นาฬิกา ROTARY อยู่ด้วยกันมาเกือบ ๓๐ ปี

Rotary wrist watch

เห็นข่าวนายทหารใหญ่กับนาฬิกาแล้วเราก็เห็นใจนะ หัวอกคนรักนาฬิกาเหมือนกัน ความผูกพันมันมี ขอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเผื่อประชาชนจะเข้าใจท่านมากขึ้น

นาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาเก่าเก็บ เก็บเงินซื้อตั้งแต่สมัยเรียน ถึงตอนนี้อยู่ด้วยกันมาก็เกือบ ๓๐ ปีแล้ว เป็นนาฬิกาจักรกลแบบไขลาน เรือนกลม เคลือบทอง สามเข็ม

บนหน้าปัดมีข้อความบอกแค่ยี่ห้อ ROTARY พร้อมโลโก้อยู่ด้านบน ตรงกลางมีข้อความ 17 Jewels (หมายถึงมีทับทิม หรืออย่างอื่นก็ไม่รู้นะ ช่วยในการลดความฝืดของกลไกอยู่ ๑๗ เม็ด) ด้านล่างบอกไว้ว่า SWISS MADE

ใช้นาฬิกาเรือนนี้สลับกับอีกเรือน (เรือนนั้นเป็นจักรกลแบบออโตเมติก) มาตลอดตั้งแต่เรียนจนถึงทำงาน จนกระทั่งเลิกใส่นาฬิกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะรู้ตัวว่าถ้าไม่เลิกกูโดน OMEGA Speedmaster แน่ ๆ

ตอนที่หยิบนาฬิกาเรือนนี้ออกมาจะถ่ายรูป พอหมุนไขลานมันก็เดินได้ตามปกติทั้งที่ไม่ได้ดูแลไม่ได้อะไรมาสิบกว่าปีอย่างที่ว่าไปข้างต้น (แต่จริง ๆ ควรจะมีบำรุงรักษาบ้างนะ) อันนี้เป็นเสน่ห์ของโลกแอนาล็อกที่โลกดิจิทัลยังไม่สามารถทำได้ เหมือนอย่างสโลแกนของ Patek Philippe นั่นแหละ

You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation.

เหยดดดดดดดดดด กราบคนคิด…

หมายเหตุ จริง ๆ อยากหาแหวนเพชรมาใส่ถ่ายรูปด้วย พร็อพจะได้ครบ แต่จนใจที่ไม่มี ขอยืมใครเขาก็ไม่ให้ ก็เลยได้แค่นี้นะฮะ เยิฟ เยิฟ

ธงไตรรงค์ที่ ‘เทียนอันเหมิน’

ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี ธงไตรรงค์ เห็นใครหลายคนแชร์ภาพธงไตรรงค์กันมา ผมเองเคยถ่ายภาพธงไตรรงค์เก็บไว้แค่ครั้งเดียว คือภาพด้านบนของโพสต์นี้

ภาพนี้ถ่ายเอาไว้เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นภาพธงไตรรงค์ประดับคู่อยู่กับธงชาติจีนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

ธงไตรรงค์ได้รับเกียรติประดับไว้ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในช่วงเช้าของวันนั้น เนื่องจากมีการจัดงานครบรอบ ๓๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่หอประชุมใหญ่ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) ในบริเวณนั้น โดยนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปร่วมงานเองพร้อมคณะที่เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจจำนวนหนึ่ง (ซึ่งนอกจากงานพิธีดังกล่าวแล้วยังมีกิจกรรมอื่นด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้)

ตอนที่หยิบกล้องออกมาถ่ายภาพนี้คิดแค่ว่า แปลกดี มีธงไทยมาโบกสะบัดอยู่ที่เทียนอันเหมินหน้าท่านประธานเหมา

นิตยสารผู้จัดการ เมษายน ๒๕๔๙ : กานต์ ตระกูลฮุน

นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเมษายน ๒๕๔๙

สิ้นปีนี้คุณกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี จะเกษียณอายุและส่งต่อตำแหน่งให้กับคนต่อไป หากนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่งต่อจากคุณชุมพล ณ ลำเลียง เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๙ เท่ากับว่าคุณกานต์อยู่ในตำแหน่งนี้มาสิบปีเต็ม

นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๔๙ ขึ้นปกด้วยเรื่อง กานต์ ตระกูลฮุน SCG Culture Change นับเป็นสื่อแรกที่ได้สัมภาษณ์พิเศษคุณกานต์ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยทีมงานได้ติดต่อขอสัมภาษณ์คุณกานต์ตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายปี ๒๕๔๘ และวางแผนจะให้เรื่องนี้ลงในฉบับมกราคมเพื่อรับกับการเข้ารับตำแหน่งพอดี แต่คุณกานต์ปฏิเสธด้วยเหตุว่า การให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งดูจะเป็นการไม่เหมาะสม กำหนดการดังกล่าวจึงต้องเลื่อนมาเป็นฉบับเมษายนแทน

การเข้ารับตำแหน่งของคุณกานต์ได้รับการจับจ้องมากพอดู สาเหตุสำคัญเป็นเพราะคุณกานต์เข้ามารับช่วงต่อจากคุณชุมพล ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างมากในแวดวงธุรกิจบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้นำการพลิกฟื้นฐานะของเอสซีจีจากที่เรียกได้ว่า เจ๊งไปแล้ว เมื่อครั้งเจอวิกฤติต้มยำกุ้งจนกลับมามีฐานะมั่นคงได้อีกครั้ง

ประการที่สอง การเปลี่ยนผู้บริหารของเอสซีจีครั้งนี้ไม่ได้เพียงคนเดียว แต่เป็นการเปลี่ยน ยกชุด เพราะคณะจัดการชุดคุณชุมพลพร้อมใจกันเกษียณอายุก่อนกำหนดพร้อมกันทั้งคณะ เท่ากับว่าคุณกานต์ต้องเลือกขุนพลคู่กายขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ถือว่าโดดเดี่ยวจนเกินไปนัก เพราะพี่ๆ ที่เกษียณไปก็ยังทำหน้าที่ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำอยู่

ในเล่มนี้ นอกจากคุณกานต์จะให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและนโยบายการทำธุรกิจแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องครอบครัวอีกด้วย

สำหรับภาพปก ถ่ายกันที่อาคารสำนักงานใหญ่เอสซีจี ที่บางซื่อ เป็นผลงานของคุณจันทร์กลาง กันทอง ซึ่งวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ที่เอเอสทีวี ผู้จัดการ แต่ก็มีผลงานไปปรากฎตามที่ต่างๆ รวมทั้งมีผลงานที่ชนะการประกวดด้วย

นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม ๒๕๔๘ : New era of Banking Industry

นิตยสารผู้จัดการ ฉบับกรกฎาคม ๒๕๔๘ : New era of Banking Industry

เมื่อสิบปีที่แล้ว นิตยสารผู้จัดการ ฉบับกรกฎาคม ๒๕๔๘ ทำเรื่องการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยเป็นเรื่องจากปก

ในการทำงานต้องสัมภาษณ์กรรมการผู้จัดการและประธานของหกธุรกิจสำคัญ เพื่อนำเสนอเรื่องราวให้ครบถ้วนสมบูรณ์

สำหรับภาพปกก็เป็นภาพของกรรมการผู้จัดการและประธานของทั้งหกธุรกิจสำคัญด้วยเข่นกัน

ภาพนี้ถ่ายที่อาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารกสิกรไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่างภาพต้องเซ็ตตำแหน่งและท่ายืนของผู้บริหารทุกคนเตรียมไว้ เมื่อพร้อมแล้วจึงตามคุณปั้นมาเข้าฉากและถ่ายภาพ

สิบปีผ่านไปคนในภาพนี้หลายคนไม่ได้อยู่ที่ KBANK อีกแล้ว อาทิ

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ลาออกไปเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย และปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการ ปตท.
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ลาออกไปเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นประธานอนุกรรมการเตรียมความพร้อมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ
คุณรพี สุจริตกุล ปัจจุบันเป็นเลขาธิการ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ส่วนนิตยสารผู้จัดการ ปัจจุบันไม่ได้พิมพ์ออกมาเป็นเล่มอีกแล้ว แต่แปลงสภาพเป็นสื่อดิจิทัลตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงสื่อสารมวลชน แฟนๆ รุ่นเก่าอาจไม่ชินก็เลยไม่ได้ตามไปอ่านต่อ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่รู้จัก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับนิตยสารธุรกิจฉบับนี้ครับ

ประสบการณ์ไป ‘ดูที่’ ครั้งสอง

ที่นา

อย่างที่ได้เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ (อันนี้ครับ ประสบการณ์ไป “ดูที่” ครั้งแรก) ว่า ผมตั้งเป้าจะใช้ชีวิตหลังเลิกทำงานอยู่บ้านที่มีพื้นที่มีบริเวณซักหน่อย จะได้เอาไว้ปลูกโน่นปลูกนี่ มีที่ให้หมาวิ่งเล่น ซึ่งหลังจากที่ได้ไปดูที่ครั้งแรกแล้วไม่ลงตัวก็ยังนิ่งๆ อยู่ ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรมาก (อันนี้คือไม่ได้สโลว์ไลฟ์นะฮะ แต่เป็นอารมณ์ขี้เกียจมากกว่า)

จนกระทั่งเมื่อซักเดือนที่ผ่านมา คนรู้จักคนเดิมที่พาไปดูที่งวดที่แล้วก็บอกมาอีกว่า มีที่อีกแปลงที่เจ้าของจะขาย หลังจากสอบถามข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็น่าสนใจอยู่ เพราะขนาดพื้นที่กำลังดี ไม่ใหญ่เกินไป อยู่บริเวณใกล้ๆ กับแปลงที่เคยไปดูครั้งที่แล้วนั่นแหละ แต่แปลงนี้เป็นที่นาไม่ใช่ไร่อ้อย ก็ตกลงนัดวันไปดูกัน

ก็เหมือนงวดที่แล้วนะครับ ไปดูที่ครั้งนี้ผมก็ไม่ได้หาความรู้อะไรไปเลย ไปมันแบบคนดูไม่เป็นนั่นแหละ ใช้ความรู้สึกนำ เพียงแต่ก่อนออกจากบ้านก็ไหว้พระที่บ้าน อธิษฐานว่า ถ้าที่นี้ดี ลูกไปอยู่แล้วจะมีความสุขความเจริญก็ขอให้การซื้อขายสำเร็จด้วยดี แต่ถ้าไม่ดีก็ขอให้มีเหตุอะไรก็แล้วแต่ทำให้การซื้อขายไม่สำเร็จ นี่ขอพระท่านไปแบบนี้

เราเข้าไปดูที่กันเองโดยไม่ได้นัดเจ้าของที่เข้าไปด้วย เพราะคนที่พาไปเขาคนแถวนั้นอยู่แล้ว แล้วที่ที่จะไปดูก็ไม่ได้กั้นรั้วหรืออาณาบริเวณอะไร

ระหว่างทางที่เข้าไปช่วงแรกๆ ก็ชิลๆ เพราะคุ้นเคยมาจากครั้งที่แล้ว แต่พอพ้นจากแปลงครั้งที่แล้วไปก็เริ่มกังวลหน่อยๆ เพราะทางเข้าไปเป็นทางแคบๆ รถวิ่งสวนกันลำบากและก็ยังไม่ได้ลาดยางหรือเป็นคอนกรีต แถมสองข้างทางเป็นไร่อ้อยสูงท่วมหัวมองไปซ้ายขวาไม่เห็นอะไร นี่ถ้ามากันเองอาจจะถอดใจหันหลังกลับกันแล้ว

ถนนชนบท

ถนนเส้นที่ว่า ทั้งซ้ายทั้งขวาเป็นไร่อ้อยสูงท่วมหัว

เราเดินหน้ามาจนถึงบริเวณที่ที่จะขาย แต่คนที่พามาก็ยังไม่แน่ใจว่าแปลงไหนแน่ กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ก็พอดีคุณลุงคุณป้าเจ้าของที่แถวนั้นเดินออกมาถาม พอรู้ว่าเรามาทำไม แกก็พาเดินไปดู เพราะที่ที่มาดูก็อยู่ด้านหลังที่ของแกนั่นแหละ

ที่แปลงนี้ไม่ติดถนนแต่เจ้าของที่ขอแบ่งซื้อที่ของคุณลุงคุณป้าทำเป็นทางเข้าไป เดินเข้าไปถึงก็เป็นที่นา รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสวยเลย ตอนที่ไปดูนี่เกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้วก็เลยไม่มีอะไร คุณลุงคุณป้าชี้ให้เราดูว่า ที่แปลงนี้มันจากไหนถึงไหน โน่นนี่นั่น ยืนคุยกันอยู่นาน ถูกคอถึงขนาดแกชวนเข้าไปนั่งคุยในที่ของแก (แกคงเหงาด้วยแหละ วันๆ ไม่น่าจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาซักเท่าไหร่)

ชีวิตชนบท

คุยติดพันจนต้องเข้าไปคุยกันต่อในที่คุณลุงคุณป้า

ระหว่างที่นั่งคุยก็เก็บบรรยากาศไปด้วย อากาศดี เงียบ สงบ (แน่ล่ะมึง เข้ามาซะขนาดนี้) มีลมพัดมาเป็นระยะ คุณลุงคุณป้าอัธยาศัยดี นี่ก็ต้องดู เพราะเผื่อจะได้มาเป็นเพื่อนบ้านกัน ถามแกเรื่องน้ำ-ไฟ ก็มีมาถึงทั้งสองอย่าง ส่วนโทรศัพท์คงไม่ต้องหวัง ถ้าจะใช้เน็ตคงต้องพึ่งโมบายล์อย่างเดียว คุยกันอยู่ร่วมชั่วโมงเราก็ลาไปบ้านเจ้าของที่

ไปถึงบ้านเจ้าของที่ หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเรียบร้อย ก็เข้าสู่การเจรจาล่ะทีนี้ ขั้นตอนนี้เราให้คนที่พามาเป็นคนช่วยเจรจาให้ เพราะเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเป็นคนในพื้นที่ คุยกันนานมากกกกกก ไม่ได้อะไรหรอก มันนานตรงต่อราคานี่แหละ เขาบอกราคามา เราก็ต่อ ต่อแล้วยังไม่ให้ ก็ลากไปเรื่องอื่นก่อน เปลี่ยนเรื่องไปให้เพลินๆ แล้วกลับมาใหม่ ก็ยังไม่ได้อีก ก็เปลี่ยนเรื่องอีก คุยกันจนไปถึงเรื่องลูกเรื่องญาติ ลูกใครเดี๋ยวนี้ทำมาหากินอะไร อยู่ที่ไหน ใครเจ็บใครป่วยเป็นอะไร ขนาดนั้น

ต่อรองกันอย่างนี้อยู่สองชั่วโมง สุดท้ายตกลงกันได้เป็นที่พอใจ ก็สรุปนัดวันไปโอนที่กัน นัดกันแต่เช้าเพราะต้องไปไถ่จำนองจากธกส.ก่อนแล้วถึงไปโอนที่สำนักงานที่ดิน นัดเรียบร้อยให้เบอร์กันไว้เสร็จ เราก็กลับบ้าน

กลับมาถึงบ้าน เพื่อความแน่ใจเราก็เช็กข้อมูลเพิ่มว่า ไอ้ที่เราคิดเอาไว้น่ะมันโอเคมั้ย มีอะไรที่เราเข้าใจผิดไปบ้างหรือเปล่า ก็หาจากเน็ตแล้วก็ถามจากคนรู้จักรอบตัว ระหว่างนั้นเราก็เตรียมเรื่องเงินไปด้วย

ผ่านไปสองวัน หลังจากที่เช็กข้อมูลมาแล้ว ประกอบกับใจเริ่มนิ่งๆ มีเวลาคิดมากขึ้น เราได้ข้อสรุปว่า ที่แปลงนี้มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับความต้องการของเราเสียทีเดียว จะซื้อก็ได้ แต่สุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องวุ่นวายบานปลายภายหลัง เราก็มาคิดว่า ชีวิตเราตอนนี้พยายามให้เรียบง่าย ลดเรื่องวุ่นวายในชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด แล้วที่แปลงนี้มองไปวันข้างหน้าก็อาจจะต้องวุ่นวายทำโน่นทำนี่ จะมาหาเรื่องเข้าตัวทำไม (วะ) แสดงว่าที่แปลงนี้ยังไม่ใช่ รอดูแปลงใหม่ก็แล้วกัน คิดได้อย่างนี้ก็รีบโทรไปบอกเจ้าของที่

พี่เจ้าของที่บอกว่า กำลังจะโทรมาหาอยู่พอดี เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ฟังสิ่งที่พี่เขาเล่าเราก็อึ้งไปเล็กน้อย เขาขอบคุณเราที่รีบโทรไปบอก เราก็ขอบคุณเขาที่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก็จบกันไปด้วยดี

นี่ฟาวล์มาสองหนแล้วนะ แต่ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะไม่รีบ คิดว่าได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละวะ

ประสบการณ์ไป “ดูที่” ครั้งแรก

ไร่อ้อย

ผมเพิ่งไป “ดูที่” มา เป็นการไปดูที่โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะซื้อที่ดินเปล่าเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมวางแผนชีวิตเอาไว้ว่าหลังจากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนไปอีกสักพักก็จะเกษียณล่ะ ใช้ชีวิตชิลๆ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมาไปวันๆ ทีนี้ถ้าจะให้ดีก็อยากจะมีที่เยอะๆ สักหน่อย จะได้ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ได้หลายอย่าง มีที่ให้หมาวิ่งเล่น ขุดบ่อน้ำให้หมาได้โดดเล่นดำผุดดำว่ายให้สำราญใจ ความต้องการขนาดนี้จะอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑลก็ท่าจะไม่ไหว ชีวิตไม่ได้มั่งมีขนาดนั้น ก็เลยต้องออกไปหาที่ทางตามต่างจังหวัด

หลังจากถามไถ่ไปทางคนรู้จักมาพักใหญ่ๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็มีคนมาบอกว่า มีคนแถวบ้านเขาจะขายที่ มีโฉนดเรียบร้อย แบ่งเป็นแปลงแล้ว พอถามไถ่ทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที่และราคาแล้วเห็นว่าพอไหว ก็เลยนัดไปดูที่กัน

ผมไปดูที่ครั้งนี้ไปแบบคนไม่มีความรู้เลยนะครับ ไม่ได้ถามใครหรือเสิร์ชเน็ตหาข้อมูลก่อนเลยว่าจะต้องดูอะไรบ้าง ดูทิศ ดูลมอะไรไม่มีอ่ะ ไปแบบตัวเปล่าๆ นี่ล่ะ อาศัยว่ามีคนในพื้นที่พาไปดูให้อุ่นใจได้อย่างเดียว ขนาดว่ามีคนในพื้นที่พาไปนะครับก็ยังหลงเล็กน้อยให้พองาม ไปถึงแล้วก็ไม่แน่ใจว่าแปลงที่เขาจะขายน่ะแปลงไหน (เพราะไม่ได้โทรตามเจ้าของที่มาด้วย) แต่ยังดีที่มีคนรู้จักช่วยชี้ให้ดู ก็แปลงที่เห็นในรูปด้านบนนี่แหละครับ ขนาดพื้นที่ตั้งแต่จุดที่ยืนถ่ายรูปนี้ จากคันดินที่ขอบรูปด้านซ้ายไปจรดคันดินด้านขวาที่มีต้นตาลตายยอดด้วนอยู่นั่น แล้วยิงยาวตรงทะลุแปลงไร่อ้อยที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นเข้าไปอีกหลายสิบเมตร

คนที่พามาบอกที่นี่น้ำไม่ท่วมแน่ๆ ขนาดตอนน้ำท่วมใหญ่ก็ยังไม่ท่วม เพราะถ้าที่นี่ท่วมล่ะก็อำเภออื่นขึ้นบ้านสองชั้นนั่นแหละ แกว่างั้น

ดูแปลงนี้เสร็จเราย้ายไปดูอีกแปลงที่อีกตำบลนึง ปรากฎว่าแปลงนั้นที่สวยกว่านี้ ดูแล้วบรรยากาศดีกว่านี้ (แต่ดันไม่ได้ถ่ายรูปมา) สรุปว่าชอบแปลงที่สองมากกว่า แต่ติดนิดเดียวที่เจ้าของไม่ยอมแบ่งขาย จะขายยกแปลง ซึ่งมันใหญ่เกินกว่าที่เราอยากได้ ตอนนี้ก็เลยพยายามหาคนมาช่วยกันแชร์กับดูที่แปลงใหม่ไปพร้อมๆ กัน

มีใครสนใจมั้ยครับ?

ผลงานคุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ ที่วังบางขุนพรหม

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๓)

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมมีโอกาสได้อ่านบทความด้านศิลปะชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่ทำงานอยู่ (ใช่ครับ บทความด้านศิลปะในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน คุณอ่านไม่ผิดครับ) บทความชิ้นนี้เขียนโดยผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เล่าถึงศิลปินไทยท่านหนึ่งที่มีชีวิตยากลำบาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะศิลปินผู้นี้เป็นผู้มาก่อนกาล แนวทางการวาดภาพของท่านยังไม่เป็นที่นิยมในสังคมไทยในเวลานั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่นับเป็นเรื่องปกติของศิลปินเอกหลายท่าน

ศิลปินท่านนี้คือ คุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ

สิ่งที่กระทบใจผมมากที่สุดในบทความชิ้นนั้นก็คือ ข้อความที่บอกว่าคุณสุเชาว์มักจะวาดรูปบ้าน เนื่องจากในชีวิตจริงคุณสุเชาว์ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าและย้ายไปมาอยู่ตลอด บ้านจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณสุเชาว์เสมอเมื่อจะวาดรูปก็เลยมักจะออกมาเป็นรูปบ้าน

ภาพผลงานของคุณสุเชาว์ที่ลงประกอบในบทความนั้นเป็นภาพวาดลักษณะเดียวกับภาพด้านบน แม้ภาพที่ตีพิมพ์จะเป็นเพียงภาพขาวดำ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ต้องบอกว่าได้เห็นแล้วทำให้คนไม่ประสาด้านศิลปะอย่างผมทึ่ง อึ้งและประทับใจอย่างมาก หลังจากนั้นถ้ามีโอกาสแวะเวียนผ่านงานแสดงศิลปะหรือแกลเลอรีที่ไหน ผมพยายามดูว่ามีผลงานของคุณสุเชาว์บ้างไหม เพราะอยากเห็นของจริงด้วยตาตัวเองซักครั้ง แต่ไม่มีโอกาสเลยนะครับ

จนกระทั่งวันนึงมีกิจธุระต้องเข้าไปที่วังบางขุนพรหม ซึ่งเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างที่เดินๆ อยู่สายตาก็มองงานศิลปินเอกของไทยแต่ละท่านไปเพลินๆ ก็ต้องมาสะดุดกับภาพวาดที่มีองค์ประกอบคุ้นตา ใช้โทนสีหม่น เป็นภาพของคุณสุเชาว์จริงๆ แต่น่าเสียดายที่แบงก์ชาติเป็นสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ผมมีโอกาสยืนดูอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกมา

จากวันนั้นมาสิบกว่าปีก็ยังไม่มีโอกาสได้เจองานของคุณสุเชาว์ที่ไหนอีก

จนกระทั่งสัปดาห์ก่อนผมมีได้เข้าไปประชุมงานในวังบางขุนพรหมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือโชคชะตาชักนำประการใด ในห้องประชุมมีภาพวาดของคุณสุเชาว์สามภาพแขวนเรียงกันประชันอยู่ตรงหน้าเลย ในระหว่างที่การประชุมดำเนินไปผมก็รอจังหวะไป พอสบโอกาสก็เดินไปชม ขยับเข้าไปดูรอยฝีแปรงรอยปาดเกรียงใกล้ๆ แล้วถอยออกมาดูภาพในระยะห่าง ขยับเข้าขยับออกอยู่นาน จากนั้นก็ถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพเก็บไว้เป็นภาพชุดนี้นี่แหละครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๒)

มีอีกภาพครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๑)

ไม่รู้เหมือนกันว่าที่วังบางขุนพรหมยังมีภาพของคุณสุเชาว์อีกมั้ย เพราะในพื้นที่ที่ผมเข้าไปเห็นมีอยู่เพียงสามภาพนี้ครับ

ปอลิง ทราบมาว่าที่ธนาคารทิสโก้ มีภาพของคุณสุเชาว์อยู่จำนวนหนึ่งด้วยครับ หากใครมีภาพถ่ายจะแชร์มาให้ชมบ้างก็ขอบคุณมากครับ