ขับแท๊กซี่ มีโบนัส

เมื่อวานต้องเดินทางเข้าเมืองเลยมีโอกาสนั่งแท๊กซี่ยาว ๆ ช่วงนึง ทีแรกก็กะจะนั่งไปเงียบ ๆ สงบ ๆ แต่พอดีวิทยุมีข่าวเรื่องรัฐบาลจะขึ้นค่าแท๊กซี่ พี่คนขับก็เลยเปิดประเด็นคุยขึ้นมา

หลังจากส่องโหงวเฮ้งดูเร็ว ๆ แล้ว คิดว่าน่าจะพอคุยกันได้อยู่ ความเสี่ยงพอรับได้ ก็เลยร่วมวงด้วย แล้วก็ต่อไปเรื่อง ทำไมแท๊กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร คุย ๆ ไปได้สักพักแกก็อิน เริ่มเสียงดัง เลยดึงออกไปประเด็นอื่น

แกเล่าว่าเช่ารถเถ้าแก่แบบเหมากะ ขับคนเดียว ค่าเช่าวันละ ๗๐๐ ซึ่งแกมองว่าคุ้มกว่าเช่าเป็นกะที่ต้องเสียกะละห้าร้อยกว่าบาท เพราะจะขับตอนไหน ช่วงไหนก็ได้ รถอยู่ที่ตัวเองตลอดเวลา สิบวันเข้าอู่ไปจ่ายเงินทีนึง แถมไม่ต้องเสียค่าล้างรถทุกวันตอนจะไปส่งกะ เลือกเวลาเติมแกสได้ ไม่ต้องไปแย่งกันเติมแกสตอนช่วงที่จะต้องส่งกะ

ที่สำคัญเช่าแบบนี้ ขับเจ็ดวันได้ฟรีหนึ่งวัน เท่ากับได้ฟรีมาเดือนละสี่วัน (คิดเป็นตัวเงินคือ ๒,๘๐๐ บาท) แถมเถ้าแก่ยังให้โบนัสอีกเดือนละสองพัน

แกบอกว่า คิดดูสิ ผมขับแท๊กซี่ ผมได้โบนัสปีละสองหมื่นสี่นะ คนทำงานออฟฟิศหลายคนยังได้โบนัสไม่เท่าผมเลย

ก็อ่านกันเพลิน ๆ อย่าสะดุ้ง นะครับ…

เขียนถึงพี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning

เข้านี้มีข่าวร้ายส่งมาทางกล่องข้อความ

พี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning เสียชีวิตแล้วเมื่อตอนตีสามที่ผ่านมา

อ่านแล้วก็ร้อง เฮ้ย!! ไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ นี่เป็นความสูญเสียบุคลากรสื่อด้านเศรษฐกิจที่น่าใจหายที่สุดคนนึงเลยทีเดียว

ผมมีโอกาสได้ทำงานกับพี่นกอยู่ช่วงนึง ในปี ๒๕๓๕ หลังจากเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่ง ผมย้ายสังกัดมาอยู่ผู้จัดการรายวัน เป็นนักข่าวไอที มีพี่นกเป็นหัวหน้าโต๊ะ

ยุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของไอที ทั้งในวงการคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม มีผู้เล่นรายใหญ่ รายใหม่ เกิดขึ้นมากมาย สัมปทานวิทยุติดตามตัวเกิดขึ้นแล้ว ทั้งแพคลิ้งค์ โฟนลิ้งค์ โทรศัพท์มือถือเริ่มให้บริการแล้ว ซีพีได้สัมปทานโทรศัพท์สามล้านเลขหมายแล้ว

บริษัทสื่อสารเริ่มเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เกิดเป็นกลุ่มทุนสื่อสาร กลุ่มทุนใหม่ที่หวือหวา มีพลัง การแข่งขันสูง ซึ่งทำให้การทำข่าวในช่วงนั้นสนุกมาก มีการแถลงข่าวกันแทบทุกวัน

แต่ตลอดเวลาที่ทำงานกับพี่นกเป็นช่วงที่กดดันมาก มีความรู้สึกว่าทำงานเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีซักที กูยังไม่เก่งพอ เพราะการทำข่าวให้ถูกใจพี่นกไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างก็ได้ ขนาดงานง่าย ๆ อย่างการทำข่าวตามงานแถลงก็ไม่เคยง่ายอย่างที่คิด เพราะการทำงานไม่ได้เริ่มตอนที่ไปถึงสถานที่แถลงข่าว แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับหมายข่าวแล้วครับ

หมายความว่า ถ้าวันนี้เราได้รับแจ้งว่า วันพรุ่งนี้จะมีงานแถลงข่าวของบริษัทอะไรซักงานนึง พี่นกจะตั้งเป้าไว้เลยว่า เราจะต้องเช็คให้ได้ตั้งแต่วันนี้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อเขียนลงหนังสือพิมพ์วันนี้ แล้วไปขิงนักข่าวเล่มอื่นตอนไปงานวันพรุ่งนี้

แล้วพี่นกไม่ใช่หัวหน้าประเภทสั่งให้น้องทำแต่ตัวเองไม่ทำนะครับ แกทำยิ่งกว่าที่แกบอกให้เราทำอีก นี่ยังไม่รวมเรื่องความอึดในการตามแหล่งข่าว รอแหล่งข่าวและตื๊อแหล่งข่าว ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้แหล่งข่าวรู้จักและจดจำพี่นกได้เป็นอย่างดี ในระดับที่เรียกชื่อเล่นเลย เอ่ยนามซีอีโอธุรกิจสื่อสารในยุคนั้นมาเถอะ ทุกคนรู้จักพี่นก

เพราะฉะนั้นเวลาพี่นกให้ทำอะไร เราเถียงไม่ได้เลย เราไม่สามารถเถียงในใจได้เลยว่า แน่จริงเมิงมาทำเองสิ!! เพราะพี่นกทำเองและทำมากกว่าที่เราทำทุกเรื่อง

ถ้าสรุปง่าย ๆ ในโลกนักข่าวที่เป็นกะลาใบเล็กของผม ผมยกให้พี่นกคนเดียวว่าในทางวิชาชีพชีวิตนี้กูยอม ไม่เคยคิดสู้เลย

ช่วงหลัง ๆ มานี้เวลามีใครมาถามหาคนไปทำงาน อยากให้ recommend ใคร คนที่ recommend ได้อย่างมั่นใจ พูดได้เต็มปากที่สุดก็พี่นกนี่แหละ แต่พี่นกทุ่มเวลาและพลังงานในการทำงานให้กับ Positioning ทั้งหมด

วันนี้พี่นกไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้วนะครับพี่…

โชคดีที่เกิดก่อน

มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณแม่ที่มีลูกกำลังเรียนชั้นมอหก อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยขอคุยยาว ๆ เรื่องขั้นตอนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนี้ว่าเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง เพราะไม่รู้เรื่องเลย

หลังจากนั่งคุยกัน ซักถามจนเข้าใจว่าขั้นตอนมีอะไรบ้าง บอกกับตัวเองเลยว่า โชคดีมากที่เกิดมาก่อน ไม่ต้องใช้ระบบทุกวันนี้ ตัดสินกันที่สอบครั้งเดียวไปเลย

ที่คิดอย่างนี้เพราะระบบวันนี้เป็นระบบที่ต้องเหนื่อยกันตั้งแต่มอสี่ และไม่ได้เหนื่อยแค่เด็ก แต่พ่อแม่ต้องมาเหนื่อยด้วย เพราะถ้าจะปล่อยให้เด็กเตรียมตัวเองก็ไม่มั่นใจ กลัวไม่ดี ไม่พร้อม เดี๋ยวจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้

ยิ่งระบบไม่นิ่ง มีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกคนก็ยิ่งเหนื่อย ก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกันนะ…

ประสบการณ์ใช้งาน facebook และ twitter

ไม่ได้ใช้ social network มาสองสามวัน กลับมาใช้อีกทีมีข้อสังเกต (เฉพาะของตัวเอง) บางประการ

ข้อแรก feed ของ twitter ให้ข่าวสารข้อมูลทั่วไปในวงกว้างมากกว่าและเร็วกว่า fb ที่จะเป็นข้อมูลที่โฟกัสและเฉพาะทางกว่ามาก ๆ (บางโพสต์ของ fb ขึ้นมาช้าไปสองสามวันก็มี)

เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะหัวข้อหลัก ๆ ที่สนใจส่วนใหญ่ยังอยู่บน fb ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมา เรื่องวิ่ง หนังสือ ส่วนมากยังอาศัยเพจและกรุ๊ปของ fb ยังไม่ค่อยข้ามแพลตฟอร์มมา twitter กันเท่าไหร่

ข้อสอง อารมณ์และความรู้สึกขณะไถดู feed ของทั้งสองแพลตฟอร์มก็ต่างกัน บน twitter นี่ค่อนข้างจะไปทาง negative เยอะหน่อย เพราะผู้คนบน twitter แม่งโคตรเก้วกาด เรื่องนั้นเรื่องนี้ทั้งบ่นทั้งตีกัน

ส่วน fb นี่ เนื่องจากเพจหรือกรุ๊ปที่ตามอยู่เป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว (ตามข้อแรก) ประกอบกับอัลกอริธึมของ fb ก็ช่วยคัดกรองเอาเพจและกรุ๊ปที่เราเข้าไป engage ด้วยมาโชว์มากกว่าเรื่องอื่น ทำให้รู้สึกพึงพอใจในการใช้งานมากกว่า ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทำให้เกิด echo chamber ก็เถอะ

ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจัดการยังไงต่อไป จะทำการ detox twitter เพื่อลดความเก้วกาดดีมั้ย หรือจะปล่อยไว้แบบนี้เพื่อบาลานซ์กันระหว่างสองแพลตฟอร์ม แล้วเลือกใช้เอาตามอารมณ์ขณะนั้น ยังไม่รู้นะฮะ

ส่วน ig นี่ไม่พูดถึง ใช้น้อยมาก วัดอะไรไม่ได้ฮะ

ของใครเป็นยังไงกันมั่งอ่า… 🤔

วิวัฒนาการค้าปลีกจาก Stranger Things 3

Stranger Things 3 มีประเด็นผลกระทบของห้างสรรพสินค้าที่มีต่อร้านค้าดั้งเดิม (ที่ฝรั่งเรียกว่า mom & pop shops) จนหลายร้านต้องเลิกกิจการไป

ในไทยอาจเห็นภาพเรื่องนี้ไม่ชัด ถ้าจะเอาชัด ๆ ต้องผลจากห้างซูเปอร์เซ็นเตอร์ พวกเทสโก้โลตัส บิ๊กซี ที่ทำเอาตลาดสดหลายแห่งร้างไปเลย

ในขณะที่ตอนนี้ห้างในอเมริกาหลายเจ้ากำลังแย่ ทยอยปิดสาขากันไป เป็นผลจากอีคอมเมิร์ซอีกที ส่วนในไทยก็ยังสร้างห้างใหม่กันอยู่ทุกปี แต่ถ้าเอาตามที่ william gibson นักเขียนไซไฟชื่อดังว่าเอาไว้

The future is here, it’s just not evenly distributed.

ก็ขออนุญาตทำนายล่วงหน้าว่า การแข่งขันของห้างในไทยวันข้างหน้าหนักแน่ ใครที่ไม่ใช่ตัวจริง ประเภทมีที่ว่าง ๆ มีเงินเหลือ ๆ ไม่รู้จะทำอะไร เอามาลงทุนเปิดห้างขำ ๆ วันหน้าอาจจะไม่ขำนะ…

#ดูหนังดูละคร

การเปลี่ยนแปลงที่ SCG Chemicals

manager magazine may 2005

เมื่อวานนี้มีข่าวใหญ่เรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของ SCG สองกลุ่มธุรกิจด้วยกัน คือ SCG Chemicals และ SCG Packaging ซึ่งจะมีผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตามที่ไล่เลียงดูเข้าใจว่าสาเหตุเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่คุณชลณัฐ ญาณารณพ หัวเรือใหญ่ของ Chemicals จะเกษียณอายุปลายปีนี้ก็เลยขยับคุณธนวงษ์ อารีรัชชกุล ซึ่งเป็นคน Chemicals เดิมกลับไปรับตำแหน่งแทน และดันคุณวิชาญ จิตร์ภักดี ซึ่งเป็นลูกหม้อกลุ่มแพกเกจจิ้งขึ้นมารับช่วงต่ออีกที

คุณชลณัฐที่กำลังจะเกษียณอายุไปนี้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของกลุ่ม Chemicals เป็นคนที่สองต่อจากคุณอภิพร ภาษวัธน์ ผู้เป็นตำนานของกลุ่ม Chemicals ที่เกษียณอายุก่อนกำหนดไปพร้อมกับคุณชุมพล ณ ลำเลียง และผู้บริหารคนอื่นของปูนซิเมนต์ไทยในยุคนั้น ชนิดที่เรียกว่า เกษียณยกแผง

ในช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมาได้มีโอกาสสัมภาษณ์เดี่ยว (หรือที่เรียกว่า exclusive) คุณชลณัฐหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ได้คุยเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณชลณัฐได้เท่ากับครั้งที่ติดสอยห้อยตามพี่ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารผู้จัดการ ไปสัมภาษณ์เพื่อทำเรื่องปกฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ (ตามภาพ)

รายละเอียดของการพูดคุยในวันนั้นเมื่อมาถึงวันนี้หลายเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้างตามวันเวลาที่ผ่านไปและวัยที่ผ่านเลย แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เขียนลงไปแต่จำได้แม่นก็คือ เมื่อถูกถามว่า ได้เรียนรู้อะไรจากคุณแม่บ้าง? (คุณชลณัฐเป็นลูกชายคนโตของคุณกฤษณา อโศกสิน นักเขียนชื่อดังและศิลปินแห่งชาติ)

คุณชลณัฐตอบทันทีว่า ”ความมีวินัย” แล้วขยายความต่อ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ถ้าไม่ป่วยหนักจนลุกไม่ไหวจริง ๆ คุณแม่จะเขียนหนังสือทุกวัน

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิตการสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง…

ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

ก่อนจะพูดถึงความสำเร็จของใครว่าเป็น “ความสำเร็จชั่วข้ามคืน” เราอาจต้องดูเส้นทางที่เขาผ่านมาก่อน

เขาอาจผ่านการศึกษา ฝึกฝน อดทน และเก็บประสบการณ์มานานหลายปี (หรือสิบปี) ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ “ชั่วข้ามคืน” อย่างที่เราเห็น… 🤔

เล่าเรื่องแบงก์ออมสิน

เมื่อวาน (วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่สองของเดือน) ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไล่เรียงไปตั้งแต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทหารไทย และออมสิน ความที่ไม่ได้เข้าแบงก์มานานประมาณนึงสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ คือ ที่ธ.อ.ส.กับทหารไทย ไม่มีลูกค้ารอคิวอยู่เลย พอเข้าไปกดบัตรคิวระบบก็เรียกเข้าไปทำธุรกรรมได้เลย

ส่วนที่ออมสินต่างออกไป เดินเข้าไปก็เห็นว่ามีคนนั่งรอคิวอยู่เกินสิบคน พอกดบัตรคิวตัวเลขบอกว่า มีคิวก่อนหน้าอยู่ ๑๕ คิว โดยที่เป็นคิวของการเปิดบัญชีใหม่อย่างเดียว ไม่นับการฝาก-ถอนที่ใช้คิวอีกชุดนึง

ระหว่างที่รอก็เดินไปเดินมาอยู่หน้าแบงก์ทำให้เห็นว่าแบงก์ออมสินมีนวัตกรรมที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน (ใครเคยเห็นแล้วไม่ว่ากันนะ) คือ เครื่องเปิดบัญชีใหม่ เห็นมีปุ่มเปิดบัญชีใหม่ให้กดก็เลยลองกดดู เซอร์ไพรส์มาก แม่งคอนเน็กไปหาเจ้าหน้าที่โผล่เป็นตัวเป็น ๆ ขึ้นมาบนหน้าจอ แล้วคุยโต้ตอบกับเราได้เว้ย เหมือนวิดีโอคอลคุยกัน

นี่นึกในใจว่า เสร็จกู จะมานั่งรอทำไมให้เมื่อย ใช้เครื่องนี้เลยสิวะ ปรากฎว่า แห้ว ใช้ไม่ได้ เพราะบริการนี้ต้องใช้เปิดบัญชีแล้วฝากเงินสด แต่เมื่อวานไปฝากแคชเชียร์เช็คก็เลยใช้ไม่ได้ เข้าไปนั่งรอเคาน์เตอร์เรียกตามเดิม รวมเบ็ดเสร็จกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า ไม่รู้ว่าที่นานนี่เพราะคนนิยมมาใช้บริการแบงก์ออมสินมากกว่าแบงก์อื่น หรือระบบมันหลายขั้นตอนทำให้ใช้เวลานาน

จะว่าไปตั้งแต่ที่ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงมาจากแบงก์เขียว แบงก์ออมสินทันสมัยขึ้นมาก มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก บริการกดเงินโดยไม่ใช้บัตรก็มี แอปทางมือถือก็มี เวนเจอร์แคปก็มี บริการใหม่ ๆ พวกนี้ต้องชมเลย และไหน ๆ ก็พัฒนาเครื่องเปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาแล้วอยากให้มีพนักงานมายืนโปรโมตกระตุ้นลูกค้าให้ไปลองใช้บริการดู เผื่อจะช่วยลดปริมาณลูกค้าที่เคาน์เตอร์ไปได้อีกทางนึงนะครับ

ครั้งแรกที่ได้รู้จักนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ยังจำครั้งแรกที่เจอนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ ได้

เริ่มจากไปเจอหนังสือชื่อ ความสุขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ที่ Kinokuniya สยามพารากอน

หยิบเล่มนี้ดูด้วยความสงสัย หนังสือห่านอะไรวะ ชื่อแปลกดี ก่อนพลิกดูคิดล่วงหน้าไปก่อนว่าน่าจะเป็นแนววัยรุ่น เฮฮา กวนตีน อ่านเร็ว ๆ แล้วก็จบกันไปตามยุคสมัย แต่ผิดคาด

พอลองอ่านแล้ว เฮ้ย น่าสนใจ ต้องอ่านต่อ พลิกอ่านไปเรื่อย ๆ อ่านจบบทไปแล้วยังพลิกย้อนกลับมาอ่านซ้ำ แล้วถึงมาดูชื่อคนเขียน

ชื่ออะไรของแม่ง ผมอยู่ข้างหลังคุณ

เจตนาคนเขียนคงอยากจะสื่อว่า กูยืนอยู่หลังมึง กูเห็นนะว่ามึงดูอะไร ทำอะไร แต่วันนั้นจริง ๆ อยากบอกว่า มึงไม่ได้อยู่ข้างหลังกู มึงอยู่ในหัวกูเลย!! เหมือนมึงแหวกกะโหลกกูเข้าไปอยู่ข้างในเลย ติดใจมาก (ติดใจนี้ไม่ได้ใช้ในความหมายว่า ชอบใจนะฮะ) แม่งรู้ได้ไงวะ

และนั่นแหละ จากที่หยิบขึ้นมาพลิกดูผ่าน ๆ กลายเป็นซื้อติดมือกลับบ้านมาด้วย (จริง ๆ ยืนอ่านจนจบเล่มตั้งแต่ที่ร้านแล้วด้วยความกระหายใคร่รู้) เพราะอยากอุดหนุน อยากให้หนังสือขายได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เขียนเล่มใหม่ออกมาอีก ถ้าขายได้ไม่เข้าเนื้อทางสำนักพิมพ์ก็จะได้พิมพ์ออกมาอีก

วันที่เจอใน fb นี่ดีใจมาก กดติดตามไว้เลย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่สงสัย ความรู้สึกบอกว่า มันไม่ใช่ แต่อธิบายไม่ได้ ก็ได้ ผมอยู่ข้างหลังคุณ อธิบายออกมาด้วยหลักการและวิชาการให้เข้าใจได้

กระทั่งการอธิบายหลักการและวิธีคิดในหนังหลายเรื่อง ก็ช่วยเปิดแง่มุมอีกหลายด้านที่ไม่เคยมองมาก่อน ช่วยให้การดูหนังสนุกมากขึ้น

ใครอ่านแล้วจะบอกว่า อวย ก็ยอมรับว่า อวย (ออกเสียงดี ๆ นะ อย่าเปลี่ยนพยัญชนะต้นเป็นตัวอื่น 😆)

แนะนำให้กด like กด follow กันไว้เลยครับที่เพจ ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ส่วนนี่เป็นบทสัมภาษณ์ ผมอยู่ข้างหลังคุณ โดยนิตยสาร aday bulletin ครับ

https://adaybulletin.com/talk-guest-peerapol-pataranuthaporn/31200