นิตยสารปิดตัว

Health & Cuisine ฉบับที่ ๑๙๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐
มีเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ไม่สิ เรียกว่า แลกเปลี่ยนความเห็นกันจะตรงกว่า คือ ทุกครั้งที่มีหนังสือ/นิตยสารปิดตัว จะมีคอมเมนต์/ความเห็นตามมาหลากหลาย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่า เสียดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนก็โตขึ้นมาพร้อม ๆ กับการอ่านนิตยสารบางเล่มที่ปิดตัวไป บางเล่มก็เป็นนิตยสารที่พ่อหรือแม่อ่านประจำ อะไรงี้

ขนาดคนอ่านยังเสียดาย คนทำนี่ยิ่งโคตรเสียดาย ไม่มีใครอยากปิดหรอกครับ ของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่ของผมที่เคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ออกเล่มแรกเลยนี่นะ รักเหมือนลูกอ่ะ (ไม่ได้สิ ไม่มีลูก เดี๋ยวจะว่าไม่อิน ต้องบอกว่ารักเหมือนพดด้วงอ่ะ)

ไม่อยากปิด แล้วปิดทำไม?

มันยังงี้ครับ (อันนี้ใครรู้แล้วสไลด์ข้ามไปได้เลยครับ) นิตยสารเล่มนึงจะมีรายได้หลักมาจากสองทางด้วยกัน คือ ยอดขายแผง+สมาชิก และโฆษณา ซึ่งโดยรวม ๆ เฉลี่ยของวงการสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐/๘๐ คือ ยอดขายแผง+สมาชิก ได้ ๒๐% อีก ๘๐% มาจากโฆษณา (เล่มที่ผมเคยทำนี่สัดส่วนยอดขายแผงสูงกว่านี้หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราขายแผงและสมาชิกได้เยอะ หรือว่าเราขายโฆษณาได้น้อยกันแน่ นี่กูจะขำ หรือเศร้าดี 5555) และถ้าเล่มไหนที่หัวใหญ่ มีพลังเยอะ ก็อาจจัดอีเวนต์เป็นรายได้เพิ่มอีกทาง

ทีนี้เมื่อซักสามหรือสี่ปีก่อนมันเริ่มมีจุดเปลี่ยน คนซื้อนิตยสารลดลง จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่แต่ละบุคคล ผมเคยตั้งโพสต์ถามเพื่อน ๆ ใน fb นี่แหละว่า ใครที่ยังซื้อนิตยสารเป็นประจำอยู่บ้าง? คำตอบที่ไม่แปลกใจเลยคือ เหลือน้อยมากนะฮะ ที่ยังซื้อนี่ส่วนใหญ่ก็ซื้อพวก National Geographic ให้ลูกอ่าน หรือซื้อเพื่อเก็บไว้อ่านเอง แต่ก็ยังไม่ได้อ่านนะ ขนาดผมเองเป็นคนทำหนังสือ เมื่อก่อนซื้อประจำหลายเล่มยังลดมาเรื่อย ๆ เล่มที่ซื้อประจำล่าสุดคือ Monocle กับ offscreen และตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อทุกเล่มแล้ว เลือกซื้อแค่บางเล่มที่สนใจก็พอ อยากอ่านนะแต่มันอ่านไม่ทัน

พอยอดขายลดลงยอดสมาชิกลดลง (เท่ากับว่ารายได้หายไปทางนึงแล้วนะ) เอเจนซี่หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาก็ไม่รู้ว่าจะเสียเงินซื้อแอดลงไปให้ลิงที่ไหนอ่านนะครับ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องการวัดผลที่ได้จากการลงแอดอีกนะ เรื่องนี้สื่อสิ่งพิมพ์โดนสื่อออนไลน์ตีกระจุยเลย ออนไลน์นี่วัดผลได้ จับกลุ่มแยกเซ็กเมนต์ได้ ทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ลูกค้าชอบมาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่เงินที่จะมาลงในสิ่งพิมพ์จะถูกย้ายไปสื่ออื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอฟังแบบนี้ก็จะมีคอมเมนต์ว่า ปรับตัวสิ ลดต้นทุนสิ ไปออนไลน์สิ เปลี่ยนเป็น free copy สิ ฯลฯ

ผมว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทุกเจ้าก็เห็นนะครับ และก็รู้ด้วยว่าต้องปรับตัว แต่ทีนี้แต่ละคนมันมีกำลังไม่เท่ากัน บางเล่มที่เขาปริ่ม ๆ น้ำอยู่ เจอคลื่นแรงหน่อยเขาก็ไม่ไหว ก็จากไปก่อน บางเล่มมองออกว่าต้องไปออนไลน์ แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุนอีกเยอะ เขาก็อาจจะคิดว่า งั้นกูพอดีกว่า ยังเหลือเงินติดไม้ติดมือบ้าง บางเล่มทำออนไลน์ไปแล้ว แต่รายได้มันมาไม่ทันกับโฆษณาที่หายไป สู้อยู่สักพักแล้วไม่ไหวก็จากไปเหมือนกัน

บางเล่มทำมาหลายสิบปีผ่านยุครุ่งเรืองมา เก็บเกี่ยวมามากแล้ว เจ้าของอายุมากอยากวางมือ ลูกหลานก็ไม่มีใครมาทำต่อ งั้นก็เลิกดีกว่า แบบนี้ก็มี หรือถ้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น free copy ฝากลมหายใจไว้กับโฆษณาอย่างเดียว บางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะอยู่ในระบบแบบนั้นนะครับ

ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะบอกว่า คนอ่านผิดที่ไม่ยอมซื้ออ่านนะครับ อย่าเข้าใจแบบนั้นเป็นอันขาด ในภาพรวมมันยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมาก แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่วิทยานิพนธ์เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ก็เลยหยิบแค่บางส่วนมาเล่าเท่าที่เห็นและมีประสบการณ์ตรงนะครับ

ใครคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้ครับ…

National Geographic ฉบับธันวาคม ๑๙๘๕

National Geographic magazine, December 1985

เมื่อวันก่อนเห็นข่าวว่าทาง National Geographic ที่เพิ่งเปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าพ่อสื่อ Rupert Murdoch มีการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ก็เลยสะกิดใจให้นึกถึงเล่มนี้ครับ ฉบับเดือนธันวาคม ๑๙๘๕

ในบรรดานิตยสาร National Geographic ที่ผมมีอยู่ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่ได้มีมากมายอะไรนะครับ) เล่มนี้จัดว่าเป็นเล่มโปรดที่สุด ทั้งๆ ที่ปกไม่สวยเอาเสียเลย สวนทางกับตามปกติที่ภาพปกนิตยสารเล่มนี้จะโดดเด่นติดตาเป็นพิเศษ ต้องอ่านคำโปรยปกถึงจะรู้ว่านี่เป็นภาพของเรือ Titanic ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร

แล้วมันพิเศษยังไง?

มันพิเศษหยั่งงี้ครับ นี่เป็นสื่อแรกที่นำภาพเรือ Titanic กลับมาสู่สายตาสาธารณชนอีกครั้งหลังจากที่จมหายไปพร้อมกับชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า ๑,๕๐๐ คนในเดือนเมษายน ปี ๑๙๑๒ ที่พิเศษขึ้นไปอีกก็คือเรื่องจากปกเล่มนี้มีชื่อว่า How We Found Titanic เขียนโดย Robert D. Ballard ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมสำรวจที่พบเรือในครั้งนี้

คุณพี่ Ballard เป็นนักสำรวจใต้น้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก นอกจาก Titanic ที่ส่งให้ดังเปรี้ยงปร้างแล้ว อีกไม่กี่ปีต่อมาคุณพี่ยังเป็นคนสำรวจพบเรือรบ Bismarck ของเยอรมันที่ถูกรุมกินโต๊ะจนจมลงในปี ๑๙๔๑ ด้วย

ในเล่มนี้คุณพี่ Ballard เล่าถึงเรื่องราวของการสำรวจไปจนถึงวินาทีของความสำเร็จที่รู้ว่าใช่ Titanic แน่แล้ว พร้อมด้วยภาพประกอบที่เป็นภาพถ่ายจากใต้น้ำเทียบกับภาพชิ้นส่วนหรือบริเวณเดียวกันก่อนที่เรือจะจม

ความประทับใจจากการค้นพบในครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ James Cameron เก็บไปสร้างหนัง Titanic ออกมาโกยทั้งรางวัลและเงินจากผู้ชมทั่วโลก

แค่เรื่องจากปกเรื่องเดียวนี่ก็เด็ดแล้วนะครับ ยังมีเรื่องที่สอง Vatican City และ Treasures of The Vatican เสริมเข้ามาอีก

ในเรื่อง Treasures of The Vatican จะมีภาพของสิ่งล้ำค่าที่เป็นสมบัติของวาติกันหลายชิ้นด้วยกัน แต่ชิ้นที่เป็นไฮไลต์สำหรับผมก็คือ หนังสือคำร้องของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ของอังกฤษที่ส่งไปยังวาติกันเพื่อให้พระสันตะปาปาในขณะนั้นมีคำสั่งให้การอภิเษกสมรสของพระองค์กับพระมเหสีเป็นโมฆะ เพื่อที่พระองค์จะได้ไปอภิเษกสมรสกับพระนางแอนน์ โบลีน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้อ่านจากหนังสือประวัติศาสตร์มานาน เป็นสตอรี่ที่สนุกมาก ถูกหยิบมาสร้างหนังก็หลายครั้งหลายหน เมื่อได้มาเห็นภาพเอกสารของจริงแบบนี้ก็ช่วยเติมเต็มจินตนาการได้เยอะมาก

ที่เล่ามานี่แค่ความประทับใจที่ผมได้จากนิตยสาร National Geographic เพียงเล่มเดียว ความที่คุ้นเคยกันมานาน (ในฐานะคนอ่าน) เมื่อได้ข่าวการเปลี่ยนแปลงของนิตยสารและการเลิกจ้างคนทำงานก็อดใจหายไม่ได้ แม้จะรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อยากให้อยู่สร้างประโยชน์สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไปอีกนานๆ ครับ

National Geographic, December 1985

ดูปกหน้าไปแล้ว นี่ปกหลังครับ

ถ้าถูกเลิกจ้าง คุณพร้อมหรือยัง?

National Geographic magazine, December 1985

วันแรกที่นิตยสาร National Geographic เปลี่ยนมือมาอยู่ในสังกัด 21st Century Fox ของเจ้าพ่อสื่อ Rupert Murdoch พนักงานทุกคนได้รับคำสั่งให้อยู่ในสถานที่ทำงานหรือใกล้โทรศัพท์ เพราะจะมีโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลมาเรียกไปแจ้งสถานภาพการจ้างงานทีละคน

หลังจากช่วงเวลาแห่งความระทึกผ่านไป พนักงานประมาณ ๑๘๐ คนไม่ได้ไปต่อ ในจำนวนนี้หลายคนมีผลทันที บางคนมีผลสิ้นเดือนมกราคมปีหน้า คนที่ไม่ได้ไปต่อจำนวนไม่น้อยทำงานที่นี่มาเกินสิบปีและที่เกิน ๒๐ ปีก็ยังมี

คนที่ไม่ได้ไปต่อ เช่น Photo Editor, Picture Editor, ช่างภาพ และเพจ ดีไซเนอร์

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจช่วยเตือนสติคนทำงานว่า อย่าคิดว่าอะไรมันจะอยู่ค้ำฟ้า ขนาดนิตยสารที่อยู่มา ๑๒๗ ปี ยังมีวันนี้ ตอนที่เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มไปในปี ๒๕๕๑ ก็อายุ ๑๕๘ ปี แถมตอนนั้นยังเป็นอินเวสต์เม้นต์แบงก์อันดับสี่ของสหรัฐฯ อีกด้วย ตอนนั้นพนักงานตกงานไปสองหมื่นกว่าคน

ผมเป็นคนเชื่อในเรื่องของการตั้งคำถาม อยากให้เพื่อนๆ ที่เป็นลูกจ้างเหมือนผมลองถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้ถูกเลิกจ้างหรือบริษัทล้มกะทันหัน เราเอาตัวรอดได้มั้ย?

ถ้าไม่ได้ ทำไม?

คำตอบของคำถามนี้อาจเปลี่ยนชีวิตเรา…

หมายเหตุ : นิตยสาร National Geographic ฉบับเดือนธันวาคม ๑๙๘๕ ในภาพด้านบนเป็นเล่มแรกที่มีการตีพิมพ์ภาพเรือ Titanic ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรมาหลายสิบปีให้ผู้คนได้เห็นกันอีกครั้ง พร้อมด้วยข้อเขียนของ Robert D. Ballard นักสำรวจใต้น้ำชื่อดัง และนิตยสารฉบับนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ James Cameron ทำหนัง Titanic ออกมา