Breaking2 : ความพยายามสร้างประวัติศาสตร์ของ nike

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (๖ พ.ค.) ใครที่ใช้ twitter อาจจะแปลกใจที่เห็นมี hashtag #Breaking2 ติดอันดับ trending แล้วมีคนใช้ hashtag อันนี้กันเยอะแยะ ถ้าไม่ได้ตามข่าวมาก่อนก็คงสงสัยว่า #Breaking2 นี่มันคืออะไร?

ลองมาดูกัน

What?

Breaking2 เป็นโปรเจ็กต์ของ nike ที่พยายามจะสร้างประวัติศาสตร์ในวงการมาราธอน ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้มีความเชื่อกันว่า มนุษย์จะไม่มีทางวิ่งมาราธอนได้ในเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงเป็นอันขาด เพราะมันเกินศักยภาพที่มนุษย์จะทำได้ (ประมาณว่า วี อาร์ ออล ฮิวแมน น็อต ซูเปอร์ ฮิวแมน นะ ยูว์) แต่ปรากฎว่า ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถิติมาราธอนเริ่มเข้าใกล้สองชั่วโมงมาเรื่อย ๆ จนสถิติโลกล่าสุด (ของผู้ชาย) อยู่ที่ ๒:๐๒:๕๗ หรือสองชั่วโมงสองนาทีห้าสิบเจ็ดวินาที ทำไว้เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗ ในการแข่งขันเบอร์ลิน มาราธอน โดย Dennis Kimetto ชาวเคนยา (ใส่ adidas รุ่น adios Boost) ซึ่งก็มีการประเมินกันใหม่ว่า มนุษย์อาจทำได้ก็ได้เว้ยเฮ้ย แต่คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณซักสิบปี

ทีนี้สิบปีมันนานไง ไม่ทันใจวัยรุ่น เอ๊ย บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ทั้ง nike และ adidas เพราะเรื่องนี้ถ้าใครทำได้ก่อนมีหวังดังระเบิด นอกจากจะได้รับการจารึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว ชื่อเสียงและยอดขายถล่มทลายจะตามมาอีกแน่นอน ทาง nike ก็เลยทำโปรเจ็กต์ Breaking2 ขึ้นมา ส่วน adidas ก็ไม่ได้อยู่เฉย มีโปรเจ็กต์ของตัวเองเหมือนกัน ใช้ชื่อว่า Sub2 ซึ่งวันนี้เราจะยังไม่พูดถึง เพราะเราจะพูดถึง Breaking2 กันนะฮะ

Who?

นอกจาก nike ที่เป็นเจ้าของโปรเจ็กต์แล้ว งานนี้ก็ต้องมีนักวิ่งใช่มะ ทาง nike ก็ไปคัดแล้วคัดอีก เฟ้นแล้วเฟ้นอีก เอาสถิติเอาข้อมูลของนักวิ่งแต่ละคนมาวิเคราะห์กันละเอียดยิบ สุดท้ายได้มาสามคน คือ Eliud Kipchoge ชาวเคนยา Lelisa Desisa ชาวเอธิโอเปีย และคนสุดท้าย Zersenay Tadese ชาวอะไรไม่รู้ เขียนยังงี้ Eritrea (ทั้งสามคนดูโหงวเฮ้งได้ตามภาพด้านบนนะฮะ)

คนแรก Eliud Kipchoge มีดีกรีเป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุด สถิติเวลาดีที่สุดที่เคยทำได้คือ ๒:๐๓:๐๕ ในการแข่งลอนดอน มาราธอน เมื่อปีที่แล้ว

คนต่อมา Lelisa Desisa ดีกรีเป็นแชมป์บอสตัน มาราธอน ปี ๒๕๕๘ และรองแชมป์ในปีถัดมา สถิติเวลาดีที่สุดที่เคยทำได้คือ ๒:๐๔:๔๕ ในการแข่งดูไบ มาราธอน ปี ๒๕๕๖

คนสุดท้าย Zersenay Tadese คนนี้สถิติมาราธอนดูยังห่าง เพราะทำเวลาอยู่ที่ ๒:๑๐:๔๑ แต่เป็นเจ้าของสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนมาแล้วเจ็ดปียังไม่มีใครทำลายได้ที่ ๕๘:๒๓ นาที

When?

หลังจากนั่งจับยามสามตาดูดวงชะตาฟ้าดินแล้ว nike ก็เลือกเอาวันที่ ๖ พฤษภาคม ที่ผ่านมาเป็นวันดีเดย์ ส่วนตัวของผมเองเดาว่าที่ nike เลือกวันนี้ก็เพราะเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๙๗ Roger Bannister ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการกีฬาด้วยการเป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งระยะหนึ่งไมล์ (ประมาณ ๑.๖ กิโลเมตร) ได้ในเวลาน้อยกว่า ๔ นาที (แกทำได้ที่ ๓:๕๙.๔ นาที) ซึ่งเรื่องนี้เดิมก็เชื่อกันว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยที่มนุษย์จะทำได้เหมือนกัน เรื่องวิ่งมาราธอนในสองชั่วโมงนี่ก็อยู่ในระดับเดียวกัน nike คงกะว่า วันนี้ล่ะวะเป็นวันดีที่จะเป็นวันย้อนรอยประวัติศาสตร์กันอีกซักที ประมาณนั้น

Where?

เมื่อตั้งเป้าเป็นโปรเจ็กต์ moonshot ขนาดนี้ สถานที่ที่จะจัดวิ่งครั้งนี้จึงสำคัญมาก ทีมงาน nike เสาะแสวงหาสถานที่ตามโลเคชั่นมาราธอนสำคัญ ๆ ทั่วโลก แต่สุดท้ายเมื่อนำเอาปัจจัยต่าง ๆ มาพิจารณาแล้วมาสรุปกันที่ Autodromo Nazionale Monza ซึ่งเป็นสนามแข่งรถที่อยู่ใกล้กับเมืองมิลาน อิตาลี

ปัจจัยที่เอามาพิจารณาที่ว่านี่ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ เพราะทีมงานดูกันตั้งแต่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ กระแสลมในพื้นที่ รวมไปถึงคุณภาพของพื้นผิวสนามด้วย ทางทีมงานถึงขนาดเอาข้อมูลสภาพอากาศที่ Monza ในเวลา ๖ ปีย้อนหลังมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถานที่วิ่งมาราธอนที่เคยทำเวลาได้ดีที่สุดด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า เอาที่นี่แหละเฮ้ย

How?

การเตรียมตัวเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป ฝ่ายสถานที่ก็หาไป ฝ่ายนักวิ่งก็ซ้อมกันไป โปรเจ็กต์นี้นักวิ่งที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสามคนซ้อมกันอย่างหนักเป็นเวลาเจ็ดเดือน โดยที่อยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของทีมงาน nike โดยตลอดเพื่อหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง ดูฟอร์มการวิ่ง ไปจนถึงการดูแลเรื่องอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงวันที่ ๖ พ.ค. สภาพร่างกายของแต่ละคนจะอยู่ในช่วงพีคสุด ๆ ประหนึ่งซูเปอร์ไซย่านั่นเลย

อีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนสำคัญมากสำหรับโปรเจ็กต์นี้คือ รองเท้าของนักวิ่งทั้งสามคน เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดชื่อว่า Zoom Vaporfly Elite รุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษ ไม่มีวางขายทั่วไป มีการ customized ให้เข้ากับนักวิ่งแต่ละคน ไม่ว่าจะสไตล์การวิ่ง หรือช่วงก้าว น้ำหนักโคตรเบา อัปเปอร์ทำจาก flyknit ส่วนตัว midsole ทำจากวัสดุชนิดใหม่ที่เคลมว่าสามารถคืนพลังงานได้ดีกว่าวัสดุประเภทอื่นถึง ๑๓% แถมด้านในรองเท้ายังมีแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่จะคอยส่งแรงให้พุ่งไปข้างหน้าด้วย (รายละเอียดดูจากภาพกับในคลิปดีกว่า)

Conclusion

เป็นที่น่าเสียดายว่าความพยายามครั้งแรกนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดย Eliud Kipchoge วิ่งทำเวลาดีที่สุดในสามคนที่ ๒:๐๐:๒๕ ยังทำลายกำแพงสองชั่วโมงไม่ได้ และถึงแม้ว่าเวลานี้จะดีกว่าสถิติโลกปัจจุบันแต่ก็ไม่ได้รับการรับรองเป็นสถิติใหม่นะฮะ เพราะการวิ่งครั้งนี้ไม่เข้าข่ายการรับรองสถิติอย่างเป็นทางการ

หลังจากนี้ nike คงจะเอาผลที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาต่อเพื่อที่จะกลับมาใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งทางฝั่ง adidas เองก็คงจะไม่อยู่เฉย เราอาจได้เห็นความคืบหน้าของโปรเจ็กต์ Sub2 ของค่าย adidas กันในเร็ววันนี้

หมายเหตุ : จริง ๆ ยังมีเรื่องอื่นที่น่าเขียนถึงอีก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ twitter ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือกระบวนการมาร์เก็ตติ้งของ nike ที่สามารถตรึงคนทั่วโลกให้จดจ่ออยู่กับอีเวนต์นี้ได้ตลอดสองชั่วโมงเต็ม รวมไปถึงรายละเอียดของรองเท้ารุ่นที่จะนำออกวางขายเอาทุนคืน เอ๊ย ให้นักวิ่งได้ซื้อมาสวมใส่เพื่อทำลายสถิติส่วนตัวกัน ทั้งหลายทั้งปวงนี้หากใครสนใจก็ลองหาข้อมูลกันดูนะฮะ นี่ยาวมากแล้ว สวัสดีครับ

รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 หลังวิ่งรวม ๓๗๐ กิโลฯ

nike_free_4_flyknit_2015_350kmNike Free 4.0 Flyknit 2015

ตามที่ได้เคยเล่าไปก่อนหน้านี้นะครับว่า ผมซื้อรองเท้าวิ่งรุ่นนี้มาใช้ Nike Free 4.0 Flyknit 2015 และก็ได้เขียนรีวิวแบบบ้าน ๆ เอาไว้หลังจากที่ได้ทดลองใช้วิ่งมาสองสามครั้ง [อ่านได้ที่นี่ครับ รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 (แบบบ้าน ๆ)]เวลาผ่านล่วงเลยมาจนตอนนี้ใช้วิ่งไปแล้วรวมระยะ ๓๗๐ กิโลเมตร สภาพรองเท้าจะเป็นยังไงบ้าง? และความเห็นต่อรองเท้ารุ่นนี้จะเป็นยังไง?

หมายเหตุเอาไว้ก่อนว่า ความรู้เรื่องรองเท้าและการวิ่งของผมมีจำกัดมาก ก่อนหน้านี้รู้เท่าไหร่ ตอนนี้รู้เท่าเดิม 5555 เพราะฉะนั้นการรีวิวครั้งนี้ก็จะไม่ได้พูดถึงรายละเอียดลงลึกอะไร แต่จะมาเล่าความรู้สึกของการใช้งานให้ฟัง เรียกว่า เป็นการรีวิวแบบบ้าน ๆ ครั้งที่สอง นะครับ

Nike Free 4.0 Flyknit 2015 after 370 Km runนี่ข้างซ้าย

Nike Free 4.0 Flyknit 2015 after 350 Km runส่วนนี่ข้างขวา

ดูสภาพรวม ๆ ก่อน จะเห็นว่ารองเท้ายังอยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะตัวอัปเปอร์ที่เป็น flyknit ไม่มีขาดหรือหลุดลุ่ยให้เห็น หลังจากที่ซื้อมาแล้ว เอามาวิ่งแล้วถึงได้มาเจอข้อมูลว่า ไอ้ลายเส้น ๆ เป็นก้างปลาที่เห็นอยู่นั่นน่ะ ไม่ได้ทำมาแค่ให้ดูสวย ๆ อย่างเดียวนะ มันทำมาเพื่อช่วยซัปพอร์ตเท้าในตอนที่วิ่งด้วยนะเอ้อ

ความรู้สึกขณะใส่วิ่งคู่นี้ขอบอกว่าชอบมาก flyknit มันดีอย่างที่ nike มันโม้จริง ๆ นะ ยืดหยุ่นได้ดี ไม่บีบเท้า วิ่งแล้วไม่เป็นแผล (เอ๊ะ หรือว่ายังวิ่งระยะไม่ไกลพอ อันนี้ติดค้างไว้ก่อน ถ้าวิ่งระยะเกินสิบกิโลฯ เมื่อไหร่ มาดูกันอีกที) แถมระบายอากาศได้ดี ไม่รู้สึกเรื่องเหงื่อมากวนใจ ทั้งที่วิ่งแบบไม่ใส่ถุงเท้า เออ พูดถึงเรื่องนี้ ตอนที่ดูข้อมูลก็เห็น nike คุยว่า รองเท้ารุ่นนี้นะเนื่องจากวัสดุเป็น flyknit อย่างที่ว่า จุดเด่นก็คือ มันจะกระชับเท้า กระชับประมาณว่า พอวิ่งไปนี่แทบลืมไปเลยว่าใส่รองเท้าอยู่ (นี่มึงโม้รึเปล่า?) แล้วก็สามารถใส่วิ่งได้โดยที่ไม่ต้องใส่ถุงเท้า เพราะตัวรองเท้ามันเป็นวัสดุที่ถัก (หรือทอวะ?) ขึ้นมาชิ้นเดียวเลย มีรอยเย็บอยู่แค่ที่เดียว ไม่ระคายเคืองทีนแน่นอน ประมาณนั้น

ตอนที่ซื้อมาทีแรกก็ไม่แน่ใจไง กูเอาเคยชินไว้ก่อน ใส่ถุงเท้าวิ่งตามปกติ พอวิ่งได้สักพักก็อยากลองของ ไหนดูซิ ที่มึงโม้ไว้มันจะจริงมั้ย เลยลองไม่ใส่ถุงเท้าดู เฮ้ย ได้จริงเว้ย!! ไม่รู้สึกสักนิด ไม่มีเศษด้าย หรือเศษอะไรจากการผลิตที่เก็บงานไม่เนี้ยบมาทำให้ไม่สบายเท้าเลย (ยกเว้นเรื่องนึง เดี๋ยวเล่าต่อไป) ก็เลยวิ่งแบบไม่ใส่ถุงเท้าดูพักใหญ่ ๆ แล้วเพื่อความแน่ใจว่า เอ๊ะ นี่กูไม่ได้คิดเข้าข้าง nike ไปเองใช่มั้ย ก็ลองกลับมาใส่ถุงเท้าวิ่ง พบว่า ไม่เวิร์กครับ กลายเป็นอึดอัด ไม่ถนัดซะงั้น สรุปว่า กลับมาเป็นนักวิ่งไร้ถุงเท้ามาจนถึงวันนี้

ถ้าพูดถึงความรู้สึกต่อ flyknit หลังจากที่ใช้มาสามร้อยกว่ากิโลฯ นี่ ต้องบอกว่า น่าจะเป็นวัสดุตัวอัปเปอร์ที่ชอบที่สุดตั้งแต่เริ่มวิ่งมา (จะบอกว่าดีที่สุดก็ไม่ได้นะ เพราะรสนิยมใครรสนิยมมัน เอาเป็นว่าใช้คำว่า ชอบที่สุด ละกัน) เมื่อตอนปลายปีไปลองใส่ primeknit ของ adidas (แต่ยังไม่ได้ลองใส่วิ่งจริงนะฮะ แค่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในร้านให้ชาวบ้านรำคาญเล่น) รู้สึกว่ามันไม่ยืดหยุ่นเท่านะ แล้วดูเหมือนจะระบายอากาศได้ไม่เท่า flyknit ดูมันแน่น ๆ หนา ๆ เกินไปนิดนึง

nike_free_4_flyknit_2015_outsole_leftพื้นรองเท้าข้างซ้าย หลังใช้วิ่งมาแล้ว ๓๗๐ กิโลเมตร

nike_free_4_flyknit_2015_outsole_rightพื้นรองเท้าข้างขวา หลังใช้วิ่งมาแล้ว ๓๗๐ กิโลเมตร

มาดูพื้นรองเท้ากันบ้าง พื้นรองเท้าเป็นวัสดุอะไรก็ไม่รู้ ใครอยากรู้ไปเสิร์ชเอานะ 5555 แต่ที่ให้ดูคือ จะเห็นว่ามีร่องรอยสึกจากการใช้งานไปแล้ว เท่าที่ดูก็ยังไม่เยอะนะ น่าจะใช้ได้อีกสักพัก (นี่พยายามหักห้ามใจอยู่ เมื่อตอนปลายปีแต่ละร้านแต่ละแบรนด์เอามาจัดโปรฯ ลดราคากันกระหน่ำมาก แถมรัฐบาลท่านยังช่วยให้เอาใบเสร็จไปลดภาษีได้อีก เล่นเอาเกือบตบะแตก) แต่ดูรอยสึกแล้วที่ดีใจเป็นการส่วนตัวคือ มันไปสึกบริเวณกลางเท้ามากกว่าตรงส้น แสดงว่าที่พยายามฝึกวิ่งให้เอากลางเท้าลงพื้น (midfoot strike) มันได้ผลเว้ย ตอนคู่ที่แล้วรอยสึกตรงส้นยังเยอะกว่าตรงกลางเท้า พอมาใช้คู่นี้เลยพยายามฝึกเอากลางเท้าลงพื้นมากขึ้น ถ้าดูแบบนี้ก็น่าจะได้ผลนะ อ้อ ผมวิ่งบนถนนคอนกรีต (อ่านว่า คอน-กรีด ไม่ใช่ คอ-นก-รีด นะ) อย่างเดียวนะครับ ไม่ได้ไปสมบุกสมบันวิ่งเทรลที่ไหน

nike_free_4_flyknit_2015_label_1ตัว label ของแผ่นรองเท้ามันโผล่มาแบบนี้ทั้งสองข้าง

ทีนี้มาถึงเรื่องที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า มีประเด็นตะหงิด ๆ อยู่นิดนึง อันนี้ไม่เข้าใจ nike เหมือนกันว่า อุตส่าห์คิด flyknit มาให้ใส่สบาย วิ่งโดยไม่ต้องใส่ถุงเท้าได้แล้ว แต่ทำไมมันดันทำตัว label ของแผ่นรองเท้าให้ยื่นขึ้นมาแบบนี้ (ดูรูปด้านบนนะฮะ) กลายเป็นว่า ตัวรองเท้าน่ะไม่มีปัญหา จะมีปัญหาก็อี label นี่แหละ ที่มากวนใจ แต่ก็ยังดีที่ปัญหานี้แก้ไม่ยาก พับมันลงไปอยู่ด้านล่างแล้ววางแผ่นรองเท้าเข้าไปในรองเท้าขยับ ๆ นิดนึงก็เรียบร้อย แบบรูปด้านล่าง

nike_free_4_flyknit_2015_label_2ไม่ได้ตัด label ออกนะ แต่ยัดมันลงไปด้านล่างแทน

ภาพสุดท้ายนี่ให้ดูสภาพของแผ่นรองเท้านะครับ เป็นวัสดุอะไรไม่รู้ ช่างมันเถอะ ไม่ได้เอาไปสอบที่ไหน แต่ให้ดูสภาพที่ผ่านการใช้งานแบบไม่ใส่ถุงเท้ามา รอยเปื้อนมีประมาณนี้ นี่ยังไม่ได้หาข้อมูลว่าจะซักหรือล้างทำความสะอาดได้มั้ย แต่คิดว่าน่าจะได้นะฮะ

nike_free_4_flyknit_2015_sockliner

สรุป หลังจากใช้มาแล้วไม่ผิดหวังเลยที่ซื้อมา ชอบตัว flyknit มาก เรียกว่า ถ้ามีรุ่นไหนที่มีวัสดุให้เลือกสองแบบ flyknit กับอย่างอื่น ขอเลือก flyknit ก่อนเลย เพิ่มเงินก็โอเคนะ ชอบรองเท้าวิ่งรุ่นนี้มาก มากขนาดไหน? ขนาดที่ว่า ไปหาซื้อมาสำรองไว้อีกคู่นะ แต่ไม่มีขายแล้ว เพราะมันเปลี่ยนเป็นรุ่น free rn ไปแล้ว เมื่อตอนปลายปีที่ร้านโน้นร้านนี้เอามาเซลส์ก็พยายามดูว่ายังมีรุ่นนี้อยู่มั้ย สรุปไม่มี นี่เดี๋ยวถ้าถึงเวลาต้องซื้อคู่ใหม่ ต้องมานั่งหาข้อมูลกันอีกทีว่าจะเอาคู่ไหนดี

รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 (แบบบ้าน ๆ)

nike free 4.0 flyknitnike free 4.0 flyknit 2015

ตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เป็น nike free 4.0 flyknit 2015 มา (อ่านได้จากโพสต์นี้นะ มาวิ่งกันเถอะ) หลังจากใช้วิ่งมาแล้วสามครั้ง วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับคนที่สนใจนะฮะ

ออกตัวก่อนว่า ที่จั่วหัวว่าเป็นรีวิว จริง ๆ คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้เชี่ยวในเรื่องอะไรเลย รองเท้าวิ่งนี่ก็เหมือนกัน หลักการและเหตุผลรองรับทางวิทยาศาสตร์อะไรก็ไม่มี เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังว่าใช้แล้วรู้สึกยังไงจะตรงกว่า

(update: อ่านรีวิวหลังจากใช้วิ่งมา ๓๗๐ กิโลเมตร ได้ที่นี่ครับ รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 หลังวิ่งรวม ๓๗๐ กิโลฯ)

เอาตรงที่มาก่อน nike ออกแบบรองเท้ารุ่น free มาเพื่อจับกลุ่มนักวิ่งที่อยากได้ฟีลในการวิ่งแบบเท้าเปล่า (barefoot) ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงมากเมื่อสักห้าหกปีก่อน กระแสที่ว่านี้เริ่มมาจากหนังสือเล่มเดียวเลย คือ Born to Run เขียนโดยคุณพี่ Christopher McDougall (ชื่อหนังสือเต็ม ๆ ยาวกว่านี้ ถ้าใครสนใจลองเสิร์ชดูนะฮะ ใส่ชื่อหนังสือกับชื่อคนเขียนไปแค่นี้ เจอแน่นอน) คอนเซ็ปต์ไอเดียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จริง ๆ แล้ว มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า หรือมีรองเท้าบาง ๆ รองฝ่าเท้าก็พอแล้ว

แต่พออุตสาหกรรมรองเท้าวิ่งยุคใหม่เริ่มถือกำเนิดขึ้น (อันนี้เขาบอกว่าประมาณปี ๒๕๑๕) ก็เริ่มมีการพัฒนาพื้นรองเท้าให้รองรับแรงกระแทกโน่นนี่นั่น มีการหนุนพื้นให้หนาขึ้น แต่กลายเป็นว่ามีนักวิ่งจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง คุณพี่แมกดูกัลล์ก็เป็นหนึ่งในนั้นและเมื่อศึกษามากเข้าก็ลงความเห็นว่า เป็นเพราะรองเท้าวิ่งนี่เอง ที่มันฝืนธรรมชาติของเท้าและการวิ่งตามธรรมชาติของคน

พอเป็นอย่างนี้ก็เลยเกิดเป็นกระแส (หรือบางคนก็เรียกว่าเป็นลัทธิ) หันมาใช้รองเท้าที่พื้นไม่หนามาก วัสดุไม่เยอะ นัยว่าเพื่อให้เท้าเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติมากที่สุด (ถ้าไปเจอในบางเว็บว่า minimalist shoes เขาหมายถึงรองเท้าแบบนี้นี่แหละ) หรือบางคนแม่มก็เอ็กซ์ตรีมสุดขั้ว วิ่งตีนเปล่ากันเลยก็มี อันนี้ว่ากันตามถนัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนออกมาเตือน ๆ ว่า รองเท้าแบบนี้อาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้ เพราะการห่อหุ้มและปกป้องเท้ามีน้อย เพราะฉะนั้นใครที่จะมาทางนี้จึงควรที่จะค่อย ๆ ปรับ ไม่ใช่พรวดพราดเปลี่ยนมาเลย

ทาง nike เองก็เตือนเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเหมือนกัน โดยในกล่องรองเท้ารุ่นนี้เมื่อเปิดฝาออกมาจะเจอสติกเกอร์คำเตือนแปะเอาไว้ที่ฝากล่องด้านใน (ขอไม่แปลนะฮะ)

nike free warning stickerลงให้ดูทั้ง ๓ ภาษา ใครถนัดภาษาไหนเชิญตามสะดวก

รุ่นนี้ตัววัสดุด้านบนของรองเท้าทำจากเส้นใยที่ถักขึ้นรูปขึ้นมา (คือ flyknit) เท่าที่ดูคิดว่าน่าจะเป็นชิ้นเดียวเลย น้ำหนักเบา กระชับเท้า นุ่มและระบายได้ดี (nike บอกว่ารุ่นนี้จะวิ่งแบบไม่ใส่ถุงเท้าก็ได้นะ) เท่าที่ลองดึง ๆ ดู จะยืดหยุ่นได้นิดหน่อย ยกเว้นบริเวณสีดำที่เป็นรู ๆ ตรงหน้าเท้า ตรงนั้นจะยืดได้เยอะกว่าบริเวณอื่น

flyknitดูกันชัด ๆ กับวัสดุที่เรียกว่า flyknit ยืดได้นิดหน่อย ยกเว้นส่วนที่สีดำนั่นยืดได้เยอะกว่า

รุ่นนี้ถ้าเทียบกับคู่เดิม (new balance minimus road 10V2) ช่วงหน้าเท้าจะแคบกว่าคู่เดิม ก่อนใส่ก็กังวลนิด ๆ ว่าจะอึดอัดมั้ย พอใส่จริงรู้สึกกระชับดี แล้วก็ไม่อึดอัดนะ อันนี้คิดว่าเป็นผลมาจากอี flyknit นี่แหละที่ยืดหยุ่นได้นิดนึง อีกเรื่องที่แปลกใจก็คือ ของคู่เดิมใส่เบอร์ ๑๑ US แต่คู่นี้แค่เบอร์ ๑๐.๕ เพราะฉะนั้นใครที่สนใจก่อนซื้ออาจจะต้องลองกันให้ดีก่อน ไม่งั้นไซส์อาจไม่พอดี

คู่นี้ตอนที่ลองมีสิ่งที่ไม่ชินนิดหน่อย (ตอนนี้ก็ยังไม่ชิน) คือ รู้สึกว่าบริเวณช่วงกลางฝ่าเท้ามีอะไรมาหนุนอยู่นิดนึง ที่รู้สึกอย่างนี้ก็เพราะพื้นรองเท้าคู่เดิมมันบางมาก เหมือนไม่ค่อยมีอะไรหนุนฝ่าเท้าเท่าไหร่ คู่นี้จะมีมากกว่า

nike free 4.0 flyknit

ทีนี้ก็มาถึงตอนวิ่งจริง ซื้อมาวันเสาร์ ใส่วิ่งครั้งแรกเช้าวันอาทิตย์ วิ่งกิโลฯ แรกเวลาออกมาตกใจเลย ๕.๒๖ นาที นี่ไม่รู้ว่าเพราะหยุดวิ่งมาหลายวัน กลับมาวิ่งเลยกะจังหวะไม่ถูก หรือเพราะเห่อรองเท้าใหม่เลยกดซะ หรือว่าเป็นผลมาจากตัวรองเท้าเอง แต่ทำเวลาเท่านี้ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ตอนเกือบสองปีก่อนที่ยังวิ่งเยอะ ๆ ยังได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๕.๓๕ ถึง ๕.๕๐ อยู่เลย แต่เอาล่ะ ได้เวลาเท่านี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี พอวิ่งกิโลฯ ต่อมาก็เลยชะลอ ๆ หน่อย เพราะต้องคอยปรับท่าวิ่งเรื่องการลงเท้าด้วย

ต่อมาวันจันทร์ วิ่งเป็นครั้งที่สอง เวลากิโลฯ แรกออกมา เหยดดดดดดด ๕.๒๓ นาที อันนี้เริ่มคิดแล้ว เอ๊ะ เพราะกูยังไม่ชินรองเท้า เลยปรับจังหวะไม่ถูกหรือเปล่าวะ กิโลฯ ต่อมาก็เหมือนเมื่อวาน คือ ชะลอลง มาใส่ใจกับจังหวะการลงเท้ามากขึ้น เพราะยังไม่ค่อยชินดี

พักวันนึง วิ่งครั้งที่สามวันพุธ คราวนี้ถึงกับต้องร้อง เจ๊ดเข้!!! แม่มเกินไปละ เวลาออกมา ๕.๑๐ นาที เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย พี่ไม่เชื่อ แค่เปลี่ยนรองเท้า เวลาพี่ขยับขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องนี้เล่าสู่กันฟังไว้ก่อน แต่ยังไม่ขอสรุป เดี๋ยวขอเก็บข้อมูลระยะยาวสักนิด รอให้ชินรองเท้าก่อน ได้ผลยังไงจะมาอัปเดตกันอีกที

inside nike free 4.0 flyknitแผ่นรองเท้าด้านใน (ถอดออกได้) เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Barefoot Ride นะฮะ

สำหรับเรื่องความรู้สึกของการใช้งาน รู้สึกได้ชัดว่าเท้ามีอะไรรองรับมากขึ้น (เมื่อเทียบกับคู่เดิม) การปรับท่าวิ่งให้เอากลางเท้าลงรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่าคู่เดิม คู่นี้ถ้าดูข้อมูลน้ำหนักจะมากกว่าคู่เดิมนิดนึงแต่ตอนใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แล้วก็มีสิ่งที่ยังไม่ชินอย่างที่บอกไปแล้วคือ รู้สึกมีอะไรหนุนตรงช่วงกลางฝ่าเท้าอยู่ บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี เอาเป็นว่าไม่ชินนะฮะ…

หมายเหตุ : แจ้งเอาไว้นิดนึงเผื่อใครสงสัย รองเท้าคู่นี้ซื้อเองด้วยเงินตัวเอง ไม่ได้ฟรี ไม่ได้ส่วนลดพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น (สลิปบัตรเครดิตยังอยู่เลย) เพราะฉะนั้นไม่มีไทอินแน่นอนฮะ

nike free 4.0 flyknit