ประสบการณ์งานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง ราชบุรี ๒๕๖๑

chombueng crown prince hospital half marathon 2018

เมื่อวานนี้ไปลงงานวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนมาครับ ชื่องาน ฮาล์ฟมาราธอนโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จอมบึง เป็นงานเล็ก ๆ จัดครั้งแรก โดยทีมงานชาวบ้านในท้องถิ่นจัดกันเอง คิดว่าไม่ได้ใช้ออแกไนเซอร์ที่ไหน แต่คงมีทีมงานที่มีประสบการณ์และโนว์ฮาวจากการจัดงานจอมบึงมาราธอนมาช่วย หรือดีไม่ดีอาจจะเป็นทีมนั้นมาจัดเองเลยหรือเปล่าไม่รู้

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ผมสรุปให้ก่อนเลยว่างานนี้เป็นยังไง เผื่อใครที่พลาดปีนี้และเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจในปีหน้า

งานนี้จัดปีนี้ครั้งแรก สรุปรวมความดีงามและความประทับใจเอาไปเลย สี่ดาวครึ่ง

อะไรที่ดีงามบ้าง

๑. บรรยากาศ -> ติ๊ดชึ่งมาก ได้ฟีลความสนุกแบบคนไทยต่างจังหวัด กองเชียร์พร้อม ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ มีประดับไฟแบบงานวัดต่างจังหวัด บวกคะแนนพิเศษตรงที่มีหลวงพ่อมาให้น้ำมนต์ด้วย แถมอากาศดี ช่วงแดดออกก็ไม่ร้อนมาก
๒. เส้นทางวิ่ง -> มีทั้งถนนราดยางและถนนลูกรัง ได้บรรยากาศเทรลเล็ก ๆ บางช่วงวิ่งผ่ากลางไร่อ้อย มองไปทางซ้ายมีภูเขาตั้งตระหง่าน วิวดีมาก บางช่วงวิ่งเข้าหมู่บ้าน มีพี่ป้าน้าอาหอบลูกเด็กเล็กแดงออกมายืนเชียร์
๓. การปิดถนน -> ไม่ ๑๐๐% แต่เนื่องจากเส้นทางวิ่งส่วนใหญ่เป็นถนนสายเล็ก สายรอง ประกอบกับพี่ป้าน้าอาน่าจะให้ความร่วมมือกันอย่างดี ตลอดทั้งเส้นทางเจอรถไม่เกินห้าคัน
๔. จุดให้น้ำ-เกลือแร่ -> พร้อมจนไม่รู้จะพร้อมยังไง กลางไร่อ้อยก็ยังมี บางจุดมีทองหยอดจิ้มไม้รอให้หยิบกินได้เลย แตงโมพร้อม เห็นว่าบางจุดมีกล้วยตากด้วย ถุงขยะ มีวางรอพร้อม ถ้านักวิ่งทิ้งไม่ลงถังมีทีมงานเก็บใส่ให้เรียบร้อย
๕. เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ -> มีกระจายตามระยะ สเปรย์พร้อม บางจุดมีมอเตอร์ไซค์พร้อม
๖. เพซเซอร์ -> ชุดอื่นไม่รู้ แต่ชุดสองชั่วโมงเวลาเป๊ะ และคิดว่าชุด ๒.๔๕ ที่สำคัญที่สุดก็น่าจะเป๊ะด้วยเหมือนกัน
๗. ระบบชิปจับเวลา + พิมพ์ผลการแข่งขัน -> ใช้ชิปจับเวลา มีจุด check point ระหว่างทาง ไม่ต้องรับหนังยาง เข้าเส้นชัยแล้วพิมพ์ผลการแข่งขันไม่ต้องรอนาน ระบบไม่ล่ม
๘. การรับเหรียญ -> รับเหรียญจากพานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ (ถ้วยรางวัลเป็นถ้วยพระราชทานด้วยนะ)
๙. อาหารหลังเข้าเส้นชัย -> แบ่งตามระยะวิ่ง มีพอ ไม่ต้องกลัวหมด ใครกินเจมีอาหารเจให้ด้วย
๑๐. ช่างภาพ -> มีเพียบ สาว ๆ ไม่ต้องกลัวว่ามาวิ่งงานนี้แล้วจะไม่มีรูป
๑๑. ที่จอดรถ -> กว้างขวาง ใหญ่โต มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการเรื่องการจอดรถ ไม่วุ่นวาย

พอเถอะนะ แค่นี้ก็งานอื่นก็ลำบากแล้ว

ข้อดีเยอะขนาดนี้ ทำไมได้สี่ดาวครึ่ง อีกครึ่งดาวหายไปไหน?

อีกครึ่งดาวขอหักจากเรื่องรถสุขาครับ จริงอยู่งานนี้ผู้จัดบอกว่า ถ้าอยากเข้าห้องน้ำ เจอธงเขียวที่บ้านไหน เลี้ยวเข้าได้เลย แต่นักวิ่งบางคนก็อาจไม่สะดวกใจที่จะต้องไปรบกวนใช้ห้องน้ำบ้านพี่ป้าน้าอา กลัวจะไปทำเลอะเทอะ คงจะดีกว่าถ้ามีรถสุขาเป็นอีกทางเลือกครับ

ด้วยความดีงามระดับนี้ ความประทับใจขนาดนี้ ดูจาก feedback ในโลกโซเชี่ยลแล้วก็รับประกันได้ว่า ปีหน้าใครจะไปงานนี้ต้องเร็วเลยนะครับ เชื่อว่าเปิดรับสมัครเมื่อไหร่ เต็มเร็วแน่นอน ดีไม่ดีอาจต้องมีล็อตโต้กันเลยนะ

หมายเหตุไว้นิดนึง ปีนี้มีนักวิ่งมาสามพันกว่าคน วิ่งระยะฮาล์ฟพันกว่าคน ถ้าปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปมีคนมามากกว่านี้ก็หวังว่าทีมงานจะยังสามารถรับมือกับจำนวนนักวิ่งที่มากขึ้น โดยที่คงความดีงามทั้งหลายของปีนี้เอาไว้ได้นะครับ

สรุปจบไปแล้ว ทีนี้เป็นรายละเอียดเขียนเก็บไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวครับ

งานนี้ทีแรกไม่รู้จักมาก่อน แล้วในโปรแกรมงานวิ่งก็ไม่ได้คิดจะลงงานนี้ แต่อยู่ ๆ เพจ fb ของงานจอมบึงก็มาบอกว่า ใครที่ลงงานนี้แล้ววิ่งฮาล์ฟได้ภายในเวลา ๒.๔๕ ชั่วโมงจะได้โควต้าไปงานจอมบึง

อ้าวววววว อย่างนี้ก็ต้องจัดสิครับ

เพราะผมเองไม่เคยมีโชคในเรื่องเสี่ยงดวงเรื่องล็อตโต้อะไรพวกนี้เลย งานวิ่งทุกงานที่ลงมาล้วนแล้วแต่สมัครก่อนได้ก่อนทั้งนั้น จอมบึงนี่จะเป็นงานแรก แล้วก็เป็นงานที่อยากไปด้วย ถ้าพลาดขึ้นมาคงเสียดายแย่

เข้าใจว่าที่งานจอมบึงต้องมาให้สิทธิ์โควต้าขนาดนี้น่าจะป็นเพราะยอดสมัครงานนี้คงไม่เดิน เลยต้องออกโปรกระตุ้นกันหน่อย

สมัครเสร็จ ต่อด้วยจองที่พัก แล้วก็มารอบิบและเสื้อวิ่งที่จะส่งมา ซึ่งก็มีให้ลุ้นนิดหน่อย เพราะส่งมาถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันวิ่งเลย เล่นเอาใจคอไม่ดี เพราะระหว่างนั้นผลล็อตโต้งานจอมบึงก็ออกมาแล้ว สรุปว่า ล็อตโต้สองรอบ แห้วทั้งสองรอบ เพราะฉะนั้นถ้าอยากไปจอมบึงมาราธอนก็ต้องห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด

วันเสาร์เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจอมบึง ด้วยเส้นทางผ่านนครปฐม ทีแรกกะว่าไปถึงจะเข้าที่พักแล้วบ่าย ๆ เย็น ๆ ค่อยออกมาดูบริเวณจัดงาน แต่กลายเป็นว่าผ่านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ซึ่งเป็นบริเวณจัดงานก่อนถึงที่พัก ก็เลยแวะไปดูก่อน ดูที่จอดรถว่าอยู่ตรงไหน เข้าไปที่ลานคูน เอาชิปไปเช็กว่าข้อมูลถูกต้องเรียบร้อยดี ถามเจ้าหน้าที่ถึงจุดแจ้งผลหลังวิ่งเสร็จเพื่อเอาโควต้างานจอมบึง มาราธอนได้ที่ไหน

เสร็จแล้วแวะเดินดูสินค้าเกษตรปลอดสารที่ชาวบ้านเอามาขาย ช่วยอุดหนุนมาเจ้าละอย่างสองอย่าง เดินดูเห็นมีจุดกางเต๊นต์สำหรับนักวิ่งเตรียมไว้พร้อม มีซุ้มอาหารแยกตามระยะวิ่ง (อันนี้ดีมาก เพราะเห็นหลายงานแล้วที่มีดราม่าอาหารหมดจนไม่มีเหลือมาถึงนักวิ่งระยะฮาล์ฟหรือฟูล) เสร็จสรรพขับรถต่อไปเข้าที่พัก

งานวิ่งระยะฮาล์ฟปล่อยตัวตอนตีห้าครึ่ง เราออกจากที่พักตอนตีสี่ (นี่มึงเร็วไปมั้ย?) ด้วยความไม่แน่ใจเรื่องที่จอดรถ เพราะเคยเจอความวุ่นวายที่งานนาวิกฯ มาแล้ว ระหว่างที่ขับรถออกมาก็เงียบสงัดมาก รถแทบไม่มี จนแอบคิดว่า นี่กูมาเร็วไปจริง ๆ ใช่มั้ย จนมาถึงบริเวณงานก็เห็นมีการประดับไฟนีออนหลากสี อารมณ์งานวัดต่างจังหวัด (นี่มึงอยู่ต่างจังหวัด!!) เริ่มเห็นรถรามากขึ้น ขับเข้าที่จอดรถก็เห็นรถมาจอดกันเพียบแล้ว เออ ค่อยยังชั่ว

พูดถึงที่จอดรถ ต้องบอกว่า นี่เป็นความประทับใจอย่างแรกตั้งแต่ก่อนวิ่งเลย เพราะจุดที่เข้าไปจอดเห็นว่าเป็นลานมันอะไรซักอย่าง พื้นที่กว้างขวางมาก จอดรถได้หลายร้อยคัน ขับรถเข้าไปมีเจ้าหน้าที่โบกรถจัดระเบียบ ดูแลจุดจอดเรียบร้อย ตอนเสียบเข้าไปจอดเราก็ด้วยความเคยชินกับการจอดรถในกรุงเทพฯ ก็จอดชิดกับคันข้าง ๆ เว้นระยะไว้นิดนึงตามมาตรฐานกรุงเทพฯ จนพี่เจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่า จอดใกล้ไปนะครับ เดี๋ยวจะลงรถลำบาก ขยับห่างออกอีกหน่อยดีกว่า

เยสเข้!! พี่นี่ประทับใจมาก

เดินเข้าไปบริเวณงานเห็นว่ามีนักวิ่งมากันเยอะแล้วเหมือนกัน รวมทั้งคนที่ลงระยะมินิกับฟันรันก็มากันบ้างแล้ว เดินดูบรรยากาศนิดนึงแล้วไปเข้าคิวเข้าห้องน้ำ ก่อนปล่อยตัวมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมานำการวอร์มและยืดเหยียดให้นักวิ่งทำตาม

ใกล้ถึงเวลาปล่อยตัวระยะฮาล์ฟมีวงโยธวาทิตของน้อง ๆ นักเรียนเดินนำมาที่จุดปล่อยตัวบนถนนราชบุรี-จอมบึง ตอนรอปล่อยตัวตัดสินใจว่าจะวิ่งตามเพซปกติ ไม่เร่ง แต่เอาให้ทัน ๒.๔๕ ชั่วโมงก็พอ เพราะยังมีอีกงานรออยู่สามอาทิตย์ข้างหน้า เกิดมาเจ็บอะไรไปซะก่อนมันจะไม่คุ้ม

แต่พอปล่อยตัวออกมา จับพลัดจับผลูยังไงไม่รู้ดันไปอยู่ตามหลังทีมเพซเซอร์สองชั่วโมง (มีพี่นะ ร้อยโล ผู้เพิ่งจบเบอร์ลิน มาราธอน และได้เหรียญ six stars finisher มาเป็นที่เรียบร้อยวิ่งอยู่กับเพซเซอร์ทีมนี้ด้วย)

คำนวณคร่าว ๆ สองชั่วโมงก็เพซหกใช่มั้ย เอาวะ น่าจะพอไหว ตามไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นละกัน พอครบโลแรกเหลือบมองนาฬิกา เดี๋ยววววววว ทำไมเพซ ๕.๓๓ พวกพี่เร่งเร็วไปหรือเปล่า วิ่งตามต่อไปอีกโล ดูนาฬิกา เพซ ๕.๓๗ เฮ้ย พวกพี่ไม่ผ่อนจริงดิ

แล้วก็มาเก็ตเอาตอนถึงจุดรับน้ำ พอรวมเวลาเบรคจิบน้ำเข้าไปแล้วเพซเฉลี่ยก็ขยับมาใกล้หกอีกหน่อย อ่อ กูเข้าใจล่ะ แปลว่านี่กูต้องวิ่งเพซห้ากว่า ๆ ไปตลอดใช่มั้ย ลองดู ลองดู ได้แค่ไหนก็แค่นั้นละกันวะ

วิ่งมาถึงช่วงประมาณโลที่หกหรือเจ็ด มีหลวงพ่อมานั่งพรมน้ำมนต์ให้นักวิ่ง นี่แหละที่กูอยากเจอ ที่อยากไปจอมบึงมาราธอนส่วนนึงก็เพราะโมเมนต์อย่างนี้ด้วย วิ่งชลอ ๆ กะจังหวะจะเข้ารับน้ำมนต์แต่เจอพี่นักวิ่งแกหยุดให้หลวงพ่อเคาะกบาล จังหวะเลยสะดุดแล้วต้องวิ่งต่อ ก็เลยพลาดไป เสียดายนิดหน่อย คิดว่า มาเอาตอนงานจอมบึงก็ได้วะ

วิ่งบนถนนไปถึงประมาณโลแปดเลี้ยวขวาลงไร่อ้อย สองข้างทางเป็นไร่อ้อย สูงท่วมหัว แดดยังไม่ออก แถมอากาศดี บรรยากาศแม่งอย่างฟิน วิ่ง ๆ ไปมีนักวิ่งเลี้ยวออกซ้ายออกขวา ก็นึกว่าไปไหน มองตามไป อ๋อ ไปเติมปุ๋ยให้ไร่อ้อย 5555

วิ่งอยู่กลางไร่อ้อย อยู่ ๆ มีกองเชียร์โผล่มาเฉย เป็นเด็กนักเรียนจากโรงเรียนอะไรซักที่ที่ตำบลปากช่อง (พี่ขอโทษนะน้อง ๆ ที่จำชื่อโรงเรียนน้องไม่ได้) อยู่ที่จุดให้น้ำโลที่สิบ รับน้ำเสร็จเดินสูดลมหายใจให้เต็มปอดสองสามเฮือก เริ่มวิ่งต่อมองไปลูกโป่งสองชั่วโมงห่างไปจะห้าสิบเมตรแล้ว รีบกวดตามไปแต่ไม่ทัน ระยะถ่างออกเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดให้น้ำโลที่สิบสอง มาถึง เอ๊ะ ทำไมแถวยาว พอเข้าไปถึงเห็นว่ามีทั้งทองหยอด แตงโม น้ำเกลือแร่ น้ำเปล่า จิ้มทองหยอดเข้าปากเม็ดนึง อีกมือหยิบแตงโม เดินต่อมาหยิบน้ำเกลือแร่กับน้ำเปล่าอย่างละแก้ว กินเสร็จเริ่มวิ่งต่อ ลูกโป่งสองชั่วโมงหายลับไปแล้วทีนี้

จากจุดนี้เส้นทางจะเป็นถนนสายเล็ก ๆ ตัดเข้าหมู่บ้าน ระหว่างทางมีพี่ป้าน้าอาอุ้มลูกเด็กเล็กแดงมายืนเชียร์มาให้กำลังใจเป็นระยะ เด็กบางคนโบกมือเชียร์ บางคนยื่นมือมาให้แตะ ช่วย power up เพิ่มพลังชีวิตให้มีแรงสับขาต่อ ช่วงนี้วิ่งไปก็เช็กเวลาไป คิดว่ายังพอมีลุ้นจะทำ sub2 เอาวะ พี่คิปโชเก้ตั้งเป้าทำ Breaking2 กรูก็ Breaking2 มั่ง แค่คนละระยะเท่านั้นเอง 5555

มาถึงประมาณโลที่ ๑๗ เจอหลวงพ่ออีกรูปนั่งรอให้น้ำมนต์อยู่ ครั้งนี้พี่ไม่พลาดแน่ ไม่มีคนแย่งด้วย ถลาเข้าไปให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้ คิดในใจว่า เดี๋ยวตอนงานฟูลฯ จอมบึงผมจะมารับอีกรอบนะหลวงพ่อ ได้น้ำมนต์เสร็จกำลังใจมา แวะให้เจ้าหน้าที่ฉีดสเปรย์ที่เข่าขวาสองปื้ด พร้อมลุยต่อ วิ่งมาได้อีกหน่อยมองไปข้างหน้า ถึงกับร้องว่า ชิ_หายแล้วววววว เนินมายาว ๆ เลย โอยยยยย ไม่ขนาดเนินนาวิกฯ แต่ก็ทำเอาแย่ไปเหมือนกัน ค่อย ๆ ประคองตัวมา ตั้งใจว่า งานนี้กูจะไม่เดินเด็ดขาด กูต้องไม่หมด!! แล้วช่างภาพเยอะเหลือเกินนะตรงเนินนี้ กำลังหอบกำลังแฮ่กมาเจอช่างภาพ กูต้องทำท่าสตรองขึ้นมาก่อน สร้างภาพก่อน หน้าต้องนิ่ง

มาถึงจุดให้น้ำโลที่ ๒๐ ครบสองชั่วโมงพอดี หมดกัน ความหวัง Breaking2 เอาไว้ลุ้นงานหน้าอีกที วิ่งต่อมาได้ยินเสียงพิธีกรงานที่เส้นชัยประกาศว่า พี่นะ เข้าเส้นชัยเรียบร้อยแล้ว สับขารักษาจังหวะรักษาเพซมาเรื่อย ๆ เสียงพิธีกรดังขึ้น ๆ ได้ยินชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในใจคิดแค่ว่า ใกล้แล้วมึง ใกล้แล้วมึงงงงงงงงงงงง

เข้าเส้นชัยมาด้วยเวลา (chip time) ๒:๐๖:๒๙ ชั่วโมง ถึงจะ Breaking2 ไม่สำเร็จแต่ก็ดีใจ เพราะนอกจากจะผ่านได้สิทธิ์ไปงานจอมบึงตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ยังเป็น new pb ของตัวเอง จากเวลาเดิมที่เคยทำได้ ๒:๒๐ ที่งานนาวิกฯ ที่ผ่านมา

แล้วเจอกันงานหน้าครับ… ❤

หมายเหตุ ดูภาพบรรยากาศได้จากคลิปด้านล่างนี้นะครับ

ตลาดหุ้นไทยเจอ AI หรือ Flash Boys?

เมื่อเช้ามีคนส่งรูปนี้เข้ามาในกรุ๊ปไลน์ เห็นพาดหัวข่าวลีดแล้วนึกถึงสองเรื่องนะฮะ

เรื่องแรก นึกถึงหนังสือ flash boys ของคุณพี่ michael lewis หนึ่งในนักเขียนเรื่องไฟแนนซ์ที่ดีที่สุดในโลก (อันนี้ไม่มีใครตั้ง ผมตั้งเอง)

ที่นึกถึงหนังสือเล่มนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างใกล้เคียงกับสิ่งที่พี่ lewis เล่าไว้ในหนังสือมาก ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องของ AI แต่เป็นเรื่องอื่น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบนักลงทุน

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ลองอ่านรีวิวสั้น ๆ ดูก่อนได้ที่นี่ครับ

https://buak.net/2016/02/27/review-flash-boys-michael-lewis/

(ขายของเก่ากันหน้าด้าน ๆ หยั่งงี้แหละ 😂)

เรื่องที่สองที่นึกถึงคือ เมื่อสองสามปีก่อนตอนทำหนังสือให้ผู้หลักผู้ใหญ่คนนึง แกอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ที่สำคัญ แกบอกว่า แกเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ กับในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยด้วย

ตอนนั้นด้วยความอยากให้ชัวร์ ถามแกไปว่า รู้ได้ไง? แกตอบว่า ก็ตอนแกเคาะแป้นกดคำสั่งซื้อ/ขาย ออเดอร์อีกฝั่งมันหายไปเฉย ๆ ต่อหน้าต่อตาเลย (แกเป็นรายใหญ่ประมาณนึงนะฮะ)

ด้วยความอยากรู้อีก ถามแกว่า คิดว่าโบรกไหนที่ใช้ระบบนี้?

แกให้ชื่อมาโบรกนึง…

ลองรัน ๒๑ โลเทียบ garmin 235 & apple watch watchOS 5

เมื่อวานไปซ้อมวิ่งลองรัน ตั้งใจจะวิ่ง ๓๒ โล หลังจากอาทิตย์ที่แล้วร่างกายทรุดโทรมจากการนอนดึก (จริง ๆ นอนตีสี่ครึ่ง เพราะปิดต้นฉบับให้ลูกค้า) และซ้อมน้อย ก็เลยพักการซ้อมวิ่งยาวไป

อีกอย่างที่ตั้งใจก็คือ เอา apple watch ไปทดสอบวิ่งยาวครั้งแรกหลังจากที่อัปเดตเป็น watchOS 5 แล้วมีค่า cadence เพิ่มมาให้ด้วย การทดสอบก็เหมือนเดิม ใส่ garmin ข้างซ้าย ใส่ apple watch ข้างขวา

สรุปผลการวิ่ง ล้มเหลวไม่เป็นท่า ระยะไม่ได้ เพราะจบแค่ ๒๑ โล จิตใจอ่อนแอ ท้อแท้ ท้อถอย ไม่มีข้ออ้าง ไม่ต้องโทษใคร โทษตัวเองแม่มนี่แหละ อีกอย่างที่ล้มเหลวคือ เพซก็ไม่ได้ ความที่ตั้งใจจะวิ่ง ๓๒ โล ก็เลยคุมเพซแบบไม่เร่งเหมือนตอนวิ่งฮาล์ฟ กะให้แรงมีไปถึง ๓๒ พอหยุดที่ ๒๑ เลยกลายเป็นว่าเพซแย่กว่าตอนฮาล์ฟนาวิกฯ เยอะ

ส่วนผลการทดสอบ apple watch เทียบกับ garmin ได้ค่าตามรูป ที่น่าสนใจและไม่อยู่ในรูปคือ ใช้แบตฯ ไป ๒๐% ถ้วน (จาก ๑๐๐ เหลือ ๘๐%) โดยที่เปิดทุกอย่างตามปกติ โนติก็เปิด เพราะโทรศัพท์ก็ติดตัวไปด้วย แต่ไม่ได้เปิดเพลงนะ ถ้าอัตราการใช้แบตฯ คงที่ประมาณนี้ก็มีความหวังว่าจะไปฟูลจนจบได้ โดยที่แบตฯ ไม่หมดไปก่อน (ส่วน garmin นั่นไม่ต้องห่วง แบตฯ อยู่ได้สบายอยู่แล้ว)

หมายเหตุ ทำไม cadence ต่างกันเยอะจังวะ…

สิ่งที่ได้จากการวิ่งเมื่อวานนี้


suanrotfai_090961

– อย่าได้ประมาทปีศาจตะคริว ถึงไม่เคยเป็นมาก่อนแต่ก็พร้อมมาได้ทุกกิโล วันนี้เริ่มส่งสัญญาณมาตอนโลที่สิบที่นิ้วก้อยข้างซ้าย ถึงขนาดต้องหยุดนั่งถอดรองเท้าออกมานวด ทีแรกนึกว่าจะวิ่งต่อไม่ได้แล้ว ยังดีที่อาการดีขึ้นและไม่เป็นอีก

– หัวนมโดนเสื้อบาด ดีที่โดนข้างเดียว ก่อนหน้านี้โดนมาบ้างแต่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้พออาบน้ำแล้วแสบมาก ต้องหาวิธีป้องกันเพราะครั้งต่อ ๆ ไปจะระยะมากกว่าวันนี้

– ไม่รู้เป็นอุปาทานหรือเปล่า แต่การเติมเครื่องดื่มเกลือแร่หลังจากโล ๒๐ กว่าช่วยให้มีแรงขึ้นมาได้อีกหน่อย (ไม่นับที่กินเม็ดเกลือแร่ไปแล้วตอนครบสิบโล)

– ตั้งแต่ระยะ ๒๓ โลขึ้นไป แม่งอยู่ที่กำลังใจล้วน ๆ ถ้าใจสู้ ก็ไปต่อได้

– หยุดเดินแล้วพอจะกลับมาวิ่งต่อจะมีอาการเท้าหนัก เหมือนจะก้าวได้ไม่คล่อง รวมถึงสภาพจิตใจ พอหยุดเดินครั้งนึงแล้ว ใจจะงอแง จะชวนให้หยุดเรื่อย ๆ ต้องพยายามเลี่ยงการหยุดเดิน

– วันนี้ หื่น เอ๊ย ผื่นขึ้น เหมือนครั้งที่แล้ว ตอนนี้สันนิษฐานสองสาเหตุ หนึ่งคือ วิ่งแล้วภูมิตก ร่างกายเลยแสดงอาการ หรือสอง แพ้แป้งสาลีแล้วมาออกมากำลังกายหนัก ตามที่เพิ่งเห็นจากในโพสต์เมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

เป้าอาทิตย์หน้า ๑๑ รอบเกือบ ๓๐ โลล่ะ…


suanrotfairoute_090961

ตรวจสุขภาพประจำปี ๒๕๖๑

วันนี้มีตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัท วัดส่วนสูง น้ำหนัก ความดัน หัวใจ อะไรแล้วไปนั่งคุยกับหมอ ปกติก็รีบคุยรีบจบ เออ เออ ค่ะ ค่ะ ครับ ครับ กันไปทั้งฝั่งเราฝั่งหมอ

วันนี้เป็นหมอผู้ชาย อายุน่าจะเกิน ๖๐ ไปแล้ว คิดว่าก็คงเหมือนเดิม หมอดูข้อมูลแล้วทักว่า น้ำหนักน้อยไปหน่อยนะ แต่ความดันกับหัวใจปกติ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล บอกหมอว่า ก่อนหน้านี้น้ำหนักมากกว่านี้หน่อยนึง แต่พอเข้าโปรแกรมซ้อมจะไปฟูลแล้วน้ำหนักก็ลดลงนี่แหละ

หมอถามว่า ฟูลอะไร (ในใจคงคิดว่า ฟูลห่านอะไรของมึง) ก็ตอบไป ฟูลมาราธอนหมอ หมอก็ อ๋อ นี่วิ่งมาราธอนด้วย งั้นต้องกินนมเยอะ ๆ จากนั้นหมอก็ซักเรื่องการวิ่ง วิ่งที่ไหน เวลาเท่าไหร่

คุยไปคุยมา หมอบอกกินไข่ก็ดีนะ กินทุกวันเลยก็ได้ เพราะในไข่มีสารอาหารมีประโยชน์ชื่อ เล็กซิติน แต่อย่ากินไข่ทอดนะ พวกไข่เจียว ไข่ดาว นี่ไม่ดี เพราะจะมีน้ำมัน ให้กินไข่ต้ม ไข่พะโล้ก็ได้

ถามว่า แล้วกินได้วันนึงไม่เกินกี่ฟองหมอ หมอบอก ถ้าวิ่งอยู่แล้วนี่วันนึงสองฟองก็ยังได้ ถามหมออีกว่า แล้วกินไข่จะไม่ส่งผลกับคอเลสเตอรอลเหรอหมอ หมอคงนึกในใจ ไอ้ห่านี่แม่งขี้สงสัยจริง แต่บอกว่า มีบ้างแต่นิดเดียว ไม่มีผลอะไร เลยถามหมอว่า ผลวิจัยมันออกมาแล้วใช่มั้ยหมอ

ทีนี้แม่งยาวเลย หมอพูดถึงหลักการทำงานวิจัย การตั้งประเด็น การสุ่มตัวอย่าง พูดถึงผลของงานวิจัยเมืองนอกกับการเอามาใช้ในไทย เหมือนหมอจะเหงา นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงานรออยู่จะนั่งคุยกับหมอต่อ

ปีหน้ามาคุยกันใหม่นะหมอ…

Another Day in My (Running) Life – เสาร์ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

เมื่อวานตื่นตีสี่ จะไปซ้อมลองรันที่สวนรถไฟ ตื่นแล้วเดินออกไปดูสภาพอากาศที่หน้าบ้าน ในใจภาวนาให้ฝนตกจะได้กลับไปนอนต่อ แต่ฝนฟ้ามันไม่เคยเป็นใจ ครั้งนี้อยากให้ตกมันก็ไม่ตก เดินกลับเข้าบ้านไปปลุกแม่พดด้วง บอกตีสี่แล้ว ฝนไม่ตกด้วย ต้องตื่นล่ะ

เข้าห้องน้ำ อาบน้ำเสร็จออกมากินขนมปังตุนไว้เป็นพลังงาน กำลังแต่งตัวได้ยินเสียงฝนลงเม็ดกระทบหลังคา เดินออกไปดู แม่มใช่จริง ๆ ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!! แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ตื่นแล้วอาบน้ำแล้ว เดินหน้าต่อแล้วกัน

ตอนออกจากบ้านฝนยังลงเม็ดนิดหน่อย คิดว่าพอมีลุ้น เผื่อว่าที่สวนรถไฟจะไม่ตก ขับรถออกมาฝนลงเม็ดหนักขึ้นตลอดทางจนถึงสวนรถไฟก็ยังไม่หยุด ต้องจอดแง้มกระจกนอนรออยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีนักวิ่งนักปั่นทยอยเข้ามาเป็นระยะ

จนประมาณหกโมงฝนเริ่มซาไปเยอะล่ะ ลงจากรถไปที่จุดประจำ คนน้อยมากแทบไม่มีเลย วอร์มกับยืดเหยียดเสร็จก็เริ่มออกวิ่ง

ไม่รู้ว่าเพราะอากาศเย็นบวกกับอาทิตย์ที่แล้วไม่ได้มา (เพราะฝนตก) หรือยังไง ช่วงกิโลแรกเพซเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบนาที (เหมือนมึงฟิตอ่ะ) ดูนาฬิกาแล้วต้องรีบผ่อนลงมา กลัวจะหมดแรงก่อนจะวิ่งครบสิบรอบตามที่ตั้งใจ

วิ่งได้สักพักฟ้าก็เริ่มสว่าง คนทยอยมาเยอะขึ้น เห็นเจ้าหน้าที่ประกาศว่าวันนี้มีโรงเรียนแม่พระฟาติมามาจัดกิจกรรมด้วย เด็กเพียบ เยสเข้!!

ตอนวิ่งรอบที่สอง นึกไปว่า นี่วิ่งมาแล้วสี่โล เหลืออีก ๒๒ โล ชิบหาย!! ต้องวิ่งอีกฮาล์ฟนึง ฟังดูเยอะ เอาใหม่ เหลืออีกแปดรอบกว่า ฟังดูดีกว่านะ ตัวเลขมันน้อยดี นับแบบนี้ค่อยมีกำลังใจหน่อย

วิ่ง ๆ อยู่ ช่วงเลยสะพานไม้ที่จะข้ามไปสวนสมเด็จฯ มาหน่อยนึง จู่ ๆ สาวนักวิ่งข้างหน้าก็ผงะ แล้วโดดออกไปทางขวา พอมองตามไปก็ต้องร้อง…

เหี้ย!!

ใช่ครับ เหี้ยตัวเป็น ๆ ความยาวน่าจะประมาณสองเมตร กำลังคลานข้ามถนนอยู่ ดูแล้วไม่ได้กลัวคนซักนิด คาดว่าน่าจะคุ้นเคยอยู่ บรรดานักวิ่งนี่แหละที่ต้องหลบทางให้พี่เค้า

ตอนวิ่งรอบที่สี่ วิ่ง ๆ อยู่มีพี่ผู้ชายคนนึงใส่รองเท้า altra (เออ กูนี่เป็นอะไร หน้าตาไม่ได้ดู ดูตีนก่อน 😆) วิ่งมาเทียบแล้วหันมาบอกว่า ขอเกาะไปด้วยคน เพซใกล้ ๆ กัน ไอ้เรานี่เกรงใจ อยากจะบอกว่าผมนี่กากสัสเดี๋ยวพี่จะผิดหวังนะ แต่ก็กลัวแกเสียน้ำใจ วิ่งคู่กันไปสักพัก ดูทรงแล้วชักไม่มั่นใจว่ากูจะเป็นภาระพี่เค้าป่าววะ เลยหันไปบอก ถ้าพี่เร็วกว่าไปก่อนได้เลยนะครับ แกยังบอกว่า พี่น่ะกลัวจะทำให้คุณช้า ปกติวิ่งเพซแปด แต่นี่เจ็ดกว่า ยังพอเกาะไปด้วยได้ วิ่งมาด้วยกันจนเลยซุ้มขายน้ำมาหน่อยพี่เค้าบอกไปก่อนได้เลย ขอเติมน้ำก่อน ก็ต่อมาคนเดียว

ครบรอบที่สี่ ได้สิบโลนิด ๆ แวะจิบน้ำ กินเกลือแร่ เติมกล้วยตากชิ้นนึง เอาชัวร์ไว้ก่อน แล้วออกไปวิ่งต่อ ตอนนี้คนเริ่มเยอะล่ะ วิ่งมาเจอคณะผู้ร่วมงานโรงเรียนแม่พระฟาติมาเริ่มออกมาเดินกันแล้ว กระจายกันเต็มถนน เด็ก ๆ วิ่งซ้ายวิ่งขวา เดาทางไม่ถูก กลัวเหยียบเด็กอิ๊บอ๋าย ต้องชลอบ้าง เปลี่ยนเลนไปซ้ายบ้าง ขวาบ้าง

วิ่งมาเกือบครบรอบมาเจอคุณพี่ altra กำลังเดินอยู่ข้างหน้า เลยวิ่งไปเทียบสวัสดี แล้วเลยวิ่งคู่กันต่อจนมาถึงจุดวางน้ำ บอกพี่ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวเจอกัน

วิ่งครบเจ็ดรอบเหนื่อยเป็นหมาหอบแดดเลย ใจชักเริ่มงอแง เริ่มหาข้ออ้างเพื่อมาเป็นเหตุให้หยุดวิ่ง เริ่มจาก เอาน่า อาทิตย์ที่แล้วก็ไม่ค่อยได้ซ้อม ถ้าวันนี้วิ่งเยอะ มันอาจจะเจ็บนะ ตามมาด้วย ที่ผ่านมาก็ซ้อมตามโปรแกรมมาตลอด ผ่อนซักวันก็คงไม่เป็นไรน่า แต่ละความคิดมันช่างชวนให้หยุดวิ่ง หยุดเหนื่อย มึงจะมาวิ่งให้เหนื่อยทรมานตัวเองทำไมเนี่ย

ยังดีที่คิดได้ว่า วิ่งมาแล้วเจ็ดรอบ เหลืออีกสามเองนะมึง วิ่งต่อหน่อยน่า (ซึ่งจริง ๆ สามรอบที่เหลือนี่ก็เกือบแปดโลเลยนะ) รอบที่แปดนี่กายละเอียดไปนั่งจิบโค้กเย็น ๆ รอในร้านแล้ว ปล่อยกายหยาบแม่งวิ่งออโต้ไพล็อตไป วิ่งไปไปเจอคุณพี่ altra อีก ก็เลยวิ่งเกาะกันไป คุยกันไปด้วย แกเล่าว่าไปวิ่งเทรลมา ไอ้เราก็สนใจจะไปเทรลปีหน้า เลยถามแกว่าเลือกซื้อเป้น้ำยังไง (ขอบคุณมากครับพี่ 🙏) วิ่งไปคุยไป ไม่รู้แกยังไงนะ แต่เรานี่หอบชิบหาย แต่ดีที่เหมือนมีเพื่อนช่วยให้ผ่านมาได้อีกรอบ จนแกแวะเติมน้ำ

ตอนจะเริ่มรอบที่เก้านี่เริ่มลังเล เชี่ยเอ๊ย จะหยุดดีมั้ยวะ ตัดสินใจวิ่งต่อ สมองนี่โล่ง วิ่งไปมองข้างหน้าอย่างเดียว ดูว่าคนข้างหน้าใส่รองเท้าอะไร รุ่นอะไร ยี่ห้อไหนเจอบ่อย ยี่ห้อไหนเจอน้อย เก็บสถิติไปพลาง ๆ

ใกล้ครบรอบเริ่มมีอาการแปลกใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนฝ่าเท้าซ้ายเริ่มชา ๆ (ไม่เป็นกาแฟ 😂) ชิบหาย นี่จะตะคริวมาหรือเปล่า ลองผ่อนลงนิดนึงก็ดูเหมือนจะดีขึ้น ไปจนครบรอบ แวะเติมน้ำ เจอสิ่งผิดปกติ คือ มีหื่น เอ๊ย ผื่นขึ้น ที่ต้นแขนกับที่ต้นขา เฮ้ย เป็นไรวะ เลยตัดสินใจหยุดก่อน เอาแค่นี้นะ กูได้ข้ออ้างแล้ว 😆 ได้เก้ารอบเท่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน กลัวว่าถ้าวิ่งต่อเดี๋ยวได้มีข่าวพาดหัว

สลด!! นักวิ่งหนุ่มใหญ่วัยเกรียนไม่เจียมสังขาร

ขาดใจตายอนาถสุดอุบาทว์ที่สวนรถไฟ

อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่นะฮะ…

ข้อมูลลับในแวดวงนิตยสารไทย

reading magazines on bed

จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในแวดวงแมกกาซีนมาระยะหนึ่งพบว่า หนึ่งในข้อมูลลับสุดยอดของวงการนี้ คือ ยอดพิมพ์

ที่ว่าลับนี่ลับกว่าตัวเลขเงินเดือนอีกนะฮะ เพราะถ้าเป็นบ.ก. (ซึ่งไม่ได้ย่อมาจาก บ้ากาม) ยังรู้เงินเดือนทีมงานในกอง เพื่อเอามาใช้ประกอบการประเมินผลงานได้ แต่ยอดพิมพ์นี่ บ.ก.บางเล่มยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยนะ เซลส์ที่ต้องไปขายลูกค้าก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ยอดเคลมที่ผู้บริหารบอก จะได้บอกลูกค้าตามนั้น หรือถ้าเผื่อไปเจอลูกค้าจับเข้าเครื่องจับเท็จ จะได้รอดกลับมาได้ (อันนี้เว่อร์ แต่ลูกค้าอาจจะคิดจริง ๆ)

ที่ต้องเป็นความลับขนาดนี้เพราะยอดพิมพ์จริงกับยอดพิมพ์ที่บอกลูกค้านี่มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่ง เคลมยอดกับลูกค้าว่าเดือนละแสน แต่พิมพ์จริงห้าพัน เป็นต้น

และปัญหาเรื่องนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งให้แบรนด์และเอเจนซีทั้งหลายพากันทิ้งนิตยสารไปหาออนไลน์กันหมด เพราะอย่างน้อยก็พอจะวัดผลได้ (บ้าง) ไม่ใช่ฟังแต่ตัวเลขเคลมจากเจ้าของสื่อฝั่งเดียวนะครับ…