หนังสือ Creative Selection สรุปสั้น ๆ ก่อนรีวิว

Creative Selection by Ken Kocienda

อ่านใกล้จบล่ะ แต่เอามาเล่าก่อนเพื่อใครสนใจจะได้ไปหามาอ่านมั่ง สรุปสั้น ๆ Creative Selection เล่มนี้ดีมาก คนเขียนทำงานที่ apple ในยุค Jobs มาเล่าถึงกระบวนการคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ apple ที่ผู้เขียนเข้าไปมีส่วนร่วม (ขออุบไว้ยังไม่บอกว่าตัวนึงเป็น iPhone 5555 😆)

ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาสินค้า และ/หรือบริการอื่น ๆ ได้สบาย

ใครเป็นติ่งอ่านได้ ไม่ใช่ติ่งก็อ่านได้ อับดุล!!

สำหรับเพื่อนฝูงที่ทำสำนักพิมพ์ แนะนำเลยว่าให้รีบไปซื้อลิขสิทธิ์มาแปลไทย ถ้าขายไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าขายได้ขายดีก็อย่าลืมกันนะ

สวัสดี

หมายเหตุ รีวิวยาว ๆ เดี๋ยวตามมาอีกทีนะครับ โปรดอดใจรอ แต่อย่ากลั้นใจรอ เดี๋ยวจะตายไปซะก่อน… 5555

ศิลปะของการตัดสินใจ

(ภาพโดย Padurariu Alexandru)

เคยมีปัญหากับการตัดสินใจกันมั้ยครับ?

ว่ากันตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอย่างกลางวันนี้จะกินอะไรดี? ยากขึ้นมาอีกนิดเป็นจะซื้อรองเท้ารุ่นไหน สีไหนดี? จะเอาไอโฟนหรือแอนดรอยด์? ขยับขึ้นมาอีกหน่อย จะเอารถรุ่นนี้ยี่ห้อนี้หรืออีกยี่ห้อ? ไปจนถึง จะซื้อบ้านของบริษัทไหนดี?

ในชีวิตทำงานเราก็มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจกันมากมาย ไล่ไปตั้งแต่การจัดลำดับความสำคัญของงาน พอเริ่มเป็นหัวหน้าก็ต้องตัดสินใจเรื่องการรับพนักงาน เมื่อขึ้นสู่ระดับบริหารก็ต้องตัดสินใจเรื่องของนโยบาย

การตัดสินใจเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ถ้าถูกก็ดีไป แต่ถ้าผิดพลาดไม่เป็นอย่างที่คิดก็อาจเกิดความเสียหายได้ตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ จนถึงใหญ่โตและอาจส่งผลตามมาถึงชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานได้

ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงถึงจะมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจของเราจะไม่พลาด

คำตอบแรกที่ลอยเข้ามาในหัวก็คือ ต้องหาข้อมูลให้ครบถ้วน รอบด้านที่สุด ซึ่งนี่เป็นหลักการสำคัญเบื้องต้น แต่ในชีวิตจริงการตัดสินใจหลายครั้งเราไม่สามารถรอให้มีข้อมูลครบถ้วนได้ อาจเนื่องมาจากเงื่อนไขทางด้านเวลาที่จำกัด หรือบางเรื่องต่อให้มีเวลาก็ไม่สามารถหาข้อมูลมาได้มากกว่านี้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจกันทั้งที่ไม่พร้อมอย่างนี้แหละ

ตรงนี้แหละที่จะวัดศักยภาพของแต่ละคน

เมื่อหลายปีที่แล้วนิตยสาร BusinessWeek ไทยแลนด์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสำนักข่าว Bloomberg ได้จัดอันดับหลักสูตร MBA ของที่นี่เป็นอันดับที่ ๕) ที่ได้ปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนคุ้นเคยและพร้อมที่จะตัดสินใจแม้ในยามที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งการปรับหลักสูตรนี้เป็นผลมาจากฟีดแบ็กของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการให้บัณฑิตเอ็มบีเอพร้อมที่จะทำงานในสภาพการทำงานจริงที่ต่างไปจากการเรียนในห้องเรียน

BusinessweekThailand

สิ่งที่โคลัมเบียทำก็คือ ส่งกรณีศึกษาให้นักศึกษาพร้อมข้อมูลจำนวนหนึ่ง แล้วให้นักศึกษาหาคำตอบหรือโซลูชั่นสำหรับแต่ละกรณีออกมาโดยที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์ เมื่อได้คำตอบแล้วก็มานั่งวิเคราะห์กันว่าสิ่งที่ตอบมานั้นถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร เพราะอะไร เสร็จแล้วก็ส่งเคสใหม่มาให้ทำอีก ซ้ำอยู่อย่างนี้ ผลที่ได้ก็คือ นักศึกษาจะเริ่มคุ้นเคยกับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถทำการตัดสินใจได้โดย “ไม่เกร็ง”

จริงอยู่การตัดสินใจเช่นนี้อาจได้ผลทั้งถูกและผิด แต่สิ่งที่สำคัญคือ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางโคลัมเบียหวังว่าจะช่วยให้นักศึกษาสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

นอกจากการตัดสินใจบนความไม่พร้อมของข้อมูลแล้ว เรามักจะเจออีกประเภทหนึ่งก็คือ การตัดสินใจที่ดูแล้วไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียทั้งหลายทั้งปวงแล้วควรจะเลือกทางหนึ่ง แต่ใจมันกลับเรียกร้องให้เลือกอีกทางหนึ่ง แม้ทางที่เลือกจะลำบากจะยากและขัดกับเหตุผลที่ควรจะเป็นก็ตาม

กรณีแบบนี้เป็นการตัดสินใจด้วย “กึ๋น” ล้วนๆ ถ้าเป็นฝรั่งก็บอกว่ามันเป็น gut feeling

ยกตัวอย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งทำงานอยู่ในบริษัทที่เป็นเบอร์สองของวงการ บริษัทนี้มีรายได้หลายพันล้านและมีกำไรต่อเนื่อง ผู้บริหารคนนี้ฝีมือดีเป็นที่ประจักษ์ จนไปเข้าตาซีอีโออีกบริษัทนึงที่อยู่ในวงการเดียวกัน ก็ชักชวนให้มาทำงานด้วย ปัญหาก็คือบริษัทที่มาชวนนี้ในอดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนั้นสถานะง่อนแง่นเต็มที จะล้มละลายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผู้บริหารคนนี้รู้สึกว่าคุยกับซีอีโอที่มาชวนแล้วมัน “คลิก”

กลับมาเขาลองทำการประเมินข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบระหว่างสองบริษัท ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ได้ผลเหมือนกันคือ อยู่ที่เดิมต่อไป ลองไปถามไปขอคำปรึกษาจากคนรอบตัว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยู่ที่เดิมรุ่งกว่า

ถ้าตัดสินใจด้วยเหตุผล ผู้บริหารคนนี้ก็คงเลือกทำงานที่เดิม แต่ในใจเขามีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้คอยบอกว่า ไปที่ใหม่เถอะ ไปที่ใหม่เถอะ สุดท้ายเขาฝืนคำแนะนำของทุกคน ยอมรับข้อเสนอย้ายมาทำงานที่บริษัทใหม่

ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปีเขายังทำงานอยู่ที่บริษัทนี้ แต่ขยับมาเป็นซีอีโอต่อจากซีอีโอคนที่ชวนเขามาทำงาน

คนที่ชวนเขาชื่อ สตีฟ จ็อบส์

บริษัทที่ใกล้จะล้มละลายที่ว่าตอนนี้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกและมีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกมากมาย คือ แอปเปิล

ผู้บริหารคนที่เล่าเรื่องนี้คือ ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล

กรณีนี้ gut feeling ล้วนๆ ครับ

คำแนะนำจาก Steve Jobs ถึง Tim Cook

steve jobs and tim cook

การรับช่วงต่อจากใครสักคนไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

โดยเฉพาะถ้า “คนเก่า” ได้เคยสร้างผลงานที่ดีเลิศเอาไว้ด้วยแล้วยิ่งทำให้แรงกดทับบนบ่าของผู้มาใหม่ยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะทุกสายตาล้วนจับจ้องและคาดหวังผลงานในระดับเดิม หากไม่แกร่งจริงอาจอยู่ได้ไม่นาน

เรื่องนี้ถาม David Moyes ดูได้

หันมามองในโลกธุรกิจดูบ้าง หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น Apple ซึ่งเป็นผลมาจากการนำของ Steve Jobs ที่กลับเข้ามาบริหารตั้งแต่ปี ๑๙๙๗ และได้พลิกฟื้นฐานะ Apple จากย่ำแย่จนขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการตัวแล้วตัวเล่า ไล่มาตั้งแต่ iPod iPhone และ iPad แต่ปัญหาสุขภาพของ Jobs ในระยะหลังก็ทำให้เริ่มมีการคาดการณ์กันว่าใครจะมาแทนที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ฟันธงกันว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีทางสร้างผลงานได้อย่าง Jobs

หน้าที่นี้ตกเป็นของ Tim Cook

ขณะที่ทุกคนล้วนมองว่า การรับไม้ต่อจาก Jobs น่าจะสร้างความกดดันมหาศาล ในทางกลับกัน Cook อาจไม่มีแรงกดดันเลยก็ได้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าทุกคนไม่คิดว่าเขาจะแทนที่ Jobs ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำแนะนำจากตัว Jobs เอง

Cook กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek ฉบับ ๖ ธันวาคม ๒๐๑๒

เขาเล่าว่า ในช่วงหน้าร้อนปี ๒๐๑๑ Jobs โทรตามให้ Cook ไปที่บ้านเพื่อบอกว่าจะเสนอคณะกรรมการให้แต่งตั้ง Cook เป็นซีอีโอ โดยที่ Jobs จะขยับไปเป็นประธานกรรมการ และ Jobs ได้กล่าวย้ำกับ Cook ว่า

“I never want you to ask what I would have done, Just do what’s right.”

ในช่วงก่อนที่ Jobs จะเสียชีวิตก็ได้ย้ำประโยคนี้อีกครั้ง ซึ่ง Cook เล่าว่า คำแนะนำนี้ช่วยลดแรงกดดันไปได้อย่างมาก

สำหรับ Tim Cook คำแนะนำครั้งนี้อาจเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับจากนายคนนี้เลยก็ได้

๓๐ ปี ‘๑๙๘๔’

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๘๔ ระหว่างการถ่ายทอดสดการแข่งขัน Super Bowl ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งจำนวนผู้ชมสูงสุดของปี Apple ได้ออกอากาศโฆษณาเปิดตัว Macintosh เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของบริษัท

โฆษณาตัวนั้นมีชื่อว่า ‘๑๙๘๔’ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการกล่าวขาน (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่าเป็นโฆษณาทางทีวีที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

๑๙๘๔ เป็นผลงานของเอเจนซี่ Chiat/Day กำกับโดย Ridley Scott ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีผลงานคลาสสิคอย่าง Alien และ Blade Runner

มีความเชื่อกันว่าโฆษณาชิ้นนี้มีการออกอากาศเพียงครั้งเดียว แต่ความจริงแล้วมีการออกอากาศฉบับเต็มก่อนหน้า Super Bowl เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๙๘๓ ก่อนเวลาเที่ยงคืน ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าเกณฑ์สามารถส่งโฆษณาชิ้นนี้เข้าประกวดในปีนั้นได้ นอกจากนี้ยังมีการออกอากาศฉบับ ๓๐ วินาทีในอีก ๑๑ เมืองของสหรัฐฯ ด้วย

เพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ลองดูข้อมูลเปรียบเทียบเครื่อง Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c ดูครับ

เปรียบเทียบ Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c