เตรียมตัว Work from Home

หนังสือ REMOTE โดย Jason Fried และ David Heinemeier Hansson

ตอนที่ดูทรงล่วงหน้าเอาไว้ว่าจะต้อง work from home แน่ ๆ ก็เตรียมหาข้อมูลหาเคสตัวอย่างรอไว้ ปุบปับขึ้นมาจะได้ไม่ล่ก

นอกจากหาในเน็ตในอะไรแล้ว คนแรกที่นึกถึงก็คือ คุณพี่ Jason จากหนังศุกร์ ๑๓ เฮ้ย ไม่ใช่สิ Jason Fried จาก 37signals (เปลี่ยนชื่อเป็น Basecamp แล้ว) ที่ใช้ work from home มานาน ๒๐ ปีแล้วนะ

และการ wfh ของ 37signals นี่เป็นแบบขั้นสุดมาก ไม่ใช่แค่อยู่ในเมืองเดียวกันเท่านั้นนะ แม่งข้ามเมือง ข้ามประเทศ ข้ามโซนเวลาไปถึงข้ามทวีปโน่นเลย

พี่ Jason เอาประสบการณ์ของตัวเองและของบริษัทมาเขียนเป็นหนังสือเรื่องนี้โดยเฉพาะได้หนึ่งเล่ม ชื่อว่า REMOTE หน้าตาตามภาพด้านล่าง ถือเป็นไบเบิลสำหรับองค์กรที่อยากจะทำอย่างนี้จะได้มาดูแนวทางกันก่อน

อุปสรรคใหญ่ข้อนึงที่พี่ Jason บอกว่าทำให้การ wfh (จริง ๆ พี่แกเรียก remote working นะ แต่ให้เข้ากับบริบทบ้านเราตอนนี้ก็ขอเรียก wfh ไปละกัน โอเคนะ) เกิดได้ยากคือ ความกังวลของผู้บริหาร กังวลว่าพนักงานจะเหลวไหล ทำให้ได้งานน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สำหรับในประเทศไทย ความกังวลนี้จะโทษผู้บริหารก็ไม่ได้ เพราะตัวพนักงานเองก็มีส่วนอยู่ด้วย เลยกลายเป็นปัญหาโลกแตก จะแก้ยังไงดี

ก็ต้องมาพิสูจน์กัน ให้เกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

ส่วนตัวมองว่าวิกฤติโควิดรอบนี้เมื่อผ่านไปได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคธุรกิจ เหมือนเมื่อครั้งต้มยำกุ้งทำให้สถาบันการเงินต้องขยับตัวครั้งใหญ่

ในส่วนของพนักงานเองก็อาจใช้โอกาสครั้งนี้พิสูจน์ให้ผู้บริหารเห็นได้ว่า ความกังวลที่ว่านั่นมันจะไม่เกิด

แค่นี้ก็แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย… มั้ยวะ? 5555 🤟

TAI-PAN ตำนานแห่งฮ่องกง

TAI-PAN

ฮ่องกงเป็นข่าวทุกวันแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการไปขุดนิยายคลาสสิกขายดีระดับโลกมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

TAI-PAN เป็นเรื่องราวว่าด้วยการต่อสู้ทั้งในระดับปัจเจกไปจนถึงระดับประเทศ การต่อสู้ระหว่างความดีงามและความโลภ ที่มีความมั่งคั่งเป็นรางวัล มีฉากหลังเป็นการก่อร่างสร้างตัวของฮ่องกง จากเกาะที่ดูไม่มีความหมายอะไรไปสู่ประตูเปิดสู่จีนจนเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลก

เล่มนี้อ่านไทยมาก่อนตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัย ชอบมาก จนจบมาทำงานมีโอกาสมาเจอฉบับภาษาอังกฤษมือสองที่ร้านหนังสือแถวถนนข้าวสารก็สอยมาอีก

ใครยังไม่เคยอ่านแนะนำเลยครับ… 😊

พฤติกรรมการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยคิดว่าการซื้อหนังสือนี่มันต้องผ่านกระบวนการหยิบ ๆ จับ ๆ พลิกไปพลิกมา อ่านตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ดูปกไม่ยับ ดูกาวที่สันไม่เลอะ เลือกจนพอใจถึงจะซื้อ จะมียกเว้นบ้างก็บางเล่มที่หาในไทยไม่ได้ต้องสั่งจาก amazon แต่ก็ทดลองอ่านจากฟีเจอร์ look inside มาแล้ว

ตอนนี้เหรอ เปิดเว็บดูร้านออนไลน์ อ่านสรุปเนื้อหา ถ้าพอใจก็กดเลย บางทีเปิดเจอจากใน fb สำนักพิมพ์บ้าง นักเขียนบ้าง ถ้าน่าสนใจก็กดเลย แถมบางทีหนังสือยังไม่ออก เป็นแค่พรีออเดอร์ ถ้าสนใจก็โอนเงินแล้ว inbox ไปเลย สภาพหนังสือไม่ต้องเลือก

สรุปว่า การซื้อหนังสือออนไลน์ล้างความเชื่อและพฤติกรรมเดิม (ของตัวเอง) ไปหมด แถมยังช็อปวายป่วงกว่าการเดินร้านหนังสือแบบเดิมเยอะมากกกกกกก… 😂

หนังสือ Creative Selection สรุปสั้น ๆ ก่อนรีวิว

Creative Selection by Ken Kocienda

อ่านใกล้จบล่ะ แต่เอามาเล่าก่อนเพื่อใครสนใจจะได้ไปหามาอ่านมั่ง สรุปสั้น ๆ Creative Selection เล่มนี้ดีมาก คนเขียนทำงานที่ apple ในยุค Jobs มาเล่าถึงกระบวนการคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ apple ที่ผู้เขียนเข้าไปมีส่วนร่วม (ขออุบไว้ยังไม่บอกว่าตัวนึงเป็น iPhone 5555 😆)

ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาสินค้า และ/หรือบริการอื่น ๆ ได้สบาย

ใครเป็นติ่งอ่านได้ ไม่ใช่ติ่งก็อ่านได้ อับดุล!!

สำหรับเพื่อนฝูงที่ทำสำนักพิมพ์ แนะนำเลยว่าให้รีบไปซื้อลิขสิทธิ์มาแปลไทย ถ้าขายไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าขายได้ขายดีก็อย่าลืมกันนะ

สวัสดี

หมายเหตุ รีวิวยาว ๆ เดี๋ยวตามมาอีกทีนะครับ โปรดอดใจรอ แต่อย่ากลั้นใจรอ เดี๋ยวจะตายไปซะก่อน… 5555

หนังสือที่ CEO แจกให้อ่าน (๒๕๖๒)

จงเป็นคนฉลาดที่บริษัทขาดไม่ได้

วันนี้มาฟังนโยบายประจำปี ๒๕๖๒ ลงชื่อแล้วทีมงานแจกหนังสือก่อนเข้าห้องคือเล่มตามภาพด้านบน

นั่นแหละ จงเป็นคนฉลาดที่บริษัทขาดไม่ได้ นะจ๊ะ… ❤

สั่งพรีออร์เดอร์หนังสือ “แสงแห่งแผ่นดิน”

แสงแห่งแผ่นดินได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ทดลองสั่งพรีออร์เดอร์หนังสือในหลวงร.๙ “แสงแห่งแผ่นดิน” ของอมรินทร์พริ้นติ้งฯ จากเว็บ แสงแห่งแผ่นดิน.com เพื่อทดสอบความเรียบร้อยของระบบ

ก็ลองสั่งพร้อมถ่ายคลิปส่งเป็นที่เรียบร้อยวันนั้นเลย แล้วก็ลืมไปเลย ไม่ได้สนใจว่าหนังสือจะส่งมาวันไหน

จนเมื่อเช้าวันเสาร์มีโทรศัพท์มา เบอร์ไม่รู้จัก ทีแรกจะไม่รับเพราะคิดว่าเป็นพวกขายประกัน แต่ก็ลองรับดูก็ได้วะ ปรากฎว่าโทรมาจาก SCG Express จะมาส่งของ เราก็นึก เอาแล้วไง ไอ้พวกต้มตุ๋น จะมาส่งของแล้วเก็บเงินปลายทางกูล่ะสิ กูไม่ได้สั่งอะไรไปเลย

พอพนักงานบอกว่า จะมาส่งของจากอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์นั่นแหละถึงนึกได้ ก็บอกทางไป

รับของเรียบร้อยแล้วนี่เซอร์ไพรส์สองอย่าง อย่างแรก ใช้ SCG Express ส่งของนะ อันนี้ประทับใจ เพราะชื่อของ SCG น่าจะมืออาชีพอยู่ อย่างที่สอง แพ็กกล่องมาดูแน่นหนาเรียบร้อยดี

ยังไม่ได้แกะกล่องดูว่าสภาพข้างในเป็นยังไง หวังว่าคงจะไม่เซอร์ไพรส์ด้วยการหนังสือยับย่น หรือกล่องหลวมนะ ฮ่า…

ทีนี้พอได้หนังสือมาก็ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วก็เอาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วลืมไปเลย ไม่ได้แกะกล่องออกดูสภาพอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเช้านึกขึ้นได้ เลยแกะกล่องออกมาดูหน่อยซิ สภาพเป็นยังไงบ้าง

นี่ประทับใจมากนะ เพราะห่อมาหลายชั้นแล้วก็แน่นหนาดี ตามภาพ (พร้อมคำบรรยาย) นะฮะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะกล่องกระดาษ ชั้นแรกเจอแบบนี้ก่อน ห่อมาด้วยแผ่นโฟมกันกระแทก (เขาเรียกอย่างนี้มั้ย) ความหนาใช้ได้อยู่

แสงแห่งแผ่นดินแกะแผ่นโฟมออกมาเจอบับเบิ้ลกันกระแทกอีกชั้น ถึงขั้นร้องเหยดดดดดดกันเลย

แสงแห่งแผ่นดินแกะบับเบิ้ลออก เสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่อะไร แกะจริง ๆ แป๊บเดียว แต่นั่งบีบบับเบิ้ลเล่นต่อ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ เพลินดี แกะออกแล้วก็มาถึงตัวกล่องเสียที ยังมีพลาสติกบาง ๆ ซีลมาอีกชั้น กะว่าต่อให้ส่งช่วงสงกรานต์หนังสือก็ไม่เปียกอ่ะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะพลาสติกออก จะได้เห็นตัวเล่มแล้วเว้ยยยยยย ดึงหนังสือออกมา เหยดดดดดดดมีโฟมกันกระแทกใส่มาอีกชั้นนึง โอย อะไรจะขนาดนี้

แสงแห่งแผ่นดินนี่จ้ะ ในที่สุด ตัวเล่มหนังสือ แสงแห่งแผ่นดิน ปกสีทองมีฟอยล์ทองแวววาวปิ๊ง ๆ เพื่อตรวจสภาพความเรียบร้อยของตัวเล่ม เราก็หยิบพลิกดูให้ละเอียด บน บน ล่าง ล่าง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ก สตาร์ต เฮ้ย ไม่ใช่ นั่นมันสูตร Contra ดูแล้วก็เห็นว่าเรียบร้อยดี ตัวเล่มไม่มีรอยแม้จะน้อยนิดเท่าแมวข่วน (เพราะที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแมว)

แสงแห่งแผ่นดินส่วนนี่เป็นปกหลัง มีข้อความบอกไว้ว่า รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนานะครับ

แสงแห่งแผ่นดินหลายคนคงสงสัย ทำไมถ่ายไม่ให้เห็นอย่างอื่นบ้าง นี่คือเหตุผลครับ ถ้าถ่ายมุมกว้างแล้วมันจะรก ๆ หน่อย แฮ่…

เตรียมพบกับ Creativity Inc. ฉบับภาษาไทย (เดานะ)

Creativity, Inc.

คิดว่าอีกไม่นานจะมีหนังสือ Creativity Inc. ที่เขียนโดย Ed Catmull (หน้าตาตามภาพประกอบนะฮะ) ฉบับแปลภาษาไทยออกมาให้ได้อ่านกัน

ที่เดาอย่างนี้เพราะเมื่อกี๊นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟที่นึง เห็นหญิงสาวพร้อมปากกาในมือกำลังนั่งเปิดหนังสือเล่มนี้ฉบับ hardcover พลิกไปพลิกมาเทียบกับกระดาษ A4 หนาเป็นปึกที่วางอยู่ตรงหน้า หน้าตานี่เอาจริงเอาจังมาก

อาการนี้บอกได้เลยว่า ถ้าไม่ใช่กำลังแปล ก็คงกำลัง edit อยู่ ไม่รู้ว่าสำนักพิมพ์ไหนซื้อลิขสิทธิ์มา ใครที่รออ่านเล่มนี้อยู่อดใจรอสักพักนะฮะ…

หมายเหตุ รูปประกอบนี่เป็นหนังสือของผมเองนะ ไม่ใช่ของหญิงสาวคนที่กล่าวถึง ขออภัยที่ไม่มีภาพประกอบ ไม่กล้าถ่าย กลัวโดนหาว่าโรคจิต หน้ายิ่งให้อยู่ 5555

รีวิวหนังสือ : อย่าหลอกกัน (Fool Me Once) – ใครหลอกใคร?

foolmeonce

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานล่าสุดของ Harlan Coben ที่มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทย โดยคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เจ้าเก่าที่แปลงานของคุณพี่ Coben มาแล้วหลายเล่ม ถ้าใครเป็นแฟนประจำก็น่าจะคุ้นเคยกันดีทั้งสไตล์คนเขียนและสำนวนคนแปล

ที่ว่าน่าจะคุ้นเคยสไตล์ของคนเขียนก็คือ อยู่ดี ๆ ตัวเอกของเรื่องมักจะมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างหรือสองอย่างมาทำให้เสียศูนย์ โดยที่มักจะเป็นการเสียชีวิตของคนใกล้ตัว หรือบางทีเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวที่เสียชีวิตไปสักพักแล้วแต่กลับมีอะไรมาทำให้เกิดสงสัยทำนองว่า เอ๊ะ หรือยังไม่ตาย (วะ)

จากนั้นก็เป็นช่วงตามสืบ ตามไขปริศนา ซึ่งสุดท้ายจะพาไปหาต้นเรื่องที่เป็นฆาตกรหรือจอมบงการ ที่มักจะมีปมอยู่กับเหตุการณ์อะไรซักอย่างในอดีต และที่เป็นทีเด็ดของเรื่องแนวนี้คือ ฆาตกรที่ว่าต้องเซอร์ไพรส์ คาดไม่ถึง เฉลยออกมาแล้วคนอ่านต้องร้อง ว้าว!!

ทีนี้ความยากของคนเขียนก็คือเมื่อคนอ่านรู้อยู่เต็มอกว่า มึงต้องเซอร์ไพรส์กูแน่ ๆ ก็พยายามดักทางเดาตัวฆาตกร ส่วนคนเขียนก็ต้องพยายามวางพล็อตวางปมยังไงก็ได้ให้คนอ่านเดาไม่ได้ เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเบื่อกันไปข้างนึง

เล่มนี้ก็เหมือนกันนะฮะ

ตัวเอกของเรื่องเป็นหญิงสาว อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ประสบเหตุโดนปล้นในสวนสาธารณะขณะที่อยู่กับสามีและสามีโดนยิงตาย โดยที่ก่อนหน้านี้พี่สาวก็เพิ่งโดนฆ่าในช่วงที่เธอประจำการอยู่ที่ตะวันออกกลาง

ฟังแค่นี้ก็เศร้าแทนแล้ว แต่ยัง ยังไม่พอ พี่ Coben ยังซ้ำเข้าไปอีกเมื่อจู่ ๆ สามีที่เธอเพิ่งไปงานศพมาไม่นานกลับมาโผล่ให้เห็นในกล้องวงจรปิดว่ามาเล่นกับลูกสาวตัวน้อยอยู่ในบ้าน แถมตำรวจยังมาบอกอีกว่า ผลการตรวจสอบกระสุนพบว่า ปืนที่ใช้ฆ่าสามีเธอเป็นกระบอกเดียวกับที่ฆ่าพี่สาวเธอ

ตัวเอกของเรื่องก็เลยต้องตามสืบให้รู้ว่าใครกันที่เป็นฆาตกร ซึ่งแน่นอนว่า ระหว่างนี้คนอ่านก็จะโดนถล่มด้วยข้อมูลที่ท่วมท้น ถูกดึงไปทางโน้นที ทางนี้ที ไปเจอเรื่องในอดีตของคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แถมด้วยความสงสัยว่า ตกลงสามีมันตายรึยัง? พร้อมกับเดาตัวฆาตกรไปเรื่อย ๆ ว่า ไอ้นี่แน่ อีกสักพักก็ เอ๊ะ หรือไอ้นี่ อีกเดี๋ยวก็ หรือจะเป็นคนนี้ (วะ)

จนกระทั่งเฉลย แล้วเราก็ร้องว่า เหยดดดดดดดดดดด กูนึกไม่ถึง

มิน่า ถึงได้มีข้อความขึ้นบนปกว่า คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ

ถ้าเป็นแฟนของ Coben ก็อ่านเถอะครับ แต่ถ้าใครยังไม่เคยอ่านงานของ Coben ก็อยากให้ลองอ่านดู เผื่อจะชอบนะฮะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

อย่าหลอกกัน (Fool Me Once)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๘๕ บาท

fool me once

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไปแล้วบ้าง

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys
หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๙ : facebook โลกอันซ้อนกันอยู่
หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๙ : The Blind Side

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น ตอนที่ ๒

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ

ตอนที่แล้วแนะนำหนังสือจากผู้เขียนที่เป็นอดีตผู้จัดการกองทุนต่างชาติไปแล้ว (อ่านได้ที่นี่ครับ หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น) คราวนี้จะแนะนำหนังสือของผู้เขียนชาวไทยกันบ้าง เล่มนี้ชื่อว่า กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ เขียนโดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกออกมาในเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ ด้วยยอดพิมพ์ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ประสบความสำเร็จขายดีจนต้องพิมพ์ครั้งที่สองตามมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันอีก ๑๐,๐๐๐ เล่ม ที่ขายดีขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ และถ้าใครได้ลองหยิบมาพลิกอ่านก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงขายดี

คุณเทพเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Corporate Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ (ภาพปกตามรูปด้านล่าง)  ว่า แนวทางการลงทุนของเขาจะเน้นไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี โดยอย่างน้อยควรจะได้ในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (เพราะถ้าได้น้อยกว่าจะไปเสี่ยงทำไม ฝากเงินเอาก็ได้ ใช่มั้ย?)

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเดิมคุณเทพก็เป็นนักลงทุนขาลุยสไตล์รายย่อย (แปลว่า แมงเม่า) ทั่วไปนั่นแหละ แต่หลังจากที่รับประทาน “ต้มยำกุ้ง” หม้อใหญ่เข้าไปในช่วงปี ๒๕๔๐ ทำให้ต้องตัดใจขายขาดทุนไปก้อนโต แกเล่าว่ายังโชคดีที่มีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็เลยปรับตัวปรับใจ เอาใหม่ ต้องหาความรู้มากขึ้น

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับสิงหาคม ๒๕๔๗

ประกอบกับคุณเทพตั้งใจว่า หากเกษียณจากการทำงานก็หวังรายได้จากเงินปันผลที่จะเอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ต้องไปควักเนื้อเงินก้อนเงินเก็บที่มีอยู่ นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมแกถึงลงทุนโดยตั้งเป้าไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี

ในการหาความรู้ของคุณเทพ แกอ่านหนังสือหลายเล่มด้วยกัน และสองเล่มในนั้นคือหนังสือที่เขียนโดยคุณพี่ Peter Lynch คือ One Up On Wall Street (ที่เขียนแนะนำไปครั้งที่แล้ว อ่านได้ที่นี่) และ Beating the Street ซึ่งเป็นเล่มที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย เล่มนี้รอเวลาเหมาะ ๆ จะมาแนะนำกันอีกที ใครที่อดใจไม่ไหวจะอ่านก่อนเลยก็ยิ่งดีนะฮะ (บอกแล้วว่า พี่ Lynch แกของแท้ ไม่มีโม้ ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อสร้างโพรไฟล์มาขายคอร์สฝึกอบรม)

หลังจากที่แกเอาวิชาความรู้ที่ได้มาไปปรับใช้เป็นแนวทางตัวเองและพิสูจน์มาแล้วว่า เออ เฮ้ย ทำได้จริงเว้ย เงินปันผลก็ได้ ราคาหุ้นก็ไม่ขาดทุน แกก็สกัดเป็นเคล็ดวิชามาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้นี่แหละ

จุดเด่นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย อันนี้สำคัญ บางเล่มอ่านง่ายก็จริง แต่โคตรเข้าใจยากนะ แล้วก็เน้นตามหลักการลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐาน ไล่เรียงเรื่องที่สำคัญไปทีละหัวข้อ โดยที่บทท้าย ๆ มีตัวอย่างการพิจารณาจริง หุ้นจริง ตัวเลขกำไรและปันผลจริง (แต่เปลี่ยนชื่อหุ้นซะนิดนึง เพื่อไม่ให้เข้าข่ายชี้นำ) เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สรุปสั้น ๆ ว่า ใครที่อยากเล่นหุ้น ใครที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน หรือกำไรมั่งขาดทุนมั่งแล้วแต่ดวง หาหนังสือสองเล่มที่แนะนำมาอ่านได้เลยเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเล่นหุ้นอย่างยั่งยืนนะฮะ ขนาดนั้น

และถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วชอบใจ อยากอ่านเล่มสองที่แอดวานซ์ขึ้น ขอเชิญเล่มนี้ครับ วิถีแห่งเซียน หุ้นห่านทองคำ จากผู้เขียนคนเดียวกัน

ขอให้โชคดีครับ ❤

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/ ครับ

อ่านเล่มไหนดี?

What should I read next?ปกติแล้วหลังจากอ่านหนังสือจบ พอจะหยิบเล่มใหม่มาอ่านถ้าไม่ใช่เล่มต่อจากเล่มก่อนหน้าผมจะเกิดอาการ “เลือกไม่ถูก” ไม่รู้จะหยิบเล่มไหนมาอ่านดี

อาการที่เป็นก็คือ จะหยิบเล่มที่คิดว่าน่าสนใจมาพลิก ๆ ดู แล้ววาง แล้วหยิบเล่มอื่นมาพลิกดู แล้ววาง เป็นอย่างนี้วนลูปไปซักพัก จนตัดสินใจได้ว่า เอาเล่มนี้ล่ะวะ ก็จะหยิบมานั่งอ่านเป็นเรื่องเป็นราว แต่ในช่วงที่เริ่มอ่านถ้าหากสะดุด หรือเกิดอาการ เอ๊ะ ขึ้นมา ก็อาจกลับไปวนลูปที่ว่ามาได้อีก จนกว่าจะได้เล่มที่จะอ่านจริง ๆ ก็จะอ่านไปจนจบ

อาการที่เป็นแบบนี้ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน เอาที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างตอนนี้ที่อ่าน The Blind Side จบไปได้สักพักแล้ว (อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ) ยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะอ่านอะไรต่อ

กองหนังสือที่เห็นในภาพเป็นเล่มที่เลือกมาเป็นเบื้องต้นแล้วแต่ยังรอตัดสินใจขั้นสุดท้ายอีกทีว่าจะเป็นเล่มไหน เกณฑ์อย่างนึงตอนนี้ก็คือตั้งใจว่าจะอ่านเล่มเก่า ๆ ก่อนนะฮะ

อาการนี้มีใครเป็นบ้างมั้ยครับ แล้วแก้ยังไงกัน เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ…