รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 (แบบบ้าน ๆ)

nike free 4.0 flyknitnike free 4.0 flyknit 2015

ตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เป็น nike free 4.0 flyknit 2015 มา (อ่านได้จากโพสต์นี้นะ มาวิ่งกันเถอะ) หลังจากใช้วิ่งมาแล้วสามครั้ง วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับคนที่สนใจนะฮะ

ออกตัวก่อนว่า ที่จั่วหัวว่าเป็นรีวิว จริง ๆ คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้เชี่ยวในเรื่องอะไรเลย รองเท้าวิ่งนี่ก็เหมือนกัน หลักการและเหตุผลรองรับทางวิทยาศาสตร์อะไรก็ไม่มี เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังว่าใช้แล้วรู้สึกยังไงจะตรงกว่า

(update: อ่านรีวิวหลังจากใช้วิ่งมา ๓๗๐ กิโลเมตร ได้ที่นี่ครับ รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 หลังวิ่งรวม ๓๗๐ กิโลฯ)

เอาตรงที่มาก่อน nike ออกแบบรองเท้ารุ่น free มาเพื่อจับกลุ่มนักวิ่งที่อยากได้ฟีลในการวิ่งแบบเท้าเปล่า (barefoot) ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงมากเมื่อสักห้าหกปีก่อน กระแสที่ว่านี้เริ่มมาจากหนังสือเล่มเดียวเลย คือ Born to Run เขียนโดยคุณพี่ Christopher McDougall (ชื่อหนังสือเต็ม ๆ ยาวกว่านี้ ถ้าใครสนใจลองเสิร์ชดูนะฮะ ใส่ชื่อหนังสือกับชื่อคนเขียนไปแค่นี้ เจอแน่นอน) คอนเซ็ปต์ไอเดียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จริง ๆ แล้ว มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า หรือมีรองเท้าบาง ๆ รองฝ่าเท้าก็พอแล้ว

แต่พออุตสาหกรรมรองเท้าวิ่งยุคใหม่เริ่มถือกำเนิดขึ้น (อันนี้เขาบอกว่าประมาณปี ๒๕๑๕) ก็เริ่มมีการพัฒนาพื้นรองเท้าให้รองรับแรงกระแทกโน่นนี่นั่น มีการหนุนพื้นให้หนาขึ้น แต่กลายเป็นว่ามีนักวิ่งจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง คุณพี่แมกดูกัลล์ก็เป็นหนึ่งในนั้นและเมื่อศึกษามากเข้าก็ลงความเห็นว่า เป็นเพราะรองเท้าวิ่งนี่เอง ที่มันฝืนธรรมชาติของเท้าและการวิ่งตามธรรมชาติของคน

พอเป็นอย่างนี้ก็เลยเกิดเป็นกระแส (หรือบางคนก็เรียกว่าเป็นลัทธิ) หันมาใช้รองเท้าที่พื้นไม่หนามาก วัสดุไม่เยอะ นัยว่าเพื่อให้เท้าเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติมากที่สุด (ถ้าไปเจอในบางเว็บว่า minimalist shoes เขาหมายถึงรองเท้าแบบนี้นี่แหละ) หรือบางคนแม่มก็เอ็กซ์ตรีมสุดขั้ว วิ่งตีนเปล่ากันเลยก็มี อันนี้ว่ากันตามถนัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนออกมาเตือน ๆ ว่า รองเท้าแบบนี้อาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้ เพราะการห่อหุ้มและปกป้องเท้ามีน้อย เพราะฉะนั้นใครที่จะมาทางนี้จึงควรที่จะค่อย ๆ ปรับ ไม่ใช่พรวดพราดเปลี่ยนมาเลย

ทาง nike เองก็เตือนเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเหมือนกัน โดยในกล่องรองเท้ารุ่นนี้เมื่อเปิดฝาออกมาจะเจอสติกเกอร์คำเตือนแปะเอาไว้ที่ฝากล่องด้านใน (ขอไม่แปลนะฮะ)

nike free warning stickerลงให้ดูทั้ง ๓ ภาษา ใครถนัดภาษาไหนเชิญตามสะดวก

รุ่นนี้ตัววัสดุด้านบนของรองเท้าทำจากเส้นใยที่ถักขึ้นรูปขึ้นมา (คือ flyknit) เท่าที่ดูคิดว่าน่าจะเป็นชิ้นเดียวเลย น้ำหนักเบา กระชับเท้า นุ่มและระบายได้ดี (nike บอกว่ารุ่นนี้จะวิ่งแบบไม่ใส่ถุงเท้าก็ได้นะ) เท่าที่ลองดึง ๆ ดู จะยืดหยุ่นได้นิดหน่อย ยกเว้นบริเวณสีดำที่เป็นรู ๆ ตรงหน้าเท้า ตรงนั้นจะยืดได้เยอะกว่าบริเวณอื่น

flyknitดูกันชัด ๆ กับวัสดุที่เรียกว่า flyknit ยืดได้นิดหน่อย ยกเว้นส่วนที่สีดำนั่นยืดได้เยอะกว่า

รุ่นนี้ถ้าเทียบกับคู่เดิม (new balance minimus road 10V2) ช่วงหน้าเท้าจะแคบกว่าคู่เดิม ก่อนใส่ก็กังวลนิด ๆ ว่าจะอึดอัดมั้ย พอใส่จริงรู้สึกกระชับดี แล้วก็ไม่อึดอัดนะ อันนี้คิดว่าเป็นผลมาจากอี flyknit นี่แหละที่ยืดหยุ่นได้นิดนึง อีกเรื่องที่แปลกใจก็คือ ของคู่เดิมใส่เบอร์ ๑๑ US แต่คู่นี้แค่เบอร์ ๑๐.๕ เพราะฉะนั้นใครที่สนใจก่อนซื้ออาจจะต้องลองกันให้ดีก่อน ไม่งั้นไซส์อาจไม่พอดี

คู่นี้ตอนที่ลองมีสิ่งที่ไม่ชินนิดหน่อย (ตอนนี้ก็ยังไม่ชิน) คือ รู้สึกว่าบริเวณช่วงกลางฝ่าเท้ามีอะไรมาหนุนอยู่นิดนึง ที่รู้สึกอย่างนี้ก็เพราะพื้นรองเท้าคู่เดิมมันบางมาก เหมือนไม่ค่อยมีอะไรหนุนฝ่าเท้าเท่าไหร่ คู่นี้จะมีมากกว่า

nike free 4.0 flyknit

ทีนี้ก็มาถึงตอนวิ่งจริง ซื้อมาวันเสาร์ ใส่วิ่งครั้งแรกเช้าวันอาทิตย์ วิ่งกิโลฯ แรกเวลาออกมาตกใจเลย ๕.๒๖ นาที นี่ไม่รู้ว่าเพราะหยุดวิ่งมาหลายวัน กลับมาวิ่งเลยกะจังหวะไม่ถูก หรือเพราะเห่อรองเท้าใหม่เลยกดซะ หรือว่าเป็นผลมาจากตัวรองเท้าเอง แต่ทำเวลาเท่านี้ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ตอนเกือบสองปีก่อนที่ยังวิ่งเยอะ ๆ ยังได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๕.๓๕ ถึง ๕.๕๐ อยู่เลย แต่เอาล่ะ ได้เวลาเท่านี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี พอวิ่งกิโลฯ ต่อมาก็เลยชะลอ ๆ หน่อย เพราะต้องคอยปรับท่าวิ่งเรื่องการลงเท้าด้วย

ต่อมาวันจันทร์ วิ่งเป็นครั้งที่สอง เวลากิโลฯ แรกออกมา เหยดดดดดดด ๕.๒๓ นาที อันนี้เริ่มคิดแล้ว เอ๊ะ เพราะกูยังไม่ชินรองเท้า เลยปรับจังหวะไม่ถูกหรือเปล่าวะ กิโลฯ ต่อมาก็เหมือนเมื่อวาน คือ ชะลอลง มาใส่ใจกับจังหวะการลงเท้ามากขึ้น เพราะยังไม่ค่อยชินดี

พักวันนึง วิ่งครั้งที่สามวันพุธ คราวนี้ถึงกับต้องร้อง เจ๊ดเข้!!! แม่มเกินไปละ เวลาออกมา ๕.๑๐ นาที เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย พี่ไม่เชื่อ แค่เปลี่ยนรองเท้า เวลาพี่ขยับขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องนี้เล่าสู่กันฟังไว้ก่อน แต่ยังไม่ขอสรุป เดี๋ยวขอเก็บข้อมูลระยะยาวสักนิด รอให้ชินรองเท้าก่อน ได้ผลยังไงจะมาอัปเดตกันอีกที

inside nike free 4.0 flyknitแผ่นรองเท้าด้านใน (ถอดออกได้) เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Barefoot Ride นะฮะ

สำหรับเรื่องความรู้สึกของการใช้งาน รู้สึกได้ชัดว่าเท้ามีอะไรรองรับมากขึ้น (เมื่อเทียบกับคู่เดิม) การปรับท่าวิ่งให้เอากลางเท้าลงรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่าคู่เดิม คู่นี้ถ้าดูข้อมูลน้ำหนักจะมากกว่าคู่เดิมนิดนึงแต่ตอนใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แล้วก็มีสิ่งที่ยังไม่ชินอย่างที่บอกไปแล้วคือ รู้สึกมีอะไรหนุนตรงช่วงกลางฝ่าเท้าอยู่ บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี เอาเป็นว่าไม่ชินนะฮะ…

หมายเหตุ : แจ้งเอาไว้นิดนึงเผื่อใครสงสัย รองเท้าคู่นี้ซื้อเองด้วยเงินตัวเอง ไม่ได้ฟรี ไม่ได้ส่วนลดพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น (สลิปบัตรเครดิตยังอยู่เลย) เพราะฉะนั้นไม่มีไทอินแน่นอนฮะ

nike free 4.0 flyknit

มาวิ่งกันเถอะ

nike free 4.0 flyknit

ผมเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเอามาใช้แทนคู่เดิมที่โทรมไปตามการใช้งาน (พื้นสึกส้นก็สึก) จะว่าไปจริง ๆ ก็ยังใช้ได้อยู่หรอก แต่คนเราบางครั้งก็พ่ายแพ้ให้แก่กิเลสบ้างเหมือนกัน ก็ได้แต่แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ว่า เอาวะ ถึงจะจ่ายเงินไปหลายพันแต่ก็เอามาใช้งานจริง ๆ แถมยังใช้เพื่อสุขภาพด้วย ดีกว่าเอาไปทำอย่างอื่นน่า

ข้อแก้ตัวนี้เป็นเรื่องจริง ต้องเล่าย้อนหลังกันนิดนึงว่า แต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยออกกำลังกายแบบจริงจังได้เลย จนกระทั่งเมื่อประมาณสามหรือสี่ปีก่อนที่เริ่มมาคิดว่า ถ้าหาก (กู) ไม่ทำอะไรกับสุขภาพตัวเองซะบ้าง แก่ตัวไปเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมาท่าจะลำบาก ต่อให้บรรลุเป้าหมายมีอิสรภาพทางการเงิน แต่นอนพะงาบอยู่บนเตียงตลอดวันนี่ไม่ไหวแน่ คิดได้อย่างนี้ก็เลยเกิดลูกฮึดที่จะออกกำลังกายขึ้นมา

หมายเหตุ ๑ : ข้อความหลังจากนี้เป็นความเชื่อของผมล้วน ๆ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือคล้อยตาม บางเรื่องอาจมีเหตุผลรองรับ บางเรื่องก็ไม่มี แต่ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันนะฮะ

หลังจากคิดสะระตะอะไรหลายอย่างแล้ว สรุปว่า วิ่งนี่แหละวะน่าจะดีที่สุด ด้วยเหตุผลว่า หนึ่ง เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (ไม่อธิบายนะฮะ ลองเสิร์ชดูเอาเอง) สอง ได้เหงื่อ (อันนี้สำคัญ เพราะเคยไปหัดโยคะแล้วเจอปัญหาว่า เล่นแล้วเหงื่อไม่ออก รู้สึกมันอึดอัดมาก อารมณ์เหมือนคนปวดขี้แต่ขี้ไม่ออก ประมาณนั้น – แต่จริง ๆ โยคะนี่ก็ดีนะ)

สาม ถูก (หรือจะว่าประหยัดก็ได้) ใช้เสื้อยืดที่มีอยู่แล้ว กางเกงขาสั้นก็มี ซื้อรองเท้าดี ๆ คู่เดียวก็พอ ค่าสนามค่าสระไม่ต้องเสีย ค่าลูกไม่มี สี่ เล่นคนเดียวได้ นี่ก็จำเป็น เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครคบ จะเล่นอะไรที่เป็นกลุ่มเป็นทีมกว่าจะนัดกันได้ครบ เหนื่อยกว่าอีก จะออกไปวิ่งนี่จะไปตอนเช้าก็ได้ เย็นก็ได้ ไม่ต้องรอใคร ห้า สะดวก ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล วิ่งในหมู่บ้านได้เลย ไม่ต้องกลัวเจอโจทย์ หรือจะมีใครดักตีหัว ได้ห้าข้อนี่ก็พอล่ะ

ข้อสี่กับข้อห้านี่สำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น ลองไปถามคนรอบตัวดูเถอะอย่างน้อยต้องมีสักครึ่งนึงแหละที่บอกว่าอยากจะออกกำลังกาย แต่ที่ไม่สามารถทำได้เพราะปัจจัยที่คอยขัดขวางมันเยอะ บ้างก็ไม่มีเวลา บ้างก็ไม่มีเพื่อน บางคนไม่มีอุปกรณ์ บางคนสนามอยู่ไกล บางคนเจอแม่มหลายอย่างที่ว่ามานี่เลย สรุปว่าอยากทำแต่ไม่ได้ทำซักที เพราะอย่างนี้ก็เลยต้องพยายามหาวิธีออกกำลังกายอะไรที่มีปัจจัยขัดขวางน้อยที่สุด เพื่อให้เริ่มได้ง่ายและทำได้ต่อเนื่อง อันนี้ก็แล้วแต่วิธีใครวิธีมันนะฮะ

ได้ข้อสรุปมาแบบนี้ แต่เพื่อความแน่ใจมันก็ต้องลองดูก่อน เพื่อเป็นการเช็ก proof of concept ก็เลยไปซื้อรองเท้าวิ่งธรรมดา ๆ มาคู่นึง เอาแบบไม่แพง ไม่เกินสองพัน เพื่อที่ว่าถ้าลองวิ่งแล้วไม่ใช่จะได้ไม่เสียดายเงิน ก็ซื้อ new balance มาใช้เพราะได้ยินว่า มีไซส์ที่หน้าเท้ากว้าง วิ่งแล้วจะได้ไม่รัด ไม่อึดอัด ลองวิ่งดูได้สักอาทิตย์ก็ใช่แล้วเว้ย วิ่งนี่แหละ รอดแน่

พอตัดสินใจว่าจะวิ่ง มันก็น่าจะจบแต่ยังไม่จบ เพราะมีเสียงเตือนกันเยอะเรื่องอายุเริ่มเยอะมาวิ่งให้ระวังเข่าจะมีปัญหา ทีนี้ก็จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนมีพี่ที่สำนักเดียวกันทำบทความการออกกำลังกายของผู้บริหารคนไทยที่อยู่ธนาคารต่างชาติคนนึง ตอนนั้นแกอายุห้าสิบกว่าแล้วมั้ง แกออกกำลังกายด้วยการวิ่งแล้วแกบอกว่า มันมีวิธีที่วิ่งแล้วไม่เป็นอันตรายกับเข่า คือ วิ่งอย่าเอาส้นเท้าลง ซึ่งแกต้องฝึก พอฝึกได้แล้วทีนี้ก็สบาย วิ่งได้วิ่งดี

ปัญหาคือ แกไม่ได้บอกว่าฝึกยังไง (ฟระ?) ก็เลยเสิร์ชเอาในเน็ต เสิร์ชไปเสิร์ชมาก็เจอข้อมูลผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard ว่า การวิ่งโดยเอาเท้าส่วนหน้าหรือกลางเท้าลงพื้น (เขาเรียกงี้เปล่าไม่รู้นะ แปลมาจาก forefoot strike หรือ midfoot strike) จะมีแรงที่เกิดขึ้นน้อยกว่าการเอาส้นเท้าลง (heel strike) ซึ่งอาจจะ (อาจจะนะ) ส่งผลให้มีโอกาสบาดเจ็บน้อยลงตามไปด้วย

ดูข้อมูลพวกนี้แล้ว ก็เชื่อตามเค้านะ ทีนี้พอจะวิ่งแบบนี้มันก็ต้องหารองเท้าวิ่งที่เหมาะกับสไตล์นี้ด้วย เพราะรองเท้าวิ่งส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ทำมาเน้นให้วิ่งเอาส้นเท้าลง (พวกที่มีส้นหนา ๆ ที่เอาไว้รองรับแรงกระแทกทั้งหลาย) ซึ่งมันไม่เอื้อกับการวิ่งแบบเอาหน้าเท้าหรือกลางเท้าลง นี่เองจึงเป็นที่มาของการหาข้อมูลรองเท้าก่อนซื้อ

เลือกไปเลือกมาสุดท้ายเหลือสองตัวเลือกต้องไปลองของจริงคือ new balance minimus road 10V2 กับ nike free 4.0 ลองใส่ทั้งสองคู่ วิ่งอยู่ในซูเปอร์สปอร์ต คนแม่มก็มอง ไอ้ห่านี่ทำอะไร เราก็ไม่สนใจ กูมาซื้อรองเท้าวิ่ง กูก็ต้องลองวิ่งสิวะ สุดท้ายตัดสินใจเลือก new balance เพราะถูกกว่า เฮ้ย ไม่ใช่ เพราะใส่สบายกว่า แล้วที่สำคัญ แม่มโคตรเบา เบามากกกกกกก ตอนหาข้อมูลซื้อคู่ใหม่นี่ยังไม่เจอคู่ไหนเบาได้เท่าคู่นี้อีกเลยนะ ทั้งสองข้างหนักรวมกัน ๑๘๔ กรัม ข้างนึงไม่ถึงขีดอ่ะ

newbalance minimus road 10v2สภาพปัจจุบัน วิ่งมาแล้วพันกว่ากิโลฯ

ใช้รองเท้าคู่นี้มาตลอด รวมระยะแล้วพันกว่ากิโลฯ จนกระทั่งมีเหตุให้หยุดวิ่งไปปีกว่า ๆ ช่วงนี้กลับมาวิ่งใหม่ก็เกิดกิเลส จริง ๆ คู่นี้ก็ยังใช้ได้อยู่แหละ แต่อยากได้คู่ใหม่ไง เลยมานั่งหาข้อมูลอีกรอบ ทีแรกก็ว่าจะเอารุ่นใหม่ของคู่เดิมคือ minimus road 10V3 แต่เท่าที่เช็กดูไม่เห็น new balance เอารุ่นนี้เข้ามาขาย ก็กลับมาหาข้อมูลใหม่ เลือกไปเลือกมาดูสารพัดยี่ห้อ เปิดดูเว็บรีวิวเว็บโน้นเว็บนี้ ดู youtube เปรียบเทียบ เลือกคู่เปรียบมาได้สองรุ่น เหมือนรีแมทช์ครั้งที่แล้วเลยนะ เพราะอันดับหนึ่งที่จะไปลองเป็น new balance 1500 เบอร์สองเป็น nike free 4.0 flyknit ไปถึงซูเปอร์สปอร์ต พนักงานบอกไม่มี รุ่นนี้ไม่ได้เอาเข้ามา เราก็อะไรวะ เดินออกไปที่ช็อป พนักงานก็บอกว่าไม่มีเหมือนกัน อ้าวเลยทีนี้

nike_4_flyknit_2สีสองข้างไม่เหมือนกันซะทีเดียว พนักงานบอกว่า อันนี้ปกติ

nike free 4.0 flyknit outsoleอันนี้พื้นรองเท้า ที่เห็นดำ ๆ นั่นไม่ใช่อะไร เอาไปวิ่งมาแล้วครั้งนึงฮะ

สุดท้ายเดินเข้าช็อป nike กะว่าไปลองดูก่อน ถ้าไม่ชอบก็ไม่เอา แต่ปรากฎว่าชอบแฮะ ก็เลยเรียบร้อยโรงเรียน nike ไปด้วยประการฉะนี้…

หมายเหตุ ๒ : ที่เล่ามายืดยาวนี่ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอะไร แค่อยากบอกเล่าวิธีคิดที่มาออกกำลังกายด้วยการวิ่งและวิธีคิดในการซื้อรองเท้าวิ่ง รวมทั้งข้อมูลที่หามาได้ เผื่อว่าใครที่กำลังคิดจะซื้อรองเท้าวิ่งอยู่พอดีจะได้ประหยัดเวลาหรือเอาไปต่อยอดอะไรได้นะฮะ

หมายเหตุ ๓ : จะเห็นได้ว่าอะไรบางอย่าง (หรือหลายอย่าง) ที่เราตั้งใจ เราอุตส่าห์วางแผน หาข้อมูลมาอย่างดิบดี บางทีมันก็มีเหตุให้ไม่เป็นไปตามที่หวังและตั้งใจได้เสมอ เหมือนอย่างที่พระท่านบอกว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เรื่องนี้ฝรั่งมันถึงกับสรุปออกมาเป็นกฎเลยนะ เรียกว่า Murphy’s Law บอกว่า Anything that can go wrong, will go wrong. แปลเป็นไทยแบบเด็กบ้านนอกอย่างผมได้ว่า อะไรที่แม่มจะผิดพลาดได้ แม่มก็จะผิดพลาดจนได้แหละน่า พอเรารู้อย่างนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ การวางแผนสำรอง มีแผนสองเตรียมเอาไว้กรณีที่แผนแรกมันไม่เป็นอย่างที่คิด จังหวะจะได้ไม่สะดุด นั่นล่ะฮะ ท่านผู้ชมฮะ

หมายเหตุ ๔ : อันนี้เป็นเก็บตกจากการหาข้อมูล ได้ยินมาหลายเสียงว่ารองเท้ายี่ห้อนึงดีมาก ๆ ใช้ gel ในการซับแรงกระแทก ชูเรื่องนี้เป็นจุดขาย ก็เลยนั่งหาข้อมูล ปรากฎว่า ตึ่งโป๊ะ!!

ไปเจอเว็บรีวิวรองเท้าวิ่งที่ลงทุนผ่ารองเท้ายี่ห้อนี้ให้ดูว่า gel ที่ว่าดีน่ะยังไง ยังไงจ๊ะ ผลที่ได้คือตามรูปจ้ะ

ฝรั่งใช้คำว่า marketing scam นะฮะ คือใช้ gel ก้อนเท่าขี้แมวอยู่สองก้อนเท่าที่เห็นนั่นล่ะ อารมณ์ประมาณเราเห็นโฆษณาแฮมเบอร์เกอร์ทางทีวี เนื้องี้ฉ่ำ juicy มาก ผักก็ดูสดกรอบน่ากินอิ๊บอ๋าย พอไปถึงที่ร้าน เฮ้ย เนื้อไหงมันแห้งงี้อ่ะ ผักก็เหี่ยว อี๋เลย

แต่ถึงยังงั้นนะในส่วนที่ด่าคนรีวิวมันก็ด่า แต่ก็สรุปให้คะแนนออกมาในเกณฑ์ดีใช้ได้ เพราะอย่างอื่นมันก็โอเคอยู่

วิธีดูแลตัวเองไม่ให้เป็นความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์


เมื่อวานนี้มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณหมอท่านนึง เป็นหมอด้านสมองจากสหรัฐฯ ที่ดังระดับโลก (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะคุณหมอมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลแห่งนึงของไทยด้วย) หัวข้อนึงที่ถามไปก็คือ ทำยังไงที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เจออาการความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

ง่ายมาก คุณหมอบอกมายังงี้ ต้องดูแลการใช้ชีวิตของตัวเอง เริ่มจากอาหารที่กิน คุณหมอใช้คำว่า ให้กินเมดดิเทอร์เรเนียน ฟู้ดส์ ซึ่งขยายความว่า ได้แก่ ปลา (ซึ่งก็คงหมายถึงปลาทะเล เพราะคนแถบเมดดิเทอร์เรเนียนคงไม่ได้กินปลาน้ำจืดจำพวกปลาช่อน ปลาสวายกันนะ) ผัก ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง (หมอใช้คำว่า nut เปิดดูคำแปลแล้วมันบอกยังงี้ หมอคงไม่ให้กิน “น็อต” หรอก) ส่วนที่ควรงดคือ เนื้อแดง ซึ่งก็ได้แก่พวกเนื้อวัว เนื้อหมู อะไรแบบนี้

หมายเหตุ ข้อนี้ขอตั้งข้อสงสัยตามประสาคนขี้สงสัย ไม่รู้ว่าหมอแกตอบตามที่ศึกษามาแบบโลกตะวันตกหรือเปล่า แกอาจยังไม่เคยศึกษาพวกอาหารญี่ปุ่น เห็นคนญี่ปุ่นก็อายุยืนแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพเหมือนกันนะ

ประการต่อมา หมอบอกให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนมันมีผลต่อเซลล์สมอง

ถัดมา ให้ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เลือดมีการสูบฉีดและไหลเวียนในสมองได้ดี

ตามด้วย อย่าเครียด อันนี้ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว พูดง่ายแต่ทำยากอิ๊บอ๋าย

ประการสุดท้าย หมอบอกว่าให้ฝึกสมองเอาไว้เรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ต้องเป็นเรื่องที่อยู่นอก comfort zone ของตัวเอง เช่น ถ้าเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องภาษาก็ให้ไปหัดภาษาใหม่ ๆ อย่างตัวหมอเองแกบอกว่า สิ่งที่แกทำตอนนี้คือ หัดขับเฮลิคอปเตอร์จ้าาาาา

แกบอกแกเป็นหมอด้านสมองอยู่แล้ว ถ้าแกมาฝึกสมองด้วยการศึกษาเรื่องสมองอีก ถึงจะเป็นเรื่องยากแต่มันก็เป็นเรื่องที่อยู่ใน comfort zone ของแกงี้ อย่างนี้ไม่ได้ผล

ง่าย ๆ ไม่กี่ข้อเท่านั้นเองนะ จา มา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา…

#อาการกำเริบแล้ว ขอไปกินยาก่อนนะฮะ

ถ้าถูกเลิกจ้าง คุณพร้อมหรือยัง?

National Geographic magazine, December 1985

วันแรกที่นิตยสาร National Geographic เปลี่ยนมือมาอยู่ในสังกัด 21st Century Fox ของเจ้าพ่อสื่อ Rupert Murdoch พนักงานทุกคนได้รับคำสั่งให้อยู่ในสถานที่ทำงานหรือใกล้โทรศัพท์ เพราะจะมีโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลมาเรียกไปแจ้งสถานภาพการจ้างงานทีละคน

หลังจากช่วงเวลาแห่งความระทึกผ่านไป พนักงานประมาณ ๑๘๐ คนไม่ได้ไปต่อ ในจำนวนนี้หลายคนมีผลทันที บางคนมีผลสิ้นเดือนมกราคมปีหน้า คนที่ไม่ได้ไปต่อจำนวนไม่น้อยทำงานที่นี่มาเกินสิบปีและที่เกิน ๒๐ ปีก็ยังมี

คนที่ไม่ได้ไปต่อ เช่น Photo Editor, Picture Editor, ช่างภาพ และเพจ ดีไซเนอร์

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจช่วยเตือนสติคนทำงานว่า อย่าคิดว่าอะไรมันจะอยู่ค้ำฟ้า ขนาดนิตยสารที่อยู่มา ๑๒๗ ปี ยังมีวันนี้ ตอนที่เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มไปในปี ๒๕๕๑ ก็อายุ ๑๕๘ ปี แถมตอนนั้นยังเป็นอินเวสต์เม้นต์แบงก์อันดับสี่ของสหรัฐฯ อีกด้วย ตอนนั้นพนักงานตกงานไปสองหมื่นกว่าคน

ผมเป็นคนเชื่อในเรื่องของการตั้งคำถาม อยากให้เพื่อนๆ ที่เป็นลูกจ้างเหมือนผมลองถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้ถูกเลิกจ้างหรือบริษัทล้มกะทันหัน เราเอาตัวรอดได้มั้ย?

ถ้าไม่ได้ ทำไม?

คำตอบของคำถามนี้อาจเปลี่ยนชีวิตเรา…

หมายเหตุ : นิตยสาร National Geographic ฉบับเดือนธันวาคม ๑๙๘๕ ในภาพด้านบนเป็นเล่มแรกที่มีการตีพิมพ์ภาพเรือ Titanic ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรมาหลายสิบปีให้ผู้คนได้เห็นกันอีกครั้ง พร้อมด้วยข้อเขียนของ Robert D. Ballard นักสำรวจใต้น้ำชื่อดัง และนิตยสารฉบับนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ James Cameron ทำหนัง Titanic ออกมา

เรียนบริหารจากประสบการณ์ (คนอื่น)

BlogTools

ตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจ็กต์ให้บริษัทนึง เนื้องานคร่าวๆ ก็คือการรวบรวมและเรียบเรียงประวัติความเป็นมาของบริษัทนี้ ซึ่งในขั้นตอนของการเก็บข้อมูล นอกจากจะสืบค้นจากเอกสารต่างๆ แล้ว ยังต้องสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของบริษัทนี้เกือบ ๒๐ คน โดยที่แทบทุกคนเลยวัยเกษียณกันมาแล้ว และถ้าเอาอายุงานของทุกคนมารวมกัน (ตอนนี้หลายคนก็ยังทำงานอยู่ เป็นกรรมการบริษัทบ้าง เป็นที่ปรึกษาบ้าง) น่าจะไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ปี ซึ่งประสบการณ์ที่แต่ละคนมีก็หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาว่าในขณะนั้นสถานการณ์ของบริษัทเป็นยังไง

ผมเองนับว่าเป็นโชคที่ได้ทำงานนี้ เพราะพี่ๆ (น้าๆ และลุงๆ) ที่ได้สัมภาษณ์แต่ละคนเล่าเรื่องราวให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ถามเรื่องอะไรไป ตอบหมด แถมบางเรื่องที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่ได้ถาม (เพราะไม่รู้) ก็เล่าให้ฟังด้วย

ประสบการณ์การทำงานที่ได้ฟังมานี่เหมือนกับเรามีโอกาสเข้าไปนั่งเรียนหลักสูตรบริหารซักหลักสูตรนึงที่อาจารย์ผู้สอนเป็นคนทำงานจริง มีประสบการณ์จริงและใช้เคสจริงมาเล่าให้เราฟัง ซึ่งมันเจ๋งมากนะครับ

เรื่องแรกที่ผมอยากเล่าก็คือ การหาสาเหตุของปัญหาตามหลัก Five Whys (เรื่องนี้เป็นความรู้ใหม่ของผม คนที่รู้มาก่อนแล้วข้ามไปเลยก็ได้นะครับ) ซึ่งตอนแรกที่คุณลุงเล่ามาแกเรียกว่า Why Why หลังจากนั้นผมไปเจอในหนังสือ The Lean Startup ถึงได้รู้ว่ามันคือ Five Whys

LeanStartup

หนังสือเล่มนี้ครับที่ช่วยให้กระจ่างเรื่อง Five Whys

หลักการของ Five Whys ก็คือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้เราหาสาเหตุของปัญหาด้วยการถามว่า Why? (ปัญหานี้เกิดจากอะไร?) แล้วหาคำตอบออกมา เมื่อได้คำตอบแล้วก็ตั้งคำถามต่อว่า Why? อีกที เพื่อหาว่าคำตอบของ Why? ครั้งแรกน่ะมันเกิดจากอะไร เมื่อได้แล้วก็ถาม Why? อีก ทำอย่างนี้ไปห้า Why? เราจะได้เจอสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (หรือบางกรณีอาจจะถามไม่ถึงห้าครั้งก็ได้คำตอบสุดท้ายแล้ว) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งจะเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึงเลยว่า ไอ้นี่แหละคือต้นตอของปัญหาที่กำลังปวดหัวอยู่

ฟังแล้วงงมั้ยครับ?

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างนี้ครับ สมมุติเราตื่นเช้ามา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยจะออกไปทำงาน สตาร์ตรถ ชึ่ง!! เงียบ สตาร์ตไม่ติด หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์นี้ ถ้าเราใช้หลัก Five Whys เคสนี้ปัญหาคือ รถสตาร์ตไม่ติด

ทำไมสตาร์ตไม่ติดล่ะ? (นี่ Why? แรก)
– แบตฯ หมด

ทำไมแบตฯ หมดล่ะ? (Why? สอง)
– น้ำกลั่นแห้ง

ทำไมถึงแห้งล่ะ? (Why? สามล่ะนะ)
– ก็ (มึง) ไม่เคยเปิดออกมาเช็กมาเติมเลย ใช้มาได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว

สมมุติว่าจบแค่นี้

การตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้อาจฟังดูเหมือนกวนอวัยวะเบื้องล่าง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างจะเห็นว่ามันสามารถนำไปสู่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้ โดยกรณีนี้วิธีแก้ปัญหาก็อาจจะเป็นการกำหนดให้มีการตรวจเช็คน้ำกลั่นเป็นระยะ (ก็อย่าลืมอีกล่ะ) หรือจะลดความยุ่งยากด้วยการซื้อแบตฯ แบบแห้งไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาคอยดู ยอมเสียเงินแพงหน่อย แต่สบายใจงี้

หลัก Five Whys นี้ต้นตำรับเป็นชาวญี่ปุ่นชื่อ Taiichi Ohno ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง Toyota Production System และหลักการนี้ก็ได้รับความนิยมทั่วทั้งญี่ปุ่น ต่อมาก็แพร่เข้าไปในประเทศต่างๆ ที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (พารากราฟนี้เป็นโหมดสาระล้วนๆ นะครับ)

จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเป็นกรณีที่หาสาเหตุและทางแก้ได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนและเป็นเรื่องของเราคนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ในชีวิตจริงโดยเฉพาะในการทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นมันจะไม่ง่ายอย่างนี้แถมยังไปเกี่ยวข้องกับหลายคนหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่ว่าก็มักจะไม่มีใครยอมใครกันหรอก ส่วนมากจะมีอีโก้อีกลวงกันทั้งนั้นแหละ ทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้นไปอีก (ถ้าใครไม่เจอปัญหาประเภทนี้ในที่ทำงาน รบกวนช่วยหลังไมค์มาแจ้งชื่อบริษัทไว้ด้วยนะครับ คุณโชคดีมาก)

แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ไปเจอกรณีที่พยายามแก้ปัญหาทุกวิธีทุกรูปแบบแล้ว Five Whys ก็แล้ว ทั้ง inside และ outside the box แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ ก็มีคำแนะนำจากคุณลุงอีกคนนึงที่ให้สัมภาษณ์ไว้ (งานเดียวกันแต่สัมภาษณ์คนละที) เอามาใช้ได้ ถือเป็นกระบวนท่าสุดท้ายจริงๆ

คุณลุงบอกว่า กรณีแบบนี้ให้ยึดหลัก “ช่างมัน ช่างมึง ช่างกู”

สารภาพตามตรงว่า ตอนที่ได้ยินครั้งแรกนี่ชะงักไปนิดนึงเลยนะครับ นึกไม่ถึงว่ากระบวนท่าสุดท้ายของผมกับของคนที่เคยเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ คุมธุรกิจที่รายได้เกินหมื่นล้านจะคล้ายกันขนาดนี้ เพียงแต่กระบวนท่าของผมสั้นกว่าของคุณลุงนิดนึง

ช่างแม่มมมมมมมม…

ใครสนใจจะเอาไปใช้คุณลุงแกไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ

เขียนถึงคุณวิโรจน์ นวลแข เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

เมื่อวานมีข่าวที่ทำให้ใจหายมาก

ตลอดชีวิตการทำงานเป็นนักข่าวมา ๒๐ กว่าปี (ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าวอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสถานภาพไป) มีแหล่งข่าวไม่กี่คนที่ผมให้ความนับถือและยิ่งเป็นแหล่งข่าวในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก

คุณวิโรจน์ นวลแข เป็นหนึ่งในนั้น

ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์ไม่บ่อยครั้งนักเนื่องจากสายงานที่ทำในช่วงแรกไม่ตรงกับคุณวิโรจน์ แต่ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมมีโอกาสได้ทำข่าวปรส. ซึ่งเป็นช่วงที่ทำข่าวสนุกที่สุดและได้พัฒนาตัวเองมากที่สุด (ในขณะที่สถานการณ์การเงินในช่วงนั้นย่ำแย่ที่สุดด้วย) ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์แบบ exclusive หลายครั้งด้วยกัน เนื่องจากผู้บริหารคนหนึ่งที่บริษัทเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนวชิราวุธกับคุณวิโรจน์ ทำให้เราสามารถเชิญคุณวิโรจน์มาให้ความรู้และให้สัมภาษณ์ได้ถึงที่ออฟฟิศ

ครั้งหนึ่งทีมงานเรานั่งเตรียมตัวกันอยู่ในส่วนรับรองแขกในห้องทำงานท่านเจ้าสำนัก เมื่อคุณวิโรจน์มาถึงสิ่งแรกที่ทำ (โดยที่ยังไม่นั่งลง) คือยื่นมือมาจับมือกับผู้บริหารที่เป็นเพื่อนโรงเรียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาจนถึงวันนี้ หลังจากวันนั้นเวลาได้ยินใครพูดถึงเรื่องความผูกพันกันของเด็กวชิราวุธผมไม่มีข้อกังขาอีกเลย ด้วยภาพคุณวิโรจน์จับมือกับเพื่อนโดยที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาเลยแต่สีหน้าและแววตามันบอกออกมาแทน

ในช่วงนั้นนอกจากการสัมภาษณ์แบบเจอตัวกันแล้ว บางครั้งที่ได้ประเด็นใหม่ๆ มาผมยังต้องโทรศัพท์ไปรบกวนขอความรู้และความเห็นจากคุณวิโรจน์ด้วย โดยที่ท่านเจ้าสำนักให้เบอร์โทรศัพท์มือถือมาพร้อมกับบอกว่า “บวก มึงเอาเบอร์คุณวิโรจน์ไป บอกว่าได้เบอร์มาจากพี่” ด้วยความเกรงใจ ผมโทรศัพท์ไปรบกวนคุณวิโรจน์เพียงสองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งได้รับความกรุณาจากคุณวิโรจน์เป็นอย่างดี

หลังจากช่วงนั้นผมได้พบคุณวิโรจน์อีกเพียงสองครั้ง โดยเป็นช่วงที่คุณวิโรจน์พ้นจากตำแหน่งที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว ครั้งแรกผมไปทำข่าวเปิดตัวบัตรเครดิตเจ้าหนึ่งที่เกาะสมุย ระหว่างที่เดินรอเวลาเริ่มงานอยู่กับเพื่อนนักข่าวสองสามคน เราเจอคุณวิโรจน์ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าวิ่ง ในตอนนั้นคุณวิโรจน์น่าจะอายุใกล้ๆ ๖๐ หรือ ๖๐ กว่าแล้ว แต่ยังดูฟิตมาก เมื่อยกมือไหว้สวัสดีเป็นที่เรียบร้อยเราถามถึงชีวิตในช่วงนั้น รายละเอียดผมจำไม่ได้แต่ที่จำได้คือ คุณวิโรจน์บอกว่าช่วงนี้อ่านหนังสือ เมื่อถามว่าอ่านหนังสือแนวไหน คุณวิโรจน์ตอบว่า พวกแมเนจเมนต์ไม่ได้อ่านแล้วเพราะไม่ได้ใช้ ช่วงนี้อ่านหนังสือธรรมมะ

อีกหลายปีต่อมาผมได้พบคุณวิโรจน์อีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการนิตยสารธุรกิจฉบับหนึ่ง เรามีกิจกรรมอีเวนต์เล็กๆ กับคนอ่านและสมาชิก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาพูดให้คนอ่านที่สนใจได้เข้ามาฟัง ครั้งหนึ่งเราเลือกสถานที่จัดเป็นบูทีกโฮเต็ลย่านใจกลางเมือง ซึ่งมาทราบก่อนจัดงานไม่กี่วันว่าเป็นของลูกคุณวิโรจน์

ในวันงาน ระหว่างที่ผู้อ่านทยอยเข้ามาลงทะเบียน คุณวิโรจน์เดินผ่านประตูเข้ามา เมื่อเห็นมีการลงทะเบียนกันอยู่ก็เดินมาถามว่าจัดงานอะไร หลังจากที่ผมอธิบายเสร็จคุณวิโรจน์ก็ถามถึงนิตยสารที่ทำอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นนิตยสารธุรกิจหัวนอกที่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นฉบับภาษาไทยเล่มแรกในวงการ คุยกันสักพักคุณวิโรจน์ก็ปลีกตัวไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าถึงคุณวิโรจน์ก็คือ ช่วงที่คุณวิโรจน์เป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย หลายคนอาจโตไม่ทันหรือบางคนอาจจำไม่ได้ ช่วงนั้นเพิ่งพ้นจากต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน ธนาคารในประเทศยังอาการหนักและเข็ดขยาดกับการจัดการลูกหนี้ ทำให้แทบทุกธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ซึ่งในทางเศรษฐกิจเมื่อแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อภาค real sector ก็เดินไม่ได้ แบงก์เองก็แย่เพราะเงินฝากท่วมแบงก์ มีแต่ดอกเบี้ยจ่ายไม่มีดอกเบี้ยรับ

ธนาคารกรุงไทยภายใต้การคุมบังเหียนของคุณวิโรจน์เป็นแบงก์แรก (ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลในเวลานั้น เพราะเป็นแบงก์รัฐ) ที่ลุกขึ้นมาปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง หลายคนอาจพอจะจำเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน…” ได้
อันนี้แหละครับที่เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่ออีกครั้งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ในตอนนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ที่ผมพอจะทำได้คือ ขอคุณอำนาจพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้เคราะห์หรือกรรมเก่าของคุณวิโรจน์หมดไปโดยเร็ว

ผลงานคุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ ที่วังบางขุนพรหม

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๓)

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมมีโอกาสได้อ่านบทความด้านศิลปะชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่ทำงานอยู่ (ใช่ครับ บทความด้านศิลปะในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน คุณอ่านไม่ผิดครับ) บทความชิ้นนี้เขียนโดยผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เล่าถึงศิลปินไทยท่านหนึ่งที่มีชีวิตยากลำบาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะศิลปินผู้นี้เป็นผู้มาก่อนกาล แนวทางการวาดภาพของท่านยังไม่เป็นที่นิยมในสังคมไทยในเวลานั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่นับเป็นเรื่องปกติของศิลปินเอกหลายท่าน

ศิลปินท่านนี้คือ คุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ

สิ่งที่กระทบใจผมมากที่สุดในบทความชิ้นนั้นก็คือ ข้อความที่บอกว่าคุณสุเชาว์มักจะวาดรูปบ้าน เนื่องจากในชีวิตจริงคุณสุเชาว์ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าและย้ายไปมาอยู่ตลอด บ้านจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณสุเชาว์เสมอเมื่อจะวาดรูปก็เลยมักจะออกมาเป็นรูปบ้าน

ภาพผลงานของคุณสุเชาว์ที่ลงประกอบในบทความนั้นเป็นภาพวาดลักษณะเดียวกับภาพด้านบน แม้ภาพที่ตีพิมพ์จะเป็นเพียงภาพขาวดำ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ต้องบอกว่าได้เห็นแล้วทำให้คนไม่ประสาด้านศิลปะอย่างผมทึ่ง อึ้งและประทับใจอย่างมาก หลังจากนั้นถ้ามีโอกาสแวะเวียนผ่านงานแสดงศิลปะหรือแกลเลอรีที่ไหน ผมพยายามดูว่ามีผลงานของคุณสุเชาว์บ้างไหม เพราะอยากเห็นของจริงด้วยตาตัวเองซักครั้ง แต่ไม่มีโอกาสเลยนะครับ

จนกระทั่งวันนึงมีกิจธุระต้องเข้าไปที่วังบางขุนพรหม ซึ่งเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างที่เดินๆ อยู่สายตาก็มองงานศิลปินเอกของไทยแต่ละท่านไปเพลินๆ ก็ต้องมาสะดุดกับภาพวาดที่มีองค์ประกอบคุ้นตา ใช้โทนสีหม่น เป็นภาพของคุณสุเชาว์จริงๆ แต่น่าเสียดายที่แบงก์ชาติเป็นสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ผมมีโอกาสยืนดูอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกมา

จากวันนั้นมาสิบกว่าปีก็ยังไม่มีโอกาสได้เจองานของคุณสุเชาว์ที่ไหนอีก

จนกระทั่งสัปดาห์ก่อนผมมีได้เข้าไปประชุมงานในวังบางขุนพรหมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือโชคชะตาชักนำประการใด ในห้องประชุมมีภาพวาดของคุณสุเชาว์สามภาพแขวนเรียงกันประชันอยู่ตรงหน้าเลย ในระหว่างที่การประชุมดำเนินไปผมก็รอจังหวะไป พอสบโอกาสก็เดินไปชม ขยับเข้าไปดูรอยฝีแปรงรอยปาดเกรียงใกล้ๆ แล้วถอยออกมาดูภาพในระยะห่าง ขยับเข้าขยับออกอยู่นาน จากนั้นก็ถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพเก็บไว้เป็นภาพชุดนี้นี่แหละครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๒)

มีอีกภาพครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๑)

ไม่รู้เหมือนกันว่าที่วังบางขุนพรหมยังมีภาพของคุณสุเชาว์อีกมั้ย เพราะในพื้นที่ที่ผมเข้าไปเห็นมีอยู่เพียงสามภาพนี้ครับ

ปอลิง ทราบมาว่าที่ธนาคารทิสโก้ มีภาพของคุณสุเชาว์อยู่จำนวนหนึ่งด้วยครับ หากใครมีภาพถ่ายจะแชร์มาให้ชมบ้างก็ขอบคุณมากครับ

ครบรอบ ๓ ปีการจากไปของ Steve Jobs

Steve Jobs

วันนี้เป็นวันครบรอบ ๓ ปีการเสียชีวิตของพี่’ตีฟ จ็อบส์นะครับ ในฐานะติ่งของพี่จ็อบส์ ผมขอไว้อาลัยด้วยคลิปการกล่าว speech ปี ๒๐๐๕ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งผมฟันธงเป็นการส่วนตัวว่า นี่เป็นสปีชที่ดีที่สุดที่กล่าวโดยบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้นำประชาชน

สปีชนี้อาจไม่มีข้อความจับใจทำนอง “Don’t ask what your country can do for you. Ask instead what you can do for your country” ของคุณพี่เคนเนดี้ หรือไม่ยิ่งใหญ่เท่า “I have a dream” ของพี่คิง จูเนียร์ แต่ถ้ายังไม่เคยฟัง ลองฟังเถอะครับ จะเป็นเวลา ๑๕ นาทีที่ไม่เสียเปล่าแน่นอน

ปอลิง ขอปิดท้ายด้วยอีเมลที่พี่ทิม คุก ซีอีโอที่รับไม้ต่อจากจ็อบส์ส่งถึงพนักงาน Apple ในโอกาสนี้ครับ

Team,

Sunday will mark the third anniversary of Steve’s passing. I’m sure that many of you will be thinking of him on that day, as I know I will.

I hope you’ll take a moment to appreciate the many ways Steve made our world better. Children learn in new ways thanks to the products he dreamed up. The most creative people on earth use them to compose symphonies and pop songs, and write everything from novels to poetry to text messages. Steve’s life’s work produced the canvas on which artists now create masterpieces.

Steve’s vision extended far beyond the years he was alive, and the values on which he built Apple will always be with us. Many of the ideas and projects we’re working on today got started after he died, but his influence on them — and on all of us — is unmistakeable.

Enjoy your weekend, and thanks for helping carry Steve’s legacy into the future.

Tim

ประโยคเด็ดจาก Creative Unfold 2014

คุณกระทิง พูนผล

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เข้าฟังบรรยายหัวข้อ IF… Defining the Future ในงาน Creative Unfold 2014 ที่ TCDC เป็นผู้จัด งานนี้มีวิทยากรมาพูดหลายคนด้วยกัน (รายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันในโพสต์อื่น) แต่ที่ประทับใจผมที่สุดน่าจะเป็นช่วงคำถามคำตอบหลังการบรรยายของคุณกระทิง พูนผล ที่มาพูดในเรื่อง Startup

หลังจากที่คุณกระทิงบรรยายจบ มีสุภาพสตรีต่างชาติคนหนึ่งลุกขึ้นตั้งคำถามว่า ปกติแล้วถ้าในประเทศตะวันตกหรือที่ Silicon Valley คนที่ทำ Startup จะฝันใหญ่ คิดถึงการทำบริษัทที่มีลูกค้าหรือผู้ใช้บริการในหลักล้าน หรือร้อยล้านคน แต่จากที่เธอได้รู้มาคนไทยที่ทำ Startup ไม่ได้คิดการใหญ่ขนาดนี้

เธอถามว่า ทำไม?

คุณกระทิงตอบว่า เพราะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ คนที่ล้มเหลวจะโดนผลกระทบตามมาหนักมาก ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่นี่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่อื่นเพื่อจะทำให้สำเร็จ ประโยคที่เด็ดมากและเรียกเสียงปรบมือจากผู้ฟังทั่วห้องสัมมนาคือ The gravity here is 2 times.

ครับ แรงดึงดูดที่ประเทศไทยนี่มันหนักหนากว่าที่อื่น หากมีใครลุกขึ้นมาสร้างกิจการของตัวเอง ถ้าสำเร็จก็แล้วไป แต่ถ้าล้มเหลวก็แทบจะโดนตราหน้าไปตลอด ไม่เหมือนกับโลกตะวันตกที่เขามองว่า ความล้มเหลวมันเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ที่จะช่วยให้การทำงานวันข้างหน้าไม่ซ้ำรอยเดิม

เจอแบบนี้หลายๆ คนก็ฝ่อ แต่สุดท้ายแล้วทัศนคติแบบนี้ก็จะเปลี่ยน เพราะนี่เป็นกระแสหลักของโลก

ถึงเวลาของ Startup ไทยแล้วครับ

คำแนะนำจาก Steve Jobs ถึง Tim Cook

steve jobs and tim cook

การรับช่วงต่อจากใครสักคนไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

โดยเฉพาะถ้า “คนเก่า” ได้เคยสร้างผลงานที่ดีเลิศเอาไว้ด้วยแล้วยิ่งทำให้แรงกดทับบนบ่าของผู้มาใหม่ยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะทุกสายตาล้วนจับจ้องและคาดหวังผลงานในระดับเดิม หากไม่แกร่งจริงอาจอยู่ได้ไม่นาน

เรื่องนี้ถาม David Moyes ดูได้

หันมามองในโลกธุรกิจดูบ้าง หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น Apple ซึ่งเป็นผลมาจากการนำของ Steve Jobs ที่กลับเข้ามาบริหารตั้งแต่ปี ๑๙๙๗ และได้พลิกฟื้นฐานะ Apple จากย่ำแย่จนขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการตัวแล้วตัวเล่า ไล่มาตั้งแต่ iPod iPhone และ iPad แต่ปัญหาสุขภาพของ Jobs ในระยะหลังก็ทำให้เริ่มมีการคาดการณ์กันว่าใครจะมาแทนที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ฟันธงกันว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีทางสร้างผลงานได้อย่าง Jobs

หน้าที่นี้ตกเป็นของ Tim Cook

ขณะที่ทุกคนล้วนมองว่า การรับไม้ต่อจาก Jobs น่าจะสร้างความกดดันมหาศาล ในทางกลับกัน Cook อาจไม่มีแรงกดดันเลยก็ได้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าทุกคนไม่คิดว่าเขาจะแทนที่ Jobs ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำแนะนำจากตัว Jobs เอง

Cook กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek ฉบับ ๖ ธันวาคม ๒๐๑๒

เขาเล่าว่า ในช่วงหน้าร้อนปี ๒๐๑๑ Jobs โทรตามให้ Cook ไปที่บ้านเพื่อบอกว่าจะเสนอคณะกรรมการให้แต่งตั้ง Cook เป็นซีอีโอ โดยที่ Jobs จะขยับไปเป็นประธานกรรมการ และ Jobs ได้กล่าวย้ำกับ Cook ว่า

“I never want you to ask what I would have done, Just do what’s right.”

ในช่วงก่อนที่ Jobs จะเสียชีวิตก็ได้ย้ำประโยคนี้อีกครั้ง ซึ่ง Cook เล่าว่า คำแนะนำนี้ช่วยลดแรงกดดันไปได้อย่างมาก

สำหรับ Tim Cook คำแนะนำครั้งนี้อาจเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับจากนายคนนี้เลยก็ได้