การเปลี่ยนแปลงที่ SCG Chemicals

manager magazine may 2005

เมื่อวานนี้มีข่าวใหญ่เรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของ SCG สองกลุ่มธุรกิจด้วยกัน คือ SCG Chemicals และ SCG Packaging ซึ่งจะมีผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตามที่ไล่เลียงดูเข้าใจว่าสาเหตุเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่คุณชลณัฐ ญาณารณพ หัวเรือใหญ่ของ Chemicals จะเกษียณอายุปลายปีนี้ก็เลยขยับคุณธนวงษ์ อารีรัชชกุล ซึ่งเป็นคน Chemicals เดิมกลับไปรับตำแหน่งแทน และดันคุณวิชาญ จิตร์ภักดี ซึ่งเป็นลูกหม้อกลุ่มแพกเกจจิ้งขึ้นมารับช่วงต่ออีกที

คุณชลณัฐที่กำลังจะเกษียณอายุไปนี้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของกลุ่ม Chemicals เป็นคนที่สองต่อจากคุณอภิพร ภาษวัธน์ ผู้เป็นตำนานของกลุ่ม Chemicals ที่เกษียณอายุก่อนกำหนดไปพร้อมกับคุณชุมพล ณ ลำเลียง และผู้บริหารคนอื่นของปูนซิเมนต์ไทยในยุคนั้น ชนิดที่เรียกว่า เกษียณยกแผง

ในช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมาได้มีโอกาสสัมภาษณ์เดี่ยว (หรือที่เรียกว่า exclusive) คุณชลณัฐหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ได้คุยเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณชลณัฐได้เท่ากับครั้งที่ติดสอยห้อยตามพี่ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารผู้จัดการ ไปสัมภาษณ์เพื่อทำเรื่องปกฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ (ตามภาพ)

รายละเอียดของการพูดคุยในวันนั้นเมื่อมาถึงวันนี้หลายเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้างตามวันเวลาที่ผ่านไปและวัยที่ผ่านเลย แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เขียนลงไปแต่จำได้แม่นก็คือ เมื่อถูกถามว่า ได้เรียนรู้อะไรจากคุณแม่บ้าง? (คุณชลณัฐเป็นลูกชายคนโตของคุณกฤษณา อโศกสิน นักเขียนชื่อดังและศิลปินแห่งชาติ)

คุณชลณัฐตอบทันทีว่า ”ความมีวินัย” แล้วขยายความต่อ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ถ้าไม่ป่วยหนักจนลุกไม่ไหวจริง ๆ คุณแม่จะเขียนหนังสือทุกวัน

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิตการสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง…

ข้อมูลลับในแวดวงนิตยสารไทย

reading magazines on bed

จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในแวดวงแมกกาซีนมาระยะหนึ่งพบว่า หนึ่งในข้อมูลลับสุดยอดของวงการนี้ คือ ยอดพิมพ์

ที่ว่าลับนี่ลับกว่าตัวเลขเงินเดือนอีกนะฮะ เพราะถ้าเป็นบ.ก. (ซึ่งไม่ได้ย่อมาจาก บ้ากาม) ยังรู้เงินเดือนทีมงานในกอง เพื่อเอามาใช้ประกอบการประเมินผลงานได้ แต่ยอดพิมพ์นี่ บ.ก.บางเล่มยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยนะ เซลส์ที่ต้องไปขายลูกค้าก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ยอดเคลมที่ผู้บริหารบอก จะได้บอกลูกค้าตามนั้น หรือถ้าเผื่อไปเจอลูกค้าจับเข้าเครื่องจับเท็จ จะได้รอดกลับมาได้ (อันนี้เว่อร์ แต่ลูกค้าอาจจะคิดจริง ๆ)

ที่ต้องเป็นความลับขนาดนี้เพราะยอดพิมพ์จริงกับยอดพิมพ์ที่บอกลูกค้านี่มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่ง เคลมยอดกับลูกค้าว่าเดือนละแสน แต่พิมพ์จริงห้าพัน เป็นต้น

และปัญหาเรื่องนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งให้แบรนด์และเอเจนซีทั้งหลายพากันทิ้งนิตยสารไปหาออนไลน์กันหมด เพราะอย่างน้อยก็พอจะวัดผลได้ (บ้าง) ไม่ใช่ฟังแต่ตัวเลขเคลมจากเจ้าของสื่อฝั่งเดียวนะครับ…

นิตยสารปิดตัว

Health & Cuisine ฉบับที่ ๑๙๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐
มีเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ไม่สิ เรียกว่า แลกเปลี่ยนความเห็นกันจะตรงกว่า คือ ทุกครั้งที่มีหนังสือ/นิตยสารปิดตัว จะมีคอมเมนต์/ความเห็นตามมาหลากหลาย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่า เสียดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนก็โตขึ้นมาพร้อม ๆ กับการอ่านนิตยสารบางเล่มที่ปิดตัวไป บางเล่มก็เป็นนิตยสารที่พ่อหรือแม่อ่านประจำ อะไรงี้

ขนาดคนอ่านยังเสียดาย คนทำนี่ยิ่งโคตรเสียดาย ไม่มีใครอยากปิดหรอกครับ ของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่ของผมที่เคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ออกเล่มแรกเลยนี่นะ รักเหมือนลูกอ่ะ (ไม่ได้สิ ไม่มีลูก เดี๋ยวจะว่าไม่อิน ต้องบอกว่ารักเหมือนพดด้วงอ่ะ)

ไม่อยากปิด แล้วปิดทำไม?

มันยังงี้ครับ (อันนี้ใครรู้แล้วสไลด์ข้ามไปได้เลยครับ) นิตยสารเล่มนึงจะมีรายได้หลักมาจากสองทางด้วยกัน คือ ยอดขายแผง+สมาชิก และโฆษณา ซึ่งโดยรวม ๆ เฉลี่ยของวงการสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐/๘๐ คือ ยอดขายแผง+สมาชิก ได้ ๒๐% อีก ๘๐% มาจากโฆษณา (เล่มที่ผมเคยทำนี่สัดส่วนยอดขายแผงสูงกว่านี้หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราขายแผงและสมาชิกได้เยอะ หรือว่าเราขายโฆษณาได้น้อยกันแน่ นี่กูจะขำ หรือเศร้าดี 5555) และถ้าเล่มไหนที่หัวใหญ่ มีพลังเยอะ ก็อาจจัดอีเวนต์เป็นรายได้เพิ่มอีกทาง

ทีนี้เมื่อซักสามหรือสี่ปีก่อนมันเริ่มมีจุดเปลี่ยน คนซื้อนิตยสารลดลง จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่แต่ละบุคคล ผมเคยตั้งโพสต์ถามเพื่อน ๆ ใน fb นี่แหละว่า ใครที่ยังซื้อนิตยสารเป็นประจำอยู่บ้าง? คำตอบที่ไม่แปลกใจเลยคือ เหลือน้อยมากนะฮะ ที่ยังซื้อนี่ส่วนใหญ่ก็ซื้อพวก National Geographic ให้ลูกอ่าน หรือซื้อเพื่อเก็บไว้อ่านเอง แต่ก็ยังไม่ได้อ่านนะ ขนาดผมเองเป็นคนทำหนังสือ เมื่อก่อนซื้อประจำหลายเล่มยังลดมาเรื่อย ๆ เล่มที่ซื้อประจำล่าสุดคือ Monocle กับ offscreen และตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อทุกเล่มแล้ว เลือกซื้อแค่บางเล่มที่สนใจก็พอ อยากอ่านนะแต่มันอ่านไม่ทัน

พอยอดขายลดลงยอดสมาชิกลดลง (เท่ากับว่ารายได้หายไปทางนึงแล้วนะ) เอเจนซี่หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาก็ไม่รู้ว่าจะเสียเงินซื้อแอดลงไปให้ลิงที่ไหนอ่านนะครับ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องการวัดผลที่ได้จากการลงแอดอีกนะ เรื่องนี้สื่อสิ่งพิมพ์โดนสื่อออนไลน์ตีกระจุยเลย ออนไลน์นี่วัดผลได้ จับกลุ่มแยกเซ็กเมนต์ได้ ทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ลูกค้าชอบมาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่เงินที่จะมาลงในสิ่งพิมพ์จะถูกย้ายไปสื่ออื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอฟังแบบนี้ก็จะมีคอมเมนต์ว่า ปรับตัวสิ ลดต้นทุนสิ ไปออนไลน์สิ เปลี่ยนเป็น free copy สิ ฯลฯ

ผมว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทุกเจ้าก็เห็นนะครับ และก็รู้ด้วยว่าต้องปรับตัว แต่ทีนี้แต่ละคนมันมีกำลังไม่เท่ากัน บางเล่มที่เขาปริ่ม ๆ น้ำอยู่ เจอคลื่นแรงหน่อยเขาก็ไม่ไหว ก็จากไปก่อน บางเล่มมองออกว่าต้องไปออนไลน์ แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุนอีกเยอะ เขาก็อาจจะคิดว่า งั้นกูพอดีกว่า ยังเหลือเงินติดไม้ติดมือบ้าง บางเล่มทำออนไลน์ไปแล้ว แต่รายได้มันมาไม่ทันกับโฆษณาที่หายไป สู้อยู่สักพักแล้วไม่ไหวก็จากไปเหมือนกัน

บางเล่มทำมาหลายสิบปีผ่านยุครุ่งเรืองมา เก็บเกี่ยวมามากแล้ว เจ้าของอายุมากอยากวางมือ ลูกหลานก็ไม่มีใครมาทำต่อ งั้นก็เลิกดีกว่า แบบนี้ก็มี หรือถ้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น free copy ฝากลมหายใจไว้กับโฆษณาอย่างเดียว บางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะอยู่ในระบบแบบนั้นนะครับ

ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะบอกว่า คนอ่านผิดที่ไม่ยอมซื้ออ่านนะครับ อย่าเข้าใจแบบนั้นเป็นอันขาด ในภาพรวมมันยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมาก แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่วิทยานิพนธ์เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ก็เลยหยิบแค่บางส่วนมาเล่าเท่าที่เห็นและมีประสบการณ์ตรงนะครับ

ใครคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้ครับ…

นิตยสาร THE WISDOM ฉบับตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๖๐

THE WISDOM magazine october - december 2017

นิตยสาร THE WISDOM ที่ธนาคารกสิกรไทยแจกให้กับลูกค้ากลุ่ม Wisdom ฉบับล่าสุด (ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๖๐) ออกแบบปกเป็นรูปในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพิมพ์นูนในบางจุดเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่แตกต่างเวลาลูบไปบนปก

THE WISDOM magazine october - december 2017

ส่วนเนื้อหาภายในเล่มก็มีส่วนพิเศษที่เป็นการสัมภาษณ์บุคคลในแวดวงต่าง ๆ ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด อาทิ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และปราโมทย์ ไม้กลัด เป็นต้น โดยแต่ละคนได้มาเล่าถึงชีวิตเมื่อครั้งที่ถวายงานรับใช้ รวมไปถึงความประทับใจและข้อคิดต่าง ๆ ที่ได้จากพระองค์

สำหรับเนื้อหาปกติทั้งที่เป็นบทความในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารกสิกรไทย แต่ถ้าไม่ได้เป็นลูกค้าระดับ Wisdom ก็ไม่รู้ว่าเขาจะให้หรือเปล่านะ ต้องลองเจรจาดู

นิตยสาร Monocle ฉบับที่ ๑๐๑ ฉบับพิเศษฉลองครบรอบ ๑๐ ปี

Monocle issue 101, the 10th anniversary issue with an article about Thai businesses buying western companies and brands with 3 companies featured.

จากประสบการณ์ส่วนตัว จะทำนิตยสารให้ยืนระยะถึงสิบปีได้นี่ไม่ใช่ง่าย ยิ่งในยุค Winter is coming รัว ๆ อย่างทุกวันนี้ด้วยแล้วไม่ง่ายเลย แต่ Monocle ทำได้ แถมแตกไลน์ขยายอาณาจักรออกไปได้อีก กลายเป็น case study ของคนในวงการสิ่งพิมพ์ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงแทบทั้งโลก

เล่มนี้เป็นเล่มฉลองวาระพิเศษ ก็เลยมีเนื้อหาพิเศษแทรกมาให้อ่าน เป็นเรื่องราวของ Monocle ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ใครที่เป็นแฟนไม่อยากให้พลาด

แถมอีกนิด เล่มนี้มีบทความเกี่ยวกับธุรกิจไทยที่ไปซื้อกิจการต่างแดนให้อ่านกันด้วย เจาะไปหลัก ๆ ที่สามบริษัท เป็นใครกันบ้าง อันนี้ต้องลองเปิดดู…

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

man_read_tablet

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสได้เข้าไปนั่งตัวลีบอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารนิตยสารชื่อดังอยู่ด้วย (ที่ว่าชื่อดังนี่หมายถึงนิตยสารนะ แต่เอาจริง ๆ ผู้บริหารนี่ก็ดังอยู่) นิตยสารนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้วและถือได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในหมวดที่ทำอยู่ ผู้บริหารคนนี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นิตยสารทุกวันนี้ว่า ยอดคนอ่านลดลงและยอดโฆษณาก็ลดลง (ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกัน)

ในส่วนของคนอ่าน นิตยสารที่ว่านี้ก็พยายามปรับตัวไปออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากหนังสือไปลง แล้วยังไปทำแฟนเพจด้วย ผู้บริหารเล่าว่า แฟนเพจของนิตยสารนี้ติดอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแฟนเพจที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้ (วัดจากยอดแฟนเพจ) เพราะชื่อเสียงก็เรียกคนได้ แถมยังมีการโพสต์สม่ำเสมอ

แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้บริหารเล่ามาก็คือ ในสิบอันดับแฟนเพจที่ว่าจะเป็นเพจของนิตยสารอยู่ไม่กี่เพจ อีกประมาณ ๔-๕ เพจเป็นเพจที่ทำออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีฐานคนอ่านจากสิ่งพิมพ์มาก่อน (นี่เป็นเรื่องน่าสนใจอันดับหนึ่ง) และมีอีกกลุ่มนึงที่มาใหม่และเป็นที่กังวลมากในตอนนี้คือ เพจที่บรรดาสินค้า/บริการต่าง ๆ มาทำคอนเทนต์เอง เรียกว่ายิงตรงจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลางกันเลย และที่น่าตกใจก็คือ คอนเทนต์ในเพจประเภทนี้น่าสนใจเสียด้วย ไม่ใด้เป็นแคตตาล็อกที่จะเอาแต่ขายของอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแบรนด์ก็จ้างคนทำคอนเทนต์นั่นแหละทำให้

เมื่อเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่ ๆ ก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ จะลดการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ลง จากที่ลดลงมาแล้วหลายปีต่อเนื่อง (ดูกราฟประกอบนะฮะ) เท่านั้นยังไม่พอ แบรนด์ยังเปลี่ยนสถานะจากลูกค้ากลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตคอนเทนต์และดึงยอดคนอ่าน (visitor) ไปจากสื่อเดิม ๆ เสียอีก

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สำหรับเรื่องโฆษณาที่ลดลงนี้ขอให้ดูภาพประกอบที่สอง เล่าให้ฟังก่อนว่า นี่เป็นข้อความในหนังสือ facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ ของพี่ชาติ กอบจิตติ (รายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ดูได้จากเพจ โลกอันซ้อนกันอยู่ นะฮะ) ซึ่งพี่ชาติเล่าว่า นอกจากเป็นนักเขียนแล้วแกยังทำเสื้อยืดขายด้วย ใช้แบรนด์ว่า Phanmaba (พันธุ์หมาบ้า) แล้วก็ทำเพจขึ้นมาเพื่อขายเสื้อ มีโพสต์รูปบ้าง เล่าเรื่องราวอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดลองดูที่พี่ชาติเขียนนะครับ โดยเฉพาะตรงที่ไฮไลต์ข้อความเอาไว้ อันนี้เป็นความเห็นตรงของแบรนด์มาเองเลย

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ เชื่อว่าทุกคนรู้ตัวแล้วและกำลังพยายามปรับตัว บางคนยังพอไปได้ บางคนก็ยกธงขาวไปแล้ว (อย่างที่เราเห็นในข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้) ในส่วนของผู้บริหารคนนี้ก็มีแนวทางของเขาอยู่ แต่ก็ไม่ควรที่จะนำมาเล่าในที่นี้นะฮะ

สวัสดี

O-lunla นิตยสารเพื่อผู้สูงวัย ฉบับปฐมฤกษ์

O-lunla, October 2015

มีนิตยสารใหม่มาแนะนำครับ ชื่อว่า O-lunla ออกเสียงว่า โอ-ลั้นลา นี่ถ้าไม่บังเอิญเห็นชื่อภาษาไทยเสียก่อน ผมคงจะออกเสียงว่า โอ้-หลั่นล้า นะครับ

เล่มนี้เป็นนิตยสารรายเดือนแจกฟรีที่วางกลุ่มคนอ่านเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเห็นได้ชัดจากปกฉบับปฐมฤกษ์ (ตุลาคม ๒๕๕๘) ที่มีนางแบบสูงวัยทั้งบนปกหน้าและปกหลัง พร้อมด้วยคาแรกเตอร์มุ้งมิ้งอย่างเจ้า Cony และหมี Brown จาก Line และที่ใต้หัวนิตยสารก็มีข้อความบอกถึงเป้าหมายของนิตยสารเอาไว้ชัดเจน

เพื่อความเบิกบานของผู้สูงวัย
วันนี้ คุณกอดพ่อแม่แล้วหรือยัง

จากความรู้อันจำกัดของผม ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนสูงวัยเล่มแรก หรือแรกๆ ของไทย (ใครมีข้อมูลช่วยแจ้งมาด้วยนะครับ) ซึ่งต้องนับถือ “ใจ” ของทีมผู้ผลิตมากที่ “กล้า” และ “บ้า” พอที่จะทำออกมา

ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะในบรรดาผู้บริโภคที่นักการตลาดจำแนกออกมาเป็นกลุ่มๆ ตามวัย ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มเด็ก พรีทีน วัยรุ่น คนเริ่มทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย กลุ่มที่มีโอกาสทางการตลาดน้อยที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัยนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้อยู่ในช่วงใกล้เกษียณหรือเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว มีฐานะมั่นคง หนี้สินอะไรก็ไม่ควรจะมีแล้ว แต่ก็นั่นแหละ พอมาอยู่ในวัยนี้ความอยากได้ใคร่มีอะไรก็แทบจะหมดไป จะกินอะไรตามใจปากมากก็ไม่ได้ เพราะต้องระวัง ถ้าจะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่ต้องใช้ส่วนมากก็จะเป็นทางด้านสุขภาพ การแพทย์และการท่องเที่ยว

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับโอกาสในการขายโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของนิตยสารก็อยู่ในวงจำกัดไปด้วย ถึงบอกว่างานนี้ผมนับถือใจของทีมผู้ผลิตมากที่ทำออกมา และเมื่อดูถึงเนื้อหาของนิตยสารก็มีค่อนข้างครบเครื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะบรรณาธิการของนิตยสารเล่มนี้อยู่ในแวดวงทำสื่อมานาน ผ่านการเป็นบรรณาธิการนิตยสารมาแล้วหลายเล่ม ใช้คำว่า เชี่ยวพอ ก็น่าจะได้

เนื้อหาในฉบับแรกประกอบด้วย เรื่องจากปก เป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Line ในกลุ่มผู้สูงวัย ที่ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกหลาน ญาติมิตรและเพื่อนฝูงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ไม่เหงา สุขภาพจิตก็ดีขึ้น นอกจากนี้ก็มีเรื่องของสุขภาพ อาหารที่เหมาะกับผู้สูงวัย และข่าวคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการอัปเดต

ตามปกติแล้วนิตยสารแจกฟรีจะมีวางแจกอยู่ตามร้านกาแฟ สถานีรถไฟฟ้า ร้านหนังสือ และสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เนื่องจากเล่มนี้จับกลุ่มคนอ่านที่เฉพาะเจาะจง อาจไม่ได้มีวางเป็นการทั่วไป หากใครสนใจก็ลองเข้าไปดูที่ facebook fan page ของเขาได้ที่ olunlaclub นะครับ (นี่โฆษณาให้ฟรีๆ เพราะหนังสือเขาน่าสนับสนุนจริงๆ)

O-lunla

นิตยสาร delight กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘

delight Jul - Sept 2015

นิตยสาร delight เป็นนิตยสารราย ๓ เดือนที่แจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สำหรับเล่มล่าสุด (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘) มาในธีม FOOD culture

เล่มนี้คนชอบเรื่องอาหารน่าจะถูกใจ เพราะเรื่องจากปกนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมด้านอาหารของภูมิภาคต่างๆ ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเสริมด้วย เรื่องเล่าขาน “พระกระยาหารโปรด” ของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ได้รวบรวมความเป็นมาของเมนูโปรดของรัชกาลที่ ๕ บางเมนู อาทิ น้ำพริกลงเรือ หมี่กรอบจีนหลี เป็ดอัด และขนมจีนน้ำยา

รวมทั้งคอลัมน์แนะนำร้านอาหารที่คัดมาหลากหลาย และที่ไม่พลาดก็คือ คอลัมน์การทำอาหาร โดยในเล่มนี้เป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวคั่วกรอบ และเชียบัตตา ใครสนใจแนวไหนก็ทดลองทำกันดูได้

สำหรับคอลัมน์อื่นๆ ก็จัดมาครบ มีทั้งธุรกิจ สุขภาพ ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ หนังสือน่าอ่าน ฯลฯ เรียกได้ว่า ถึงจะเป็นนิตยสารแจกฟรีแต่เนื้อหาไม่ได้ด้อยไปกว่าที่มีวางขายอยู่บนแผงเลย

สำหรับผู้สนใจ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเล่มนี้เป็นนิตยสารแจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของ SCG เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหุ้นกู้ที่ว่าอาจต้องลองถามไปที่ SCG ดูนะครับ