่านได้ที่นี่) และ Beating the Street ซึ่งเป็นเล่มที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย เล่มนี้รอเวลาเหมาะ ๆ จะมาแนะนำกันอีกที ใครที่อดใจไม่ไหวจะอ่านก่อนเลยก็ยิ่งดีนะฮะ (บอกแล้วว่า พี่ Lynch แกของแท้ ไม่มีโม้ ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อสร้างโพรไฟล์มาขายคอร์สฝึกอบรม)

หลังจากที่แกเอาวิชาความรู้ที่ได้มาไปปรับใช้เป็นแนวทางตัวเองและพิสูจน์มาแล้วว่า เออ เฮ้ย ทำได้จริงเว้ย เงินปันผลก็ได้ ราคาหุ้นก็ไม่ขาดทุน แกก็สกัดเป็นเคล็ดวิชามาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้นี่แหละ

จุดเด่นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย อันนี้สำคัญ บางเล่มอ่านง่ายก็จริง แต่โคตรเข้าใจยากนะ แล้วก็เน้นตามหลักการลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐาน ไล่เรียงเรื่องที่สำคัญไปทีละหัวข้อ โดยที่บทท้าย ๆ มีตัวอย่างการพิจารณาจริง หุ้นจริง ตัวเลขกำไรและปันผลจริง (แต่เปลี่ยนชื่อหุ้นซะนิดนึง เพื่อไม่ให้เข้าข่ายชี้นำ) เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สรุปสั้น ๆ ว่า ใครที่อยากเล่นหุ้น ใครที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน หรือกำไรมั่งขาดทุนมั่งแล้วแต่ดวง หาหนังสือสองเล่มที่แนะนำมาอ่านได้เลยเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเล่นหุ้นอย่างยั่งยืนนะฮะ ขนาดนั้น

และถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วชอบใจ อยากอ่านเล่มสองที่แอดวานซ์ขึ้น ขอเชิญเล่มนี้ครับ วิถีแห่งเซียน หุ้นห่านทองคำ จากผู้เขียนคนเดียวกัน

ขอให้โชคดีครับ ❤

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/ ครับ

อ่านเล่มไหนดี?

What should I read next?ปกติแล้วหลังจากอ่านหนังสือจบ พอจะหยิบเล่มใหม่มาอ่านถ้าไม่ใช่เล่มต่อจากเล่มก่อนหน้าผมจะเกิดอาการ “เลือกไม่ถูก” ไม่รู้จะหยิบเล่มไหนมาอ่านดี

อาการที่เป็นก็คือ จะหยิบเล่มที่คิดว่าน่าสนใจมาพลิก ๆ ดู แล้ววาง แล้วหยิบเล่มอื่นมาพลิกดู แล้ววาง เป็นอย่างนี้วนลูปไปซักพัก จนตัดสินใจได้ว่า เอาเล่มนี้ล่ะวะ ก็จะหยิบมานั่งอ่านเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในช่วงที่เริ่มอ่านถ้าหากสะดุด หรือเกิดอาการ เอ๊ะ ขึ้นมา ก็อาจกลับไปวนลูปที่ว่ามาได้อีก จนกว่าจะได้เล่มที่จะอ่านจริง ๆ ก็จะอ่านไปจนจบ

อาการที่เป็นแบบนี้ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน เอาที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างตอนนี้ที่อ่าน The Blind Side จบไปได้สักพักแล้ว (อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ) ยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะอ่านอะไรต่อ

กองหนังสือที่เห็นในภาพเป็นเล่มที่เลือกมาเป็นเบื้องต้นแล้วแต่ยังรอตัดสินใจขั้นสุดท้ายอีกทีว่าจะเป็นเล่มไหน เกณฑ์อย่างนึงตอนนี้ก็คือตั้งใจว่าจะอ่านเล่มเก่า ๆ ก่อนนะฮะ

อาการนี้มีใครเป็นบ้างมั้ยครับ แล้วแก้ยังไงกัน เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ…

รีวิวหนังสือ : The Blind Side – เรื่องราวของชนชั้นที่เล่าผ่านโลกกีฬา

The Blind Side by Michael Lewis

หลังจากจบหนังสือเล่มล่าสุดของพี่ชาติ กอบจิตติ ไป (อ่านได้ที่นี่ครับ) ผมหยิบเล่มนี้มาอ่าน The Blind Side ของคุณพี่ Michael Lewis คนเดียวกับที่เขียน Flash Boys แต่เล่มนี้ออกมาก่อนหลายปีแล้ว เปิดดูที่จดไว้ถึงเห็นว่าซื้อมาตั้งแต่ปี ๕๒ นี่ปาเข้าไปปี ๕๙ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่เห็นข้อความบนปกว่า กำลังจะเอาไปสร้างเป็นหนัง เล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ก่อนสร้างหนังอีกนะฮะ

ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ดูหนังที่สร้างจากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่าทีมงานมีการดัดแปลงบทไปจากเนื้อเรื่องแค่ไหน มีเก็บรายละเอียดประเด็นย่อยไปด้วยมั้ย ในที่นี้ก็เลยจะพูดถึงตัวหนังสืออย่างเดียวนะฮะ

พี่ Lewis เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจมากในทุกเล่มที่แกเขียน วันก่อนฟัง podcast สัมภาษณ์ Malcolm Gladwell (ซึ่งเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องเก่งมากอีกคนนึง พี่แกสามารถเอาเรื่องยากมาย่อยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โคตรเทพอ่ะ) คนสัมภาษณ์ถามว่า ในความเห็นของ Gladwell ใครเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้ดี แกตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยว่า Michael Lewis แกบอกว่าอยากเล่าให้ได้แบบพี่ Lewis เลยนะฮะ นี่ขนาดมือระดับ Gladwell นะ

เล่มนี้ Lewis เล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นผิวดำยากจนคนนึงที่บังเอิญสรีระเอื้อต่อการเล่นอเมริกันฟุตบอลในตำแหน่ง Left Tackle ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คอยระวังป้องกันด้านซ้ายของควอเตอร์แบ็ค (ผู้เปรียบเสมือนแม่ทัพในเกมรุก) และด้วยความที่ควอเตอร์แบ็คส่วนมากจะถนัดขวา เวลาเล่นก็มักจะมองไปทางด้านขวา ทำให้ด้านซ้ายเป็นมุมบอด หรือ blind side อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือนี่เอง

ทีนี้ลำพังถ้าอยู่ของมันเองเด็กคนนี้ก็คงไปไม่ถึงไหน แต่บังเอิญมีครอบครัวอเมริกันผิวขาว ฐานะดี มีสถานภาพทางสังคมรับมาเลี้ยง ให้ที่อยู่ มีข้าวให้กิน หาเสื้อผ้าให้ใส่ ดูแลเรื่องการเรียนด้วย ทำให้ชีวิตของเด็กที่ดูแล้วไม่น่าจะไปไหนได้ไกล เพราะขนาดโตแล้วยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ค่อยได้ กลับมีอนาคตขึ้นมา

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้น แต่เฮีย Lewis ยังอธิบายให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเกมบุกและเกมรับของอเมริกันฟุตบอล รวมไปถึงการเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางข้อของ NFL (หน่วยงานกำกับดูแลและจัดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล เทียบได้กับ FIFA ในกีฬาฟุตบอลนะฮะ) เพื่อให้คนอ่านเข้าใจได้ว่า ทำไมควอเตอร์แบ็คถึงมีความสำคัญมากขึ้นในเกมบุกของอเมริกันฟุตบอล และทำไมผู้เล่นในตำแหน่ง left tackle ถึงสำคัญ (และมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมาก) ซึ่งโยงต่อมาถึงว่า ทำไมไอ้เด็กวัยรุ่นคนนี้มันถึงเป็นที่ต้องการจากมหาวิทยาลัยทั่วทั้งสหรัฐฯ

เอาแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็สนุกแล้ว แต่ Lewis ยังแฝงประเด็นรอง (หรือจริง ๆ เป็นประเด็นหลักวะ?) คือเรื่องของชนชั้นเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ระหว่างที่อ่านเรื่องราวของวัยรุ่นผิวดำคนนี้เฮีย Lewis ก็จะแทรกเรื่องของเด็กคนอื่นให้เห็นว่า ถึงจะมีศักยภาพทางกีฬาแค่ไหน โดดเด่นแค่ไหน แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี รวมถึงไม่ได้รับการสนับสนุน ผลักดัน หรือไม่มีคนเปิดประตูโอกาสให้ ก็ยากที่จะก้าวไปถึงฝั่งฝันได้

อ่านไปอ่านมาเล่มนี้กลายเป็นเรื่องของประเด็นใหญ่ทางสังคมที่น่าสนใจมาก ๆ โดยที่ใช้เรื่องของวัยรุ่นผิวดำเป็นตัวเล่าเรื่อง

โดยส่วนตัวผมอ่านเล่มนี้แล้วชอบมาก ประการแรก เรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของอเมริกันฟุตบอลที่นำมาเล่าในเล่มนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับตอนที่ผมดูกีฬานี้อยู่พอดี เวลาที่ Lewis พูดถึงโค้ชคนนั้น นักกีฬาคนนี้ ผมนึกภาพตามได้ไม่ยาก แถมที่สำคัญยังช่วยไขให้เข้าใจได้ว่า ทำไม Joe Montana ถึงเป็นควอเตอร์แบ็คที่ประสบความสำเร็จ ทำไม Steve Young ที่มาแทน Montana ก็ประสบความสำเร็จ ทั้งที่สองคนนี้ไม่ได้มีพลังแขนโดดเด่นเท่ากับควอเตอร์แบ็คคนอื่นในยุคเดียวกันเลย รวมไปถึงได้เข้าใจว่า West Coast offense ที่เห็นบ่อย ๆ เวลาอ่านบทความหรือตอนผู้บรรยายพูดถึงเนี่ย มันคืออะไร (สำหรับคนที่สนใจ เรื่องนี้อยู่ที่หน้า ๑๑๗ นะฮะ)

ประการที่สอง เรื่องราวเด็กวัยรุ่นที่เป็นตัวเอกของเรื่องนี้น่าสนใจมากว่า จะไปได้ถึงไหน เพราะ Lewis เขียนชวนให้เราติดตาม (และลุ้น) ไปตลอดว่า อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น (ซึ่งมีเยอะด้วย) จะหยุดชีวิตของเด็กคนนี้เอาไว้ก่อนที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่

ประการที่สาม ประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและโอกาสที่ได้รับ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของคนแต่ละคน เรื่องนี้ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ในประเทศไทยนี่ก็มี ข่าวคราวคนรวยทำผิดกฎหมายแต่ไม่ผิด ไม่ได้รับโทษมีอยู่บ่อยมาก ข่าวเด็กเรียนดีสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะดี ๆ ได้ แต่ไม่มีเงินเรียน เรื่องราวแบบนี้มีให้เห็นทุกปี และก็คงมีต่อไปอีกหลายปี

สิ่งที่ยากที่สุดในการอ่านหนังสือเล่มนี้สำหรับผมก็คือ การหักห้ามใจที่จะไม่เสิร์ชอินเทอร์เน็ตดูว่าชีวิตเด็กคนนี้ตอนนี้เป็นยังไง เพราะถ้าเสิร์ชดูนี่เท่ากับว่ารู้ตอนจบเลย เหมือนอ่านนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนแต่ดันรู้ก่อนซะแล้วว่าใครเป็นคนฆ่า ความสนุกของการลุ้นระหว่างที่อ่านหมดกันพอดี ถ้าใครจะอ่านเล่มนี้ผมแนะนำไว้ก่อนเลยว่า อย่าเสิร์ชดูเด็ดขาด

สำหรับคนที่กลัวว่าไม่ได้ดูอเมริกันฟุตบอล ไม่รู้จักอเมริกันฟุตบอลแล้วจะอ่านไม่สนุก ไม่ต้องกลัวครับ อ่านแค่พอให้เข้าใจภาพรวมก็ยังสนุกได้ครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไปแล้วบ้าง

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys
หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๙ : facebook โลกอันซ้อนกันอยู่

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/