เขียนถึงพี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning

เข้านี้มีข่าวร้ายส่งมาทางกล่องข้อความ

พี่นก ไพเราะ บ.ก. Positioning เสียชีวิตแล้วเมื่อตอนตีสามที่ผ่านมา

อ่านแล้วก็ร้อง เฮ้ย!! ไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ นี่เป็นความสูญเสียบุคลากรสื่อด้านเศรษฐกิจที่น่าใจหายที่สุดคนนึงเลยทีเดียว

ผมมีโอกาสได้ทำงานกับพี่นกอยู่ช่วงนึง ในปี ๒๕๓๕ หลังจากเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่ง ผมย้ายสังกัดมาอยู่ผู้จัดการรายวัน เป็นนักข่าวไอที มีพี่นกเป็นหัวหน้าโต๊ะ

ยุคนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของไอที ทั้งในวงการคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม มีผู้เล่นรายใหญ่ รายใหม่ เกิดขึ้นมากมาย สัมปทานวิทยุติดตามตัวเกิดขึ้นแล้ว ทั้งแพคลิ้งค์ โฟนลิ้งค์ โทรศัพท์มือถือเริ่มให้บริการแล้ว ซีพีได้สัมปทานโทรศัพท์สามล้านเลขหมายแล้ว

บริษัทสื่อสารเริ่มเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เกิดเป็นกลุ่มทุนสื่อสาร กลุ่มทุนใหม่ที่หวือหวา มีพลัง การแข่งขันสูง ซึ่งทำให้การทำข่าวในช่วงนั้นสนุกมาก มีการแถลงข่าวกันแทบทุกวัน

แต่ตลอดเวลาที่ทำงานกับพี่นกเป็นช่วงที่กดดันมาก มีความรู้สึกว่าทำงานเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีซักที กูยังไม่เก่งพอ เพราะการทำข่าวให้ถูกใจพี่นกไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างก็ได้ ขนาดงานง่าย ๆ อย่างการทำข่าวตามงานแถลงก็ไม่เคยง่ายอย่างที่คิด เพราะการทำงานไม่ได้เริ่มตอนที่ไปถึงสถานที่แถลงข่าว แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับหมายข่าวแล้วครับ

หมายความว่า ถ้าวันนี้เราได้รับแจ้งว่า วันพรุ่งนี้จะมีงานแถลงข่าวของบริษัทอะไรซักงานนึง พี่นกจะตั้งเป้าไว้เลยว่า เราจะต้องเช็คให้ได้ตั้งแต่วันนี้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อเขียนลงหนังสือพิมพ์วันนี้ แล้วไปขิงนักข่าวเล่มอื่นตอนไปงานวันพรุ่งนี้

แล้วพี่นกไม่ใช่หัวหน้าประเภทสั่งให้น้องทำแต่ตัวเองไม่ทำนะครับ แกทำยิ่งกว่าที่แกบอกให้เราทำอีก นี่ยังไม่รวมเรื่องความอึดในการตามแหล่งข่าว รอแหล่งข่าวและตื๊อแหล่งข่าว ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้แหล่งข่าวรู้จักและจดจำพี่นกได้เป็นอย่างดี ในระดับที่เรียกชื่อเล่นเลย เอ่ยนามซีอีโอธุรกิจสื่อสารในยุคนั้นมาเถอะ ทุกคนรู้จักพี่นก

เพราะฉะนั้นเวลาพี่นกให้ทำอะไร เราเถียงไม่ได้เลย เราไม่สามารถเถียงในใจได้เลยว่า แน่จริงเมิงมาทำเองสิ!! เพราะพี่นกทำเองและทำมากกว่าที่เราทำทุกเรื่อง

ถ้าสรุปง่าย ๆ ในโลกนักข่าวที่เป็นกะลาใบเล็กของผม ผมยกให้พี่นกคนเดียวว่าในทางวิชาชีพชีวิตนี้กูยอม ไม่เคยคิดสู้เลย

ช่วงหลัง ๆ มานี้เวลามีใครมาถามหาคนไปทำงาน อยากให้ recommend ใคร คนที่ recommend ได้อย่างมั่นใจ พูดได้เต็มปากที่สุดก็พี่นกนี่แหละ แต่พี่นกทุ่มเวลาและพลังงานในการทำงานให้กับ Positioning ทั้งหมด

วันนี้พี่นกไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้วนะครับพี่…

โชคดีที่เกิดก่อน

มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณแม่ที่มีลูกกำลังเรียนชั้นมอหก อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยขอคุยยาว ๆ เรื่องขั้นตอนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนี้ว่าเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง เพราะไม่รู้เรื่องเลย

หลังจากนั่งคุยกัน ซักถามจนเข้าใจว่าขั้นตอนมีอะไรบ้าง บอกกับตัวเองเลยว่า โชคดีมากที่เกิดมาก่อน ไม่ต้องใช้ระบบทุกวันนี้ ตัดสินกันที่สอบครั้งเดียวไปเลย

ที่คิดอย่างนี้เพราะระบบวันนี้เป็นระบบที่ต้องเหนื่อยกันตั้งแต่มอสี่ และไม่ได้เหนื่อยแค่เด็ก แต่พ่อแม่ต้องมาเหนื่อยด้วย เพราะถ้าจะปล่อยให้เด็กเตรียมตัวเองก็ไม่มั่นใจ กลัวไม่ดี ไม่พร้อม เดี๋ยวจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้

ยิ่งระบบไม่นิ่ง มีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกคนก็ยิ่งเหนื่อย ก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกันนะ…

ประสบการณ์ใช้งาน facebook และ twitter

ไม่ได้ใช้ social network มาสองสามวัน กลับมาใช้อีกทีมีข้อสังเกต (เฉพาะของตัวเอง) บางประการ

ข้อแรก feed ของ twitter ให้ข่าวสารข้อมูลทั่วไปในวงกว้างมากกว่าและเร็วกว่า fb ที่จะเป็นข้อมูลที่โฟกัสและเฉพาะทางกว่ามาก ๆ (บางโพสต์ของ fb ขึ้นมาช้าไปสองสามวันก็มี)

เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะหัวข้อหลัก ๆ ที่สนใจส่วนใหญ่ยังอยู่บน fb ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมา เรื่องวิ่ง หนังสือ ส่วนมากยังอาศัยเพจและกรุ๊ปของ fb ยังไม่ค่อยข้ามแพลตฟอร์มมา twitter กันเท่าไหร่

ข้อสอง อารมณ์และความรู้สึกขณะไถดู feed ของทั้งสองแพลตฟอร์มก็ต่างกัน บน twitter นี่ค่อนข้างจะไปทาง negative เยอะหน่อย เพราะผู้คนบน twitter แม่งโคตรเก้วกาด เรื่องนั้นเรื่องนี้ทั้งบ่นทั้งตีกัน

ส่วน fb นี่ เนื่องจากเพจหรือกรุ๊ปที่ตามอยู่เป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว (ตามข้อแรก) ประกอบกับอัลกอริธึมของ fb ก็ช่วยคัดกรองเอาเพจและกรุ๊ปที่เราเข้าไป engage ด้วยมาโชว์มากกว่าเรื่องอื่น ทำให้รู้สึกพึงพอใจในการใช้งานมากกว่า ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทำให้เกิด echo chamber ก็เถอะ

ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจัดการยังไงต่อไป จะทำการ detox twitter เพื่อลดความเก้วกาดดีมั้ย หรือจะปล่อยไว้แบบนี้เพื่อบาลานซ์กันระหว่างสองแพลตฟอร์ม แล้วเลือกใช้เอาตามอารมณ์ขณะนั้น ยังไม่รู้นะฮะ

ส่วน ig นี่ไม่พูดถึง ใช้น้อยมาก วัดอะไรไม่ได้ฮะ

ของใครเป็นยังไงกันมั่งอ่า… 🤔

การเปลี่ยนแปลงที่ SCG Chemicals

manager magazine may 2005

เมื่อวานนี้มีข่าวใหญ่เรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของ SCG สองกลุ่มธุรกิจด้วยกัน คือ SCG Chemicals และ SCG Packaging ซึ่งจะมีผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตามที่ไล่เลียงดูเข้าใจว่าสาเหตุเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่คุณชลณัฐ ญาณารณพ หัวเรือใหญ่ของ Chemicals จะเกษียณอายุปลายปีนี้ก็เลยขยับคุณธนวงษ์ อารีรัชชกุล ซึ่งเป็นคน Chemicals เดิมกลับไปรับตำแหน่งแทน และดันคุณวิชาญ จิตร์ภักดี ซึ่งเป็นลูกหม้อกลุ่มแพกเกจจิ้งขึ้นมารับช่วงต่ออีกที

คุณชลณัฐที่กำลังจะเกษียณอายุไปนี้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของกลุ่ม Chemicals เป็นคนที่สองต่อจากคุณอภิพร ภาษวัธน์ ผู้เป็นตำนานของกลุ่ม Chemicals ที่เกษียณอายุก่อนกำหนดไปพร้อมกับคุณชุมพล ณ ลำเลียง และผู้บริหารคนอื่นของปูนซิเมนต์ไทยในยุคนั้น ชนิดที่เรียกว่า เกษียณยกแผง

ในช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมาได้มีโอกาสสัมภาษณ์เดี่ยว (หรือที่เรียกว่า exclusive) คุณชลณัฐหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ได้คุยเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณชลณัฐได้เท่ากับครั้งที่ติดสอยห้อยตามพี่ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารผู้จัดการ ไปสัมภาษณ์เพื่อทำเรื่องปกฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ (ตามภาพ)

รายละเอียดของการพูดคุยในวันนั้นเมื่อมาถึงวันนี้หลายเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้างตามวันเวลาที่ผ่านไปและวัยที่ผ่านเลย แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เขียนลงไปแต่จำได้แม่นก็คือ เมื่อถูกถามว่า ได้เรียนรู้อะไรจากคุณแม่บ้าง? (คุณชลณัฐเป็นลูกชายคนโตของคุณกฤษณา อโศกสิน นักเขียนชื่อดังและศิลปินแห่งชาติ)

คุณชลณัฐตอบทันทีว่า ”ความมีวินัย” แล้วขยายความต่อ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ถ้าไม่ป่วยหนักจนลุกไม่ไหวจริง ๆ คุณแม่จะเขียนหนังสือทุกวัน

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิตการสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง…

พฤติกรรมการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยคิดว่าการซื้อหนังสือนี่มันต้องผ่านกระบวนการหยิบ ๆ จับ ๆ พลิกไปพลิกมา อ่านตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ดูปกไม่ยับ ดูกาวที่สันไม่เลอะ เลือกจนพอใจถึงจะซื้อ จะมียกเว้นบ้างก็บางเล่มที่หาในไทยไม่ได้ต้องสั่งจาก amazon แต่ก็ทดลองอ่านจากฟีเจอร์ look inside มาแล้ว

ตอนนี้เหรอ เปิดเว็บดูร้านออนไลน์ อ่านสรุปเนื้อหา ถ้าพอใจก็กดเลย บางทีเปิดเจอจากใน fb สำนักพิมพ์บ้าง นักเขียนบ้าง ถ้าน่าสนใจก็กดเลย แถมบางทีหนังสือยังไม่ออก เป็นแค่พรีออเดอร์ ถ้าสนใจก็โอนเงินแล้ว inbox ไปเลย สภาพหนังสือไม่ต้องเลือก

สรุปว่า การซื้อหนังสือออนไลน์ล้างความเชื่อและพฤติกรรมเดิม (ของตัวเอง) ไปหมด แถมยังช็อปวายป่วงกว่าการเดินร้านหนังสือแบบเดิมเยอะมากกกกกกก… 😂

ทำสวนมะม่วงหาว มะนาวโห่ เข้าตลาดหุ้น

มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่

มะม่วง (ไม่รู้) หาว มะนาว (ไม่รู้) โห่ ปลูกมาสี่ห้าปี ปีนี้ออกลูกเยอะสุดล่ะ เห็นว่าเก็บแล้วต้องปล่อยให้ลืมต้นซักสองวัน เช้านี้เลยแบ่งเก็บมาส่วนนึงก่อน

นี่เห็นว่าราคาดี ตั้งใจว่าอีกหน่อยจะไปปลูกขาย เป็นมะม่วง (ไม่รู้) หาว มะนาว (ไม่รู้) โห่ ออร์แกนิก ใช้ ai ควบคุมการปลูก ใช้โดรนเก็บเกี่ยวผลผลิต ตามนโยบาย Thailand 0.4 เฮ้ย 4.0 เลย แล้วแปรรูปเพิ่มมูลค่า ใช้อีคอมเมิร์ซส่งออกต่างประเทศนะ เสร็จแล้วเสนอพวกเวนเจอร์แคปฯ เอาเงินมาขยาย ซื้อที่ปลูกเพิ่ม

รอสักพัก สร้างสตอรี่ดี ๆ จังหวะเศรษฐกิจบูม หา FA เชี่ยว ๆ อันเดอร์ไรต์เก๋า ๆ หน่อย ปั้นเข้าตลาดหุ้น

ทีนี้ล่ะมึงเอ๊ยยยยยยยยย ได้รวยติดอันดับ Forbes แถมได้ออก “อายุน้อยร้อยล้าน” แม่มยิ่งกว่าฝันที่เป็นจริงอีก 5555555

ใครสนใจอยากเข้าร่วมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้รวยไปด้วยกัน อินบอกซ์มานะ เดี๋ยวส่งเลขบัญชีไปให้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ได้เป็นระดับโคตรมงกุฎเพชรทับทิมสยามแน่นอน ชิตังเม โป้ง รวยยยยยยยยย นะจ๊ะ

.

.

.

แค่นี้นะ คุณภรรยาเรียกกินยาแล้ว…

ตลาดหุ้นไทยเจอ AI หรือ Flash Boys?

เมื่อเช้ามีคนส่งรูปนี้เข้ามาในกรุ๊ปไลน์ เห็นพาดหัวข่าวลีดแล้วนึกถึงสองเรื่องนะฮะ

เรื่องแรก นึกถึงหนังสือ flash boys ของคุณพี่ michael lewis หนึ่งในนักเขียนเรื่องไฟแนนซ์ที่ดีที่สุดในโลก (อันนี้ไม่มีใครตั้ง ผมตั้งเอง)

ที่นึกถึงหนังสือเล่มนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างใกล้เคียงกับสิ่งที่พี่ lewis เล่าไว้ในหนังสือมาก ๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องของ AI แต่เป็นเรื่องอื่น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบนักลงทุน

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ลองอ่านรีวิวสั้น ๆ ดูก่อนได้ที่นี่ครับ

https://buak.net/2016/02/27/review-flash-boys-michael-lewis/

(ขายของเก่ากันหน้าด้าน ๆ หยั่งงี้แหละ 😂)

เรื่องที่สองที่นึกถึงคือ เมื่อสองสามปีก่อนตอนทำหนังสือให้ผู้หลักผู้ใหญ่คนนึง แกอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ที่สำคัญ แกบอกว่า แกเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ กับในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยด้วย

ตอนนั้นด้วยความอยากให้ชัวร์ ถามแกไปว่า รู้ได้ไง? แกตอบว่า ก็ตอนแกเคาะแป้นกดคำสั่งซื้อ/ขาย ออเดอร์อีกฝั่งมันหายไปเฉย ๆ ต่อหน้าต่อตาเลย (แกเป็นรายใหญ่ประมาณนึงนะฮะ)

ด้วยความอยากรู้อีก ถามแกว่า คิดว่าโบรกไหนที่ใช้ระบบนี้?

แกให้ชื่อมาโบรกนึง…

ตรวจสุขภาพประจำปี ๒๕๖๑

วันนี้มีตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัท วัดส่วนสูง น้ำหนัก ความดัน หัวใจ อะไรแล้วไปนั่งคุยกับหมอ ปกติก็รีบคุยรีบจบ เออ เออ ค่ะ ค่ะ ครับ ครับ กันไปทั้งฝั่งเราฝั่งหมอ

วันนี้เป็นหมอผู้ชาย อายุน่าจะเกิน ๖๐ ไปแล้ว คิดว่าก็คงเหมือนเดิม หมอดูข้อมูลแล้วทักว่า น้ำหนักน้อยไปหน่อยนะ แต่ความดันกับหัวใจปกติ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล บอกหมอว่า ก่อนหน้านี้น้ำหนักมากกว่านี้หน่อยนึง แต่พอเข้าโปรแกรมซ้อมจะไปฟูลแล้วน้ำหนักก็ลดลงนี่แหละ

หมอถามว่า ฟูลอะไร (ในใจคงคิดว่า ฟูลห่านอะไรของมึง) ก็ตอบไป ฟูลมาราธอนหมอ หมอก็ อ๋อ นี่วิ่งมาราธอนด้วย งั้นต้องกินนมเยอะ ๆ จากนั้นหมอก็ซักเรื่องการวิ่ง วิ่งที่ไหน เวลาเท่าไหร่

คุยไปคุยมา หมอบอกกินไข่ก็ดีนะ กินทุกวันเลยก็ได้ เพราะในไข่มีสารอาหารมีประโยชน์ชื่อ เล็กซิติน แต่อย่ากินไข่ทอดนะ พวกไข่เจียว ไข่ดาว นี่ไม่ดี เพราะจะมีน้ำมัน ให้กินไข่ต้ม ไข่พะโล้ก็ได้

ถามว่า แล้วกินได้วันนึงไม่เกินกี่ฟองหมอ หมอบอก ถ้าวิ่งอยู่แล้วนี่วันนึงสองฟองก็ยังได้ ถามหมออีกว่า แล้วกินไข่จะไม่ส่งผลกับคอเลสเตอรอลเหรอหมอ หมอคงนึกในใจ ไอ้ห่านี่แม่งขี้สงสัยจริง แต่บอกว่า มีบ้างแต่นิดเดียว ไม่มีผลอะไร เลยถามหมอว่า ผลวิจัยมันออกมาแล้วใช่มั้ยหมอ

ทีนี้แม่งยาวเลย หมอพูดถึงหลักการทำงานวิจัย การตั้งประเด็น การสุ่มตัวอย่าง พูดถึงผลของงานวิจัยเมืองนอกกับการเอามาใช้ในไทย เหมือนหมอจะเหงา นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงานรออยู่จะนั่งคุยกับหมอต่อ

ปีหน้ามาคุยกันใหม่นะหมอ…

เรื่องเล่าเจ้าของร้านกาแฟ

มีน้องที่รู้จักกันลาออกจากงานประจำไปเปิดร้านกาแฟเมื่อหลายปีก่อน ได้ทำเลที่คอมมิวนิตี้มอลที่กำลังจะเปิด (ในตอนนั้น) ย่านถนนเลียบด่วนรามอินทรา เมื่อเซลส์ยืนยันว่าไม่มีร้านกาแฟเชนมาลง ทั้งสตาร์บักส์ ทรู และอีกสารพัดเจ้า

หลังจากที่เร่งตกแต่งร้านเพื่อเปิดให้ทันเวลาที่มอลกำหนดไว้ (นัยว่าเพื่อสร้างความคึกคักไม่ให้ลูกค้าเหงา) พอเปิดร้านกลายเป็นว่า ร้านค้าต่างพากันเหงา เพราะมอลเล่นไม่โปรโมตเท่าไหร่ คนเลยมาเดินน้อย วันธรรมดาลูกค้าจะมีก็โน่น หลังสี่ห้าโมงเย็นไปแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ยังดีหน่อย เป็นแบบนี้บรรดาเจ้าของร้านกับพนักงานเลยต้องแวะเวียนอุดหนุนกันเอง (พร้อมกับปรับทุกข์และแอบเช็กยอดขาย) สุดท้ายใครสายป่านไม่ยาวพอหรือดูแล้วว่าไม่คุ้มก็ทยอยโบกมือลา

น้องคนนี้ยังโชคดีที่ทำเลร้านอยู่ตรงถนนเมน ใกล้ ๆ กันก็มีร้านแม่เหล็กที่พอจะดึงคนได้ ก็พลอยได้อาศัยไปด้วย บวกกับที่อัธยาศัยดีก็พอมีลูกค้าประจำ

แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนฟ้าผ่า มีสตาร์บักส์มาลงด้านหน้า ดักลูกค้าไปส่วนนึง แถมยังมีร้านขนม ร้านน้ำปั่น สมูตตี้ที่ปรับตัวหนีตายเพิ่มเมนูกาแฟมาแย่งลูกค้าไปอีก

ดูทรงแล้วท่าทางไม่ค่อยดี น้องคนนี้ก็เลยขยายกิจการ ตัดสินใจเพิ่มสาขาด้วยความหวังว่า เมื่อสาขาใหม่อยู่รอดและไปได้ดีก็จะปิดสาขาแรก ตัดจบกันไป โดยเลือกไปลงที่คอมมิวนิตี้มอลอีกแห่งที่กำลังจะเปิดในย่านเดียวกัน หลังจากตระเวนดูมาหลายที่ ทั้งที่ใกล้ ๆ และข้ามเมืองมาย่านราชพฤกษ์ ด้วยเหตุผลว่า สะดวกต่อการดูแล ขับรถถึงกันได้แค่ไม่กี่นาที

ด้วยความหวังจะให้เป็นสาขาหลักในวันข้างหน้า น้องเจ้าของลงทุนแต่งสาขานี้ไปล้านกว่า แต่พอเปิดขายก็เหมือนวนลูป มอลโปรโมตไม่เปรี้ยง คนไม่เดิน ซ้ำร้ายคือ ร้านเชนยักษ์ใหญ่เปิดในทำเลที่ดีกว่า แถมยังได้รับอนุญาตให้ตั้งป้ายโปรโมตได้ทั่วมอล ทั่วขนาดที่ว่าหน้าร้านน้องคนนี้ยังเอามาตั้งได้

ทนขายอยู่ได้ไม่กี่เดือน น้องเจ้าของตัดสินใจคัตลอสต์ ปิดร้านสาขากลับมาเหลือที่เดียวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเงินที่หายไป แต่ก็ยังมองหาทำเลใหม่อยู่ตลอด

จนวันนึงมีห้างใหญ่เบอร์หนึ่งของประเทศจะมาเปิดสาขาย่านนั้น น้องเจ้าของก็เพียรพยายามติดต่อเซลส์เพื่อสอบถามราคาค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งก็แทบไม่ได้รับการตอบรับอะไร เพราะเซลส์วุ่นอยู่กับการติดต่อรายใหญ่อยู่

หลังจากตามติดอยู่นานก็ได้ทำเลที่เหลือจากรายใหญ่มาให้ ก็ตกลงเช่าด้วยเงื่อนไขชวนขนหัวลุก คือ คิดเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย (ตัวเลขแน่ ๆ จำไม่ได้แต่รู้สึกจะอยู่ที่ ๔๐% กว่า ๆ) แต่ขั้นต่ำที่ต้องจ่ายคือ เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าขายได้ไม่ถึงอันนั้นห้างไม่สนใจ ไม่ใช่ปัญหาห้าง

น้องแม่งก็ใจถึง คิดว่าน่าจะคุ้ม แลกกับการมีร้านในห้างระดับท็อปของประเทศ เผื่อไว้เป็นโปรไฟล์วันข้างหน้าได้ แม่งก็เอาเว้ย ทำเรื่องคืนพื้นที่สาขาแรกนี่เลย

พอตกลงเอา ห้างก็เร่งให้แต่งร้านเพื่อให้เปิดทันวันเปิดห้าง เร่ง ๆ ๆ ๆ เร่งชิ_หาย จนเสร็จ วันเปิดคนมาเดินเต็มห้างด้วยแรงโปรโมต น้องแม่งปิดยอดวันแรกไปหลายหมื่น ยิ้มเลย กะว่ากูพ้นทุกข์แล้วคราวนี้

พอพ้นสัปดาห์แรก สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติตามที่ควรจะเป็น คนเงียบ ยอดขายก็เงียบ จนเริ่มกังวลว่ากูจะหาสามแสนมาจ่ายห้างได้มั้ย กูคิดผิดหรือเปล่าวะ สาขาแรกก็ปิดไปแล้วด้วย

แต่ยังดีที่ลูกค้าประจำตามมา ยอดขายก็พอจะประคองตัวไปได้ มีกำไรพอจ่ายค่าพื้นที่ หักค่าแรงเด็กแล้วยังเหลือเป็นรายได้ของตัวเอง

อยู่อย่างนี้มาสองสามปี วันก่อนน้องเจ้าของบอกว่า จะหาทำเลใหม่ งวดนี้อยากได้เป็นอาคารพาณิชย์สแตนอโลน ไม่เอาแล้วอยู่ในห้าง เหมือนนั่งทำงานหาเงินให้เจ้าของห้างทุกเดือน พอแล้วกับความอยากเข้าห้าง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเด็กลูกจ้างเลยนะ นี่ได้มหากาพย์อีกเรื่องเลยนะฮะ… 😂

การแสดงหมาไทยพันทางที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘

วันก่อนไปวิ่งที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘ ช่วงเย็นก่อนที่จะวิ่งวันนึงมีการแสดงสุนัขทหาร มีตัวนึงเป็นหมาไทยพันทาง ชื่อว่า เต้าหู้ ฉลาดมาก ความสามารถไม่แพ้หมาฝรั่งเลย ล้างความเชื่อที่ว่าหมาไทยฝึกไม่ได้ไปเสียที ลองดูตามคลิปนะครับ

คลิปแรกนั่นเบาะ ๆ คลิปที่สองนี่ต้องร้องว้าวเลยนะฮะ…