รีวิวหนังสือ ความลับสุสานฉินซี

The Emperor's Tomb
ความลับสุสานฉินซี โดย Steve Berry

มาครับ คนกำลังฟิต จบจาก The Fifth Risk ก็หาเล่มใหม่มาอ่านต่อกันเลย คราวนี้อยากได้นิยายมาสลับฉากกันบ้าง เลือกไปเลือกมาได้เล่มนี้ครับ

ความลับสุสานฉินซี โดย Steve Berry

หนังสือเล่มนี้สรุปคร่าว ๆ ให้เห็นภาพ ให้นึกถึงอินเดียนา โจนส์ ในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ใช้แส้แต่ใช้นามสกุล

ไม่ใช่! มึงอย่ามาตลก!! ใช้ปืนเว้ย พระเอกไม่ใช่คนจีน ไม่ต้องใช้แซ่

แล้วพ่อเทพบุตรก็ไปตามหาวัตถุโบราณ โบราณสถานที่โน่นที่นี่ ซึ่งบางทีก็ไม่ได้อยากไป แต่สถานการณ์มันพาไป

ผสมเข้ากับเจมส์ บอนด์ ที่เป็นสายลับ มีอเมริกา มีรัสเซีย มีจีน ปฏิบัติการข้ามประเทศ ข้ามทวีป บินไปบินมา เดี๋ยวอยู่เดนมาร์ก อีกแป๊บมาอยู่เบลเยียม มาโผล่ฮาลองเบย์ เวียดนาม แล้วไปลุยร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำในจีน ขนาดนั้น 5555

ยัง ยังไม่พอ เหยาะความเป็นโรเบิร์ต แลงดอน ของพี่แดน บราวน์ เข้าไปอีกหน่อย ให้เรื่องมันคลุมเครือ ๆ เอาไว้ ให้คนอ่านสงสัยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ไต่ขอบระหว่างความจริงกับจินตนาการหรือการตีความของคนเขียนเอง

แล้วเติมองค์กรลับอายุหลายร้อยปีที่ไม่มีใครเคยรู้ว่าแม่งมีอยู่ในโลกใบนี้ แม่งลับจริง ๆ นะ 😆

เอาทุกอย่างปั่นรวมกัน แล้วโรยหน้าด้วยความอลังการของสุสานฉินซีเข้าไปอีกที

ประมาณนี้นะครับ ถ้าใครชอบเรื่องแนวนี้น่าจะชอบเลย และถ้าอ่านแล้วชอบก็จะบอกว่าพี่ Steve Berry เขียนเอาไว้หลายเล่ม โดยที่ใช้ตัวละครหลักชุดเดียวกัน แต่ไปผจญภัยในสถานที่ต่างกัน ทุกเรื่องอิงประวัติศาสตร์หรือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งนั้นเลย นโปเลียนงี้ อเล็กซานเดอร์มหาราชงี้

อ่านสนุก ลุกนั่งสบาย คนตายเพียบครับพี่น้องครับ ❤️📚

รีวิวหนังสือ The Fifth Risk

the fifth risk
The Fifth Risk โดย Michael Lewis

มาครับ อ่านจบแล้วมาเล่าสู่กันฟัง

ครั้งนี้เป็นหนังสือ The Fifth Risk ของเฮีย Michael Lewis คนเขียน The Liar’s Poker The Blind Side The Big Short และอื่น ๆ อีกหลายเล่มนะครับ

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเอาจริง ๆ ก็คือ ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากที่ Donald Trump ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี ๒๐๑๖ ดูเนื้อหาเผิน ๆ เป็นเรื่องการเมืองสหรัฐฯ และการบริหารราชการของสหรัฐฯ

ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่พี่ไม่สนใจ ไม่เคยสนใจและไม่เคยคิดจะอ่านเลย (ลำพังการเมืองบ้านกูก็เหนื่อยใจอยู่แล้วมั้ย ขอถอนหายใจแป๊บ) แต่ที่ซื้อเล่มนี้และยังลัดกองดองที่มีอยู่หลายร้อยเล่มหยิบมาอ่านก่อนก็เพราะคนเขียนอย่างเดียวเลย

จากประสบการณ์ที่อ่านงานของ Lewis มา ต้องบอกว่าเฮียแกสายตาคม มองสาวนี่มีสะท้าน

ไม่ใช่! มึงอย่ามาตลก!!

เอาใหม่นะ เฮียแกสายตาคม แกเลือกประเด็นที่ดูเหมือนธรรมดา ไม่มีอะไร ไม่น่าสนใจ ไม่น่าหยิบมาเขียน หรือหนักไปกว่านั้นก็คือ แม่งแค่ฟังก็น่าเบื่อแล้ว เขียนออกมาใครจะอ่าน แต่นั่นแหละคือทีเด็ดของเฮีย เรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไรอย่างที่ว่า พอผ่านปลายปากกาเฮีย (จริง ๆ น่าจะเป็นคีย์บอร์ดนะ) ออกมาแม่งกลับน่าสนใจ น่าอ่าน แถมยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นที่หยิบมาเล่าได้อีกด้วย

เฮีย Lewis เคยเล่าในการเสวนาครั้งนึงว่า นักเขียนเนี่ยเวลาไปไหนมาไหน ไปเจอใคร มักจะถูกซักว่ากำลังเขียนเรื่องอะไรอยู่ ถ้าปฏิเสธไม่ได้ก็จะบอกไปสั้น ๆ ซึ่งถ้าฟังแล้วดูน่าสนใจก็จะโดนซักให้เล่าต่ออีกและหลายคนจะไม่อยากเล่า เพราะพอเล่าไปแล้วมันเหมือนพลังในการเล่ามันถูกระบายออก เวลาไปนั่งเขียนงานก็จะไม่สามารถระเบิดฟอร์มขึ้นสุดยอดขึ้นมาได้ เพราะมันถูกระบายออกไปแล้ว เหมือนเอากระสุนจริงไปยิงสนามซ้อมหมดแล้ว ประมาณนั้น

แต่เฮีย Lewis บอกว่าแกไม่มีปัญหานี้เลย จะไปปาร์ตี้หรือดินเนอร์ที่ไหน เจอคนถามว่ากำลังเขียนเรื่องอะไร แกก็ตอบตามตรง เป็นเรื่องนักคณิตศาสตร์ที่เอาหลักสถิติมาบริหารทีมเบสบอล (Moneyball)

หรือเป็นเรื่องเด็กผิวดำยากจนที่ได้ทุนเรียนจากการเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล (The Blind Side) ซึ่งพอฟังแล้วคนในวงสนทนาก็จะอึ้ง แล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น 555555

The Fifth Risk นี่ก็เหมือนกัน เฮีย Lewis เปิดขึ้นมาด้วยเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดแต่ไม่เกิดขึ้นในสามกระทรวงหลักของสหรัฐฯ หลังจากที่ Trump ชนะการเลือกตั้ง นั่นก็คือการ (ไม่) ส่งทีมงานเข้ามาศึกษาและรับช่วงงานต่อจากรัฐบาล Obama ที่กำลังจะพ้นวาระไป

สามกระทรวงที่ว่าก็มี กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และกระทรวงพาณิชย์

จากจุดตั้งต้นตรงนี้ก็จะเป็นฝีมือและสไตล์ของเฮียเขาล่ะที่จะค่อย ๆ ขยายประเด็นให้เห็นภาพในระดับ macro (ที่ไม่ใช่ห้างค้าส่ง) ยิ่งขึ้น

เฮีย Lewis พาคนอ่านไปให้เห็นถึงบทบาท หน้าที่และความสำคัญของทั้งสามกระทรวง โดยเฉพาะในส่วนของความเสี่ยง (risk) ที่จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็แล้วแต่ (แล้วแต่อะไรเหรอ แล้วแต่มึงเลยยยยยยยยย)

และนั่นคือที่มาของชื่อหนังสือ ส่วนว่าจะมี risk อะไรบ้างนั้น อันนี้ต้องตามไปอ่านกันเองนะฮะ 😊

ในขณะที่เล่าประเด็นนี้ เราก็จะได้พบกับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ไม่มีชื่อเสียงและไม่เคยได้รับเครดิตใด ๆ จากงานที่ทำ ทั้ง ๆ ที่งานเหล่านั้นอาจส่งผลถึงความเป็นความตายของชีวิตคนจำนวนมาก

ในขณะเดียวกันก็จะได้เห็นด้านมืดของระบอบการเมืองที่ถูกทุนเข้าครอบงำ หรือเป็นไปในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทน (แบบถูกกฎหมาย)

เอ๊ะ เรื่องพวกนี้คุ้น ๆ มั้ย?

ตอนแรกที่หยิบเล่มนี้มาอ่านก็นึกว่าจะเป็นเรื่องการเมืองสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ แต่พออ่านไป ๆ ภาพในหัวมันดันมีคลื่นแทรกกลายเป็นการเมืองและรัฐบาลประเทศนึงแทรกมาตลอดเวลา

ทำไมนะ

นี่ยังดีนะที่เนื้อหาในหนังสือเขียนถึงช่วงปี ๒๐๑๖ – ๒๐๑๗ ถ้าขยับมาอีกนิดเป็นช่วงโควิดนะมึงเอ๊ยยยยยยยยยย

พี่นี่ไม่นึกถึงหน้า Trump เลยล่ะ… เลิฟ เลิฟนะฮะ ❤️

สไตล์การปู การตบของ Michael Lewis

พี่ michael lewis แม่งเหนือชั้นว่ะ อ่านหน้านี้แล้วต้องขอโน้ตเก็บไว้หน่อย

นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่ไม่มีทางอ่านหนังสือแล้วมาไฮไลต์มาโน้ตยังงี้แน่นอน… 😤.

The Fifth Risk page 97
The Fifth Risk หน้า ๙๗

หนังสือเล่มล่าสุด

หนังสือเล่มล่าสุดครับ สั่งไปเมื่อวันศุกร์ เพิ่งมาส่งสาย ๆ เมื่อวาน

เล่มนี้อยากได้มานานแล้ว แต่เมื่อก่อนราคาใน amazon เอาเรื่องอยู่ก็เลยเก็บไว้ใน wish list แล้ววันศุกร์มาเจอโพสต์ใน fb ตอนแรกก็จะไถผ่านไปแล้วแต่มาเห็นเล่มนี้ เอ๊ะ คุ้น ๆ ก็เลยลองถามราคาดู

ราคารับได้ ร้านถ่ายคลิปสภาพหนังสือมาให้ดู สภาพก็โอเค ร้านนี้ไม่เคยซื้อมาก่อน ส่งข้อความไปขอให้ช่วยห่อพลาสติกให้ด้วย ช่วงนี้ฝนตกบ่อย กลัวหนังสือจะเยิน

เมื่อวานหนังสือมาส่ง โอ้โห มีทั้งห่อถุงพลาสติก ห่อกันกระแทก แพ็กในกล่องกระดาษ พันด้วยพลาสติกใส แล้วห่อถุงพลาสติกทับมาอีกชั้น

ห่อมาเหมือนประชดอ่ะ โคตรดีย์ 👍

แล้วที่เซอร์ไพรส์คือมีแถมพวงกุญแจไม้แกะเป็นตัวพะยูนมาให้ด้วย ดูจากซองที่ใส่มาแล้วน่าจะเป็นงานฝีมือของชุมชนที่จังหวัดตรัง.ประทับใจมากครับ ❤️😊

The Fifth Risk

the fifth risk
The Fifth Risk by Michael Lewis

หลังจากจบ atomic habits ลองหยิบเล่มนั้นมาอ่านได้สิบหน้า เปลี่ยนเป็นเล่มโน้นได้สามสิบหน้า ย้ายไปเล่มนู้นได้ห้าหน้า ฟีลก็ยังไม่ใช่

ตอนนี้สรุปว่าน่าจะเป็นเล่มนี้ล่ะ… 📚

อ่านหนังสือ จิบกาแฟ

ตึ๊ด ตึด ตึ๊ด ตึด เราชอบอ่านหนังสือ

ตึ๊ด ตึด ตึ๊ด ตึด เราชอบกินกาแฟ

อ๋าาาาาาาาาาาา

แอปเปิล เพ๋นนนนนนน (จะมีคนเก็ตมั้ยวะ 555555)

หมายเหตุ ถ้าใครทนดูถึงช่วงท้ายที่พี่ลุกไปนี่ไม่มีอะไรนะฮะ

หมอตะโกนมา หมดเวลาพัก มากินยา!!! 😆🤣

A Nonthaburian Guy Lazy Day

รีวิวหนังสือ The Girl on the Train

The Girl on the Train
The Girl on the Train

นิยายเรื่องนี้โด่งดังไล่หลังความสำเร็จของ Gone Girl มาไม่นาน และมีหลายอย่างที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นนิยายที่เขียนโดยนักเขียนหญิงเหมือนกัน เป็นหนังสือเล่มแรกของผู้เขียนทั้งสองคนเหมือนกัน มีตัวเอกเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แถมชื่อเรื่องยังมี Girl เหมือนกันอีกสิน่า

หนังสือเล่มนี้ออกมานานหลายปีแล้ว แถมยังเอาไปสร้างเป็นหนังแล้วด้วย แต่โชคดีที่ไม่เคยอ่านรีวิว ไม่เคยอ่านสรุปเรื่องย่อ หรือวิจารณ์อะไรใด ๆ ของเรื่องนี้มาก่อนเลย ข้อความบนปกก็ไม่ได้บอกอะไรมาก มีแค่ว่า you don’t know her. but she knows you. ซึ่งจากข้อความนี้เรื่องราวจะออกมาได้หลายหน้ามาก เดาไม่ถูก

สรุปแล้วเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรเลยว่าเป็นแนวตื่นเต้น ฆาตกรรม สืบสวนสอบสวน หรือสยองขวัญ ที่สำคัญ มีผีมั้ยวะ 5555 รู้แค่ว่าเป็นหนังสือขายดี แค่นี้เลย

พอเริ่มอ่านความรู้สึกจะประมาณนั่งดูหนัง Memento ผสมกับ Dunkirk (ซึ่งบังเอิญมากที่ทั้งสองเรื่องนี้้เป็นหนังของโนแลนทั้งคู่) ที่ว่าเหมือนก็คือ เรื่องเล่าผ่านตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงสองคน แต่คนละ timeline สองคนนี่ไม่รู้จักกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สักพักเราจะเริ่มเดาทางว่าเดี๋ยวแม่งจะต้องมาเกี่ยวกันยังไงซักทาง เพียงแต่ timeline มันไม่เจอกัน แล้วมันจะมาไขว้เจอกันยังไงวะ?

ระหว่างที่อ่านไปมันก็จะมีคำถามนี้ลอยอยู่ตลอดเวลา

นั่นเป็นส่วนที่ว่าให้ความรู้สึกเหมือน Dunkirk ส่วนที่ว่าเหมือน Memento ก็ตรงที่ตัวละครเอกที่เป็นคนเล่าเรื่องหลักแม่งดันเป็นแอลกอฮอลิก ตอนที่เมาจัด ๆ ก็จะจำเรื่องราวอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ตัวละครตัวนี้เล่ามามันก็จะเอาแน่เอานอนไม่ได้ ประมาณว่า มันใช่มั้ยวะ คิดไปเองหรือเปล่าวะ หรือกุมโนเอาวะ มันจะมีอารมณ์นี้อยู่ตลอด

และระหว่างที่เหตุการณ์เดินหน้าไปก็จะมีช่วงเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต เพื่อปูพื้นสถานการณ์และความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวเป็นระยะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าออกมาจากตัวละครหลักก็ยังเป็นข้อมูลที่คลุมเครืออีกเหมือนกัน ด้วยความที่ตัวละครมันก็จำไม่ได้อย่างที่บอก แต่อาศัยคำบอกเล่าของตัวละครอื่นบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มันก็เลยเหมือน Memento ที่คนอ่านอ่านไปแล้วจะเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดจริง ๆ มันยังไงวะ

เรื่องเดินหน้าไปด้วยสอง timeline และความคลุมเครืออย่างนี้ตลอด แม้กระทั่งบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนเขียนก็จงใจลดทอนรายละเอียดบางอย่างเพื่อจะทำให้คนอ่านไขว้เขว

เอาจริง ๆ พี่จะไม่แปลกใจเลยถ้าอ่านมาถึงตอนจบแล้วเฉลยออกมาว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องที่ตัวละครมโนไปเองทั้งหมดในหัว โดยที่ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจริง (เหมือนหนึ่งในตอนจบของโดราเอมอนที่มีคนแชร์กันมาว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องที่โนบิตะที่นอนป่วยติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาลคิดฝันไปเอง ยังดีที่มีข้อมูลตามหลังออกมาว่านี่ไม่ใช่ตอนจบจริง ๆ ของโดราเอมอน ไม่งั้นก็โคตรเศร้าเลย)

จนกระทั่งเข้ามาสู่ช่วงสถานการณ์ที่ค่อย ๆ คลี่คลายให้คนอ่านเริ่มเดาทางได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และที่ต้องลุ้นก็คือ ช่วงท้ายหลังจากที่เฉลยเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วยังเหลืออีกหลายสิบหน้า ชวนให้สงสัยว่าคนเขียนจะพาไปสู่ตอนจบยังไง

อันนี้ต้องไปอ่านเองนะฮะ… ❤

รีวิวหนังสือ สัญญาณเตือนตาย

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
เอาหนังสือมาวางเรียงกันจะได้เป็นภาพนี้นะ

หลายสัปดาห์มานี้นอนดึกติด ๆ กันหลายวัน

ไม่ใช่ว่าเหลวไหลหรืออะไร แต่เป็นเพราะหนังสือ สัญญาณเตือนตาย ชุดนี้เลย (ตามรูปด้านบน)

สรุปสั้น ๆ กันก่อน เผื่อมีใครรีบ จะได้ไถฟีดไปอ่านโพสต์อื่นต่อ

หนังสือชุดนี้เป็นนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน วางแผนหักเหลี่ยมเชือดเฉือนชิงไหวชิงพริบที่อ่านสนุกที่สุดในรอบสิบปีนี้ (นี่พูดจริง ๆ ไม่ได้อวย แต่นับเฉพาะเล่มที่พี่อ่านนะ เพราะฉะนั้นถ้าใครมีเล่มที่สนุกกว่านี้ แต่พี่ไม่ได้อ่านก็ถือว่าพี่ไม่ผิด เอาตามนี้นะ)

สนุกถึงขนาดที่ว่าระหว่างที่อ่านไปก็คิดอยากให้มีใครเอาไปสร้างหนังและถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นหนังฮ่องกง เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นวัฒนธรรมตะวันออก โดยเฉพาะของจีนที่ฮอลลีวูดคงจะไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่นัก

ถ้าสร้างหนังจริง ๆ ก็น่าจะได้ซักสี่ภาค แล้วก็คงจะสนุกลุ้นระทึกทำเงินถล่มทลายได้อย่าง Infernal Affairs ของเฮียเหลียงกับพี่หลิวยังไงยังงั้น อ่านไปนี่ก็ลุ้นมาตลอดจนมาเห็นที่ปกหลังเล่มห้ามีข้อความบอกไว้ว่าเคยสร้างเป็นซีรี่ย์มาแล้วสามภาค เออ จบกัน

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
ถ้าเอาหนังสือมาวางตั้งซ้อนกัน ที่สันหนังสือจะได้รูปนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่าแบบง่าย ๆ ไม่สปอยล์ได้ประมาณว่ามีตัวเอกฝ่ายชาย (คนที่หนึ่ง) เป็นฆาตกร คอยไล่ฆ่าคนทำความผิดที่กฎหมายเอาผิดไม่ได้

แล้วความเปรี้ยวก็คือ ก่อนจะฆ่าใครจะส่งโน้ตบอกเจ้าตัวก่อนทุกครั้ง บอกถึงขนาดว่ากุจะฆ่ามึงวันไหน แม่งมั่นใจขนาดนั้นเลยแล้วแม่งก็เก่งอิ๊บอ๋ายจริง ๆ

ก็เลยเป็นที่มาของตัวเอกฝ่ายชาย (คนที่สอง) ที่เป็นตำรวจคอยไล่จับอิฆาตกรคนนี้ โดยมีตัวเอกฝ่ายหญิงที่เป็นนักจิตวิทยามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงาน คนอ่านก็เลยได้แนวการไขคดีผ่านทางมุมมองของตำรวจที่โคตรเก่งไม่แพ้ฆาตกรและได้การวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาตัวละครไปพร้อม ๆ กัน

ความเจ๋งของเรื่องนี้อยู่ที่การสร้างตัวละคร ตัวหลัก ๆ ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ถักทอประสานกันทางใดทางหนึ่ง และหลายเคสมีปมสาเหตุที่มาที่ย้อนไปตั้งแต่เมื่อครั้งอดีตสิบกว่าปีก่อนเหมือนงานของ Harlan Coben

เอาจริง ๆ อ่านไปคิดว่าส่วนใหญ่ก็จะลุ้นให้แม่งฆ่าได้ทุกเคสนะ เพราะแต่ละคนนี่ก็มีเหตุให้สมควรจะโดนกันทั้งนั้น มีใครบ้างก็ลองไปดูกัน

การเล่าเรื่องก็ชวนให้ลุ้นให้ต้องติดตามว่าแม่งจะฆ่าได้มั้ย ตำรวจจะป้องกันได้มั้ยวะ ตำรวจวางแผนไว้ขนาดนี้มึงจะทำได้เหรอวะ แล้วแม่งจะฆ่ายังไงวะ

เนื้อเรื่องก็พลิกไปพลิกมาด้วยนะ บางจังหวะก็หลอกคนอ่านพาเรื่องไปทางนึงแล้วจังหวะสุดท้ายก็หันหัวกลับไปอีกทาง เล่นเอาคนอ่านต้องดริฟต์กันยางไหม้เลย

สุดท้ายล่ะ (นี่พยายามไม่สปอยล์) อยากบอกว่าใครชอบเรื่องแนวนี้ หามาอ่านเถอะ ไม่ผิดหวังแน่นอน.เลิฟ เลิฟ… 😊

หนังสือสัญญาณเตือนตาย
นี่หน้าปกเล่มหนึ่ง เผื่อใครจะไปหาซื้อจะได้ไม่พลาดครับ

——-

อัปเดตนิดนึงเพิ่งนึกออก ตอนที่อ่านอยู่ก็นึกไปถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึงที่เคยอ่านสมัยนานนนนนนนนนมาแล้ว เรื่อง Black Angel

พระเอกเป็นคนหงิม ๆ ปั่นจักรยานเสือหมอบ แต่พอตกกลางคืนมีหัวกับไส้ เฮ้ย ไม่ใช่ ตกกลางคืนแม่งออกไปฆ่าพวกคนเลว โดยใช้ซี่ล้อจักรยานเป็นอาวุธ เสียบเข้าไปที่ขมับ เสร็จทุกราย

เรื่องนี้ใครทันนี่บอกวัยนะฮะ… 😆🤣

TAI-PAN ตำนานแห่งฮ่องกง

TAI-PAN

ฮ่องกงเป็นข่าวทุกวันแบบนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการไปขุดนิยายคลาสสิกขายดีระดับโลกมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

TAI-PAN เป็นเรื่องราวว่าด้วยการต่อสู้ทั้งในระดับปัจเจกไปจนถึงระดับประเทศ การต่อสู้ระหว่างความดีงามและความโลภ ที่มีความมั่งคั่งเป็นรางวัล มีฉากหลังเป็นการก่อร่างสร้างตัวของฮ่องกง จากเกาะที่ดูไม่มีความหมายอะไรไปสู่ประตูเปิดสู่จีนจนเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลก

เล่มนี้อ่านไทยมาก่อนตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัย ชอบมาก จนจบมาทำงานมีโอกาสมาเจอฉบับภาษาอังกฤษมือสองที่ร้านหนังสือแถวถนนข้าวสารก็สอยมาอีก

ใครยังไม่เคยอ่านแนะนำเลยครับ… 😊

พฤติกรรมการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยคิดว่าการซื้อหนังสือนี่มันต้องผ่านกระบวนการหยิบ ๆ จับ ๆ พลิกไปพลิกมา อ่านตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ดูปกไม่ยับ ดูกาวที่สันไม่เลอะ เลือกจนพอใจถึงจะซื้อ จะมียกเว้นบ้างก็บางเล่มที่หาในไทยไม่ได้ต้องสั่งจาก amazon แต่ก็ทดลองอ่านจากฟีเจอร์ look inside มาแล้ว

ตอนนี้เหรอ เปิดเว็บดูร้านออนไลน์ อ่านสรุปเนื้อหา ถ้าพอใจก็กดเลย บางทีเปิดเจอจากใน fb สำนักพิมพ์บ้าง นักเขียนบ้าง ถ้าน่าสนใจก็กดเลย แถมบางทีหนังสือยังไม่ออก เป็นแค่พรีออเดอร์ ถ้าสนใจก็โอนเงินแล้ว inbox ไปเลย สภาพหนังสือไม่ต้องเลือก

สรุปว่า การซื้อหนังสือออนไลน์ล้างความเชื่อและพฤติกรรมเดิม (ของตัวเอง) ไปหมด แถมยังช็อปวายป่วงกว่าการเดินร้านหนังสือแบบเดิมเยอะมากกกกกกก… 😂