หนังสือที่ซื้อออนไลน์ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๑

Books I bought in March 2018

วันก่อนโพสต์รูปนี้ขึ้นไปที่ facebook แล้วมีมิตรสหายมาถามไถ่ว่ามีรายชื่ออะไรบ้าง เผื่อเขาสนใจจะได้ไปซื้อมาอ่านบ้าง เลยเอามาโพสต์ไว้ที่นี่ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้พบเห็นนะฮะ 🙂

สำหรับรายชื่อหนังสือในชุดนี้ประกอบด้วย

– ฆาตกรรมชำนาญ
– นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ / มูราคามิ
– หนังสือเล่มที่ก้าว
– the handmaid’s tale
– ปฏิบัติการเดือดเชือดไฮดริช
– never let me go
– ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
– อัตชีวประวัติ: ทหารชั่วคราว / อ.ป๋วยเขียนถึงตอนที่เป็นเสรีไทยสมัยสงครามโลกครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเล่มนี้ด้วย
– Principles: Life and Work / เล่มนี้รีวิวเมืองนอกมาดีเหลือเกินครับ
– skin in the game / เล่มล่าสุดของคนเขียน fooled by randomness (หนังสือที่คนเล่นหุ้นควรอ่าน)

สี่เล่มต่อไปนี้เป็นผลมาจากบุพเพสันนิวาสครับ 😂

– จดหมายเหตุโกษาปานไปฝรั่งเศส
– จดหมายเหตุฟอร์บัง
– พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหมอบรัดเลย์
– shutdown กรุงศรี

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

หนังสือเล่มที่ ๑๔ และ ๑๕ ของปี ๒๕๕๘ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน

คดีเจ็ดแพะ : วินทร์ เลียววาริณ

หลังจากจบเล่มที่ ๑๓ (ตามล่านาซี) ทะลุเป้าที่ตั้งใจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ผมก็หยิบ Flash Boys มาตั้งท่าจะอ่าน ตามที่เคยเล่าไว้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำว่า เล่มนี้ดี อ่านเถอะ!! (เล่าไว้ในโพสต์นี้ครับ) เปิดอ่านไปได้สักสิบหน้าเหมือนมันล้ามาจากการอ่านเล่มยาวก็เลยวางไว้ก่อน เปลี่ยนไปหยิบรวมเรื่องสั้นชุดพุ่มรัก พานสิงห์ ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาเปิดอ่านก่อนดีกว่า เล่มนี้ชื่อว่า คดีเจ็ดแพะ

เกริ่นกันนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดพุ่มรัก พานสิงห์

พุ่มรัก นี่เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งนะครับ เป็นคนอีสาน เว้าอีสานกันเลยล่ะ แต่แกมีความสามารถพิเศษในด้านการสืบสวนคดีต่าง ๆ ก็เลยถูกตำรวจตามตัวมาช่วยไขคดีโน้นคดีนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่คดีใหญ่จำพวกฆาตกรรม จี้ ปล้น ไปจนถึงคดีอย่างลักเล็กขโมยน้อย จนดูเหมือนจะกลายเป็นงานหลักของแกไปแล้วด้วยซ้ำ จุดเด่นอีกประการของแกที่ต่างจากนักสืบดัง ๆ ของเมืองนอกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือ ปัวโรต์ ก็คือ พี่แกมีอารมณ์ขันและความกวน (อวัยวะเบื้องล่าง) อย่างล้นเหลือ

สำหรับคดีเจ็ดแพะ นี่เป็นกรณีที่ผู้ช่วยสาวของพุ่มรักถูกจับตัวไป และคนร้ายสั่งให้พุ่มรักไขคดีทั้งหมดเจ็ดคดีด้วยกัน ซึ่งแต่ละคดีจริง ๆ ก็จับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วและศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่คนร้ายมีเหตุที่เชื่อได้ว่า คนที่ถูกลงโทษทั้งเจ็ดคดีที่ว่าเป็น “แพะ” โดยที่คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ หน้าที่ของพุ่มรักในครั้งนี้คือการสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงของทั้งเจ็ดคดี

โดยเมื่อไขคดีได้หนึ่งคดี คนร้ายก็จะส่งข้อมูลสถานที่ที่จับตัวผู้ช่วยของพุ่มรักมาให้ และเมื่อรวมข้อมูลที่ได้จากทั้งเจ็ดคดีแล้วก็จะรู้ได้ว่าผู้ช่วยถูกจับตัวอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าพุ่มรักอยากได้ตัวผู้ช่วยกลับคืนมาก็ต้องไขคดีให้สำเร็จทั้งเจ็ดคดี พลาดไม่ได้เลย

ทั้งเจ็ดคดีในเล่มนี้คือที่ว่าของชื่อ คดีเจ็ดแพะ ซึ่งก็มีตั้งแต่คดีฆาตกรรม คดีฆ่าพระ คดีลักพาตัวเด็ก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคดีมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนแตกต่างกัน อ่านไปก็คิดตามไปด้วยแล้วลุ้นตอนท้ายว่า ไอ้ที่เราคิดมันจะใช่มั้ย

หลังจากที่พุ่มรักไขคดีสำเร็จทั้งเจ็ดคดีเป็นที่เรียบร้อย พี่วินทร์ยังมีบทส่งท้ายให้อ่านต่ออีกหนึ่งบท ขอไม่บอกล่วงหน้าว่าเป็นอะไร แต่บอกได้ว่า ต้องอ่านนะครับ

คดีศพล่องหน : วินทร์ เลียววาริณ

จบจากคดีเจ็ดแพะ ผมหยิบคดีศพล่องหน มาอ่านต่อเลยเพื่อความต่อเนื่อง เล่มนี้เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันทั้งเล่มเหมือนเล่มที่แล้ว แต่เป็นคดีแยกกันไปเจ็ดคดี เปิดมาด้วยคดีที่เป็นชื่อเล่ม คือ คดีศพล่องหน จากนั้นก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ทั้งคดีฆาตกรรม ตามหาคนหาย แล้วก็ตามรอยคนเจ้าชู้

สำหรับเล่มนี้ผมคิดว่าเนื้อเรื่องด้อยกว่าเล่มแรกอยู่พอสมควร ระหว่างที่อ่านมีความรู้สึกว่าหลายคดีมันเฉย ๆ อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่า โห!! หรือ เฮ้ย เจ๋งว่ะ!! เหมือนเล่มก่อน ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการจะคิดพล็อตเรื่องแนวนักสืบแต่ละเรื่องให้คม ให้หักมุม ให้มันซับซ้อนไปซะทุกเรื่องมันหนักหนาสาหัสอยู่มาก ถือว่าอ่านเพลิน ๆ ได้อยู่นะครับ

 

คดีเจ็ดแพะ
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๑๙๕ บาท

คดีศพล่องหน
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๒๑๐ บาท

 

หมายเหตุ : โพสต์นี้ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่ก่อนสิ้นปี นี่ลากยาวมาจนจะสิ้นเดือนมกราคม ไม่มีเหตุอื่นใดเลย นอกจากความขี้เกียจล้วน ๆ เลยครับ

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหาด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมานับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็นวาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บางเหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูกใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็นอะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

หนังสือที่ซื้อครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗

หนังสือที่ซื้อในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

ที่เห็นในรูปข้างบนคือหนังสือที่ผมซื้อเป็นครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗ (ซื้อในวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗) ดูเผินๆ เหมือนเก็บกด เหมือนมันอั้นมานาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่ทำงานปัจจุบันไม่ได้อยู่ใกล้กับร้าน Kinokuniya เอาเสียเลย (Kinokuniya เป็นร้านหนังสือที่ถูกจริตผมมากที่สุดในเวลานี้ อ่านได้จากโพสต์นี้ครับ) แม้จะมีโอกาสได้แวะร้านหนังสือภาษาอังกฤษเจ้าอื่นบ้าง แต่ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน ช่วงปลายปีก็เลยจัดเวลาให้หนึ่งวันสำหรับไปเดินดูหนังสือที่นี่ให้เต็มที่ พร้อมกับลิสต์รายการไปคร่าวๆ ว่ามีเล่มไหนบ้างที่อยากได้ ส่วนนอกจากนี้ไปว่ากันหน้างาน

อยู่ที่ Kinokuniya ตั้งแต่ ๑๑ โมงถึง ๕ โมงเย็น นั่งละเลียดเลือกเข้าเลือกออก รักพี่เสียดายน้อง เล่มไหนคัดออกก็จดใส่รายการเอาไว้สำหรับรอบหน้า สรุปเก็บกลับมาได้ ๑๑ เล่ม อย่างที่เห็น ประกอบด้วย (ผมใส่ลิงค์ไว้ด้วย เผื่อใครสนใจเล่มไหนจะได้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ)

หมายเหตุ : ๒ เล่มสุดท้ายนี่เป็นนิยายนะครับ

ป.ล. การซื้อหนังสือครั้งนี้ได้คอนเฟิร์มสัจธรรมหนึ่งข้อ ก็คือ การช็อปปิ้งนี่ช่วยบำบัดได้จริงด้วยนะครับ ทีแรกผมนึกว่าผู้หญิงพูดกันเล่นๆ งวดนี้เจอกับตัวเอง จ่ายเงินเสร็จรู้สึกสารให้ความสุขทุกตัวหลั่งไหลรอบกาย (ปลายเดือนมาว่ากันอีกที 5555)

 

แนะนำหนังสือ : Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล

Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล
เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจครับ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล (หรือคุณพอลลี่) ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่งในแวดวงดิจิทัลบ้านเรา (ปกติผมจะใช้ ดิจิตอล แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับคำที่คุณพอลลี่ใช้และเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตท่านกำหนดนะครับ) คุณพอลลี่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas Idea ที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งดอทคอมบูมในยุคแรก ในยุคนั้น Thomas Idea ดังมากในเรื่องการออกแบบและทำเว็บไซต์ให้กับลูกค้าและหลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกกระจาย หลายบริษัทล้มหายตายจากไป บริษัทนี้ก็ยังอยู่และเติบโตขยายกิจการมาทำด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ผมรู้จักกับคุณพอลลี่ครั้งแรกในฐานะนักข่าวกับแหล่งข่าว ต่อมาเมื่อจะเพิ่มคอลัมน์ด้านธุรกิจไอทีและออนไลน์ในนิตยสารธุรกิจรายเดือนที่ผมรับหน้าที่บรรณาธิการอยู่ก็นึกถึงคุณพอลลี่เป็นคนแรกซึ่งคุณพอลลี่ก็ตอบรับด้วยดี (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง) และคุณพอลลี่ในฐานะคอลัมนิสต์ได้สร้างความประทับใจให้ผมหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คุณพอลลี่ไม่เคยเบี้ยว ไม่ว่างานจะยุ่งหรือมีธุระต้องไปเมืองนอกก็ไม่เคยขาดส่งต้นฉบับ ประการต่อมา จากการอ่านต้นฉบับทุกเดือน ผมสัมผัสได้เลยว่าคุณพอลลี่ใส่ใจกับการเขียนคอลัมน์มาก (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง – ย้ำอีกครั้ง) เนื้อหาที่หยิบมาเขียนในแต่ละเดือนจะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงนั้นเสมอ แถมด้วยข้อมูล สถิติและตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ ประการสุดท้าย คุณพอลลี่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก เพราะบางครั้งคุณพอลลี่ ต้องใช้ภาพประกอบในคอลัมน์ที่เขียน ก็จัดแจงซื้อภาพจาก stock photo จนเรียบร้อยก่อนจะส่งมาให้ทีมงานผมจัดอาร์ตเวิร์ค

ขอบอกว่าที่เล่ามาในพารากราฟข้างบนมีอยู่ครบในหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปจนถึงผู้ที่สนใจอยากได้ไอเดียที่จะนำดิจิทัลไปใช้กับธุรกิจของตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพรวมกว้างๆ ก่อน แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดกันอีกที โดยคุณพอลลี่ได้เล่าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในยุคนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น mobile payment หรือ social media ไปจนถึงการใช้ mobile app รวมไปถึงตัวอย่างขององค์กรที่นำดิจิทัลมาใช้จริง

ก่อนหน้านี้คุณพอลลี่มีงานเขียนมาแล้วสองเล่ม เล่มแรกคือ Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด (ดูรูปด้านล่าง) และเล่มต่อมา Digital Commerce: Turn Browsers to Buyers หากใครสนใจก็ลองหาซื้อกันดูนะครับ

Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด

แนะนำหนังสือ : กาหลมหรทึก

กาหลมหรทึก

หนังสือเล่มที่แล้วว่าชื่อแปลกแล้ว เล่มนี้แปลกกว่าอีก ถึงขนาดเล่นเอาไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไงกันเลยนะ

บอกตามตรงว่าเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจ ถึงจะพะหน้าปกว่าได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาก็เถอะ แต่มาสะดุดตรงความเห็นของคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดสรร เธอบอกว่า

“ทึ่งกับโครงเรื่อง ทึ่งกับชั้นเชิงการเล่า กระทั่งตอนจบที่คิดว่าเรื่องคงจบตรงที่คิด ผู้เขียนกลับหักมุมให้จบได้ลึกลงไปอีก ท้าทายขอบเขตจินตนาการของคน เป็นกลซ้อนกลที่เกินกว่าการคาดเดา”

นี่ระดับผู้แปลนิยายสืบสวนสอบสวนมาแล้วไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มยังว่าไว้ขนาดนี้ ก็เลยลองดู

บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังนะครับ แล้วก็ทึ่งกับโครงเรื่องที่ผู้เขียนวางไว้ แถมด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่มีการปูทั้งเรื่องจริงเรื่องหลอก มีหยอดเกร็ดประวัติศาสตร์ไว้เป็นระยะ แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ ฉากไคลแมกซ์ตอนเฉลยตัวจอมบงการนี่แหละ นิยายแนวนี้หลายเล่มปูเรื่องมาดีหมดแต่ดันมาตายเอาตอนเฉลยผู้ร้าย แต่เล่มนี้ไม่เป็นอย่างนั้นครับ อย่างที่คุณมณฑารัตน์ว่าเอาไว้นั่นแหละ ผู้เขียนสามารถหักมุมให้จบลึกลงไปได้อีก

แนะนำครับ

หมายเหตุ : ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า ที่โปรยหราเอาไว้บนปกว่าผู้เขียนอาจจะเทียบได้เป็น “แดน บราวน์ แห่งสยามประเทศ” นี่ สำหรับผมแทนที่จะชวนให้หยิบกลับได้ผลตรงกันข้ามนะครับ ที่ผมหยิบอ่านเล่มนี้เพราะความเห็นของคุณมณฑารัตน์โดยแท้

 

กาหลมหรทึก
ผู้เขียน : ปราปต์
ราคา : ๑๗๕ บาท