ครั้งแรกที่ได้รู้จักนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ยังจำครั้งแรกที่เจอนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ ได้

เริ่มจากไปเจอหนังสือชื่อ ความสุขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ที่ Kinokuniya สยามพารากอน

หยิบเล่มนี้ดูด้วยความสงสัย หนังสือห่านอะไรวะ ชื่อแปลกดี ก่อนพลิกดูคิดล่วงหน้าไปก่อนว่าน่าจะเป็นแนววัยรุ่น เฮฮา กวนตีน อ่านเร็ว ๆ แล้วก็จบกันไปตามยุคสมัย แต่ผิดคาด

พอลองอ่านแล้ว เฮ้ย น่าสนใจ ต้องอ่านต่อ พลิกอ่านไปเรื่อย ๆ อ่านจบบทไปแล้วยังพลิกย้อนกลับมาอ่านซ้ำ แล้วถึงมาดูชื่อคนเขียน

ชื่ออะไรของแม่ง ผมอยู่ข้างหลังคุณ

เจตนาคนเขียนคงอยากจะสื่อว่า กูยืนอยู่หลังมึง กูเห็นนะว่ามึงดูอะไร ทำอะไร แต่วันนั้นจริง ๆ อยากบอกว่า มึงไม่ได้อยู่ข้างหลังกู มึงอยู่ในหัวกูเลย!! เหมือนมึงแหวกกะโหลกกูเข้าไปอยู่ข้างในเลย ติดใจมาก (ติดใจนี้ไม่ได้ใช้ในความหมายว่า ชอบใจนะฮะ) แม่งรู้ได้ไงวะ

และนั่นแหละ จากที่หยิบขึ้นมาพลิกดูผ่าน ๆ กลายเป็นซื้อติดมือกลับบ้านมาด้วย (จริง ๆ ยืนอ่านจนจบเล่มตั้งแต่ที่ร้านแล้วด้วยความกระหายใคร่รู้) เพราะอยากอุดหนุน อยากให้หนังสือขายได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เขียนเล่มใหม่ออกมาอีก ถ้าขายได้ไม่เข้าเนื้อทางสำนักพิมพ์ก็จะได้พิมพ์ออกมาอีก

วันที่เจอใน fb นี่ดีใจมาก กดติดตามไว้เลย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่สงสัย ความรู้สึกบอกว่า มันไม่ใช่ แต่อธิบายไม่ได้ ก็ได้ ผมอยู่ข้างหลังคุณ อธิบายออกมาด้วยหลักการและวิชาการให้เข้าใจได้

กระทั่งการอธิบายหลักการและวิธีคิดในหนังหลายเรื่อง ก็ช่วยเปิดแง่มุมอีกหลายด้านที่ไม่เคยมองมาก่อน ช่วยให้การดูหนังสนุกมากขึ้น

ใครอ่านแล้วจะบอกว่า อวย ก็ยอมรับว่า อวย (ออกเสียงดี ๆ นะ อย่าเปลี่ยนพยัญชนะต้นเป็นตัวอื่น 😆)

แนะนำให้กด like กด follow กันไว้เลยครับที่เพจ ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ส่วนนี่เป็นบทสัมภาษณ์ ผมอยู่ข้างหลังคุณ โดยนิตยสาร aday bulletin ครับ

https://adaybulletin.com/talk-guest-peerapol-pataranuthaporn/31200

หนังสือที่ซื้อออนไลน์ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๑

Books I bought in March 2018

วันก่อนโพสต์รูปนี้ขึ้นไปที่ facebook แล้วมีมิตรสหายมาถามไถ่ว่ามีรายชื่ออะไรบ้าง เผื่อเขาสนใจจะได้ไปซื้อมาอ่านบ้าง เลยเอามาโพสต์ไว้ที่นี่ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้พบเห็นนะฮะ 🙂

สำหรับรายชื่อหนังสือในชุดนี้ประกอบด้วย

– ฆาตกรรมชำนาญ
– นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ / มูราคามิ
– หนังสือเล่มที่ก้าว
– the handmaid’s tale
– ปฏิบัติการเดือดเชือดไฮดริช
– never let me go
– ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
– อัตชีวประวัติ: ทหารชั่วคราว / อ.ป๋วยเขียนถึงตอนที่เป็นเสรีไทยสมัยสงครามโลกครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเล่มนี้ด้วย
– Principles: Life and Work / เล่มนี้รีวิวเมืองนอกมาดีเหลือเกินครับ
– skin in the game / เล่มล่าสุดของคนเขียน fooled by randomness (หนังสือที่คนเล่นหุ้นควรอ่าน)

สี่เล่มต่อไปนี้เป็นผลมาจากบุพเพสันนิวาสครับ 😂

– จดหมายเหตุโกษาปานไปฝรั่งเศส
– จดหมายเหตุฟอร์บัง
– พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหมอบรัดเลย์
– shutdown กรุงศรี

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

หนังสือเล่มที่ ๑๔ และ ๑๕ ของปี ๒๕๕๘ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน

คดีเจ็ดแพะ : วินทร์ เลียววาริณ

หลังจากจบเล่มที่ ๑๓ (ตามล่านาซี) ทะลุเป้าที่ตั้งใจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ผมก็หยิบ Flash Boys มาตั้งท่าจะอ่าน ตามที่เคยเล่าไว้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำว่า เล่มนี้ดี อ่านเถอะ!! (เล่าไว้ในโพสต์นี้ครับ) เปิดอ่านไปได้สักสิบหน้าเหมือนมันล้ามาจากการอ่านเล่มยาวก็เลยวางไว้ก่อน เปลี่ยนไปหยิบรวมเรื่องสั้นชุดพุ่มรัก พานสิงห์ ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาเปิดอ่านก่อนดีกว่า เล่มนี้ชื่อว่า คดีเจ็ดแพะ

เกริ่นกันนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดพุ่มรัก พานสิงห์

พุ่มรัก นี่เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งนะครับ เป็นคนอีสาน เว้าอีสานกันเลยล่ะ แต่แกมีความสามารถพิเศษในด้านการสืบสวนคดีต่าง ๆ ก็เลยถูกตำรวจตามตัวมาช่วยไขคดีโน้นคดีนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่คดีใหญ่จำพวกฆาตกรรม จี้ ปล้น ไปจนถึงคดีอย่างลักเล็กขโมยน้อย จนดูเหมือนจะกลายเป็นงานหลักของแกไปแล้วด้วยซ้ำ จุดเด่นอีกประการของแกที่ต่างจากนักสืบดัง ๆ ของเมืองนอกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือ ปัวโรต์ ก็คือ พี่แกมีอารมณ์ขันและความกวน (อวัยวะเบื้องล่าง) อย่างล้นเหลือ

สำหรับคดีเจ็ดแพะ นี่เป็นกรณีที่ผู้ช่วยสาวของพุ่มรักถูกจับตัวไป และคนร้ายสั่งให้พุ่มรักไขคดีทั้งหมดเจ็ดคดีด้วยกัน ซึ่งแต่ละคดีจริง ๆ ก็จับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วและศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่คนร้ายมีเหตุที่เชื่อได้ว่า คนที่ถูกลงโทษทั้งเจ็ดคดีที่ว่าเป็น “แพะ” โดยที่คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ หน้าที่ของพุ่มรักในครั้งนี้คือการสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงของทั้งเจ็ดคดี

โดยเมื่อไขคดีได้หนึ่งคดี คนร้ายก็จะส่งข้อมูลสถานที่ที่จับตัวผู้ช่วยของพุ่มรักมาให้ และเมื่อรวมข้อมูลที่ได้จากทั้งเจ็ดคดีแล้วก็จะรู้ได้ว่าผู้ช่วยถูกจับตัวอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าพุ่มรักอยากได้ตัวผู้ช่วยกลับคืนมาก็ต้องไขคดีให้สำเร็จทั้งเจ็ดคดี พลาดไม่ได้เลย

ทั้งเจ็ดคดีในเล่มนี้คือที่ว่าของชื่อ คดีเจ็ดแพะ ซึ่งก็มีตั้งแต่คดีฆาตกรรม คดีฆ่าพระ คดีลักพาตัวเด็ก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคดีมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนแตกต่างกัน อ่านไปก็คิดตามไปด้วยแล้วลุ้นตอนท้ายว่า ไอ้ที่เราคิดมันจะใช่มั้ย

หลังจากที่พุ่มรักไขคดีสำเร็จทั้งเจ็ดคดีเป็นที่เรียบร้อย พี่วินทร์ยังมีบทส่งท้ายให้อ่านต่ออีกหนึ่งบท ขอไม่บอกล่วงหน้าว่าเป็นอะไร แต่บอกได้ว่า ต้องอ่านนะครับ

คดีศพล่องหน : วินทร์ เลียววาริณ

จบจากคดีเจ็ดแพะ ผมหยิบคดีศพล่องหน มาอ่านต่อเลยเพื่อความต่อเนื่อง เล่มนี้เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันทั้งเล่มเหมือนเล่มที่แล้ว แต่เป็นคดีแยกกันไปเจ็ดคดี เปิดมาด้วยคดีที่เป็นชื่อเล่ม คือ คดีศพล่องหน จากนั้นก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ทั้งคดีฆาตกรรม ตามหาคนหาย แล้วก็ตามรอยคนเจ้าชู้

สำหรับเล่มนี้ผมคิดว่าเนื้อเรื่องด้อยกว่าเล่มแรกอยู่พอสมควร ระหว่างที่อ่านมีความรู้สึกว่าหลายคดีมันเฉย ๆ อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่า โห!! หรือ เฮ้ย เจ๋งว่ะ!! เหมือนเล่มก่อน ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการจะคิดพล็อตเรื่องแนวนักสืบแต่ละเรื่องให้คม ให้หักมุม ให้มันซับซ้อนไปซะทุกเรื่องมันหนักหนาสาหัสอยู่มาก ถือว่าอ่านเพลิน ๆ ได้อยู่นะครับ

 

คดีเจ็ดแพะ
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๑๙๕ บาท

คดีศพล่องหน
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๒๑๐ บาท

 

หมายเหตุ : โพสต์นี้ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่ก่อนสิ้นปี นี่ลากยาวมาจนจะสิ้นเดือนมกราคม ไม่มีเหตุอื่นใดเลย นอกจากความขี้เกียจล้วน ๆ เลยครับ

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหาด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมานับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็นวาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บางเหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูกใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็นอะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

หนังสือที่ซื้อครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗

หนังสือที่ซื้อในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

ที่เห็นในรูปข้างบนคือหนังสือที่ผมซื้อเป็นครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗ (ซื้อในวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗) ดูเผินๆ เหมือนเก็บกด เหมือนมันอั้นมานาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่ทำงานปัจจุบันไม่ได้อยู่ใกล้กับร้าน Kinokuniya เอาเสียเลย (Kinokuniya เป็นร้านหนังสือที่ถูกจริตผมมากที่สุดในเวลานี้ อ่านได้จากโพสต์นี้ครับ) แม้จะมีโอกาสได้แวะร้านหนังสือภาษาอังกฤษเจ้าอื่นบ้าง แต่ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน ช่วงปลายปีก็เลยจัดเวลาให้หนึ่งวันสำหรับไปเดินดูหนังสือที่นี่ให้เต็มที่ พร้อมกับลิสต์รายการไปคร่าวๆ ว่ามีเล่มไหนบ้างที่อยากได้ ส่วนนอกจากนี้ไปว่ากันหน้างาน

อยู่ที่ Kinokuniya ตั้งแต่ ๑๑ โมงถึง ๕ โมงเย็น นั่งละเลียดเลือกเข้าเลือกออก รักพี่เสียดายน้อง เล่มไหนคัดออกก็จดใส่รายการเอาไว้สำหรับรอบหน้า สรุปเก็บกลับมาได้ ๑๑ เล่ม อย่างที่เห็น ประกอบด้วย (ผมใส่ลิงค์ไว้ด้วย เผื่อใครสนใจเล่มไหนจะได้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ)

หมายเหตุ : ๒ เล่มสุดท้ายนี่เป็นนิยายนะครับ

ป.ล. การซื้อหนังสือครั้งนี้ได้คอนเฟิร์มสัจธรรมหนึ่งข้อ ก็คือ การช็อปปิ้งนี่ช่วยบำบัดได้จริงด้วยนะครับ ทีแรกผมนึกว่าผู้หญิงพูดกันเล่นๆ งวดนี้เจอกับตัวเอง จ่ายเงินเสร็จรู้สึกสารให้ความสุขทุกตัวหลั่งไหลรอบกาย (ปลายเดือนมาว่ากันอีกที 5555)

 

แนะนำหนังสือ : Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล

Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล
เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจครับ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล (หรือคุณพอลลี่) ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่งในแวดวงดิจิทัลบ้านเรา (ปกติผมจะใช้ ดิจิตอล แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับคำที่คุณพอลลี่ใช้และเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตท่านกำหนดนะครับ) คุณพอลลี่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas Idea ที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งดอทคอมบูมในยุคแรก ในยุคนั้น Thomas Idea ดังมากในเรื่องการออกแบบและทำเว็บไซต์ให้กับลูกค้าและหลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกกระจาย หลายบริษัทล้มหายตายจากไป บริษัทนี้ก็ยังอยู่และเติบโตขยายกิจการมาทำด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ผมรู้จักกับคุณพอลลี่ครั้งแรกในฐานะนักข่าวกับแหล่งข่าว ต่อมาเมื่อจะเพิ่มคอลัมน์ด้านธุรกิจไอทีและออนไลน์ในนิตยสารธุรกิจรายเดือนที่ผมรับหน้าที่บรรณาธิการอยู่ก็นึกถึงคุณพอลลี่เป็นคนแรกซึ่งคุณพอลลี่ก็ตอบรับด้วยดี (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง) และคุณพอลลี่ในฐานะคอลัมนิสต์ได้สร้างความประทับใจให้ผมหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คุณพอลลี่ไม่เคยเบี้ยว ไม่ว่างานจะยุ่งหรือมีธุระต้องไปเมืองนอกก็ไม่เคยขาดส่งต้นฉบับ ประการต่อมา จากการอ่านต้นฉบับทุกเดือน ผมสัมผัสได้เลยว่าคุณพอลลี่ใส่ใจกับการเขียนคอลัมน์มาก (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง – ย้ำอีกครั้ง) เนื้อหาที่หยิบมาเขียนในแต่ละเดือนจะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงนั้นเสมอ แถมด้วยข้อมูล สถิติและตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ ประการสุดท้าย คุณพอลลี่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก เพราะบางครั้งคุณพอลลี่ ต้องใช้ภาพประกอบในคอลัมน์ที่เขียน ก็จัดแจงซื้อภาพจาก stock photo จนเรียบร้อยก่อนจะส่งมาให้ทีมงานผมจัดอาร์ตเวิร์ค

ขอบอกว่าที่เล่ามาในพารากราฟข้างบนมีอยู่ครบในหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปจนถึงผู้ที่สนใจอยากได้ไอเดียที่จะนำดิจิทัลไปใช้กับธุรกิจของตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพรวมกว้างๆ ก่อน แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดกันอีกที โดยคุณพอลลี่ได้เล่าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในยุคนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น mobile payment หรือ social media ไปจนถึงการใช้ mobile app รวมไปถึงตัวอย่างขององค์กรที่นำดิจิทัลมาใช้จริง

ก่อนหน้านี้คุณพอลลี่มีงานเขียนมาแล้วสองเล่ม เล่มแรกคือ Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด (ดูรูปด้านล่าง) และเล่มต่อมา Digital Commerce: Turn Browsers to Buyers หากใครสนใจก็ลองหาซื้อกันดูนะครับ

Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด

แนะนำหนังสือ : กาหลมหรทึก

กาหลมหรทึก

หนังสือเล่มที่แล้วว่าชื่อแปลกแล้ว เล่มนี้แปลกกว่าอีก ถึงขนาดเล่นเอาไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไงกันเลยนะ

บอกตามตรงว่าเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจ ถึงจะพะหน้าปกว่าได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาก็เถอะ แต่มาสะดุดตรงความเห็นของคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดสรร เธอบอกว่า

“ทึ่งกับโครงเรื่อง ทึ่งกับชั้นเชิงการเล่า กระทั่งตอนจบที่คิดว่าเรื่องคงจบตรงที่คิด ผู้เขียนกลับหักมุมให้จบได้ลึกลงไปอีก ท้าทายขอบเขตจินตนาการของคน เป็นกลซ้อนกลที่เกินกว่าการคาดเดา”

นี่ระดับผู้แปลนิยายสืบสวนสอบสวนมาแล้วไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มยังว่าไว้ขนาดนี้ ก็เลยลองดู

บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังนะครับ แล้วก็ทึ่งกับโครงเรื่องที่ผู้เขียนวางไว้ แถมด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่มีการปูทั้งเรื่องจริงเรื่องหลอก มีหยอดเกร็ดประวัติศาสตร์ไว้เป็นระยะ แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ ฉากไคลแมกซ์ตอนเฉลยตัวจอมบงการนี่แหละ นิยายแนวนี้หลายเล่มปูเรื่องมาดีหมดแต่ดันมาตายเอาตอนเฉลยผู้ร้าย แต่เล่มนี้ไม่เป็นอย่างนั้นครับ อย่างที่คุณมณฑารัตน์ว่าเอาไว้นั่นแหละ ผู้เขียนสามารถหักมุมให้จบลึกลงไปได้อีก

แนะนำครับ

หมายเหตุ : ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า ที่โปรยหราเอาไว้บนปกว่าผู้เขียนอาจจะเทียบได้เป็น “แดน บราวน์ แห่งสยามประเทศ” นี่ สำหรับผมแทนที่จะชวนให้หยิบกลับได้ผลตรงกันข้ามนะครับ ที่ผมหยิบอ่านเล่มนี้เพราะความเห็นของคุณมณฑารัตน์โดยแท้

 

กาหลมหรทึก
ผู้เขียน : ปราปต์
ราคา : ๑๗๕ บาท

แนะนำหนังสือ : คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

ก่อนจะอ่านรายละเอียดด้านล่าง ผมสรุปให้ก่อนเลยว่า หนังสือเล่มนี้น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจ หรือคนที่มีความฝันอยากจะทำอะไร แต่คิดว่า “ยังไม่พร้อม”

จบ…

อ่านมาถึงตรงนี้ใครที่มีเวลาน้อย ไปทำอย่างอื่นได้เลย แต่ถ้าว่างขอเชิญอ่านต่อนะครับ

ผมได้ยินชื่อ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นผมไปงาน Digital Matters ที่จัดโดยทีมงาน thumbup ธีมของงานในวันนั้นคือ Content Marketing และคุณรวิศ มาในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตผงหอมศรีจันทร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นานได้สร้างความฮือฮาด้วยแคมเปญการตลาดออนไลน์ที่จับเอาแม่นางศรีจันทร์ ออกพญาหงส์ทอง และแม่บ้านมีหนวด มาสร้างสตอรีให้ออกพญาหงส์ทองมาจีบแม่นางศรีจันทร์ โดยที่แม่บ้านมีหนวดเป็นตัวอิจฉา แล้วนำเสนอเรื่องราวและภาพผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คของทั้งสามเจ้า

วันนั้น คุณรวิศมาเล่าถึงที่มาที่ไปและวิธีคิดของแคมเปญนี้ รวมทั้งผลที่ได้ ซึ่งน่าสนใจมาก

ผมกลับจากงานวันนั้นจำชื่อ คุณรวิศ ไม่ได้นะครับ จำได้แค่ “เจ้าของผงหอมศรีจันทร์”

หลังจากนั้นอีกหลายเดือน บริษัทที่ผมทำงานอยู่จะจัดอบรมด้านการตลาด เตรียมจะเชิญวิทยากรมาบรรยาย บอกมาว่าเป็นคนเขียนหนังสือการตลาดขายดีชื่อ Marketing Everything! ซึ่งวันนั้นบอกตรงๆ ว่า ผมฟังแล้วก็เฉยๆ แต่แล้วทางแผนกที่จัดเกิดแจ้งมาให้ผมคิดหัวข้อที่อยากฟังให้วิทยากรหน่อย แกจะได้เตรียมตัวมาถูก แล้วก็ส่งโปรไฟล์มาให้

พอเห็นโปรไฟล์ถึงได้รู้ว่าเป็น คุณรวิศ นี่เอง ไม่ยักรู้มาก่อนว่าเขียนหนังสือด้วย แต่ที่ทึ่งก็คือ ในโปรไฟล์บอกไว้ว่าก่อนหน้าที่จะมารับช่วงธุรกิจครอบครัว แกเป็นคนสายไฟแนนซ์มาก่อนนะครับ แล้วก็เป็นไฟแนนซ์ที่เรียนวิศวะมาก่อนด้วย เรียกว่ามาตามสูตรคนจบ MBA เลย

วันที่คุณรวิศมาบรรยาย แกบอกว่าแกเพิ่งมาจับเรื่องมาร์เก็ตติ้งตอนที่มาทำกิจการที่บ้านนี่เอง แต่หลังจากได้คุยกันแล้วก็ไม่แปลกใจ แกเป็นนักอ่านนะครับ อ่านเยอะด้วย โคตรเยอะ

เนื้อหาที่บรรยายวันนั้นออกแนวกึ่งมาร์เก็ตติ้งกึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ฟังแล้วจุดไฟติดเลยนะครับ ที่พิเศษก็คือคุณรวิศเล่าให้ฟังเรื่องที่กำลังจะรีแบรนด์ผงหอมศรีจันทร์ เอาข้อมูลที่สำรวจมาแชร์ให้ฟัง แถมด้วยดีไซน์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้เปิดตัว

จบการบรรยายวันนั้นผมจำได้แม่นเลยทีนี้ว่าคนๆ นี้ชื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ

หลังจากนั้น คุณรวิศออกหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งจากการบรรยายวันนั้นด้วย ก็เล่มนี้แหละครับ

๒๐ หนังสือในดวงใจของผู้ใช้ Facebook

ช่วง ๒ – ๓ สัปดาห์ก่อนในกลุ่มผู้ใช้ Facebook มีกิจกรรมอีกอย่างที่ฮิตกัน นั่นคือ การแชร์รายชื่อหนังสือ ๑๐ เล่มในดวงใจ แล้วแท็กต่อๆ กันไป เข้าใจว่าคงมีคนเล่นเยอะพอสมควรจนถึงขนาดที่ทีม Facebook Data Science เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วเอามาเปิดเผยกัน โดยบอกว่าข้อมูลนี้สุ่มเก็บมาจากตัวอย่าง “หลักแสน” คน (ไม่ได้บอกว่ากี่แสน) และกลุ่มตัวอย่างนี้อยู่ในอเมริกา ๖๓% ในอินเดีย ๙.๓% ในสหราชอาณาจักร ๖.๓% ที่เหลือก็ที่อื่นๆ นะ และอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างนี้อยู่ที่ ๓๗ ปี เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนเกินกว่า ๓ ต่อ ๑

ได้ผลมาตามนี้ (มีหนังสือในดวงใจของใครหลายคนอยู่เหมือนกัน)

๑. ชุด The Harry Potter, J.K. Rowling (๒๑.๐๘%)
๒. To Kill a Mockingbird, Harper Lee (๑๔.๔๘%)
๓. ชุด The Lord of the Rings, J.R.R. Tolkien (๑๓.๘๖%)
๔. The Hobbit, J.R.R. Tolkien (๗.๔๘%)
๕. Pride and Prejudice, Jane Austen (๗.๒๘%)
๖. The Holy Bible (๗.๒๑%)
๗. The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy, Douglas Adams (๕.๙๗%)
๘. The Hunger Games Trilogy, Suzanne Collins (๕.๘๒%)
๙. Catcher in the Rye, J.D. Salinger (๕.๗๐%)
๑๐. The Great Gatsby, F. Scott Fitzgerald (๕.๖๑%)
๑๑. ๑๙๘๔, George Orwell (๕.๓๗%)
๑๒. Little Women, Louisa May Alcott (๕.๒๖%)
๑๓. Jane Eyre, Charlotte Bronte (๕.๒๓%)
๑๔. The Stand, Stephen King (๕.๑๑%)
๑๕. Gone with the Wind, Margaret Mitchell (๔.๙๕%)
๑๖. A Wrinkle in Time, Madeleine L’Engle (๔.๓๘%)
๑๗. The Handmaid’s Tale, Margaret Atwood (๔.๒๗%)
๑๘. The Lion, the Witch, and the Wardrobe, C.S. Lewis (๔.๐๕%)
๑๙. The Alchemist, Paulo Coelho (๔.๐๑%)
๒๐. Anne of Green Gables, L.M. Montgomery (๓.๙๕%)

เจ๊ Rowling มาอันดับ ๑ นี่ไม่ค่อยแปลกใจนะ แต่หลายเล่มนี่คาดไม่ถึง ซึ่งก็คงเป็นเพราะอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ ๓๗ นี่แหละ