สรุปปี ๒๕๖๓ ปีแห่ง stress test

จำไม่ได้แล้วว่าเคยเขียนสรุปรอบปีเอาไว้มั้ย แต่ปีนี้อยากเขียนเก็บไว้ใน facebook เผื่อว่าปีหน้าปีต่อไประบบมันจะขึ้นมาเตือนจะได้อ่านย้อนความจำกัน สนุกดี

ปูพื้นนิดนึงก่อนว่า ในระบบสถาบันการเงินมีอันนึงที่เรียกว่า stress test ภาษาไทยเรียกว่า การทดสอบภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ใช้ตรวจสุขภาพด้านการเงินถึงความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

สำหรับตัวเอง ความรู้สึกโดยรวมของปีนี้เหมือนเจอ stress test แล้วแม่ง test ทุกเรื่องพร้อมกันเลยทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องส่วนตัว

การมา (ไม่จบไม่สิ้น) ของฝุ่น pm 2.5 นี่ก็ว่าแย่แล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิต (ในช่วงฝุ่นมา) ถูกบังคับให้เปลี่ยน ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่ม ยังเติมโควิดเข้ามาอีก ชีวิตวุ่นวายนิดหน่อยแต่ยังดีที่ถือว่าสอบผ่าน

ที่ว่ามานั่นภาพรวม หลังจากนี้จะแยกเป็นเรื่อง ๆ ล่ะ

๑. ปีนี้อ่านหนังสือน้อยมาก น้อยมากจนน่าใจหาย แล้วรู้สาเหตุด้วย ซึ่งก็คือข้อถัดไปนี่แหละ แต่ถึงปีนี้จะอ่านหนังสือน้อยกลับเป็นปีที่ซื้อหนังสือมากที่สุด สวนทางกันเฉย แม่งซื้อเหมือนคนหยุดตัวเองไม่ได้ แต่กลับรู้สึกดี เพราะสำหรับพี่ การซื้อหนังสือมันแปลว่าพี่ยังอยากรู้อะไรเพิ่ม (อันนี้เรื่องจริง ไม่ได้เขียนให้ดูหล่อ แต่อนุญาตให้พักอ่านไปอ้วกก่อนได้ 5555)

จุดเริ่มของการตะลุยซื้อหนังสือแม่งก็ง่าย ๆ เลย ช่วงโควิดต้อง work from home ก็เลยกดเข้ากลุ่มขายหนังสือมือสองใน fb ด้วยความตั้งใจว่าจะเข้าไปปล่อยหนังสือที่อ่านจบแล้ว ไป ๆ มา ๆ หนังสือก็ไม่ได้ปล่อย แถมซื้อเติมเข้ามาอีกเพียบ จากนั้นก็ลามไปตามร้านหนังสือออนไลน์ ไป book depository ไป amazon ห่านจิกเอ๊ยยยย!!

๒. สาเหตุที่ปีนี้อ่านหนังสือได้น้อยก็เพราะเกิดสนใจอยากออกนอก comfort zone อยากเพิ่มทักษะมาลองเล่าเรื่องด้วยคลิปวิดีโอดูมั่ง แต่ความที่ไม่รู้อะไรเรื่องนี้เลย ทั้งอุปกรณ์ ทั้งมุมกล้อง ทั้งการเล่าเรื่อง ก็เลยใช้วิธีเปิดดู youtube ดูว่าคนอื่นเขาทำกันยังไงวะ กลายเป็นว่าจากเดิมที่ไม่เคยดู youtube มาปีนี้นั่งดูเยอะมาก

๓. เรื่องวิ่ง จากที่วางแผนไว้ว่าจะลงงานวิ่งประมาณเจ็ดหรือแปดงาน กะเก็บระยะซ้อม อัปเวลสภาพร่างให้ไปพีคที่งานโป่งแยงตอนปลายปี ตามที่ตั้งใจจะวิ่งให้จบร้อยโลแรก แต่พอโควิดมาบางงานเลื่อนไปปีหน้า บางงานยกเลิก กลายเป็นได้วิ่งจริงอยู่สามงาน คือ dragon trail ๓๕ โลที่ราชบุรีเมื่อตอนต้นปี

หลังจากนั้นโควิดมาก็ว่างยาวจนมางาน PET ๕๐ โลที่เพชรบุรีแล้วมาอีกทีก็โป่งแยงเลย แต่ก็ยังดีที่จบมาได้ทั้งสามงาน โดยเฉพาะสองงานหลังที่เคย dnf มาเมื่อปีก่อน

จบร้อยโลมาได้ทีแรกไม่แน่ใจ กลัวว่าจะหมดไฟ ตอนนี้กลายเป็นมีเป้าหมายใหม่ล่ะ ขอใช้ปีหน้าเป็นปีสร้างฐานแล้วไปลุยอีกทีปีโน้นนะ

๔. งานปีนี้ มีเรื่องให้เล่าเยอะ แต่ไม่เล่าดีกว่า เอาสั้น ๆ ว่า จากที่โควิดมาทำให้ได้ work from home และได้พบสัจธรรมว่า อุปสรรคของการ wfh ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ จบนะ

๕. การเงิน ไม่มีอะไรหวือหวา ทำเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย เดินตามแผนการเงินที่วางแผนมาตั้งแต่ตอนที่พ้นวิกฤติต้มยำกุ้ง มีกิเลสอยู่บ้างตอนที่ iphone 12 ออก แต่ก็ตัดใจได้เพราะตัว 6s ยังได้ไปต่อแล้วก็ใช้ได้ดีอยู่ ก็ไม่รู้จะไปเสียเงินทำไม กับอีกทีเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ mac m1 ออกมาแล้ว performance โหดสัสมาก เกือบไปล่ะ

สุดท้ายนี้ มั่นใจมากว่า ปีหน้าแม่งยิ่งกว่านี้ อย่าไปหวังอะไรจากรัฐ ใครที่ยังไม่เคยเช็กสภาพการเงินตัวเอง อยากให้ลองทำดู พยายามทำตัวให้เบา ไม่จำเป็นก็อย่าก่อหนี้เพิ่ม (เพราะรัฐช่วยสร้างหนี้ให้อยู่แล้ว) ใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท

สวัสดีปีใหม่ครับ ❤

ทุกชีวิตล้วนต้องการอยู่รอด

หอมหัวใหญ่เหลือจากทำกับข้าวเอาใส่ตู้เย็นไว้ หยิบมาดูอีกทีสภาพไม่ไหวแล้วเลยเอาไปใส่กองปุ๋ยหมัก

ผ่านไปหลายวันมาเห็นอีกทีงอกเป็นต้นขึ้นมาแล้ว ช่วงนี้พอมีเวลาเลยย้ายมาใส่กระถางให้เป็นเรื่องเป็นราว

ต้นหอมต้นนี้แม่งก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่พยายามจะมีชีวิตรอดและเติบโต อาจมีบางช่วงที่ไปอยู่ในสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็อาจจะโตได้ช้าหรือแคระแกรน ต้องดิ้นรนปรับตัวกันไป

จนเมื่อไหร่ที่ได้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็กลับมาเติบโต งอกงาม ออกดอกออกผลเต็มที่

คนเราก็เช่นกัน… 🖖🤟

#หล่อสัส #พี่ไม่เคยเขียนแบบนี้

#หรือพี่จะแก่แล้ววะ 5555 😆🤣

ประสบการณ์การย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ

เล่าประสบการณ์การย้ายค่าย (ไม่เบอร์เดิม) ด้วยเหตุผลส่วนตัว เผื่อว่าใครกำลังจะย้ายเหมือนกัน

๑. ไปที่ค่ายใหม่ที่ถูกใจ เปิดเบอร์ใหม่ เลือกแพ็กเกจที่ชอบ เปิดใช้งาน

๒. เอาซิมค่ายเดิมใส่เครื่องสำรอง (พอดีมีเครื่องเก่าอยู่) โทรไป call center นานมากแต่ก็รอ แจ้งพนักงานว่าจะขอปิดเบอร์ พนักงานพยายามหว่านล้อมและให้เงื่อนไขพิเศษที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้

ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่ดีมากขึ้น เพราะแทนที่ผู้บริโภคที่ใช้บริการมานานกว่าสิบปีจะได้รับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องร้องขอ กลับกลายเป็นว่าคุณจะได้รับเมื่อคุณแจ้งว่าคุณขอเลิกใช้บริการ

สุดท้ายเมื่อไม่ได้ผล พนักงานแจ้งว่ารับเรื่องไว้และจะมีพนักงานอีกคนโทรมาภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งไม่ว่าจะยังไงพนักงานคนนี้จะไม่ทำเรื่องปิดเบอร์ให้ ยืนยันอย่างเดียวว่าต้องรอพนักงานที่จะโทรมา -> นี่หงุดหงิดดอกที่หนึ่ง

๓. วันต่อมา (ภายใน ๒๔ ชั่วโมง) พนักงานโทรมาที่เบอร์เก่า (ค่ายเดิม) ทั้งที่บอกไว้แล้วว่าให้โทรมาที่เบอร์ใหม่ -> นี่หงุดหงิดดอกที่สอง

พนักงานพยายามหว่านล้อมอีกรอบ เหมือนวนลูป จนเมื่อไม่เป็นผลแน่ ๆ พนักงานถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะการปิดเบอร์ต้องไปที่ศูนย์เฉพาะ (ในความหมายว่าทำไม่ได้ทุกศูนย์) -> นี่ดอกที่สาม

สมัยนี้แม่ง ไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ไม่ได้ฟังนโยบายนายกฯ รึไง ห่านจิก!!

ตอบไปว่า มีเพื่อนสามารถยกเลิกด้วยการชำระค่าบริการผ่านแอปและส่งเอกสารไปให้ทางอีเมลและ mms พนักงานบอกว่า วิธีนี้ทำได้แต่จะยุ่งยากหน่อย บอกไปว่า ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีโควิด พี่ไม่อยากไปเจอคนเยอะ

๔. วิธีก็คือ ใช้แอปธนาคารที่เราใช้อยู่ชำระบิลไปตามจำนวนที่พนักงานบอกมา เสร็จแล้วถ่ายสำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง เขียนให้ชัดเจนว่าต้องการยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์อะไร อย่าลืมขีดคร่อมให้เรียบร้อย แล้วส่งเมล และ/หรือ mms ไป

หลังจากนั้นไม่นานเบอร์นั้นก็ใช้ไม่ได้ ลองโทรเข้าไปก็มีเสียงบอกว่า “หมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ”

เป็นอันเสร็จสิ้นกันไปนะฮะ… 🤟🖖

คำแนะนำก่อนดู TENET

TENET ticket

ไม่สปอยล์ ไม่ใช่รีวิว

คำแนะนำสำหรับคนที่จะไปดู TENET

ควรเลือกวันที่หัวโล่ง ๆ ไม่เครียด ไม่เปิดอ่านดรามา ไม่มีปัญหาเรื่องงาน ไม่ทะเลาะกะหัวหน้า ไม่เจอลูกค้าเหวี่ยงวีน เพื่อนร่วมงานน่ารัก

ขณะดู ถ้าติดตรงไหนปล่อยความคิดให้ไหลไปเหมือนสายน้ำ เพราะไม่งั้นจะชะงักไปตลอดทาง หนังแม่งฝังกับดักเอาไว้เพียบ โดยเฉพาะหลังจากเก้าสิบนาทีแรก (นี่รู้เพราะยกนาฬิกามามาร์กเวลาไว้เลย)

อีกเรื่องที่ขอแนะนำ อย่าดูภาพอย่างเดียว ไดอะล็อกสำคัญมาก

เสด็จพ่อโนแลนแม่งทำหนังดูง่าย ๆ ดูจบเดินออกมาหัวโล่ง ๆ แบบชาวบ้านไม่เป็นรึไง ห่านจิก… 😭🤩

แอร์ไม่เย็น ซ่อมเองได้จ้า

มาครับ วันนี้วันหยุดก็แกะแอร์แม่งเลย

air

เรื่องมันเริ่มจากเมื่อหลายวันก่อนแอร์ไม่เย็นก็เลยโทรนัดร้านเจ้าประจำมาล้างแอร์ เฮียขับรถมาปล่อยน้องคนงานเอาไว้แล้วไปบ้านอื่นต่อ

แอร์ตัวนี้น้องคนงานเปิดสวิทช์แล้วบอกว่า แอร์ไม่เย็น (เออ กูรู้แล้ว) เลยมาเปิดเครื่องดูแล้วบอกว่า คอมฯ ไม่ทำงาน

น้องโทรบอกเฮียให้แวะเอาอะไหล่มาให้ เปลี่ยนอะไหล่เสร็จคอมฯ ก็ยังไม่ทำงาน น้องบอกว่า คอมฯ เจ๊ง พี่มีทางเลือกสองทาง เปลี่ยนคอมฯ หรือเปลี่ยนแอร์ตัวใหม่เลย ถ้าเปลี่ยนคอมฯ มือหนึ่งก็หกพันห้า มือสองสี่พันกว่า ถ้าจะเปลี่ยนแอร์ใหม่ก็หมื่นกว่า

ไอ้เราไม่รู้เรื่องหรอก แต่แค่ไม่มั่นใจ น้องแม่งรู้จริงหรือเปล่าวะ? ช่วงนี้โควิด ลูกค้าหดหาย เฮียอยากหารายได้เพิ่มหรือเปล่าวะ? วันนั้นเลยบอกเอาไว้ก่อนนะเฮียจ๋า ลูกค้ายังไม่มีเงิน

เรื่องนี้พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่าจะไม่ได้การ พี่เลยหันหน้าเข้าหา youtube เสิร์ชหาปัญหาแอร์ไม่เย็น ค่อย ๆ นั่งไล่ดูไป คลิปไหนบอกวิธีดูอาการ เราก็เอามาเช็คกับของเรา

สุดท้ายสรุปไว้ที่สองสาเหตุ เปิดแอป shopee เลือกดูอะไหล่ สั่งมาสองตัวราคารวมร้อยกว่าบาท วันนี้ฤกษ์งามยามดีแกะอะไหล่ออกมาเปลี่ยน

ผลคือ เย็นเจี๊ยบเลยเว้ยยยยยยย 🤩

ที่เล่ามานี่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่ง แต่มาแชร์ประสบการณ์ว่า เงินทองของเรากว่าจะได้มาซักบาทแม่งเหนื่อยรากเลือด แล้วช่วงนี้การค้าการขายมันลำบาก เราก็ไม่รู้ว่าใครอยากเพิ่มรายได้ทางลัดมั่งหรือเปล่า ก่อนจะจ่ายอะไรก็ลองเช็คกันดี ๆ นะฮะ

ว่าแต่เงินค่าคอมฯ แอร์ที่ประหยัดได้นี่เอาไปออกรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ดีมั้ยวะ? 🤣😆🕶

ดูคลิปแล้วย้อนอดีตถึงเครื่องพิมพ์ดีด

 

 

 

ดูคลิปนี้แล้วนึกย้อนอดีตไปตอนเริ่มทำงานเมื่อปี เอ่อ… ปีอะไรช่างมันเถอะ ตอนนั้นออฟฟิศยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ต้นฉบับส่งให้บ.ก. (ที่ไม่ได้ย่อมาจาก บ้ากาม)

เครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้ตอนนั้นส่วนใหญ่เป็นโอลิมเปียกระเป๋าหิ้ว ซึ่งเราสามารถวัดระดับความชำนาญ (และความเร่งรีบปิดต้นฉบับให้ทันเดดไลน์) ได้จากเสียงรัวแป้นพิมพ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันปิดเล่มที่เสียงรัวแป้นจะดังกระหน่ำมาก ถ้าใครต้องโทรสัมภาษณ์แหล่งข่าวนี่แทบต้องมุดลงไปคุยใต้โต๊ะโน่น เพราะต้องใช้โทรศัพท์ออฟฟิศที่โต๊ะ เรื่องจะใช้โทรศัพท์มือถือนี่อย่าพูดถึง ตอนนั้นมีออกมาแล้วแต่ราคาตัวละแสน!! เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าหวัง

หลังจากนั้นปีนึงออฟฟิศลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในกองบ.ก. เป็น Macintosh ไม่แน่ใจเรื่องรุ่น แต่น่าจะเป็น Macintosh Plus ซึ่งแม่งเหมือนฝันที่เป็นจริง เพราะตอนใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรกเริ่มหัดโปรแกรมมิ่งจาก Apple II พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตอนเรียนก็ยังไม่มีโอกาสได้แตะเครื่อง mac เลยซักที แต่เวลานั้นเศรษฐกิจดีเศรษฐกิจกำลังบูมทำให้มีวาสนาได้ใช้เครื่อง mac ทำงาน ไฮโซสัส 5555

พอออฟฟิศซื้อเครื่องคอมพ์มาใช้แล้วนั่นแหละถึงได้ห่างหายจากโอลิมเปียที่รักไปจนแทบจะกลายเป็นของหายาก เป็น rare item ไปนะฮะ… 🤟🤩

เตรียมตัว Work from Home

หนังสือ REMOTE โดย Jason Fried และ David Heinemeier Hansson

ตอนที่ดูทรงล่วงหน้าเอาไว้ว่าจะต้อง work from home แน่ ๆ ก็เตรียมหาข้อมูลหาเคสตัวอย่างรอไว้ ปุบปับขึ้นมาจะได้ไม่ล่ก

นอกจากหาในเน็ตในอะไรแล้ว คนแรกที่นึกถึงก็คือ คุณพี่ Jason จากหนังศุกร์ ๑๓ เฮ้ย ไม่ใช่สิ Jason Fried จาก 37signals (เปลี่ยนชื่อเป็น Basecamp แล้ว) ที่ใช้ work from home มานาน ๒๐ ปีแล้วนะ

และการ wfh ของ 37signals นี่เป็นแบบขั้นสุดมาก ไม่ใช่แค่อยู่ในเมืองเดียวกันเท่านั้นนะ แม่งข้ามเมือง ข้ามประเทศ ข้ามโซนเวลาไปถึงข้ามทวีปโน่นเลย

พี่ Jason เอาประสบการณ์ของตัวเองและของบริษัทมาเขียนเป็นหนังสือเรื่องนี้โดยเฉพาะได้หนึ่งเล่ม ชื่อว่า REMOTE หน้าตาตามภาพด้านล่าง ถือเป็นไบเบิลสำหรับองค์กรที่อยากจะทำอย่างนี้จะได้มาดูแนวทางกันก่อน

อุปสรรคใหญ่ข้อนึงที่พี่ Jason บอกว่าทำให้การ wfh (จริง ๆ พี่แกเรียก remote working นะ แต่ให้เข้ากับบริบทบ้านเราตอนนี้ก็ขอเรียก wfh ไปละกัน โอเคนะ) เกิดได้ยากคือ ความกังวลของผู้บริหาร กังวลว่าพนักงานจะเหลวไหล ทำให้ได้งานน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สำหรับในประเทศไทย ความกังวลนี้จะโทษผู้บริหารก็ไม่ได้ เพราะตัวพนักงานเองก็มีส่วนอยู่ด้วย เลยกลายเป็นปัญหาโลกแตก จะแก้ยังไงดี

ก็ต้องมาพิสูจน์กัน ให้เกิดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

ส่วนตัวมองว่าวิกฤติโควิดรอบนี้เมื่อผ่านไปได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคธุรกิจ เหมือนเมื่อครั้งต้มยำกุ้งทำให้สถาบันการเงินต้องขยับตัวครั้งใหญ่

ในส่วนของพนักงานเองก็อาจใช้โอกาสครั้งนี้พิสูจน์ให้ผู้บริหารเห็นได้ว่า ความกังวลที่ว่านั่นมันจะไม่เกิด

แค่นี้ก็แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย… มั้ยวะ? 5555 🤟

น้องขาว โป่งแยง จากเมื่อครั้งไปงานวิ่ง PYT100 / 2019

ไปเจอน้องขาวที่โป่งแยง เชียงใหม่ เมื่อครั้งไปงานวิ่ง PYT100 / 2019 เมื่อปลายปีที่แล้วนั่นแหละ (อ่านรีวิวงานวิ่งที่ว่าได้ที่นี่ -> บันทึก PYT100 / 2019 : ใครอกหักที่ A12 มากองกันตรงนี้ )

 

บันทึก PYT100 / 2019 : ใครอกหักที่ A12 มากองกันตรงนี้

PYT100 - 2019 bib

มาครับ บันทึก PYT 100 / 2019 ฉบับเขียนใหม่ เพราะเวอร์ชั่นแรกเขียนไปอ่านไปแล้วแม่งหล่อเกิ๊น ไม่ใช่ตัวเอง เอาใหม่ ต้องเขียนใหม่

เรา (หมายถึงพี่กับคุณแม่พดด้วง) คุยกันตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วว่า ถ้าเราจบฟูลแรกที่จอมบึงมาราธอนแล้วเราจะย้ายค่ายเปลี่ยนไปวิ่งเทรลกันบ้าง พอจบฟูลที่จอมบึงได้เรียบร้อยเมื่อเดือนมกราคมก็เลยมาตั้งเป้ากันว่า ถ้ามาสายเทรลก็อยากจะจบร้อยโลสักครั้งในชีวิต

หลังจากหาข้อมูลแล้วก็ฟันธงว่า โป่งร้อยนี่ล่ะวะที่จะเป็นเป้าหมายของเรา ด้วยเหตุผลว่าเป็นเทรลร้อยโลที่เหมาะกับมือใหม่ที่สุด ผู้จัดดี สนามไม่ยากเกินไป เวลาที่ให้อยู่ในวิสัยที่จะจบได้ ถึงขนาดมีคนบอกว่า เดินยังจบ!!

ระยะที่เราเคยวิ่งจบไกลที่สุดอยู่ที่ ๕๐ โล มาครั้งนี้โดดพรวดขึ้นมาเป็นร้อยโลทำให้เราต้องเตรียมตัวมากกว่างานอื่นก่อนหน้านี้

PYT100 - 2019 running plan
แผนการวิ่งหนีตาย หนีคัตออฟ ที่ทำไว้ มีข้อมูลเสร็จสรรพว่าแต่ละจุดต้องเพซเท่าไหร่ เข้าสเตชั่นเวลาไหน ออกเวลาไหน ถือไว้คนละชุดกับแม่พดด้วง

ซึ่งเรื่องเตรียมตัวนี่ไม่ใช่ปัญหาเพราะแม่พดด้วงทุบโต๊ะเปรี้ยง!! ออกนโยบาย ชิม ช็อป ใช้ เฮ้ยยย นโยบาย “ใช้เงินแก้ปัญหา” อะไรที่ใช้เงินแล้วจบได้ก็จ่ายไป ทั้งอุปกรณ์ รองเท้า เสื้อผ้า ฯลฯ และอะไรที่ใช้เงินแล้วช่วยลดเวลาให้เราได้ เราก็จ่ายไป ส่วนเรื่องการซ้อม บอกเลยว่างานนี้ซ้อมมากที่สุดตั้งแต่เริ่มวิ่งเทรลมา (เหรอออออออออ…)

PYT100 2019 bib registration
วันมารับ bib ระยะร้อยโล รับพร้อมกับระยะอื่น ยกเว้น ๑๖๖ กับ ๑๒๐ ที่รับไปในวันก่อนหน้าแล้ว

งานนี้ระยะร้อยโลกับ ๗๐ โลปล่อยตัวที่ Botanic Resort ส่วนเส้นชัยอยู่ที่ Flora Creek เราเลือกที่พักอยู่ใกล้จุดสตาร์ตตามคำแนะนำของผู้จัด และโชคดีที่ในเกสต์เฮาส์ที่เราพักมีนักวิ่งระยะร้อยโลพักอยู่ด้วยอีกคน พี่เจ้าของเกสต์เฮาส์เลยอาสาขับรถพาไปส่งที่จุดสตาร์ต ก่อนที่ตัวเองจะต่อไป Flora Creek เพื่อลงวิ่งระยะ ๕๐ โล

PYT100 2019 tattoo
tattoo โป่งร้อย ไม่มี tattoo นี้เข้าจุดสตาร์ตไม่ได้นะจ๊ะ

ลงจากรถที่หน้าสวนพฤกษศาสตร์ตอนตีสี่ (เพราะผู้จัดไม่ให้รถขึ้นไปที่ Botanic) ฝากกระเป๋าสัมภาระกับเจ้าหน้าที่แล้วเดินหอบหิ้วข้าวของบรรดามีกับถุง drop bag ขึ้นเนินไปที่ Botanic เหมือนเป็นการวอร์มเล็ก ๆ ก่อนสตาร์ต ระยะทางประมาณ ๙๐๐ เมตรกับความสูงร้อยกว่าเมตร ดีที่อากาศเย็น ไม่งั้นเหงื่อซึมตั้งแต่ยังไม่สตาร์ต

พี่กับคุณแม่พดด้วงตกลงกันว่าภาคกลางวันนี่ใครเร็วกว่าไปก่อนได้เลย แล้วไปรอเจอกันที่สเตชั่นข้างหน้าเป็นจุด ๆ ไป แต่พอเข้าช่วงมืดตอนเย็นต้องมาวิ่งเป็นบัดดี้ไปด้วยกัน เพราะมือใหม่กลางคืนด้วยกันทั้งคู่ เกิดอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยกันได้

ปล่อยตัวตอนตีห้า เรามันพวกมือใหม่สายหนีคัตออฟเราไม่รีบ ให้ขาแรงเขาออกไปก่อน ไม่อยากไปเกะกะ

PYT100 2019 start line
บรรยากาศหน้าเส้นสตาร์ตก่อนปล่อยตัว

ออกจากจุดสตาร์ตสักพักเริ่มขึ้นเนิน ได้ใช้ไม้โพลตั้งแต่เริ่มเลยงานนี้ (แล้วไม่ได้เก็บเลยจนจบเรซ) วิ่งตามกันไปพักใหญ่ ๆ เกิดช่วงรถติด เพราะทางข้างหน้าเป็น single track แถมยังต้องมุดลอดค้างไม้ไผ่ที่ใช้ปลูกผักของชาวบ้าน ทำให้เสียเวลาช่วงนี้ไปร่วม ๆ ครึ่งชั่วโมง

พอหลุดมาได้แต่ละคนก็เริ่มสับกันล่ะ บวกกับฟ้าเริ่มสว่างให้เห็นทางง่ายขึ้น ก็อัปฮิลตามกันไป ช่วงนี้อากาศเย็นสบาย จนโผล่มาถึงทางแยกที่จะต้องเลี้ยวไป A7 ม่อนล่อง ก็เจอกลุ่มนักวิ่งวิ่งสวนลงมาเป็นระยะเพื่อไป A8 อารมณ์ช่วงนี้เหมือนตอนไป CM3 ช่วงจะขึ้นผานกกกเปี๊ยบเลย แม่ง ชันก็ชัน แถมยังใจเสียจากการที่เห็นคนวิ่งสวนกันลงมาเยอะจังเว้ยเฮ้ย แล้วเมื่อไหร่กูจะถึงซักทีวะ

ขึ้นมาถึง A7 ม่อนล่อง มีเวลาตุนไว้ ๔๐ นาที เช็กอินเรียบร้อย ฉีดสเปรย์ที่น่องทั้งสองข้าง หยิบกล้วยน้ำว้ามากินแล้วตุนใส่เป้มาอีกใบเผื่อไว้กลางทาง เติมน้ำเย็น เสร็จเรียบร้อยแม่พดด้วงตามมาถึงพอดี รออยู่จนแม่พดด้วงจัดการตัวเองเรียบร้อยวิ่งออกไปพร้อมกัน

จากขามาที่เป็นขาขึ้น พอขากลับก็กลายเป็นขาลง เป็นช่วงทำเวลาเก็บมาร์จิ้น ก็ดาวน์ฮิลลงมายาว ๆ แต่ก็ระวังตัว ไม่ห้าวมาก เพราะข้างหน้ายังมีช่วงดาวน์ฮิลแบบชัน ๆ โหดสัสรัสเซียรออยู่ ยังไม่อยากเจ็บเข่าตั้งแต่ตอนนี้

PYT100 2019 view
วิวสวย ๆ ที่ม่อนวิวงามยามสาย

ระหว่างทางไป A8 ปงไคร้ ต้องไต่เขาขึ้นไปหนึ่งลูก ไปเจอม่อนวิวงาม เป็นแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มีจุดให้บริการกางเตนต์กางกระโจมนอนเต็มไปหมด ถึงตรงนี้นักวิ่งหลายคนแวะเข้าร้านค้าไปทำทีซื้อโค้กเพื่อขอใช้ห้องน้ำส่งแฟกซ์ที่อั้นมาตั้งแต่สตาร์ต ส่วนพี่เองอาการมาตั้งแต่ตอนช่วงรถติดก่อนขึ้น A7 แล้ว แต่ยังอั้นได้ ตั้งใจไว้ว่า ขอทำเวลาก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ จะปล่อยแม่งกลางป่านั่นล่ะ ฮึ่ยยยยย

ผ่านจุดกางเตนต์มาได้หน่อยนึงเจอจุดเซอร์วิส kak oasis ของเพจนักวิ่งกากๆ กำลังจะวิ่งผ่านไปแต่เห็นมีกาแฟต้ม moka pot เลยแวะเข้าไปขอมาสองอึก ช่วยเพิ่มความดีด (ขอขอบคุณทีมงาน kak oasis มา ณ ที่นี้)

ก่อนเข้า A8 สวนทางกับขบวนกฐินพ่อผู้ใหญ่บ้านผานกกก ที่ลงระยะ ๑๖๖ โล วิ่งต่อไปอีกนิดเจอแอดลุงเบนซ์ เพจ Dnf6+ ที่ลงร้อยโลเหมือนกัน ก้มลงดูนาฬิกา ประเมินคร่าว ๆ แอดลุงน่าจะนำหน้าอยู่ประมาณชั่วโมงนึง

มาถึง A8 ปงไคร้ ตุนเวลามาร์จิ้นเพิ่มเป็นชั่วโมงครึ่ง เดินเข้าไป ทำไมคนยั้วเยี้ยจังวะ? สักพักถึงรู้ว่านี่เป็นสเตชั่นใหญ่ เป็นแหล่งรวมตั้งแต่ระยะ ๑๖๖ / ๑๒๐ / ๑๐๐ และ ๗๐ คนมันถึงเยอะขนาดนี้ ก็เริ่มหวั่นใจว่าตอนแม่พดด้วงมาถึงจะเจอกันมั้ย ระหว่างนั้นไปกินข้าวก่อน เป็นก๋วยจั๊บญวน ซึ่งโชคดีที่เคยกินมาก่อนหนนึง ไม่งั้นท่าจะแย่ รีบกินแล้วออกไปกินแตงโม หยิบกินไปเกือบครึ่งลูกได้มั้ง 5555 นอกจากแตงโมก็มีกล้วย มีส้ม ซึ่งไม่กล้ากินเพราะกลัวจะไปเร่งไอ้ที่อั้นอยู่ให้ออกมาเร็วขึ้น

ระหว่างยืนกินแตงโมอยู่ แม่พดด้วงเข้ามาพอดี ระหว่างรอแม่พดด้วงก็ไปเติมน้ำ เจอคนยืนข้างหน้าใส่เสื้อ GEO CMU Running Club ก็เลยสะกิดถาม จบจีออเหรอ? ปรากฏว่าเป็นรุ่นน้องรหัส ๓๘ พอบอกว่าพี่รุ่นอะไร น้องมันทำปาก โอ้ววววว เฮ้ย ใจเย็น กูไม่ได้แก่ขนาดนั้น 5555

พอแม่พดด้วงพร้อมก็ออกวิ่งต่อ พี่มุ่งหน้าจะไป A9 ตามเส้นทางของระยะร้อยโล ปรากฏว่าแม่พดด้วงเลี้ยวขวับตามคนข้างหน้า ซึ่งเค้าเป็นระยะ ๑๒๐ โล ต้องเรียกให้กลับมา เกือบไปแล้ว

จาก A8 ไป A9 แม่ขิ อันนี้แปลกมาก พี่จำไม่ได้เลย ไม่มีภาพอยู่ในหัวเลยว่าแม่งเป็นยังไง พยายามนึกยังไงก็นึกไม่ออก รูปก็ไม่ได้ถ่ายไว้ จนเหวอว่า เฮ้ย ตกลงกูไป A9 มารึเปล่า แต่หยิบพาสปอร์ตมาดูก็มีตราปั๊มอยู่นะ แสดงว่าพี่ไปมาแน่นอน แต่นึกไม่ออกขอข้ามไปละกัน

จาก A9 ไป A10 แม่ปะ อันนี้ล่ะจำได้แม่น เพราะหลังจากเหนื่อยกับการตะกายเขาขึ้นไปแล้วก็ปล่อยดาวน์ฮิลทางเทรลลงมายาว ๆ ชัน ๆ ตอนเริ่มดาวน์ฮิลก็มีกันอยู่หลายคน พอไหลมาสักพักเริ่มหลุดไปทีละคน พี่เองได้พี่ผู้หญิงคนนึงเป็นหัวลากนำมา วิ่งกันมาสองคนตามพี่เค้ามาเรื่อย ๆ (บอกเลยว่ารองเท้า altra king mt นี่แม่งดีจริง กระชับเท้าดีมาก ดาวน์ฮิลโคตรสนุก เดี๋ยวคราวหน้ามารีวิวกันอีกที)

จนจังหวะเผลอ สะดุดรากไม้ที่โผล่ขึ้นมานิดเดียวมองไม่เห็น พุ่งไปข้างหน้าเป็นซูเปอร์แมนเลยกู ฝ่ามือเป็นแผล เข่าเป็นแผลเหมือนตอนงาน PET เป๊ะเลย ก็ได้พี่ผู้หญิงคนนี้แหละเอายามาให้ อันนี้ก็ความรู้ใหม่ มียาจากญี่ปุ่นที่พอป้ายไปแล้วมันเป็นฟิล์มกันน้ำได้ด้วยว่ะ ถามพี่เค้าว่าซื้อจากที่ไหน ตั้งใจจะซื้อมาใช้มั่ง (ขอบคุณคุณพี่ไว้ที่นี่อีกครั้งครับ)

fresh wounds from PYT100 2019
ได้แผลอีกแล้ว มือข้างเดิม จุดเดิม ซ้ำรอยงาน PET

ก่อนเข้า A10 เจอจุด kak oasis อีกที แต่ครั้งนี้ไม่แวะ ขอไปเข้าที่ A10 เลย ถึงจุดนี้ได้มาร์จิ้นเพิ่มมาเป็นชั่วโมงห้าสิบนาที ความมั่นใจมากขึ้น กูนี่น่าจะจบนะร้อยโลแรก

กินข้าวหมูกระเทียมเสร็จนั่งชาร์จนาฬิการอแม่พดด้วง เห็นนักวิ่งนั่งท้ายรถกะบะมา ดูทรงแล้วคงล้มคางไปกระแทกหินจนคางแตก ต้องหยุดไปเลย เออ กูนี่ยังโชคดี แค่มือเป็นแผลเท่าจิ๋มมด

ออกจาก A10 ไป W1 ที่นั่นไม่มีคัตออฟแต่เราก็คำนวนเวลาไว้ว่าควรไปถึงไม่เกินกี่โมง จุดนี้ดีงามมากเหมือนเรซไดเรกเตอร์อ่านใจคนออก เพราะวิ่งมาเหนื่อย ๆ ร้อน ๆ มาเจอโค้กเย็น ๆ ใส่น้ำแข็งให้กิน น้องคนเทเทให้ไม่อั้น กินแล้วอยากเติมพี่เติมได้อีก เห็นนักวิ่งหลายคนเอาใส่ขวดใส่ถุงน้ำติดตัวไปกินระหว่างทางกันเลย

กินโค้ก กินข้าวต้มมัด ฉีดสเปรย์ที่น่องทั้งสองข้างแล้วเดินไปให้น้องเจ้าหน้าที่ทำแผลให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนออกวิ่งต่อไป A11 สะเมิง

เส้นทางช่วงนี้เราหวั่นใจอยู่นิดหน่อย เพราะโปรหนำเตือนไว้ว่าต้องข้ามน้ำหลายจุด และดูจากเวลาแล้วน่าจะมืดก่อนที่จะไปถึง A11

ช่วงโพล้เพล้มีจังหวะทิ้งช่วงจากคนข้างหน้าข้างหลังนิดหน่อย ตอนที่วิ่งอยู่คนเดียวมีความตื่นเต้นเล็กน้อย ไอ้ประเภทที่ว่าวิ่ง ๆ อยู่มีเสียงเหมือนคนวิ่งมาข้างหลัง พอหันไปดูแล้วไม่มีใครนั่นชักจะธรรมดา คราวนี้เป็นเสียงเหมือนใครมาตีบิบที่ติดไว้ด้านหลังที่เป้น้ำ เสียงชัดมากเพราะอยู่ที่หลังนี่เอง จนต้องหันไปดู เออ ไม่มีใครนะ ไม่เอาสิ ไม่ซน คนกำลังรีบ พยายามไม่คิดอะไร แล้ววิ่งไปต่อ ตอนแม่พดด้วงตามมาทันก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง พยายามลืม ๆ ไป 5555

ก่อนถึง A11 ต้องข้ามน้ำหลายจุด โชคดีที่มีคนเอาท่อนไม้ ก้อนหินมาวางให้เหยียบข้ามไปได้ ก็เลยไม่เปียก มาเสียท่าที่จุดสุดท้าย เหยียบแล้วไม้แม่งพลิก ก้าวพรวดลงไปสองขาเลยจ้า ได้ประสบการณ์ใหม่วิ่งแม่งทั้งรองเท้าเปียกนี่แหละจ้า

มาถึง A11 สะเมิง มาร์จิ้นเหลืออยู่ชั่วโมงสิบสี่นาที จุดนี้เป็นจุดดร็อปแบ็ก เราพลาดที่จุดนี้เพราะใช้เวลาอยู่ที่นี่ชั่วโมงนึง ซึ่งนานเกินไป มีกินข้าวไข่พะโล้ อันนี้ไม่นาน แต่ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนรองเท้านี่นานอยู่ เสร็จแล้วออกวิ่งต่อ ตอนที่ออกมามากันสองคน แต่มีนักวิ่งอีกคนวิ่งตามมาบอกขอติดไปด้วย ซึ่งเรายินดีมาก เพราะมือใหม่ภาคกลางคืนด้วยกันทั้งคู่ มีคนไปด้วยกันจะได้ไปได้ไกล 5555

จาก A11 ไป W2 จุดนี้เพื่อนยุพราชฯ เจ้าถิ่นบรีฟเส้นทางมาให้ล่วงหน้า แต่มาถึงตรงนี้พี่จำอะไรไม่ได้เลย จำได้อย่างเดียวว่า ทางช่วงนี้เป็นเส้นเก่าที่ไม่ค่อยมีคนใช้แล้วและเคยมีเคสเอาศพไปทิ้ง ชิ_หาย ขอบคุณมาก เส้นทางพอเลยปั๊ม PT มาแล้วแม่งโคตรมืด ไฟไม่มีเลย ทางเป็นถนนดินอัด เหมือนเตรียมจะทำถนน เดินขึ้นเนินไปยาว ๆ ตอนแรกใจเสียเหมือนกัน อารมณ์ประมาณว่าคนอื่นเค้าออกกันไปหมดแล้วหรือเปล่าวะ เหลือกูนี่รั้งท้าย เดินมาเริ่มเจอนักวิ่งคนอื่น แซงมาบ้าง เดินตามกันไปบ้าง ช่วงนี้ยังไม่โหดเท่าไหร่ จนมาเจอพี่เจ้าหน้าที่ป่าไม้นั่งเฝ้าระวังอยู่ พี่บอกว่า ทางข้างหน้าชันหน่อยนะครับ ปกติพวกผมไม่ได้เดินกันทางนี้ ซึ่งประโยคนี้ตีความได้ว่า แม่งต้องไม่ธรรมดาแน่

ซึ่งก็จริง ทำไมกูซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้มั่ง ทางแม่งเป็น single track แถมเป็นร่องน้ำมีน้ำไหลมาตลอด เวลาเดินต้องเดินขาถ่างเหยียบสองข้างของร่องน้ำ อย่าว่าแต่จะทำเวลาเลย จะเดินธรรมดายังลำบาก ช่วงนี้เดินอยู่กับแม่พดด้วงสองคน (หมายถึงพี่กับแม่พดด้วงรวมกันเป็นสองคน ไม่ใช่พี่แล้วก็แม่พดด้วงอีกสองคน เข้าใจนะ) เพราะคนที่มาด้วยเขาล่วงหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว จนโผล่พ้นทางเทรลขึ้นมาทางถนน เดิน ๆ อยู่ เจอตัวอะไรวะตาเรืองแสงสีเขียว อย่านะมึง ดูดี ๆ อีกที อ่อ หมา 5555

ไปอีกหน่อยมาเจอ W2 มีโค้กอีกแล้ว ดีงาม เราเปลี่ยนแบตเฮดแลมป์ หยิบเสื้อกันลมออกมาใส่เผื่อไว้เลย แล้วออกเดินต่อ ไป A12 กองแหะ ช่วงนี้เริ่มใจชื้น เพราะดูจากแผนที่เส้นทางเราผ่านช่วงขาขึ้นที่เรากังวลที่สุดมาแล้ว เหลือขึ้นอีกนิดเดียวแล้วก็เป็นทางลงแล้วเว้ย มีเวลาสามชั่วโมงกับระยะทางแค่แปดโล คิดในใจว่า สบายยยยยย แม่งไม่ได้รู้ตัวเลยว่านรกรออยู่

เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงป้ายบอกทางไป A12 เดินตามไปเจอนักวิ่งสวนทางมา กำลังงง เอ๊ะ มาถูกทางหรือเปล่า ผู้หญิงคนที่สวนมาบอกว่า ถูกทางแล้ว เข้าไปทางนี้แหละ เข้าทางไหน ออกทางนั้น แม่งฟังน้ำเสียงแล้วแปลก ๆ กูว่าต้องมีอะไร

ช่วงนี้เริ่มวิ่งได้ มีนักวิ่งสวนทางมาตลอด วิ่งไปสักพัก มีหมาเหมือนหมาไซบีเรียนวิ่งสวนมาพร้อมกับนักวิ่ง เป็นหมาไม่ได้ใส่ปลอกคอ แต่สภาพขนดูสะอาดสะอ้านเหมือนหมามีเจ้าของ กำลังนึกว่า นี่หมาจริงหรือกูหลอน ก็พอดีแม่พดด้วงทักขึ้นมาว่า เอ้า น้องหมา มาจากไหน เออ ยังอุ่นใจ กูไม่ได้เห็นคนเดียว 5555

วิ่งต่อไปเริ่มเข้าใจล่ะ ทำไมเขาถึงบอกว่า เข้าทางไหน ออกทางนั้น ทางแม่งทั้งขึ้นทั้งลง แถมเป็นทางดินชัน ๆ ขึ้นก็ชัน ลงก็ชัน พอกำลังใจเริ่มมาคนสวนมาแม่งบอก ข้างหน้าโหดกว่านี้ ขอบคุณมาก 5555

เส้นทางช่วงนี้เหมือนไม่สุดซักที ทั้งที่ระยะแค่สี่โลกว่า ขึ้นลง ขึ้นลง อยู่นั่น บางช่วงมองไปข้างหน้าเห็นไฟเฮดแลมป์ยาวเป็นสายลงมา คิดในใจว่า นี่แม่งยกภูเขาทองมาไว้ตรงนี้เหรอ ช่วงนี้แม่พดด้วงบอกว่า ให้วิ่งไปก่อนเลย เพราะถ้ารอกันอยู่อาจไม่ทันคัตออฟ

นั่นแหละ กัดฟันมาเรื่อย ๆ จนโผล่ทางเทรลมาขึ้นทางถนน วิ่งมาสักพักเจอทางดาวน์ฮิลถนนลาดยาง ซึ่งจริง ๆ ไม่ชอบเลย แม่งชวนให้เจ็บเข่า แต่ชั่วโมงนี้แล้ว ปล่อยไหลดาวน์ฮิลลงมายาว ๆ สวนกับนักวิ่งที่ค่อย ๆ เดินขึ้นมา ตอนนั้นใจยังไม่ได้คิดว่า เดี๋ยวกูต้องกลับทางนี้อีกนะ

เข้า A12 กองแหะ ก่อนเวลาคัตออฟ ๒๙ นาที เจอน้องที่วิ่งด้วยกันช่วงนึงนั่งอยู่ก่อนแล้ว น้องตัดสินใจ dnf เรียบร้อยเพราะเจ็บเข่า ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่าจะไปต่อแต่ขอพักเอาแรงก่อน กินข้าวต้ม กินกาแฟ สักพักแม่พดด้วงเข้ามาถึง แม่พดด้วงตัดสินใจไม่ไปต่อ ส่วนพี่นั่งรีรออยู่ เอาไงดีวะ ตอนนี้เริ่มคิดถึงทางที่เพิ่งผ่านมา ที่จะต้องกลับไป สเตชั่นต่อไป A13 ต้องต่อไป ๑๕ โลกว่ามีเวลาสามชั่วโมงครึ่ง ทางแม่งก็โหดใช้ได้ หัวแม่เท้าก็เริ่มเจ็บแล้วจากที่เปลี่ยนรองเท้ามาเป็น speedgoat

สุดท้ายตัดสินใจเป็นไงเป็นกันวะ คว้าไม้โพลวิ่งออกไปตอนประมาณตีหนึ่ง พอเริ่มขึ้นเนินทางลาดยางไปได้สักโลนึง คำนวณเพซแล้วไม่ทันนี่หว่า ใจคิดต่อว่าถ้าไปซักครึ่งทางแล้วกูไม่ไหวนี่ชิ_หายแน่ จากพี่บวกกลายเป็นพี่เบิร์ดเลยมึง กลับตัวก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง จะกลายเป็นภาระของผู้จัดหรือเปล่าวะ ขอหยุดคิดก่อน

ก็หยุดนั่งคิดแม่งบนถนนนั่นล่ะ สักพักมีแสงไฟตามมาเป็นนักวิ่งผู้หญิงพอเห็นพี่นั่งคิดอยู่ก็มานั่งคิดด้วยอีกคน กำลังถกกันว่าเอาไงดี ก็มีนักวิ่งเดินสวนลงมาบอกว่า ผมลองขึ้นไปแล้ว เปลี่ยนใจ ถ้าไปมากกว่านี้เดี๋ยวจะกลับไม่ได้ ก็มานั่งคุยกันอีกคน รวมเป็นสามล่ะ

สักพักน้องผู้หญิงบอกว่าจะไปต่อ ก็อวยพรให้สำเร็จ ส่วนพี่กับอีกคนก็เดินย้อนลงมาที่ A12 แจ้ง dnf ไป พอเจอหน้า แม่พดด้วงร้อง อ้าว แล้วก็หัวเราะ 5555

สรุปรวมระยะได้ ๗๕ โล รวมเวลาวิ่ง ๒๐ ชั่วโมง ๑๘ นาที

Garmin 235 data after PYT100 2019

PYT100 - 2019 running route for 75 km

อีกวันถัดมามาเจอโปรหนำกับอาจารย์นทีผู้จัดแถว ๆ ร้าน Basecamp หลังม.ช. อาจารย์นทีบอกว่า A12 เป็นจุดที่นักวิ่ง dnf มากที่สุด คือ ๒๐๐ กว่าคน ตามมาด้วย A13 (ซึ่งเป็นจุดถัดไป) dnf ที่จุดนั้นอีก ๒๐๐ กว่าคนเหมือนกัน ยังคิดในใจว่า นี่กูควรจะดีใจมั้ยที่มา dnf ที่จุดมหาชนเลยนะ 5555

จากสถิติที่แจ้งมา คนที่ลงโป่งร้อยมีอยู่ ๕๙๖ คน dnf ไป ๒๘๑ คน คิดเป็นสัดส่วน dnf ๔๗% เพราะฉะนั้น โป่งเปี๊ยนไป๋ โป่งแม่งไม่เหมือนเดิมแล้วนะครับ อย่าคิดว่า โป่งร้อยเดินยังจบ!! นี่กูวิ่งด้วยยังไม่จบจ้า

PYT100 - 2019 passport
พาสปอร์ตของโป่งร้อย ที่โปรหนำผู้จัดบอกว่า ให้นักวิ่งรักษาไว้ให้ดีประหนึ่งเป็นอวัยวะ 5555

สรุปบทเรียนสำหรับครั้งต่อไป (และเผื่อคนที่จะไปปีหน้า)

– ช่วงแรกหลังสตาร์ตสปีดมาก่อนเลย เพื่อหนีช่วงรถติด

– ใช้เวลาในแต่ละสเตชั่นให้น้อยที่สุด

– ฝึกฉี่ / อึ ในป่า เพื่อลดเวลารอเข้าห้องน้ำ

– ฝึกกินมาด้วย อะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ งานนี้แม่พดด้วงกิน real food แทบไม่ได้เลย กินได้แต่เจล

– ใช้เวลาที่จุดดร็อปแบ็กให้น้อยที่สุด

– รองเท้าสำคัญมาก ของพี่คู่แรกที่ใช้ดีมาก ดาวน์ฮิลไม่มีปัญหา ไม่เจ็บเลย พอเปลี่ยนเป็นคู่สอง แป๊บเดียวเจ็บแล้ว แถมยังฝากรอยเล็บม่วงเอาไว้ด้วยจ้า

– ถ้าจะให้ดีหานาฬิกาที่แบตอึด จะได้ไม่เสียเวลาชาร์จ แถมไม่ต้องแบกเพาเวอร์แบงก์มาด้วย

– สควอตมาเยอะ ๆ

– ซ้อมเนิน ซ้อมเขามาด้วยนะ

– จิตใจต้องเข้มแข็งกว่านี้

สรุปของสรุปอีกที โป่งร้อยครั้งนี้เสียดายแต่ไม่เสียใจ ปีหน้าไปใหม่ ให้มันรู้กันไปสิวะ อ้อ เรื่องที่น่ายินดีก็คือ จบงานนี้มีเปิดฤดูกาลช็อปปิ้งใหม่อีกรอบจ้า เพราะข้าวของอุปกรณ์เครื่องใช้หลายอย่างต้องเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะกับการวิ่งระยะไกลขนาดนี้

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคุณแม่พดด้วงผู้ซึ่งใจถึง พึ่งได้ สายเปย์ อนุมัติงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องใช้เพื่อโปรเจ็กต์นี้ และยังเป็นกำลังใจในยามที่พี่เดี้ยงด้วยจ้ะ… ❤

my feet after PYT100 2019
สภาพเล็บหลังวิ่งจบ เป็นร่องรอยที่ Speedgoat ฝากเอาไว้ ข้างขวานั่นเต็มเล็บแล้ว ส่วนข้างซ้ายกำลังตามมา

ประสบการณ์มนุษย์เงินเดือนฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้ง

เผื่อจะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า แต่หวังว่าจะไม่มีใครต้องเจอนะฮะ

๑. ตั้งสติให้มั่น เตือนใจตัวเองไว้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาไม่ปกติ มันจะ (โคตร) เหนื่อยกายเหนื่อยใจ แต่สุดท้ายมันจะผ่านไป อย่าท้อ เสียอะไรเสียไป ใจอย่าเสีย

๒. ทำรายการรายรับ-รายจ่ายให้พร้อม ยึดหลักการ ลด – ละ – เลิก อย่างน้อยซักสาม scenario

– ถูกตัดเงินเดือน ๑๐% จะลดอะไร จะเลิกอะไร

– ถูกตัดเงินเดือน ๓๐% รายการไหนที่จะโดน ฝืนใจแค่ไหนก็ต้องตัด

– ถูกเลิกจ้าง ลืมไลฟ์สไตล์เดิม ๆ ไปได้เลย นี่แม่งต้องเข้าโหมด survive แล้ว ต้องอยู่ให้ได้ด้วยค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อประคองตัวไปให้นานที่สุด ก่อนจะได้งานใหม่

รายการ ลด – ละ – เลิก พวกนี้ของใครของมันนะครับ อยู่ที่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน อันนี้ต้องประเมินตัวเอง ถามว่า ทำไมต้องคิดตั้งแต่ตอนนี้? ก็เพราะตอนนี้ยังมีสติและยังมีเวลาให้เตรียมการล่วงหน้าได้ ถ้าไปคิดตอนนั้นอาจจะกำลังเมาหมัดอยู่ คงไม่ค่อยดีนัก

๓. ในยามวิกฤติคนที่มีสภาพคล่อง (หรือเงินสด) จะได้เปรียบและยืนระยะได้นานกว่า (ซึ่งจะนำไปสู่ข้อถัดไป)

๔. แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ของสะสมส่วนตัวหรือสมบัติบ้าห้าร้อยจำพวก กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา อะไรที่คิดว่าไม่จำเป็น ตอนนั้นลืมตัวกดสั่งซื้อหรือรูดบัตรมา แต่ไม่ได้ใช้ ใช้ไม่คุ้ม ไม่ต้องมีก็ได้ เอามาขายแปลงเป็นเงินสดซะ อย่าเสียดาย เพราะถ้าวิกฤติมาจริงถึงตอนนั้นทุกคนจะระดมเอาออกมาขาย ราคาจะตกฮวบ กลายเป็นโอกาสช้อนซื้อของคนที่มีสภาพคล่อง (และไม่เดือดร้อน)

๕. หา value ตัวเองให้เจอแล้วแปลงเป็นรายได้ ลองหาดูว่าตัวเองมี skill อะไรที่พอจะเอามาสร้างรายได้ได้บ้าง พยายามขุดให้เจอ ทำกับข้าว ทำขนม ถ่ายรูป วาดรูป อะไรซักอย่างที่วันข้างหน้าอาจช่วยชีวิตเราได้

๖. สมัครบัตรเครดิตเก็บไว้ แต่อย่าเพิ่งใช้นะ เอาไว้ยามจำเป็นจริง ๆ จะช่วยเรื่องสภาพคล่องของเราได้ ส่วนตัวตอนต้มยำกุ้งนี่ได้บัตรกสิกรไทย ช่วยหมุนเงินรูดเติมน้ำมัน ซื้อของซูเปอร์ฯ ได้

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน ด้วยรักจากใจหนุ่มใหญ่วัยเกรียนย่านบางบัวทองฮะ…