ประสบการณ์การย้ายค่ายโทรศัพท์มือถือ

เล่าประสบการณ์การย้ายค่าย (ไม่เบอร์เดิม) ด้วยเหตุผลส่วนตัว เผื่อว่าใครกำลังจะย้ายเหมือนกัน

๑. ไปที่ค่ายใหม่ที่ถูกใจ เปิดเบอร์ใหม่ เลือกแพ็กเกจที่ชอบ เปิดใช้งาน

๒. เอาซิมค่ายเดิมใส่เครื่องสำรอง (พอดีมีเครื่องเก่าอยู่) โทรไป call center นานมากแต่ก็รอ แจ้งพนักงานว่าจะขอปิดเบอร์ พนักงานพยายามหว่านล้อมและให้เงื่อนไขพิเศษที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้

ซึ่งฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่ดีมากขึ้น เพราะแทนที่ผู้บริโภคที่ใช้บริการมานานกว่าสิบปีจะได้รับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องร้องขอ กลับกลายเป็นว่าคุณจะได้รับเมื่อคุณแจ้งว่าคุณขอเลิกใช้บริการ

สุดท้ายเมื่อไม่ได้ผล พนักงานแจ้งว่ารับเรื่องไว้และจะมีพนักงานอีกคนโทรมาภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งไม่ว่าจะยังไงพนักงานคนนี้จะไม่ทำเรื่องปิดเบอร์ให้ ยืนยันอย่างเดียวว่าต้องรอพนักงานที่จะโทรมา -> นี่หงุดหงิดดอกที่หนึ่ง

๓. วันต่อมา (ภายใน ๒๔ ชั่วโมง) พนักงานโทรมาที่เบอร์เก่า (ค่ายเดิม) ทั้งที่บอกไว้แล้วว่าให้โทรมาที่เบอร์ใหม่ -> นี่หงุดหงิดดอกที่สอง

พนักงานพยายามหว่านล้อมอีกรอบ เหมือนวนลูป จนเมื่อไม่เป็นผลแน่ ๆ พนักงานถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะการปิดเบอร์ต้องไปที่ศูนย์เฉพาะ (ในความหมายว่าทำไม่ได้ทุกศูนย์) -> นี่ดอกที่สาม

สมัยนี้แม่ง ไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ไม่ได้ฟังนโยบายนายกฯ รึไง ห่านจิก!!

ตอบไปว่า มีเพื่อนสามารถยกเลิกด้วยการชำระค่าบริการผ่านแอปและส่งเอกสารไปให้ทางอีเมลและ mms พนักงานบอกว่า วิธีนี้ทำได้แต่จะยุ่งยากหน่อย บอกไปว่า ไม่เป็นไร ช่วงนี้มีโควิด พี่ไม่อยากไปเจอคนเยอะ

๔. วิธีก็คือ ใช้แอปธนาคารที่เราใช้อยู่ชำระบิลไปตามจำนวนที่พนักงานบอกมา เสร็จแล้วถ่ายสำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง เขียนให้ชัดเจนว่าต้องการยกเลิกหมายเลขโทรศัพท์อะไร อย่าลืมขีดคร่อมให้เรียบร้อย แล้วส่งเมล และ/หรือ mms ไป

หลังจากนั้นไม่นานเบอร์นั้นก็ใช้ไม่ได้ ลองโทรเข้าไปก็มีเสียงบอกว่า “หมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ”

เป็นอันเสร็จสิ้นกันไปนะฮะ… 🤟🖖

ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในรถของ Xiaomi

xiaomi mijia car air purifier

จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ที่มาแรงมากเมื่อช่วงต้นปีก็เลยทำหน้าที่พ่อบ้านใจกล้ากดสั่งเครื่องฟอกอากาศในรถของ Xiaomi ไปหนึ่งตัวด้วยความหวังว่าจะช่วยลดความเสี่ยงให้แม่พดด้วง (ซึ่งเป็นคนใช้รถเป็นหลัก) ในระหว่างขับรถไปไหนมาไหนได้บ้าง

เครื่องฟอกอากาศตัวนี้สั่งซื้อมาจากแอป JD Central ประสบการณ์สั่งซื้อไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ขอยังไม่เล่าละกัน แต่ตอนนี้ดูทรงแล้วไม่น่าจะใช้ซ้ำ สั้น ๆ แค่นี้ละกันนะ

จากกล่องที่ได้รับมา แกะออกมาประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ตามรูปข้างบนเลย

อ่ะ มาดูทีละชิ้นกัน ไอ้อันดำ ๆ ยาว ๆ นั่น ก็คือ ตัวเครื่องฟอกอากาศ (ได้ยิน ดำ ๆ ยาว ๆ แล้วโปรดอย่าคิดลึก)

xiaomi mijia car air purifier

แถวล่างขวาสุด เป็นที่สุดคู่มือ (ซึ่งเปิดคู่มือออกมาแล้วเป็นภาษาจีนล้วน เยสเข้!!)

xiaomi mijia car air purifier

ถัดเข้ามาเป็นกล่องใส่สายไฟเพื่อเสียบจากที่จุดบุหรี่ในรถไปที่ตัวเครื่อง

xiaomi mijia car air purifier

ถัดมาเป็นแผ่นคล้ายหนัง (ไม่รู้ว่าวัสดุเป็นอะไร) ด้านนึงมีโลโก้ MJ ซึ่งไม่ได้ย่อมาจาก Michael Jordan แต่เป็น MiJia ที่เป็นแบรนด์ย่อยสำหรับสินค้าในกลุ่ม smart home ของ xiaomi พลิกอีแผ่นนี่ไปด้านหลังจะเป็นช่องให้ร้อยสายได้มาพร้อมกระดุมแป๊ะ (จะเก็ตกะกุมั้ยเนี่ย 5555) แกะมาเจอก็งง ใช้ทำอะไรวะอีแผ่นนี้?

xiaomi mijia car air purifier

สุดท้ายคือ พลาสติกโค้ง ๆ แข็ง ๆ มีสายร้อยติดอยู่พร้อมตัวล็อก

xiaomi mijia car air purifier

หลังจากที่แกะทุกอย่างเรียบร้อย เปิดดูคู่มือ (ภาษาจีน) และใช้บริการ google lens เพื่อแปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ก็จัดการประกอบตัวเครื่องกับพลาสติกตัวสุดท้ายนี่เข้าด้วยกัน ก่อนจะไปติดตั้งในรถ ซึ่งพอลองวางตำแหน่งโน้นตำแหน่งนี้ดูแล้ว จุดที่ลงตัวที่สุด (สำหรับเรา) ก็คือ ด้านหลังที่พิงศีรษะที่นั่งด้านหลังฝั่งคนขับ (งงมั้ยวะ พูดง่าย ๆ หลังที่พิงหัวของที่นั่งหลังคนขับอ่ะ)

xiaomi mijia car air purifier xiaomi mijia car air purifier

พอรัดสายล็อกตัวเครื่องติดกับที่พิงศีรษะเรียบร้อยก็เอาอีแผ่นคล้ายหนังที่ได้มา (ซึ่งทีแรกไม่รู้ว่าใช้ทำอะไรนั่นแหละ) มาปิดทับอีกทีเพื่อซ่อนสายให้เรียบร้อย ช่วยให้รถดูดีมีระดับขึ้นมาเลยทีเดียว แหม่…

xiaomi mijia car air purifier

จากนั้นก็เดินสายไฟที่ให้มาต่อจากตัวเครื่องฟอกอากาศไปที่ที่จุดบุหรี่ ตรงนี้ถ้าใครยังไม่ได้เสียบอะไรไว้กับที่จุดบุหรี่ก็ง่ายหน่อย แต่ของเรานี่ใช้ต่อกล้องเอาไว้แล้วก็เลยต้องไปซื้อตัวเพิ่มช่องที่จุดบุหรี่มาอีกอัน

ไอ้ตัวเพิ่มช่องจุดบุหรี่นี่ก่อนจะซื้อก็งงชิหาย ทีแรกกะจะกดซื้อออนไลน์ให้ส่งมา พอเปิดดูในเว็บกับตามแอปขายของ แม่มมีตั้งแต่หลักสิบยันหลักพัน แล้วไม่มีอะไรบอกเลยว่า ที่ราคาต่างกันขนาดนั้นเพราะอะไร เลยตัดสินใจไปแวะร้านขายอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ไว้ใจได้ที่เคยใช้บริการกันมา ถามน้องมันจนพอรู้เรื่อง แล้วซื้อมาอันนึง ตามรูป

cigarette lighter socket splitter

ติดตั้งเรียบร้อย ลองเปิดสวิตช์รถ เออ เครื่องทำงานแล้ว โอเค ก็จัดการซ่อนสายไฟไม่ให้รกหูรกตาแม่พดด้วง ทีนี้มาจัดการเรื่องแอปต่อ เปิด app store โหลดแอปชื่อว่า Mi Home (ตามภาพ) หรือใครขี้เกียจเสิร์ชจะยิง QR code จากคู่มือก็ได้นะ มันวิ่งไปได้เลย

xiaomi mijia car air purifier

กด install เรียบร้อย ตอนเลือก location ไม่มีประเทศไทย ก็ใส่ Singapore ตามที่แอปมันแนะนำไป ยังไม่มี account ของ Mi ก็สมัครซะ เสร็จแล้วทีนี้ก็ทำการลิ้งก์เครื่องฟอกอากาศเข้ากับแอปในมือถือเรา ตรงนี้มีทริกนิดหน่อย คือ เปิดแอปขึ้นมาเปลี่ยน region เป็น Mainland China ก่อนที่จะกด add device เพราะถ้าไม่เปลี่ยนเป็นจีน แอปมันจะหาไม่เจอ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน วิธีนี้ก็เจอจากในเน็ตที่มีคนมาตอบเอาไว้

ลิ้งก์แอปได้แล้วก็ลองกดใช้งานดู ลองกดให้ทำงานแบบ auto เปลี่ยนเป็น manual กดเร่งกดเบาพัดลมได้ ปิดเป็น standby ก็โอเคใช้ได้เรียบร้อย จากในรูปเปิดขึ้นมาตอนแรกค่าอากาศจะเป็น Common ซึ่งมีขยายความบอกว่า ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ ๕๐ – ๑๐๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พอเปิดไปได้แป๊บนึงก็เปลี่ยนเป็น Good ซึ่งในข้อความบอกว่า ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง ๐ – ๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงว่า เครื่องสามารถใช้งานได้ผลอยู่ (ถ้ามันไม่โกหกนะ 5555) รู้สึกคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาเลยทีเดียว

xiaomi mijia car air purifierนอกจากบอกค่าอากาศได้แล้ว แอปนี้ยังบอกค่าอื่น ๆ ได้อีก เช่น เราใช้เครื่องฟอกอากาศนี้มาเป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว ระดับของไส้กรองอากาศอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ (ตอนนี้อยู่ที่ ๑๐๐ และจะลดลงตามการใช้งานจนเหลือ ๐ ซึ่งก็ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนไส้กรองได้ – ถ้ามันไม่โกหกอีกแล้ว 5555) อะไรพวกนี้นะฮะ

สรุปสั้น ๆ จากที่ได้รับตัวเครื่องจนมาถึงขั้นตอนนี้ ติดตั้งไม่ยาก ลงแอปแล้วลิ้งก์กับตัวเครื่องมีขั้นตอนนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากอะไร การเปิด-ปิดใช้งานไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนผลการใช้งานคงต้องใช้ดูสักพักก่อนครับ

แนะนำหนังสือ : Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล

Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล
เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจครับ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล (หรือคุณพอลลี่) ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่งในแวดวงดิจิทัลบ้านเรา (ปกติผมจะใช้ ดิจิตอล แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับคำที่คุณพอลลี่ใช้และเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตท่านกำหนดนะครับ) คุณพอลลี่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas Idea ที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งดอทคอมบูมในยุคแรก ในยุคนั้น Thomas Idea ดังมากในเรื่องการออกแบบและทำเว็บไซต์ให้กับลูกค้าและหลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกกระจาย หลายบริษัทล้มหายตายจากไป บริษัทนี้ก็ยังอยู่และเติบโตขยายกิจการมาทำด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ผมรู้จักกับคุณพอลลี่ครั้งแรกในฐานะนักข่าวกับแหล่งข่าว ต่อมาเมื่อจะเพิ่มคอลัมน์ด้านธุรกิจไอทีและออนไลน์ในนิตยสารธุรกิจรายเดือนที่ผมรับหน้าที่บรรณาธิการอยู่ก็นึกถึงคุณพอลลี่เป็นคนแรกซึ่งคุณพอลลี่ก็ตอบรับด้วยดี (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง) และคุณพอลลี่ในฐานะคอลัมนิสต์ได้สร้างความประทับใจให้ผมหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คุณพอลลี่ไม่เคยเบี้ยว ไม่ว่างานจะยุ่งหรือมีธุระต้องไปเมืองนอกก็ไม่เคยขาดส่งต้นฉบับ ประการต่อมา จากการอ่านต้นฉบับทุกเดือน ผมสัมผัสได้เลยว่าคุณพอลลี่ใส่ใจกับการเขียนคอลัมน์มาก (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง – ย้ำอีกครั้ง) เนื้อหาที่หยิบมาเขียนในแต่ละเดือนจะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงนั้นเสมอ แถมด้วยข้อมูล สถิติและตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ ประการสุดท้าย คุณพอลลี่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก เพราะบางครั้งคุณพอลลี่ ต้องใช้ภาพประกอบในคอลัมน์ที่เขียน ก็จัดแจงซื้อภาพจาก stock photo จนเรียบร้อยก่อนจะส่งมาให้ทีมงานผมจัดอาร์ตเวิร์ค

ขอบอกว่าที่เล่ามาในพารากราฟข้างบนมีอยู่ครบในหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปจนถึงผู้ที่สนใจอยากได้ไอเดียที่จะนำดิจิทัลไปใช้กับธุรกิจของตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพรวมกว้างๆ ก่อน แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดกันอีกที โดยคุณพอลลี่ได้เล่าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในยุคนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น mobile payment หรือ social media ไปจนถึงการใช้ mobile app รวมไปถึงตัวอย่างขององค์กรที่นำดิจิทัลมาใช้จริง

ก่อนหน้านี้คุณพอลลี่มีงานเขียนมาแล้วสองเล่ม เล่มแรกคือ Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด (ดูรูปด้านล่าง) และเล่มต่อมา Digital Commerce: Turn Browsers to Buyers หากใครสนใจก็ลองหาซื้อกันดูนะครับ

Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด

ทวิตดีเป็นศรีแก่ตัว ทวิตมั่วระวังตัวให้ดี

fail whale

หลายวันก่อนเกิดเหตุฮือฮาในแวดวงทวิตภพ จริงๆ ก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว นั่นคือเรื่องของการทวีตผิดทวีตพลาด แต่ครั้งนี้คนที่ได้พบเจอถึงกับขำไม่ออกและเชื่อว่าต้นสังกัดก็เสียหายเยอะเลยทีเดียว

เปล่า ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องทวีต “ได้เมียกลับบ้านเลย” ของศอ.รส.

แต่เป็นกรณีของสายการบิน US Airways เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อมีผู้โดยสารของสายการบินนี้ทวิตไปที่ @USAirways ซึ่งเป็นแอคเคานต์ทวิตเตอร์ของสายการบินนี้ ทางผู้ดูแลก็ทวีตข้อความตอบ ซึ่งข้อความมันก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร แต่ดันแนบรูปมาด้วยนี่สิครับ แล้วรูปที่แนบมานี่ก็นะ ฮาร์ดคอร์มากกกกก (ผมขออนุญาตไม่ลงรูปที่ว่า ถ้าใครอยากเห็นขอเชิญเสิร์ชกูเกิ้ลด้วยคำว่า us airways tweet photo นะครับ) แล้วทวีตที่มีไอ้รูปที่ว่านี่ก็ออนไลน์อยู่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าทางบริษัทจะรู้ตัว

เท่านั้นแหละครับ ลามเป็นไฟลามทุ่งกันเลยทีเดียว ทาง US Airways ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษขอโพยกันยกใหญ่ ซึ่งก็แก้ไขความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบริษัทไม่ได้ ความสูญเสียจากทวีตนี้คิดเป็นมูลค่าก็คงหลักหลายล้านดอลลาร์

เรื่องทวีตที่มีปัญหานี่ ไม่ได้เกิดขึ้นกับบริษัทหรือแบรนด์อย่างเดียวนะครับ คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ก็เจอกันได้ อย่างรายล่าสุดกรณีของ Justine Sacco อดีตหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ IAC (ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของเว็บดังๆ ของสหรัฐฯ หลายเว็บด้วยกัน) เธอทวีตก่อนขึ้นเครื่องไปประเทศแอฟริกาใต้ตามภาพด้านล่าง

Justine Sacco tweet

ทวีตเสร็จก็ขึ้นเครื่อง ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเพราะต่อเน็ตไม่ได้ แต่ปรากฎว่าในระหว่างที่เดินทางอยู่นั้นปฎิกิริยาจากทวีตนี้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะเนื้อหามันแสดงถึงการเหยียดผิวอย่างรุนแรง ถึงจะบอกว่า “ล้อเล่น” ก็เถอะ พอเครื่องถึงปลายทาง Justine ก็กลายเป็นคนว่างงานไปเรียบร้อย เพราะเธอโดนไล่ออกตั้งแต่ยังอยู่บนเครื่องนั่นแหละ เรื่องอย่างนี้บอกได้เลยว่าทางต้นสังกัดไม่เสี่ยงที่จะเอาชื่อเสียงบริษัทมามัวหมองไปด้วยนะครับ

ก่อนจะกดปุ่มทวีตข้อความหรือรูปภาพ (รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คเจ้าอื่นด้วยนะ) ก็หยุดคิดซักแว๊บนะครับว่าทวีตนี้จะส่งผลด้านลบตามมามั้ย

ขอให้โชคดีครับ

 

 

๓๐ ปี ‘๑๙๘๔’

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๘๔ ระหว่างการถ่ายทอดสดการแข่งขัน Super Bowl ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งจำนวนผู้ชมสูงสุดของปี Apple ได้ออกอากาศโฆษณาเปิดตัว Macintosh เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของบริษัท

โฆษณาตัวนั้นมีชื่อว่า ‘๑๙๘๔’ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการกล่าวขาน (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่าเป็นโฆษณาทางทีวีที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

๑๙๘๔ เป็นผลงานของเอเจนซี่ Chiat/Day กำกับโดย Ridley Scott ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีผลงานคลาสสิคอย่าง Alien และ Blade Runner

มีความเชื่อกันว่าโฆษณาชิ้นนี้มีการออกอากาศเพียงครั้งเดียว แต่ความจริงแล้วมีการออกอากาศฉบับเต็มก่อนหน้า Super Bowl เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๙๘๓ ก่อนเวลาเที่ยงคืน ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าเกณฑ์สามารถส่งโฆษณาชิ้นนี้เข้าประกวดในปีนั้นได้ นอกจากนี้ยังมีการออกอากาศฉบับ ๓๐ วินาทีในอีก ๑๑ เมืองของสหรัฐฯ ด้วย

เพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ลองดูข้อมูลเปรียบเทียบเครื่อง Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c ดูครับ

เปรียบเทียบ Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c

ใช้แอพอะไรกัน?

[แอพที่ว่านี่หมายถึงแอพในสมาร์ทโฟนนะครับ ไม่รวมถึงแอพในเครื่องเดสค์ท็อป]

คนใช้สมาร์ทโฟนจะมีการใช้งานแตกต่างกันไปตามจริตของแต่ละคน ซึ่งก็จะมีแอพที่ใช้ประจำอยู่จำนวนหนึ่งแล้วแต่ความชอบ ความถนัด แม้บางคนจะจริตตรงกันก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้แอพเหมือนกันก็ได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะการได้รู้ว่าคนอื่นใช้แอพอะไรเพื่อทำอะไรกันบ้างอาจจะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์ของเราได้มากขึ้น

เอาของผมเอง โดยนิสัยแล้วผมเป็นพวก info junkie เพราะฉะนั้นแอพที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเพื่อสนองความต้องการในเรื่องพวกนี้เป็นหลัก

My iPhone Home Screen

(อันนี้ไม่ได้เรียงตามการใช้งานนะครับ เอาแบบที่นึกได้)

  • facebook -> เอาไว้เสือกเรื่องคนรอบตัวและสื่อสารผ่านทาง facebook message หรือ chat
  • twitter -> เอาไว้ทวีต
  • Flipboard -> ใช้สำหรับอ่านทวีตและ Google+ เพื่อเสือกเรื่องชาวบ้านและติดตามข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (ทุกวันนี้ผมใช้ twitter เป็นช่องทางรับข่าวสารมากกว่าช่องทางอื่นๆ แต่สาเหตุที่ใช้ตัวนี้อ่านทวีตแทนก็เพราะ user interface มันดึงดูดมากกว่าและให้ข้อมูลได้มากกว่า)
  • Feedly -> อ่านฟีดและบลอกทั้งหลายทั้งปวงที่สมัครเอาไว้ อันนี้เป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่สมัยที่บลอกยังเฟื่องฟู
  • Evernote -> นี่พลาดไม่ได้ ใช้เก็บบันทึก คำคม คำพูดเด็ดๆ รวมไปถึงหน้าเว็บ และข้อมูลสารพัดเพื่อเอาไว้ใช้งาน หรือเตือนความทรงจำในวันข้างหน้า จุดเด่นคือ ทำงานแบบข้ามแพลตฟอร์ม มีทั้งบนเว็บ บนพีซี บนแมค บนมือถือทั้ง iOS ทั้งแอนดรอยด์ วินโดว์สโฟน ถ้าวันข้างหน้าจะเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นรับรองไม่มีปัญหาแน่นอน
  • Pocket -> เก็บหน้าเว็บเอาไว้อ่านตอนว่างๆ เป็นเหมือน bookmark ออนไลน์ นี่ก็ใช้สะดวก มีทั้งบนเว็บ เป็นปลั๊กอินบนเบราเซอร์ทั้ง firefox chrome opera บนมือถือก็ใช้ได้
  • Mailbox -> สำหรับจัดการ Gmail
  • Yahoo! Mail -> ชื่อก็บอกว่าใช้จัดการ Yahoo! Mail
  • Boxer -> สำหรับเมลอื่นๆ (ทำไมอีเมลเยอะจังวะ?)
  • Any.Do -> รายการ to do list วันนี้ วันหน้าและวันไหนๆ
  • Cal -> ปฎิทิน นัดหมาย รายการต่างๆ ที่ไม่ใช้ของที่ติดเครื่องมาก็เพราะตัวนี้ user interface แจ่มกว่ามาก
  • Line -> สื่อสารกับชาวบ้านชาวช่อง เดิมใช้ What’s app แต่คนรอบตัวเปลี่ยนมาใช้ตัวนี้กันหมดก็ต้องเปลี่ยนตาม

ที่ว่ามานี่เป็นแอพหลักๆ ที่ผมใช้ทุกวัน (ไม่นับแอพของ iOS เองด้วย) ยังมีบางแอพที่สองสามวันใช้ทีและหลายแอพที่นานๆ ใช้ที และมีบางแอพที่แทบไม่เคยใช้เลย แต่ยังไม่ได้ลบออกจากเครื่อง เพราะเห็นว่าคอนเซ็ปต์บางอย่างมันน่าสนใจ เก็บไว้เป็นไอเดียหรือเพื่อเรียนรู้ได้

อ้อ เผื่อใครสนใจจะลองดาวน์โหลดมาใช้งานบ้าง ทุกแอพที่ว่ามานี่ ฟรีทั้งหมดครับ 🙂