ตลาดหุ้นไทยเจอ AI หรือ Flash Boys?

เมื่อเช้ามีคนส่งรูปนี้เข้ามาในกรุ๊ปไลน์ เห็นพาดหัวข่าวลีดแล้วนึกถึงสองเรื่องนะฮะ

เรื่องแรก นึกถึงหนังสือ flash boys ของคุณพี่ michael lewis หนึ่งในนักเขียนเรื่องไฟแนนซ์ที่ดีที่สุดในโลก (อันนี้ไม่มีใครตั้ง ผมตั้งเอง)

ที่นึกถึงหนังสือเล่มนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างใกล้เคียงกับสิ่งที่พี่ lewis เล่าไว้ในหนังสือมาก ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องของ AI แต่เป็นเรื่องอื่น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบนักลงทุน

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ลองอ่านรีวิวสั้น ๆ ดูก่อนได้ที่นี่ครับ

https://buak.net/2016/02/27/review-flash-boys-michael-lewis/

(ขายของเก่ากันหน้าด้าน ๆ หยั่งงี้แหละ 😂)

เรื่องที่สองที่นึกถึงคือ เมื่อสองสามปีก่อนตอนทำหนังสือให้ผู้หลักผู้ใหญ่คนนึง แกอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ที่สำคัญ แกบอกว่า แกเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ กับในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยด้วย

ตอนนั้นด้วยความอยากให้ชัวร์ ถามแกไปว่า รู้ได้ไง? แกตอบว่า ก็ตอนแกเคาะแป้นกดคำสั่งซื้อ/ขาย ออเดอร์อีกฝั่งมันหายไปเฉย ๆ ต่อหน้าต่อตาเลย (แกเป็นรายใหญ่ประมาณนึงนะฮะ)

ด้วยความอยากรู้อีก ถามแกว่า คิดว่าโบรกไหนที่ใช้ระบบนี้?

แกให้ชื่อมาโบรกนึง…

ตรวจสุขภาพประจำปี ๒๕๖๑

วันนี้มีตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัท วัดส่วนสูง น้ำหนัก ความดัน หัวใจ อะไรแล้วไปนั่งคุยกับหมอ ปกติก็รีบคุยรีบจบ เออ เออ ค่ะ ค่ะ ครับ ครับ กันไปทั้งฝั่งเราฝั่งหมอ

วันนี้เป็นหมอผู้ชาย อายุน่าจะเกิน ๖๐ ไปแล้ว คิดว่าก็คงเหมือนเดิม หมอดูข้อมูลแล้วทักว่า น้ำหนักน้อยไปหน่อยนะ แต่ความดันกับหัวใจปกติ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล บอกหมอว่า ก่อนหน้านี้น้ำหนักมากกว่านี้หน่อยนึง แต่พอเข้าโปรแกรมซ้อมจะไปฟูลแล้วน้ำหนักก็ลดลงนี่แหละ

หมอถามว่า ฟูลอะไร (ในใจคงคิดว่า ฟูลห่านอะไรของมึง) ก็ตอบไป ฟูลมาราธอนหมอ หมอก็ อ๋อ นี่วิ่งมาราธอนด้วย งั้นต้องกินนมเยอะ ๆ จากนั้นหมอก็ซักเรื่องการวิ่ง วิ่งที่ไหน เวลาเท่าไหร่

คุยไปคุยมา หมอบอกกินไข่ก็ดีนะ กินทุกวันเลยก็ได้ เพราะในไข่มีสารอาหารมีประโยชน์ชื่อ เล็กซิติน แต่อย่ากินไข่ทอดนะ พวกไข่เจียว ไข่ดาว นี่ไม่ดี เพราะจะมีน้ำมัน ให้กินไข่ต้ม ไข่พะโล้ก็ได้

ถามว่า แล้วกินได้วันนึงไม่เกินกี่ฟองหมอ หมอบอก ถ้าวิ่งอยู่แล้วนี่วันนึงสองฟองก็ยังได้ ถามหมออีกว่า แล้วกินไข่จะไม่ส่งผลกับคอเลสเตอรอลเหรอหมอ หมอคงนึกในใจ ไอ้ห่านี่แม่งขี้สงสัยจริง แต่บอกว่า มีบ้างแต่นิดเดียว ไม่มีผลอะไร เลยถามหมอว่า ผลวิจัยมันออกมาแล้วใช่มั้ยหมอ

ทีนี้แม่งยาวเลย หมอพูดถึงหลักการทำงานวิจัย การตั้งประเด็น การสุ่มตัวอย่าง พูดถึงผลของงานวิจัยเมืองนอกกับการเอามาใช้ในไทย เหมือนหมอจะเหงา นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงานรออยู่จะนั่งคุยกับหมอต่อ

ปีหน้ามาคุยกันใหม่นะหมอ…

เรื่องเล่าเจ้าของร้านกาแฟ

มีน้องที่รู้จักกันลาออกจากงานประจำไปเปิดร้านกาแฟเมื่อหลายปีก่อน ได้ทำเลที่คอมมิวนิตี้มอลที่กำลังจะเปิด (ในตอนนั้น) ย่านถนนเลียบด่วนรามอินทรา เมื่อเซลส์ยืนยันว่าไม่มีร้านกาแฟเชนมาลง ทั้งสตาร์บักส์ ทรู และอีกสารพัดเจ้า

หลังจากที่เร่งตกแต่งร้านเพื่อเปิดให้ทันเวลาที่มอลกำหนดไว้ (นัยว่าเพื่อสร้างความคึกคักไม่ให้ลูกค้าเหงา) พอเปิดร้านกลายเป็นว่า ร้านค้าต่างพากันเหงา เพราะมอลเล่นไม่โปรโมตเท่าไหร่ คนเลยมาเดินน้อย วันธรรมดาลูกค้าจะมีก็โน่น หลังสี่ห้าโมงเย็นไปแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ยังดีหน่อย เป็นแบบนี้บรรดาเจ้าของร้านกับพนักงานเลยต้องแวะเวียนอุดหนุนกันเอง (พร้อมกับปรับทุกข์และแอบเช็กยอดขาย) สุดท้ายใครสายป่านไม่ยาวพอหรือดูแล้วว่าไม่คุ้มก็ทยอยโบกมือลา

น้องคนนี้ยังโชคดีที่ทำเลร้านอยู่ตรงถนนเมน ใกล้ ๆ กันก็มีร้านแม่เหล็กที่พอจะดึงคนได้ ก็พลอยได้อาศัยไปด้วย บวกกับที่อัธยาศัยดีก็พอมีลูกค้าประจำ

แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนฟ้าผ่า มีสตาร์บักส์มาลงด้านหน้า ดักลูกค้าไปส่วนนึง แถมยังมีร้านขนม ร้านน้ำปั่น สมูตตี้ที่ปรับตัวหนีตายเพิ่มเมนูกาแฟมาแย่งลูกค้าไปอีก

ดูทรงแล้วท่าทางไม่ค่อยดี น้องคนนี้ก็เลยขยายกิจการ ตัดสินใจเพิ่มสาขาด้วยความหวังว่า เมื่อสาขาใหม่อยู่รอดและไปได้ดีก็จะปิดสาขาแรก ตัดจบกันไป โดยเลือกไปลงที่คอมมิวนิตี้มอลอีกแห่งที่กำลังจะเปิดในย่านเดียวกัน หลังจากตระเวนดูมาหลายที่ ทั้งที่ใกล้ ๆ และข้ามเมืองมาย่านราชพฤกษ์ ด้วยเหตุผลว่า สะดวกต่อการดูแล ขับรถถึงกันได้แค่ไม่กี่นาที

ด้วยความหวังจะให้เป็นสาขาหลักในวันข้างหน้า น้องเจ้าของลงทุนแต่งสาขานี้ไปล้านกว่า แต่พอเปิดขายก็เหมือนวนลูป มอลโปรโมตไม่เปรี้ยง คนไม่เดิน ซ้ำร้ายคือ ร้านเชนยักษ์ใหญ่เปิดในทำเลที่ดีกว่า แถมยังได้รับอนุญาตให้ตั้งป้ายโปรโมตได้ทั่วมอล ทั่วขนาดที่ว่าหน้าร้านน้องคนนี้ยังเอามาตั้งได้

ทนขายอยู่ได้ไม่กี่เดือน น้องเจ้าของตัดสินใจคัตลอสต์ ปิดร้านสาขากลับมาเหลือที่เดียวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเงินที่หายไป แต่ก็ยังมองหาทำเลใหม่อยู่ตลอด

จนวันนึงมีห้างใหญ่เบอร์หนึ่งของประเทศจะมาเปิดสาขาย่านนั้น น้องเจ้าของก็เพียรพยายามติดต่อเซลส์เพื่อสอบถามราคาค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งก็แทบไม่ได้รับการตอบรับอะไร เพราะเซลส์วุ่นอยู่กับการติดต่อรายใหญ่อยู่

หลังจากตามติดอยู่นานก็ได้ทำเลที่เหลือจากรายใหญ่มาให้ ก็ตกลงเช่าด้วยเงื่อนไขชวนขนหัวลุก คือ คิดเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย (ตัวเลขแน่ ๆ จำไม่ได้แต่รู้สึกจะอยู่ที่ ๔๐% กว่า ๆ) แต่ขั้นต่ำที่ต้องจ่ายคือ เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าขายได้ไม่ถึงอันนั้นห้างไม่สนใจ ไม่ใช่ปัญหาห้าง

น้องแม่งก็ใจถึง คิดว่าน่าจะคุ้ม แลกกับการมีร้านในห้างระดับท็อปของประเทศ เผื่อไว้เป็นโปรไฟล์วันข้างหน้าได้ แม่งก็เอาเว้ย ทำเรื่องคืนพื้นที่สาขาแรกนี่เลย

พอตกลงเอา ห้างก็เร่งให้แต่งร้านเพื่อให้เปิดทันวันเปิดห้าง เร่ง ๆ ๆ ๆ เร่งชิ_หาย จนเสร็จ วันเปิดคนมาเดินเต็มห้างด้วยแรงโปรโมต น้องแม่งปิดยอดวันแรกไปหลายหมื่น ยิ้มเลย กะว่ากูพ้นทุกข์แล้วคราวนี้

พอพ้นสัปดาห์แรก สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติตามที่ควรจะเป็น คนเงียบ ยอดขายก็เงียบ จนเริ่มกังวลว่ากูจะหาสามแสนมาจ่ายห้างได้มั้ย กูคิดผิดหรือเปล่าวะ สาขาแรกก็ปิดไปแล้วด้วย

แต่ยังดีที่ลูกค้าประจำตามมา ยอดขายก็พอจะประคองตัวไปได้ มีกำไรพอจ่ายค่าพื้นที่ หักค่าแรงเด็กแล้วยังเหลือเป็นรายได้ของตัวเอง

อยู่อย่างนี้มาสองสามปี วันก่อนน้องเจ้าของบอกว่า จะหาทำเลใหม่ งวดนี้อยากได้เป็นอาคารพาณิชย์สแตนอโลน ไม่เอาแล้วอยู่ในห้าง เหมือนนั่งทำงานหาเงินให้เจ้าของห้างทุกเดือน พอแล้วกับความอยากเข้าห้าง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเด็กลูกจ้างเลยนะ นี่ได้มหากาพย์อีกเรื่องเลยนะฮะ… 😂

การแสดงหมาไทยพันทางที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘

วันก่อนไปวิ่งที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘ ช่วงเย็นก่อนที่จะวิ่งวันนึงมีการแสดงสุนัขทหาร มีตัวนึงเป็นหมาไทยพันทาง ชื่อว่า เต้าหู้ ฉลาดมาก ความสามารถไม่แพ้หมาฝรั่งเลย ล้างความเชื่อที่ว่าหมาไทยฝึกไม่ได้ไปเสียที ลองดูตามคลิปนะครับ

คลิปแรกนั่นเบาะ ๆ คลิปที่สองนี่ต้องร้องว้าวเลยนะฮะ…

การรู้เท่าทันสื่อ

จริง ๆ แล้วดราม่าบลอกเกอร์รีวิวไม่ใช่เรื่องใหม่ มันก็เรื่องเดิมในวงการสื่อ (ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องปกติหรือเรื่องดีนะ อย่าเข้าใจผิด) พอสื่อขยับจากสื่อเก่ามาเป็นสื่อใหม่เรื่องพวกนี้มันก็ตามมาด้วยแค่นั้นเอง

เพียงแต่ที่ต่างไปก็คือ ในยุคนี้แบรนด์ / เจ้าของสินค้าและบริการ มีช่องทางสื่อสารถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และสื่อสารได้เองโดยตรง ทำให้เรื่องราวประเภทนี้ออกมาสู่การรับรู้วงกว้างมากขึ้น

ทักษะที่ผู้บริโภคควรตระหนักว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริโภคสื่อไม่ว่ายุคสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ รวมถึงสื่อในอนาคตก็คือ “การรู้เท่าทันสื่อ”

ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้เปิดนิตยสารขึ้นมารู้ไหมว่า หน้าไหนบทความปกติ หน้าไหนรับเงิน หรือเปิดทีวีขึ้นมารู้ไหมว่ารายการเบรคนี้รับเงิน รายการนี้ปกติ ฯลฯ

สมัยก่อนต้มยำกุ้งนี่เล่นกันถึงรับหุ้น ipo เลยนะ ใครอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมลองหาหนังสือ ซองขาวหนังสือพิมพ์ ของบุญเลิศ ช้างใหญ่ มาอ่านเพลิน ๆ นะครับ นี่บอกฟรี ๆ ไม่มีค่าโฆษณา ไม่ได้รับเงินมารีวิว ฮ่า…

ประสบการณ์ลงงานวิ่งครั้งแรก : Samsung 10K Thailand Championship 2018

10k Thailand Championship 2018 medals

เมื่อเช้าตื่นเร็วกว่าปกติ ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีสาม เพราะวันนี้มีลงงานวิ่ง Samsung 10K Thailand Championship 2018 เป็นงานวิ่งงานแรกตั้งแต่ที่เริ่มวิ่งมาสามสี่ปี

ตื่นปั๊บก็เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วออกมากินข้าวเหนียวหมูทอดตุนไว้นิดนึง กล้วยน้ำว้าอีกใบ น้ำเต้าหู้อีกแก้ว (ตอนแรกกลัวไม่พอ แต่พอกินไปแล้วเกิดเอ๊ะ มันเยอะไปมั้ยวะ? กูจะจุกมั้ยเนี่ย) แล้วอาบน้ำแต่งตัว ใช้เวลาไม่นานเพราะเสื้อกางเกง รองเท้าถุงเท้าเตรียมรอไว้แล้ว บิบก็ติดเอาไว้เรียบร้อย วันนี้เอารองเท้า Newton ไปใช้ จากความประทับใจที่ใส่วิ่งสิบโลทำเวลาทะลุ ๖๐ นาทีลงมาได้ ด้วยความหวังว่าวันนี้จะทำได้อีก สาธุ 🙏

ขับรถมาจอดที่สยามสแควร์ เลือกที่นี่จากหลาย ๆ ที่ที่ผู้จัดงานเตรียมไว้ เพราะคิดว่าน่าจะมีที่จอดชัวร์ ไม่อยากไปเสี่ยงที่อื่น เกิดพลาดขึ้นมาจะเสียเวลา จอดเสร็จเดินมาสนามศุภชลาศัย เดินกันมากลุ่มใหญ่ อุ่นใจว่าไม่หลงแน่นอนเพราะคนมาวิ่งงานเดียวกันทั้งนั้น ถามว่า รู้ได้ไง? ใครจะไม่รู้ก็แต่งตัวเหมือนกันหมด ใส่เสื้องานกันมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่มาวิ่งงานนี้แล้วจะไปวิ่งที่ไหน

งานนี้ปล่อยตัวตีห้า กว่าจะผ่านจุดตรวจมาได้ก็เกือบตีสี่ครึ่งแล้ว ไหนยังจะต้องเข้าห้องน้ำ ต้องยืดเหยียดด้วย ก็เลยต้องรีบจ้ำ ทีแรกตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำที่เป็นรถห้องน้ำติดแอร์ที่ทางผู้จัดโพสต์ไว้ในเพจ แต่เข้ามาได้ซักหน่อยเจอคนยืนรอเข้าห้องน้ำกันอยู่เป็นห้องน้ำรวม คิวไม่ยาว ก็เลยเอาที่นี่ล่ะวะ ซึ่งคิดถูกจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นเจอห้องน้ำแต่ละที่คิวยาวทั้งนั้นเลย

โผล่จากห้องน้ำมาเจอน้องหลง ที่ไม่เจอตัวเป็น ๆ กันมาสิบกว่าปีแล้ว เจอกันแต่ใน fb วันนี้ได้มาเจอกันหน้าห้องน้ำ ช่างเป็นจังหวะดีเสียนี่กระไร 5555

ทีนี้ก็รีบจ้ำไปบล็อกตัวเอง ก็ต้องแยกจากคุณภรรยาล่ะ เพราะเราอยู่บล็อก B คุณภรรยาอยู่บล็อก C เดี๋ยววิ่งเสร็จค่อยมาเจอกัน เดินไปถึงบล็อก โอย ใกล้ปล่อยตัวแล้วยังไม่ได้ยืดเหยียดเลย ทำแม่มตรงนี้ล่ะ ใครจะมองยังไงช่างมัน ถ้าไม่ทำก็กลัววิ่งแล้วเกิดเจ็บขึ้นมามันจะไม่คุ้มกัน

จากจุดที่ยืนมองไปที่จุดปล่อยตัว โห ไกลว่ะ ประเมินในใจแล้วว่า ชิ_หายแน่กูงานนี้ เป้าที่ตั้งไว้เห็นท่าจะเหลว เพราะก่อนมาตั้งเป้าไว้สามข้อ ข้อแรก จบไม่เจ็บ (ก็มาวิ่งให้แข็งแรง วิ่งแล้วเจ็บก็ผิดวัตถุประสงค์สิ ใช่มะ) ข้อสอง เวลาต่ำกว่า ๖๐ นาที อันนี้แหละที่คิดว่าน่าจะเหลว เพราะจากจุดที่ยืนอยู่กว่าจะไปถึงจุดสตาร์ตก็น่าจะนาทีกว่าแล้ว ต้องไปเร่งเอาคืนงี้ จะไหวเหรอ

ส่วนเป้าข้อสาม อยากติดอันดับ ๑,๐๐๐ คนแรกของผู้ชาย ข้อนี้เพื่อที่ว่าเผื่อปีหน้าจะลงจะได้ไม่ต้องไปแย่งกันสมัครอีก เพราะเขาให้โควต้าสมัครได้เลย

พอถึงเวลาปล่อยตัวก็จริงอย่างที่คิด กว่าจะไปถึงจุดสตาร์ตปาเข้าไปสองนาทีกว่า นี่เวลาหายไปเฉย ๆ เลย แล้วสองนาทีนี่ยากเลยนะ เลยเปลี่ยนใจ กูไม่เอา gun time ก็ได้วะ ขอ chip time ต่ำกว่า ๖๐ นาทีแทนแล้วกัน

พอเริ่มวิ่งก็มาติดคอขวดตรงประตูทางออกสนามศุภฯ นิดนึง ออกมาได้ก็ โฮ้ยยยยย คนทำไมมันเยอะหยั่งงี้ ปกติวิ่งคนเดียวในหมู่บ้านจะก้าวยาวก้าวสั้นไปซ้ายไปขวาไม่มีปัญหาไม่มีใครบัง นี่ต้องคอยหาจังหวะเสียบแซงขึ้นไป เก็บไปเรื่อย ๆ แต่ก็พยายามไม่เร่ง เพราะวางแผนไว้ว่าจะวิ่งประมาณเพซ ๖ บวกลบ ๕ วิไปซักเจ็ดโล (ถ้าเร่งตั้งแต่แรกกลัวหมดก่อนแล้วมันจะไม่ได้ตามเป้า) หลังจากนั้นค่อยเร่ง วิ่งไปก็คอยดูเพซไป กลัวหลุดไปเยอะตอนหลังจะเร่งไม่ไหว

วิ่งออกจากสนามศุภฯ เลี้ยวซ้าย แล้วมาเลี้ยวเข้าถนนบรรทัดทองวิ่ง ๆ อยู่มองไปข้างหน้าเห็นคนใส่ Escalante Boston 2018 ยังคิดว่าเดี๋ยวจะไปเล่าให้คุณภรรยาฟังว่าเจอคนใส่รองเท้ารุ่นเดียวกันด้วยนะ มองสูงขึ้นอีกหน่อย อ้าว ผู้หญิงด้วยว่ะ พอมองดี ๆ อ้าว เฮ้ย นี่ภรรยาเราตัวจริงเสียงจริง วิ่งยังไงมานำหน้าเราได้วะ ก็วิ่งไปเทียบให้รู้ตัวแล้วก็เร่งแซงมาก่อน

จากบรรทัดทองทะลุมาพระรามสี่ วิ่งมาอีกนิดเจอจุดรับน้ำจุดแรก วิ่งต่อไปจนถึงแยกอังรีดูนังต์ ซึ่งต้องเลี้ยวซ้ายไปจุดกลับตัว แต่มองไปข้างหน้าเห็นชุดที่วิ่งนำหน้ากลับตัวกันมาแล้วเยอะเลย ใจฝ่อไปนิดนึง กลับตัวเสร็จวิ่งมาถึงแยกศาลาแดงผ่านหน้าสวนลุมพินี ดูนาฬิกา ระยะสี่โลปลาย ๆ เวลา ๒๙ นาทีกว่า เอาวะ เวลาใช้ได้ น่าจะได้ต่ำ ๖๐ นาที

ผ่านสวนลุมฯ เลี้ยวเข้าถนนวิทยุ ตอนแรกที่เห็นเส้นทางวิ่งว่ามีวิ่งเข้าถนนวิทยุด้วยนี่ดีใจเลยนะ เพราะส่วนตัวชอบเส้นนี้มาก ต้นไม้ใหญ่แม่มเยอะ แล้วฟีลเขียวครึ้มดี แต่วันนี้วิ่งมามันยังมืดไง แล้วก็ต้องดูคนหลบคน ไม่ได้ดูวิวดูอะไรอย่างที่คิดเลย พอผ่านหน้าตึกสินธร ตลาดหุ้นเก่า ได้ระยะเจ็ดโล คิดในใจว่า เดี๋ยวพอพ้นวิทยุเลี้ยวเข้าเพลินจิตกูจะสับล่ะนะ พอเลยมาหน่อยผ่านโรงแรมพลาซ่า แอทธินี ของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่บริษัท เอาวะ เร่งแม่มตั้งแต่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวไม่ทัน

ออกวิทยุมาเข้าเพลินจิต สับยาวมาแยกราชประสงค์ บอกเลยว่า Newton นี่พอได้สปีดได้จังหวะแล้ววิ่งสนุกจริง ๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่วิ่งบนพื้นถนนลาดยาง ก่อนหน้านี้วิ่งอยู่แต่ในหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีต พอมาวิ่งถนนลาดยางแล้ว เฮ้ย พื้นมันนุ่มกว่าเว้ย

กำลังเร่งดี ๆ มาถึงแยกราชประสงค์ก็ต้องเสียจังหวะ เพราะติดไฟแดง ยืนรออยู่แป๊บนึง พอปล่อยตัวมาก็พยายามเร่งต่อให้ได้เพซเดิม แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่พักนึง แล้วมาติดอีกทีตรงแยกอังรีดูนังต์ที่จะวิ่งเข้าสยาม

ปล่อยมาครั้งนี้มีเท่าไหร่ต้องใส่หมดแล้ว ไม่งั้นไม่ได้ตามเป้าแน่ วิ่งยิงยาวมาถึงแยกมาบุญครอง เห็นน้องสต๊าฟทำท่าจะกั้นไฟแดงอีกเลยต้องรีบสปีด ขอพี่ไปก่อนนนนนนนนน ข้ามมาถึงหน้าสนามศุภฯ เห็นคนที่เข้าเส้นชัยก่อนหน้าเริ่มเดินออกมาแล้ว พอเข้าข้างในมีช่างภาพนั่งเก็บภาพอยู่ กูไม่เอาแล้วรูป พอถึงช่วงสุดท้ายที่วิ่งในลู่ ตอนนี้ยิ่งสับเลย ขอพี่ต่ำกว่า ๖๐ เถอะ พลีสสสสสส…

10K Thailand Championship 2018 medal

เข้าเส้นมาพอยืดเหยียดเสร็จไปเข้าคิวรอเช็คผล ตรงนี้คิวยาวเลย ระหว่างเข้าคิวเจอพี่มาก เฮ้ย พี่เมฆ วินัย ไกรบุตร ที่เพิ่งมาเริ่มวิ่ง กำลังให้สัมภาษณ์คนถ่ายคลิปหรือ fb live ซักอย่าง เห็นพี่เมฆบอกเพิ่งมาวิ่งเดือนกุมภาฯ นี่เองนะ

จากเป้าสามข้อที่ตั้งไว้ ข้อแรกผ่าน จบไม่เจ็บ เพราะระยะสิบโลนี่เป็นระยะที่ซ้อมปกติอยู่แล้ว ข้อสองผ่านเพราะถึง gun time จะเกิน แต่ chip time ซึ่งเป็นเวลาวิ่งจริงยังได้อยู่ (๕๙:๕๔ นาที ฉิวเฉียดเลย) ส่วนข้อสาม ไม่ผ่าน เหลวเป๋วเลย อย่าว่าที่ ๑,๐๐๐ เลยนี่หลุดไปถึงที่ ๑,๘๕๖ เลยนะ ปีหน้าถ้าจะลงก็ต้องมาแย่งกันเหมือนเดิม (แต่คุณภรรยาได้!! ได้ที่ ๗๐๐ กว่าของกลุ่มผู้หญิง ปีหน้าไม่ต้องแย่งอ่ะ)

วิ่งวันนี้มีความรู้ให้เอาไปปรับปรุงเผื่อลงงานครั้งหน้าหลายข้อ ข้อแรก วิ่งในเมืองต้องเผื่อเวลาติดไฟแดงด้วย เพราะวันนี้โดนไปสองครั้ง ฟังดูก็เหมือนเล็กน้อย แต่มันเป็นจังหวะที่สับมาแล้วต้องมาหยุด เสียเวลาไปหนึ่งละ แล้วพอปล่อยตัว กว่าจะสับขึ้นมาได้เท่าก่อนที่จะหยุดก็ต้องอีกพักนึงเลย

ข้อสอง ปริมาณคนที่วิ่งทำให้เร่งจังหวะไม่ได้ตามใจเรา เพราะบางทีก็ติดคนข้างหน้า แซงไม่ได้

ข้อสาม ประเมินตัวเองต่ำไปนิดนึง ช่วงแรกค่อนข้างผ่อน เพราะกลัวไปหมดตรงโลเจ็ดโลแปด ปรากฎว่า พอเร่งจนเข้าเส้นชัยแล้วยังมีเหลือ นี่เสียดาย น่าจะกดได้มากกว่านี้ (ฟังแล้ว แหม่ กูล่ะหมั่นไส้มึงจริง ๆ -> เล่นเองเจ็บน้อยหน่อย)

ข้อสี่ Newton นี่วิ่งสนุกจริงจังมาก ยิ่งเวลาสับเร่งนะ โอ้โห มันใช่!!

สรุปงานนี้ต้องชมว่าผู้จัดจัดได้ดีมาก ตั้งแต่การจัดการรับสมัคร (ถึงจะเต็มเร็วมากก็เถอะ แต่สมัครงานนี้เว็บไม่ล่มนะ -> งานนาวิกฯ โปรดส่งคนมาดูงาน) มีพลาดไปนิดนึงเรื่องข้อมูลเบอร์โทรฉุกเฉินบนบิบ และการจัดส่งช้ากว่าที่บอกนิดหน่อย แต่ก็มาก่อนวันแข่งหลายวัน แบบสบาย ๆ ไม่ต้องลุ้น

การดูแลจัดการจราจรดีมาก เรื่องปิดถนนไม่ได้ ๑๐๐% นี่เข้าใจ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ จัดงานวิ่งสเกลนี้ในใจกลางกรุงเทพฯ ขนาดนี้ ปิดการจราจรได้ขนาดนี้ก็สุดยอดแล้ว แถมระหว่างทางมีกรวยกั้นแบ่งเลนและมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเส้นทาง จุดให้น้ำมีพร้อมทุกสองกิโลฯ มีจุดให้เกลือแร่อีกจุดนึง

เข้าเส้นชัยมาแยกจุดรับเหรียญให้เดินไปอีกหน่อยจะได้ไม่กองกันอยู่ที่หน้าเส้นชัย อันนี้ใช่เลย จากที่ไปเป็นกำลังใจให้แม่พดด้วงมาสองสามงานหลายงานมาตายตรงนี้ พอคนเข้าเส้นชัยแล้วต้องยืนรอรับเหรียญทำให้แถวยาวไปขวางคนกำลังจะเข้าเส้น อันนี้คิดมาดี ต้องชม

เรื่องอาหารเครื่องดื่มหลังงานมีพร้อม คิวสั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่ประเภทและความสนใจของนักวิ่ง อันนี้เรื่องปกติ

สรุปสั้น ๆ ว่า ดีครับ… (ใครอยากลงงานวิ่งที่การจัดงานได้มาตรฐานปีหน้าเตรียมตัวรอได้เลย)

หมายเหตุ : สำหรับเส้นทางวิ่งเผื่อใครสนใจลงปีหน้านะครับ (ถ้าไม่เปลี่ยนนะ) สนามศุภชลาศัย – ถนนบรรทัดทอง – พระราม ๔ – อังรีดูนังต์ – พระราม ๔ – ถนนวิทยุ – ถนนเพลินจิต – ถนนพระราม ๑ – สนามศุภชลาศัย

10K Thailand Championship 2018 route

นิตยสารปิดตัว

Health & Cuisine ฉบับที่ ๑๙๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐
มีเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ไม่สิ เรียกว่า แลกเปลี่ยนความเห็นกันจะตรงกว่า คือ ทุกครั้งที่มีหนังสือ/นิตยสารปิดตัว จะมีคอมเมนต์/ความเห็นตามมาหลากหลาย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่า เสียดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนก็โตขึ้นมาพร้อม ๆ กับการอ่านนิตยสารบางเล่มที่ปิดตัวไป บางเล่มก็เป็นนิตยสารที่พ่อหรือแม่อ่านประจำ อะไรงี้

ขนาดคนอ่านยังเสียดาย คนทำนี่ยิ่งโคตรเสียดาย ไม่มีใครอยากปิดหรอกครับ ของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่ของผมที่เคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ออกเล่มแรกเลยนี่นะ รักเหมือนลูกอ่ะ (ไม่ได้สิ ไม่มีลูก เดี๋ยวจะว่าไม่อิน ต้องบอกว่ารักเหมือนพดด้วงอ่ะ)

ไม่อยากปิด แล้วปิดทำไม?

มันยังงี้ครับ (อันนี้ใครรู้แล้วสไลด์ข้ามไปได้เลยครับ) นิตยสารเล่มนึงจะมีรายได้หลักมาจากสองทางด้วยกัน คือ ยอดขายแผง+สมาชิก และโฆษณา ซึ่งโดยรวม ๆ เฉลี่ยของวงการสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐/๘๐ คือ ยอดขายแผง+สมาชิก ได้ ๒๐% อีก ๘๐% มาจากโฆษณา (เล่มที่ผมเคยทำนี่สัดส่วนยอดขายแผงสูงกว่านี้หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราขายแผงและสมาชิกได้เยอะ หรือว่าเราขายโฆษณาได้น้อยกันแน่ นี่กูจะขำ หรือเศร้าดี 5555) และถ้าเล่มไหนที่หัวใหญ่ มีพลังเยอะ ก็อาจจัดอีเวนต์เป็นรายได้เพิ่มอีกทาง

ทีนี้เมื่อซักสามหรือสี่ปีก่อนมันเริ่มมีจุดเปลี่ยน คนซื้อนิตยสารลดลง จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่แต่ละบุคคล ผมเคยตั้งโพสต์ถามเพื่อน ๆ ใน fb นี่แหละว่า ใครที่ยังซื้อนิตยสารเป็นประจำอยู่บ้าง? คำตอบที่ไม่แปลกใจเลยคือ เหลือน้อยมากนะฮะ ที่ยังซื้อนี่ส่วนใหญ่ก็ซื้อพวก National Geographic ให้ลูกอ่าน หรือซื้อเพื่อเก็บไว้อ่านเอง แต่ก็ยังไม่ได้อ่านนะ ขนาดผมเองเป็นคนทำหนังสือ เมื่อก่อนซื้อประจำหลายเล่มยังลดมาเรื่อย ๆ เล่มที่ซื้อประจำล่าสุดคือ Monocle กับ offscreen และตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อทุกเล่มแล้ว เลือกซื้อแค่บางเล่มที่สนใจก็พอ อยากอ่านนะแต่มันอ่านไม่ทัน

พอยอดขายลดลงยอดสมาชิกลดลง (เท่ากับว่ารายได้หายไปทางนึงแล้วนะ) เอเจนซี่หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาก็ไม่รู้ว่าจะเสียเงินซื้อแอดลงไปให้ลิงที่ไหนอ่านนะครับ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องการวัดผลที่ได้จากการลงแอดอีกนะ เรื่องนี้สื่อสิ่งพิมพ์โดนสื่อออนไลน์ตีกระจุยเลย ออนไลน์นี่วัดผลได้ จับกลุ่มแยกเซ็กเมนต์ได้ ทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ลูกค้าชอบมาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่เงินที่จะมาลงในสิ่งพิมพ์จะถูกย้ายไปสื่ออื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอฟังแบบนี้ก็จะมีคอมเมนต์ว่า ปรับตัวสิ ลดต้นทุนสิ ไปออนไลน์สิ เปลี่ยนเป็น free copy สิ ฯลฯ

ผมว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทุกเจ้าก็เห็นนะครับ และก็รู้ด้วยว่าต้องปรับตัว แต่ทีนี้แต่ละคนมันมีกำลังไม่เท่ากัน บางเล่มที่เขาปริ่ม ๆ น้ำอยู่ เจอคลื่นแรงหน่อยเขาก็ไม่ไหว ก็จากไปก่อน บางเล่มมองออกว่าต้องไปออนไลน์ แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุนอีกเยอะ เขาก็อาจจะคิดว่า งั้นกูพอดีกว่า ยังเหลือเงินติดไม้ติดมือบ้าง บางเล่มทำออนไลน์ไปแล้ว แต่รายได้มันมาไม่ทันกับโฆษณาที่หายไป สู้อยู่สักพักแล้วไม่ไหวก็จากไปเหมือนกัน

บางเล่มทำมาหลายสิบปีผ่านยุครุ่งเรืองมา เก็บเกี่ยวมามากแล้ว เจ้าของอายุมากอยากวางมือ ลูกหลานก็ไม่มีใครมาทำต่อ งั้นก็เลิกดีกว่า แบบนี้ก็มี หรือถ้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น free copy ฝากลมหายใจไว้กับโฆษณาอย่างเดียว บางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะอยู่ในระบบแบบนั้นนะครับ

ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะบอกว่า คนอ่านผิดที่ไม่ยอมซื้ออ่านนะครับ อย่าเข้าใจแบบนั้นเป็นอันขาด ในภาพรวมมันยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมาก แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่วิทยานิพนธ์เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ก็เลยหยิบแค่บางส่วนมาเล่าเท่าที่เห็นและมีประสบการณ์ตรงนะครับ

ใครคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้ครับ…