รีวิวหนังสือ สัญญาณเตือนตาย

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
เอาหนังสือมาวางเรียงกันจะได้เป็นภาพนี้นะ

หลายสัปดาห์มานี้นอนดึกติด ๆ กันหลายวัน

ไม่ใช่ว่าเหลวไหลหรืออะไร แต่เป็นเพราะหนังสือ สัญญาณเตือนตาย ชุดนี้เลย (ตามรูปด้านบน)

สรุปสั้น ๆ กันก่อน เผื่อมีใครรีบ จะได้ไถฟีดไปอ่านโพสต์อื่นต่อ

หนังสือชุดนี้เป็นนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน วางแผนหักเหลี่ยมเชือดเฉือนชิงไหวชิงพริบที่อ่านสนุกที่สุดในรอบสิบปีนี้ (นี่พูดจริง ๆ ไม่ได้อวย แต่นับเฉพาะเล่มที่พี่อ่านนะ เพราะฉะนั้นถ้าใครมีเล่มที่สนุกกว่านี้ แต่พี่ไม่ได้อ่านก็ถือว่าพี่ไม่ผิด เอาตามนี้นะ)

สนุกถึงขนาดที่ว่าระหว่างที่อ่านไปก็คิดอยากให้มีใครเอาไปสร้างหนังและถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นหนังฮ่องกง เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นวัฒนธรรมตะวันออก โดยเฉพาะของจีนที่ฮอลลีวูดคงจะไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่นัก

ถ้าสร้างหนังจริง ๆ ก็น่าจะได้ซักสี่ภาค แล้วก็คงจะสนุกลุ้นระทึกทำเงินถล่มทลายได้อย่าง Infernal Affairs ของเฮียเหลียงกับพี่หลิวยังไงยังงั้น อ่านไปนี่ก็ลุ้นมาตลอดจนมาเห็นที่ปกหลังเล่มห้ามีข้อความบอกไว้ว่าเคยสร้างเป็นซีรี่ย์มาแล้วสามภาค เออ จบกัน

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
ถ้าเอาหนังสือมาวางตั้งซ้อนกัน ที่สันหนังสือจะได้รูปนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่าแบบง่าย ๆ ไม่สปอยล์ได้ประมาณว่ามีตัวเอกฝ่ายชาย (คนที่หนึ่ง) เป็นฆาตกร คอยไล่ฆ่าคนทำความผิดที่กฎหมายเอาผิดไม่ได้

แล้วความเปรี้ยวก็คือ ก่อนจะฆ่าใครจะส่งโน้ตบอกเจ้าตัวก่อนทุกครั้ง บอกถึงขนาดว่ากุจะฆ่ามึงวันไหน แม่งมั่นใจขนาดนั้นเลยแล้วแม่งก็เก่งอิ๊บอ๋ายจริง ๆ

ก็เลยเป็นที่มาของตัวเอกฝ่ายชาย (คนที่สอง) ที่เป็นตำรวจคอยไล่จับอิฆาตกรคนนี้ โดยมีตัวเอกฝ่ายหญิงที่เป็นนักจิตวิทยามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน คนอ่านก็เลยได้แนวการไขคดีผ่านทางมุมมองของตำรวจที่โคตรเก่งไม่แพ้ฆาตกรและได้การวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาตัวละครไปพร้อม ๆ กัน

ความเจ๋งของเรื่องนี้อยู่ที่การสร้างตัวละคร ตัวหลัก ๆ ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ถักทอประสานกันทางใดทางหนึ่ง และหลายเคสมีปมสาเหตุที่มาที่ย้อนไปตั้งแต่เมื่อครั้งอดีตสิบกว่าปีก่อนเหมือนงานของ Harlan Coben

เอาจริง ๆ อ่านไปคิดว่าส่วนใหญ่ก็จะลุ้นให้แม่งฆ่าได้ทุกเคสนะ เพราะแต่ละคนนี่ก็มีเหตุให้สมควรจะโดนกันทั้งนั้น มีใครบ้างก็ลองไปดูกัน

การเล่าเรื่องก็ชวนให้ลุ้นให้ต้องติดตามว่าแม่งจะฆ่าได้มั้ย ตำรวจจะป้องกันได้มั้ยวะ ตำรวจวางแผนไว้ขนาดนี้มึงจะทำได้เหรอวะ แล้วแม่งจะฆ่ายังไงวะ

เนื้อเรื่องก็พลิกไปพลิกมาด้วยนะ บางจังหวะก็หลอกคนอ่านพาเรื่องไปทางนึงแล้วจังหวะสุดท้ายก็หันหัวกลับไปอีกทาง เล่นเอาคนอ่านต้องดริฟต์กันยางไหม้เลย

สุดท้ายล่ะ (นี่พยายามไม่สปอยล์) อยากบอกว่าใครชอบเรื่องแนวนี้ หามาอ่านเถอะ ไม่ผิดหวังแน่นอน.เลิฟ เลิฟ… 😊

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
นี่หน้าปกเล่มหนึ่ง เผื่อใครจะไปหาซื้อจะได้ไม่พลาดครับ

——-

อัปเดตนิดนึงเพิ่งนึกออก ตอนที่อ่านอยู่ก็นึกไปถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึงที่เคยอ่านสมัยนานนนนนนนนนมาแล้ว เรื่อง Black Angel

พระเอกเป็นคนหงิม ๆ ปั่นจักรยานเสือหมอบ แต่พอตกกลางคืนมีหัวกับไส้ เฮ้ย ไม่ใช่ ตกกลางคืนแม่งออกไปฆ่าพวกคนเลว โดยใช้ซี่ล้อจักรยานเป็นอาวุธ เสียบเข้าไปที่ขมับ เสร็จทุกราย

เรื่องนี้ใครทันนี่บอกวัยนะฮะ… 😆🤣

ที่มาของชื่อ พดด้วง

วันนี้วันเกิดพดด้วง

ถ้าพดด้วงยังอยู่จะอายุครบยี่สิบพอดี อายุเท่านี้ถ้าเป็นคนก็กำลังหนุ่มแน่น แต่เป็นหมานี่ก็หง่อมเป็นคุณปู่ล่ะนะ

โอกาสนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องพดด้วงซักเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน คือที่มาของชื่อ “พดด้วง”

เท้าความสักนิด ต้องบอกก่อนว่าชีวิตนี้ตั้งแต่จำความได้มีหมาอยู่ที่บ้านตลอด ตัวเดียว สองตัว สามตัว บางช่วงสี่ตัวก็มี เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่เด็ก

ทีนี้พอเรียนจบ นั่งรถทัวร์เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร ต้องไปอาศัยเขาอยู่บ้าง เช่าหออยู่บ้าง ทั้งฐานะและความเป็นอยู่ไม่พร้อมให้เลี้ยงหมาได้เลย เหมือนชีวิตมันขาดอะไรไป ก็ได้แต่อาศัยเล่นกับหมาชาวบ้านมั่ง ทักทายหมาวัดหมาจรจัดอะไรมั่ง พอให้แก้ขัดกันไป

ช่วงสองสามปีระหว่างนั้นถึงจะไม่ได้เลี้ยงหมา แต่ก็คิดแพลนล่วงหน้าไว้แล้วว่าถึงช่วงนึงของชีวิต มีบ้าน มีเวลาพร้อมกุจะเลี้ยงหมาซักสามตัว

นึกถึงภาพตัวเองมีหมาล้อมหน้าล้อมหลัง ว่าง ๆ ก็ดึงไข่หมาเล่น ฮู้ยยยยย แฮปปี้!! มีกำลังใจไปทำงาน

คิดไว้ขนาดนี้ก็ไม่พลาดที่จะคิดชื่อหมารอไว้ล่วงหน้าเลยทั้งสามตัว จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นได้แรงบันดาลใจจากอะไร แต่ตั้งใจว่าอยากได้ชื่อให้มันไทย ๆ หน่อย

สรุปออกมาได้สามชื่อ เก็บไว้ในใจไม่เคยบอกใคร

ทองแถม – ทองทศ – พดด้วง

เวลาผ่านไปอีกพักนึง ย้ายที่พักไปเช่าทาวน์เฮ้าส์อยู่กับรุ่นพี่ที่บริษัท จังหวะดีที่บ้านพี่มีหมาคลอดลูกมาครอกนึง ก็เลยไปขอมาเลี้ยง เป็นหมาไทยลายเสือ ตัวผู้ ได้ชื่อไปว่า ทองแถม เรียกสั้น ๆ ว่า ไอ้แถม

ไอ้แถมเป็นหมาที่มาก่อนยุค social network ไม่งั้นมันน่าจะเป็นที่รู้จักในแวดวงเพื่อนฝูงมากกว่านี้ วีรกรรมของไอ้แถมก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่วาระของวันนี้

เลี้ยงไอ้แถมมาได้ซักปีสองปีต้องย้ายออกมาเช่าหออยู่ ก็เลยพาไอ้แถมขึ้นไปอยู่เชียงใหม่กลายเป็นหนุ่มเชียงใหม่ยาวไป

หลังจากนั้นถึงจะย้ายมาอยู่ทาวน์เฮ้าส์แล้วแต่ก็เจอวิกฤตต้มยำกุ้งเข้าให้ อย่าว่าแต่เลี้ยงหมาเลย ตัวเองแม่มยังจะเอาไม่รอด

พอสถานการณ์ดีขึ้นจะเลี้ยงหมาอีกที (เรื่องราวการไปเจอพดด้วงนี่เล่าได้อีกตอน ดวงมันจะได้มาอยู่ด้วยกัน ไม่รู้เป็นโชคหรือเคราะห์ของไอ้ด้วงกันแน่ 5555)

ได้มาแล้วต้องตั้งชื่อ ถ้าจะตามลำดับตัวนี้ก็ต้อง ทองทศ แต่พอดีช่วงนั้นคุณทองแดงดังมาก เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ รวมไปถึงชื่อลูก ๆ ที่เป็น ทองทั้งหลายด้วย

เราก็เลยไม่เอาดีกว่า ขยับข้ามไปอันดับนึงละกัน แทนที่จะชื่อทองทศ ก็เลยได้มาเป็น พดด้วง นี่แหละ… ❤️

วิ่ง city run กรุงเทพฯ ครั้งแรก เส้นยีราฟ

Giraffe route
รูตยีราฟครับ จุดสตาร์ตและ finish อยู่ตรงลูกศรชี้

เมื่อเช้าครับเห่อตื่นตั้งแต่ตีสามกว่าเพื่อจะมาวิ่งซิตี้รันครั้งแรกในชีวิต ที่มาของเรื่องก็คือ ในกรุ๊ป fb ชื่อว่า City Run Club ที่พี่เข้าไปเป็นสมาชิกแบบแอบ ๆ เขาชักชวนกันมาวิ่งโดยเอารูตยีราฟมาเป็นตัวล่อ

อธิบายนิดนึงสำหรับคนที่ไม่ได้วิ่ง คือเวลาเราวิ่งโดยที่ใส่นาฬิกาที่มีระบบ gps เนี่ย พอเราวิ่งเสร็จแอปนาฬิกามันจะพล็อตเส้นทางวิ่งของเราให้เองอัตโนมัติ

ทีนี้ก็จะมีคนรักสนุกแต่ไม่ทุกข์ถนัด ก็จะดีไซน์เส้นทางวิ่งที่ว่าพอวิ่งเสร็จแล้วก็จะเป็นรูปหรือตัวหนังสือต่าง ๆ นานา แล้วแต่ความชอบความสนใจ

ไอ้รูตยีราฟนี่ก็ไปเตะตาคุณภรรยาเข้าให้ ก็เลยจะไปลองวิ่งดู ถือเป็นครั้งแรกที่วิ่งซิตี้รันและครั้งแรกที่ไปวิ่งกับกลุ่มนี้ ซึ่งก็เป็นเหตุให้ต้องตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสามครึ่งเพื่อจะอาบน้ำแต่งตัวเรียกแท็กซี่ไปที่หน้าโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นจุดนัดพบ

พอใกล้ได้เวลาก็พากันไปที่ดิ โอลด์สยามที่เป็นจุดสตาร์ต รวมตัวกันถ่ายรูปเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเริ่มวิ่งซึ่งทำให้เห็นว่ามีนักวิ่งมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้คึกคักหนาตามาก น่าจะราว ๆ ๒๐๐ คนได้

รวมพลก่อนสตาร์ต
รวมพลก่อนออกวิ่ง

พอให้อุ่นใจว่า ไม่เหงาเว้ย

การวิ่งเรียบร้อยดี เพราะนอกจากจะแชร์เส้นทางมาให้ศึกษากันก่อนแล้วทีมแอดมินยังคอยประกบหน้าประกบหลัง มีที่ขี่จักรยานคอยส่งเสียงเตือนเวลาข้ามแยกและบอกนักวิ่งให้วิ่งชิดริมถนนด้วย

เส้นทางผ่านหลายจุดแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ อย่างภูเขาทอง พระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง วัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง เสาชิงช้า เออ เยอะจริงว่ะ

สถานีสามยอด
ผ่านสถานีสามยอด นี่ก็เพิ่งเคยมาครั้งแรกนะ

ส่วนที่ทำให้ใจเต้นก็พอมีอยู่บ้างเล็กน้อย ตอนพักเบรกที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้วยความที่คนมากันเยอะ ระหว่างที่ยืนรวมตัวกัน บ้างก็ถ่ายรูป ถ่ายโน่นถ่ายนี่ สักพักมีรถตำรวจมาเว้ย พี่เดินลงมาสองคน คงสงสัยพวกมึงมาทำไรกัน อย่ามาทำให้กุซวยงี้ 5555

พระบรมรูปทรงม้า
พักเบรก ถ่ายรูปหมู่กันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

สรุปวิ่งไปสองชั่วโมงกว่า ระยะวิ่งจริงประมาณ ๑๙ โล แต่ระยะในแอป ๑๗ โลกว่าเพราะมีช่วงที่กดหยุดนาฬิกาด้วย (เพื่อให้ได้รูปยีราฟตามที่ดีไซน์ไว้)

พระที่นั่งอนันตสมาคม
พระที่นั่งอนันตสมาคม

ได้บรรยากาศแปลกใหม่ของการวิ่ง ได้เห็นว่าในเมืองก็พอวิ่งได้ แต่ต้องระวังและใช้ความสังเกตมากหน่อย เพราะฟุตบาตกรุงเทพฯ อ่ะนะ อีกอย่างคือ เนื่องจากเริ่มวิ่งตั้งแต่เช้ามืด รถก็เลยยังไม่มาก กลิ่นควันรถน้อยมาก ไหวอยู่นะ

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รูปนี้ถ่ายเสร็จดูทีแรกนึกว่าม็อบ ไม่ใช่นะ 5555
วัดพระแก้ว
วัดพระแก้วจ้ะ จุดนี้เบรกถ่ายรูปหมู่กันอีกครั้ง
กระทรวงกลาโหม
ด้านหลังกระทรวงกลาโหม ดูบรรยากาศสิ ธรรมดาที่ไหน…
เสาชิงช้า
เสาชิงช้ายามเช้าจ้า

ใครสนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมซิตี้รันแบบนี้ กดเข้ากรุ๊ปได้เลยจ้ะ แอดมินบอกตอนก่อนแยกวงว่า หลังจากนี้จะมีกิจกรรมวิ่งทุกอาทิตย์ ใครชอบแบบไหน รูตไหน จัดไปได้เลย…

ข้อจำกัดของ clubhouse

โดยส่วนตัวคิดว่าอีกสักพักกระแสของ clubhouse จะแผ่วลง และเริ่มเป็นแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มผู้ใช้ที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงขึ้น

นี่คิดจากตัวเองล้วน ๆ เลยนะ เอาในฐานะผู้ใช้ที่ไม่ใช่ geek ไม่ใช่ dev และไม่ได้เป็นกูรู อะไรทั้งสิ้น (ถ้า กูรำ ล่ะไม่แน่ 5555)

ข้อจำกัดของ clubhouse (ในขณะนี้) ที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานของพี่มีสามข้อด้วยกันคือ กิง-ก่อง-แก้ว (เชี่ยไรของมึงเนี่ย 5555 -> จริง ๆ คือเอาไว้เป็น seo เผื่อมีใครเสิร์ชหาคำว่า กิง ก่อง แก้ว 😆🤣)

และคิดว่าใครหลายคนก็คงเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งในนี้อยู่บ้าง เพราะพี่คงไม่ unique มีคนเดียวในโลกหรอกนะ กุไม่ขนาดนั้น

กิง (มึงเอาจริงเหรอ 555) -> ข้อแรก signal to noise ratio ต่ำ อันนี้เป็นอุปสรรคข้อใหญ่ที่สุดที่เจอ

ก่อง -> ถัดมาคือ มันไม่ on-demand ต้องฟังในเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ถ้าไม่ว่างก็ต้องบายไปเลย แล้วก็กลับมาหาฟังใหม่ไม่ได้ด้วย มึงจะหวงไปไหน!!

แก้ว -> ข้อสุดท้าย มันไม่มี privacy อันนี้ในแง่ที่ว่า เราเข้าฟังห้องไหนระบบมันเจ๋อเห่อไปบอกให้เพื่อนเรารู้หมด ถ้าเราอยากฟังเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ก็ปิดไม่ได้ ลองนึกว่าเราเข้าไปฟังห้องที่พูดเกี่ยวกับการหางานใหม่ แล้วเพื่อนร่วมงานเราหรือนายเราเห็นสิ

จริง ๆ สามข้อนี้มองในอีกมุมนึงก็เป็นฟีเจอร์หรือเป็นข้อดีสำหรับผู้ใช้จำนวนมากเหมือนกันนะ ถึงได้บอกว่าอันนี้เป็นข้อจำกัดเฉพาะตัว

และทั้งสามข้อนี่ถ้าจะแก้มันก็ไม่ยาก อยู่ที่ว่าทางผู้พัฒนาแอปมองว่ามันเป็นฟีเจอร์หรือเปล่า อย่างเรื่อง privacy ก็แค่เพิ่ม setting ให้เลือกเข้าฟังในห้องแบบไม่เปิดเผยตัวได้ก็จบล่ะ

ส่วนเรื่อง on-demand ก็แค่ record เก็บเอาไว้ในระบบแล้วให้คนที่สนใจมาเสิร์ชหาตามหัวข้อได้ นี่ก็โคตรง่ายเลย และเรื่อง signal to noise ratio นี่อาจต้องทำให้สามารถเสิร์ชในไฟล์ที่ record เอาไว้ได้อีกที หรือให้มีฟังก์ชันเร่งสปีดการสนทนาจากไฟล์ที่บันทึกเอาไว้ได้

อย่างที่บอก อันนี้เป็นมุมมองจากผู้ใช้ธรรมดาบ้าน ๆ เลย ใครคิดเห็นยังไงแชร์กันได้นะฮะ…

หมายเหตุ ภาพประกอบนี่เป็นตัวสะท้อนถึงความร้อนแรงของ clubhouse ในเวลานี้นะฮะ แม่งมีเอา invite ไปขายใน shopee แล้วนะ เอากะแม่งดิ 😆🤣

ซ่อมรีโมตแอร์หน้าจอดำ ทำเองได้

ซ่อมรีโมตแอร์
แกะรีโมตออกมาจะเป็นแบบนี้ครับ

มาครับ เป็นพ่อบ้านยุค knowledge is all around, know-how’s on the internet อะไรที่ไม่เคยทำเราต้องลองทำ อะไรที่ทำไม่ได้เราต้องพยายามทำให้ได้ เพื่อประหยัดเงิน (เก็บไว้ไปลงสมัครงานวิ่ง) ครับ

ปัญหาหน้าจอรีโมตดำ มองตัวหนังสือไม่เห็น หลายคนคงเคยเป็น (โอ้โห แม่งเขียนมีสัมผัสคล้องจองด้วยอ่ะ) ซึ่งที่ผ่านมาแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการซื้อรีโมตใหม่

แต่เดี๋ยวก่อน!! วันนี้มันยุค new normal แล้วครับ ความรู้อยู่ในอินเทอร์เน็ต ก่อนจะเขวี้ยงรีโมตทิ้งพี่ลองเสิร์ชดู youtube คลังความรู้เดิมที่เคยช่วยประหยัดเงินไม่ให้เสียค่าโง่เปลี่ยนคอมแอร์เมื่อปีที่แล้ว (อยากรู้เรื่องนี้ อ่าน แอร์ไม่เย็น ซ่อมเองได้จ้า ได้เลยจ้ะ)

แม่งมีเว้ยยยย และที่สำคัญคือ คนอื่นเขารู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว พี่เพิ่งรู้นี่แหละ 5555

ทำเองได้ ง่ายนิดเดียว (ที่เหลือยากหมด ห่านจิก!!)

ซ่อมรีโมตแอร์
หน้าจอดำทำให้มองตัวหนังสือไม่เห็น (ลืมถ่ายตอนก่อนแกะ แฮ่…)

ซ่อมรีโมตแอร์
ดึงหน้าจอออกมาจากแผงวงจร แล้วใช้อะไรคม ๆ ลอกแผ่นนี้ (ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะฮะ) ออกจากหน้าจอ

ซ่อมรีโมตแอร์
จะได้หน้าจอใส ๆ แบบนี้ แต่ยังมีคราบกาวติดอยู่ เราเช็ดออกได้ด้วยน้ำมันนะฮะ พี่ใช้น้ำมันจักรซิงเกอร์ (บอกวัยเลยกุ) เช๊ดดดดดดดด เช็ด ๆ ๆ ๆ ๆ จนออกหมด แล้วก็เช็ดน้ำมันออกอีกที

เทปอลูมิเนียม
เสร็จแล้วเราใช้เทปอลูมิเนียมแบบนี้ เป็นเทปที่ด้านนึงเป็นกระดาษอลูมิเนียมบาง ๆ วาว ๆ อีกข้างเป็นกาว เหมือนเทปกาวทั่วไป หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ช่าง ร้านขายของ ๒๐ บาท อะไรพวกนี้ แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ ใน shopee lazada มีเพียบ อย่างที่เห็นนี่ก็ม้วนละ ๒๐ บาทนะ

ซ่อมรีโมตแอร์
ตัดเทปอลูมิเนียมให้ได้ตามขนาดแล้วแปะลงไป แปะให้ถูกด้านด้วยนะ ลูบ ๆ ถู ๆ ให้มันติดสนิท พยายามอย่าให้เป็นรอยนะฮะ ที่เห็นในรูปนั่นทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าถ้าเป็นรอยแล้วจะไม่งาม 5555

ซ่อมรีโมตแอร์
แล้วก็ประกอบร่างกลับคืน เริ่มจากใส่จอลงไปก่อน

ซ่อมรีโมตแอร์
ใส่แผงวงจรกลับเข้าที่

ซ่อมรีโมตแอร์
แปะฝาหลัง ขันน็อต ใส่ถ่านให้เรียบร้อย

ซ่อมรีโมตแอร์
เฮ้ยยยยยย แม่งได้จริงว่ะ!! แมจิก นี่แม่งแมจิกชัด ๆ 5555

สรุปปี ๒๕๖๓ ปีแห่ง stress test

จำไม่ได้แล้วว่าเคยเขียนสรุปรอบปีเอาไว้มั้ย แต่ปีนี้อยากเขียนเก็บไว้ใน facebook เผื่อว่าปีหน้าปีต่อไประบบมันจะขึ้นมาเตือนจะได้อ่านย้อนความจำกัน สนุกดี

ปูพื้นนิดนึงก่อนว่า ในระบบสถาบันการเงินมีอันนึงที่เรียกว่า stress test ภาษาไทยเรียกว่า การทดสอบภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ใช้ตรวจสุขภาพด้านการเงินถึงความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

สำหรับตัวเอง ความรู้สึกโดยรวมของปีนี้เหมือนเจอ stress test แล้วแม่ง test ทุกเรื่องพร้อมกันเลยทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องส่วนตัว

การมา (ไม่จบไม่สิ้น) ของฝุ่น pm 2.5 นี่ก็ว่าแย่แล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิต (ในช่วงฝุ่นมา) ถูกบังคับให้เปลี่ยน ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่ม ยังเติมโควิดเข้ามาอีก ชีวิตวุ่นวายนิดหน่อยแต่ยังดีที่ถือว่าสอบผ่าน

ที่ว่ามานั่นภาพรวม หลังจากนี้จะแยกเป็นเรื่อง ๆ ล่ะ

๑. ปีนี้อ่านหนังสือน้อยมาก น้อยมากจนน่าใจหาย แล้วรู้สาเหตุด้วย ซึ่งก็คือข้อถัดไปนี่แหละ แต่ถึงปีนี้จะอ่านหนังสือน้อยกลับเป็นปีที่ซื้อหนังสือมากที่สุด สวนทางกันเฉย แม่งซื้อเหมือนคนหยุดตัวเองไม่ได้ แต่กลับรู้สึกดี เพราะสำหรับพี่ การซื้อหนังสือมันแปลว่าพี่ยังอยากรู้อะไรเพิ่ม (อันนี้เรื่องจริง ไม่ได้เขียนให้ดูหล่อ แต่อนุญาตให้พักอ่านไปอ้วกก่อนได้ 5555)

จุดเริ่มของการตะลุยซื้อหนังสือแม่งก็ง่าย ๆ เลย ช่วงโควิดต้อง work from home ก็เลยกดเข้ากลุ่มขายหนังสือมือสองใน fb ด้วยความตั้งใจว่าจะเข้าไปปล่อยหนังสือที่อ่านจบแล้ว ไป ๆ มา ๆ หนังสือก็ไม่ได้ปล่อย แถมซื้อเติมเข้ามาอีกเพียบ จากนั้นก็ลามไปตามร้านหนังสือออนไลน์ ไป book depository ไป amazon ห่านจิกเอ๊ยยยย!!

๒. สาเหตุที่ปีนี้อ่านหนังสือได้น้อยก็เพราะเกิดสนใจอยากออกนอก comfort zone อยากเพิ่มทักษะมาลองเล่าเรื่องด้วยคลิปวิดีโอดูมั่ง แต่ความที่ไม่รู้อะไรเรื่องนี้เลย ทั้งอุปกรณ์ ทั้งมุมกล้อง ทั้งการเล่าเรื่อง ก็เลยใช้วิธีเปิดดู youtube ดูว่าคนอื่นเขาทำกันยังไงวะ กลายเป็นว่าจากเดิมที่ไม่เคยดู youtube มาปีนี้นั่งดูเยอะมาก

๓. เรื่องวิ่ง จากที่วางแผนไว้ว่าจะลงงานวิ่งประมาณเจ็ดหรือแปดงาน กะเก็บระยะซ้อม อัปเวลสภาพร่างให้ไปพีคที่งานโป่งแยงตอนปลายปี ตามที่ตั้งใจจะวิ่งให้จบร้อยโลแรก แต่พอโควิดมาบางงานเลื่อนไปปีหน้า บางงานยกเลิก กลายเป็นได้วิ่งจริงอยู่สามงาน คือ dragon trail ๓๕ โลที่ราชบุรีเมื่อตอนต้นปี

หลังจากนั้นโควิดมาก็ว่างยาวจนมางาน PET ๕๐ โลที่เพชรบุรีแล้วมาอีกทีก็โป่งแยงเลย แต่ก็ยังดีที่จบมาได้ทั้งสามงาน โดยเฉพาะสองงานหลังที่เคย dnf มาเมื่อปีก่อน

จบร้อยโลมาได้ทีแรกไม่แน่ใจ กลัวว่าจะหมดไฟ ตอนนี้กลายเป็นมีเป้าหมายใหม่ล่ะ ขอใช้ปีหน้าเป็นปีสร้างฐานแล้วไปลุยอีกทีปีโน้นนะ

๔. งานปีนี้ มีเรื่องให้เล่าเยอะ แต่ไม่เล่าดีกว่า เอาสั้น ๆ ว่า จากที่โควิดมาทำให้ได้ work from home และได้พบสัจธรรมว่า อุปสรรคของการ wfh ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ จบนะ

๕. การเงิน ไม่มีอะไรหวือหวา ทำเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย เดินตามแผนการเงินที่วางแผนมาตั้งแต่ตอนที่พ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง มีกิเลสอยู่บ้างตอนที่ iphone 12 ออก แต่ก็ตัดใจได้เพราะตัว 6s ยังได้ไปต่อแล้วก็ใช้ได้ดีอยู่ ก็ไม่รู้จะไปเสียเงินทำไม กับอีกทีเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ mac m1 ออกมาแล้ว performance โหดสัสมาก เกือบไปล่ะ

สุดท้ายนี้ มั่นใจมากว่า ปีหน้าแม่งยิ่งกว่านี้ อย่าไปหวังอะไรจากรัฐ ใครที่ยังไม่เคยเช็กสภาพการเงินตัวเอง อยากให้ลองทำดู พยายามทำตัวให้เบา ไม่จำเป็นก็อย่าก่อหนี้เพิ่ม (เพราะรัฐช่วยสร้างหนี้ให้อยู่แล้ว) ใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท

สวัสดีปีใหม่ครับ ❤

ทุกชีวิตล้วนต้องการอยู่รอด

หอมหัวใหญ่เหลือจากทำกับข้าวเอาใส่ตู้เย็นไว้ หยิบมาดูอีกทีสภาพไม่ไหวแล้วเลยเอาไปใส่กองปุ๋ยหมัก

ผ่านไปหลายวันมาเห็นอีกทีงอกเป็นต้นขึ้นมาแล้ว ช่วงนี้พอมีเวลาเลยย้ายมาใส่กระถางให้เป็นเรื่องเป็นราว

ต้นหอมต้นนี้แม่งก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่พยายามจะมีชีวิตรอดและเติบโต อาจมีบางช่วงที่ไปอยู่ในสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็อาจจะโตได้ช้าหรือแคระแกรน ต้องดิ้นรนปรับตัวกันไป

จนเมื่อไหร่ที่ได้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็กลับมาเติบโต งอกงาม ออกดอกออกผลเต็มที่

คนเราก็เช่นกัน… 🖖🤟

#หล่อสัส #พี่ไม่เคยเขียนแบบนี้

#หรือพี่จะแก่แล้ววะ 5555 😆🤣

ประสบการณ์การย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ

เล่าประสบการณ์การย้ายค่าย (ไม่เบอร์เดิม) ด้วยเหตุผลส่วนตัว เผื่อว่าใครกำลังจะย้ายเหมือนกัน

๑. ไปที่ค่ายใหม่ที่ถูกใจ เปิดเบอร์ใหม่ เลือกแพ็กเกจที่ชอบ เปิดใช้งาน

๒. เอาซิมค่ายเดิมใส่เครื่องสำรอง (พอดีมีเครื่องเก่าอยู่) โทรไป call center นานมากแต่ก็รอ แจ้งพนักงานว่าจะขอปิดเบอร์ พนักงานพยายามหว่านล้อมและให้เงื่อนไขพิเศษที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้

ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่ดีมากขึ้น เพราะแทนที่ผู้บริโภคที่ใช้บริการมานานกว่าสิบปีจะได้รับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องร้องขอ กลับกลายเป็นว่าคุณจะได้รับเมื่อคุณแจ้งว่าคุณขอเลิกใช้บริการ

สุดท้ายเมื่อไม่ได้ผล พนักงานแจ้งว่ารับเรื่องไว้และจะมีพนักงานอีกคนโทรมาภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งไม่ว่าจะยังไงพนักงานคนนี้จะไม่ทำเรื่องปิดเบอร์ให้ ยืนยันอย่างเดียวว่าต้องรอพนักงานที่จะโทรมา -> นี่หงุดหงิดดอกที่หนึ่ง

๓. วันต่อมา (ภายใน ๒๔ ชั่วโมง) พนักงานโทรมาที่เบอร์เก่า (ค่ายเดิม) ทั้งที่บอกไว้แล้วว่าให้โทรมาที่เบอร์ใหม่ -> นี่หงุดหงิดดอกที่สอง

พนักงานพยายามหว่านล้อมอีกรอบ เหมือนวนลูป จนเมื่อไม่เป็นผลแน่ ๆ พนักงานถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะการปิดเบอร์ต้องไปที่ศูนย์เฉพาะ (ในความหมายว่าทำไม่ได้ทุกศูนย์) -> นี่ดอกที่สาม

สมัยนี้แม่ง ไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ไม่ได้ฟังนโยบายนายกฯ รึไง ห่านจิก!!

ตอบไปว่า มีเพื่อนสามารถยกเลิกด้วยการชำระค่าบริการผ่านแอปและส่งเอกสารไปให้ทางอีเมลและ mms พนักงานบอกว่า วิธีนี้ทำได้แต่จะยุ่งยากหน่อย บอกไปว่า ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีโควิด พี่ไม่อยากไปเจอคนเยอะ

๔. วิธีก็คือ ใช้แอปธนาคารที่เราใช้อยู่ชำระบิลไปตามจำนวนที่พนักงานบอกมา เสร็จแล้วถ่ายสำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง เขียนให้ชัดเจนว่าต้องการยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์อะไร อย่าลืมขีดคร่อมให้เรียบร้อย แล้วส่งเมล และ/หรือ mms ไป

หลังจากนั้นไม่นานเบอร์นั้นก็ใช้ไม่ได้ ลองโทรเข้าไปก็มีเสียงบอกว่า “หมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ”

เป็นอันเสร็จสิ้นกันไปนะฮะ… 🤟🖖

อเมริกายังโดนแฮก เราพร้อมรับมือหรือยัง?

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของมาตุภูมิ หรือ homeland security – เขาเรียกงี้ป่าววะ? ส่งข้อเขียนมาลงหนังสือพิมพ์ The New York Times เพื่อบอกว่า อเมริกาแม่งโดนรัสเซียแฮก!!

Opinion | I Was the Homeland Security Adviser to Trump. We’re Being Hacked. – The New York Times (nytimes.com)

และที่สำคัญแม่งแฮกเช็ดเม็ดไปทั่วไล่ตั้งแต่หน่วยงานรัฐไปจนถึงบริษัทใน Fortune 500 (โดนไปสี่ร้อยกว่าบริษัทจากห้าร้อยอ่ะ)

แถมให้อีกดอกคือ แม่งแฮกมานานหลายเดือนแล้ว เยสเข้!!

เรียกได้ว่าตอนนี้รัสเซียแม่งวางประตูหน้าประตูหลังเอาไว้จนทั่วให้หน่วยสืบราชการลับมาเดินพาเหรดเข้าออกจนปรุไปแล้วมั้ง

นั่นเป็นเรื่องของอเมริกา และเป็นปัญหาของอเมริกา

แต่ที่น่าคิดคือ เราจะรู้ได้ไงว่าประเทศไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้มของเราจะไม่โดนแฮกจนปรุไปแล้วเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้การรบมันไม่ใช่ยกทัพบุกมาเหมือนสมัยทัพอโยธยากันแล้ว แม่งมาเงียบ ๆ มาถึงโอนเงินออกจากบัญชีไปทีละพันล้านงี้

ลองนึกถึงโรงพยาบาลสระบุรีที่โดน ransomware ไปเมื่อหลายเดือนก่อนดูก็ได้ ถ้าครั้งหน้าแม่งเล็งเป้ามาที่อะไรใหญ่กว่านั้น อย่างกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

คำถามคือ วันนี้เรือดำน้ำเราพร้อมหรือยัง?

จังหวะเข้าเส้นชัย PYT100 2020

จังหวะวิ่งเข้าเส้นชัยงาน Pong Yaeng Trail หรือสั้น ๆ ว่า PYT100 2020 เตรียมใจรับเซอร์ไพรส์ที่หน้าเส้นชัยเอาไว้ประมาณนึง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าโปรหนำกับอาจารย์นที ผู้จัดงานจะจัดให้ขนาดนี้

สวยเข่าทรุดจริง ๆ ❤