รีวิวหนังสือ : The Blind Side – เรื่องราวของชนชั้นที่เล่าผ่านโลกกีฬา

The Blind Side by Michael Lewis

หลังจากจบหนังสือเล่มล่าสุดของพี่ชาติ กอบจิตติ ไป (อ่านได้ที่นี่ครับ) ผมหยิบเล่มนี้มาอ่าน The Blind Side ของคุณพี่ Michael Lewis คนเดียวกับที่เขียน Flash Boys แต่เล่มนี้ออกมาก่อนหลายปีแล้ว เปิดดูที่จดไว้ถึงเห็นว่าซื้อมาตั้งแต่ปี ๕๒ นี่ปาเข้าไปปี ๕๙ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่เห็นข้อความบนปกว่า กำลังจะเอาไปสร้างเป็นหนัง เล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ก่อนสร้างหนังอีกนะฮะ

ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ดูหนังที่สร้างจากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่าทีมงานมีการดัดแปลงบทไปจากเนื้อเรื่องแค่ไหน มีเก็บรายละเอียดประเด็นย่อยไปด้วยมั้ย ในที่นี้ก็เลยจะพูดถึงตัวหนังสืออย่างเดียวนะฮะ

พี่ Lewis เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจมากในทุกเล่มที่แกเขียน วันก่อนฟัง podcast สัมภาษณ์ Malcolm Gladwell (ซึ่งเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องเก่งมากอีกคนนึง พี่แกสามารถเอาเรื่องยากมาย่อยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โคตรเทพอ่ะ) คนสัมภาษณ์ถามว่า ในความเห็นของ Gladwell ใครเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้ดี แกตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยว่า Michael Lewis แกบอกว่าอยากเล่าให้ได้แบบพี่ Lewis เลยนะฮะ นี่ขนาดมือระดับ Gladwell นะ

เล่มนี้ Lewis เล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นผิวดำยากจนคนนึงที่บังเอิญสรีระเอื้อต่อการเล่นอเมริกันฟุตบอลในตำแหน่ง Left Tackle ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คอยระวังป้องกันด้านซ้ายของควอเตอร์แบ็ค (ผู้เปรียบเสมือนแม่ทัพในเกมรุก) และด้วยความที่ควอเตอร์แบ็คส่วนมากจะถนัดขวา เวลาเล่นก็มักจะมองไปทางด้านขวา ทำให้ด้านซ้ายเป็นมุมบอด หรือ blind side อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือนี่เอง

ทีนี้ลำพังถ้าอยู่ของมันเองเด็กคนนี้ก็คงไปไม่ถึงไหน แต่บังเอิญมีครอบครัวอเมริกันผิวขาว ฐานะดี มีสถานภาพทางสังคมรับมาเลี้ยง ให้ที่อยู่ มีข้าวให้กิน หาเสื้อผ้าให้ใส่ ดูแลเรื่องการเรียนด้วย ทำให้ชีวิตของเด็กที่ดูแล้วไม่น่าจะไปไหนได้ไกล เพราะขนาดโตแล้วยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ค่อยได้ กลับมีอนาคตขึ้นมา

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้น แต่เฮีย Lewis ยังอธิบายให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเกมบุกและเกมรับของอเมริกันฟุตบอล รวมไปถึงการเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางข้อของ NFL (หน่วยงานกำกับดูแลและจัดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล เทียบได้กับ FIFA ในกีฬาฟุตบอลนะฮะ) เพื่อให้คนอ่านเข้าใจได้ว่า ทำไมควอเตอร์แบ็คถึงมีความสำคัญมากขึ้นในเกมบุกของอเมริกันฟุตบอล และทำไมผู้เล่นในตำแหน่ง left tackle ถึงสำคัญ (และมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมาก) ซึ่งโยงต่อมาถึงว่า ทำไมไอ้เด็กวัยรุ่นคนนี้มันถึงเป็นที่ต้องการจากมหาวิทยาลัยทั่วทั้งสหรัฐฯ

เอาแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็สนุกแล้ว แต่ Lewis ยังแฝงประเด็นรอง (หรือจริง ๆ เป็นประเด็นหลักวะ?) คือเรื่องของชนชั้นเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ระหว่างที่อ่านเรื่องราวของวัยรุ่นผิวดำคนนี้เฮีย Lewis ก็จะแทรกเรื่องของเด็กคนอื่นให้เห็นว่า ถึงจะมีศักยภาพทางกีฬาแค่ไหน โดดเด่นแค่ไหน แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี รวมถึงไม่ได้รับการสนับสนุน ผลักดัน หรือไม่มีคนเปิดประตูโอกาสให้ ก็ยากที่จะก้าวไปถึงฝั่งฝันได้

อ่านไปอ่านมาเล่มนี้กลายเป็นเรื่องของประเด็นใหญ่ทางสังคมที่น่าสนใจมาก ๆ โดยที่ใช้เรื่องของวัยรุ่นผิวดำเป็นตัวเล่าเรื่อง

โดยส่วนตัวผมอ่านเล่มนี้แล้วชอบมาก ประการแรก เรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการของอเมริกันฟุตบอลที่นำมาเล่าในเล่มนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับตอนที่ผมดูกีฬานี้อยู่พอดี เวลาที่ Lewis พูดถึงโค้ชคนนั้น นักกีฬาคนนี้ ผมนึกภาพตามได้ไม่ยาก แถมที่สำคัญยังช่วยไขให้เข้าใจได้ว่า ทำไม Joe Montana ถึงเป็นควอเตอร์แบ็คที่ประสบความสำเร็จ ทำไม Steve Young ที่มาแทน Montana ก็ประสบความสำเร็จ ทั้งที่สองคนนี้ไม่ได้มีพลังแขนโดดเด่นเท่ากับควอเตอร์แบ็คคนอื่นในยุคเดียวกันเลย รวมไปถึงได้เข้าใจว่า West Coast offense ที่เห็นบ่อย ๆ เวลาอ่านบทความหรือตอนผู้บรรยายพูดถึงเนี่ย มันคืออะไร (สำหรับคนที่สนใจ เรื่องนี้อยู่ที่หน้า ๑๑๗ นะฮะ)

ประการที่สอง เรื่องราวเด็กวัยรุ่นที่เป็นตัวเอกของเรื่องนี้น่าสนใจมากว่า จะไปได้ถึงไหน เพราะ Lewis เขียนชวนให้เราติดตาม (และลุ้น) ไปตลอดว่า อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น (ซึ่งมีเยอะด้วย) จะหยุดชีวิตของเด็กคนนี้เอาไว้ก่อนที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่

ประการที่สาม ประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและโอกาสที่ได้รับ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของคนแต่ละคน เรื่องนี้ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ในประเทศไทยนี่ก็มี ข่าวคราวคนรวยทำผิดกฎหมายแต่ไม่ผิด ไม่ได้รับโทษมีอยู่บ่อยมาก ข่าวเด็กเรียนดีสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะดี ๆ ได้ แต่ไม่มีเงินเรียน เรื่องราวแบบนี้มีให้เห็นทุกปี และก็คงมีต่อไปอีกหลายปี

สิ่งที่ยากที่สุดในการอ่านหนังสือเล่มนี้สำหรับผมก็คือ การหักห้ามใจที่จะไม่เสิร์ชอินเทอร์เน็ตดูว่าชีวิตเด็กคนนี้ตอนนี้เป็นยังไง เพราะถ้าเสิร์ชดูนี่เท่ากับว่ารู้ตอนจบเลย เหมือนอ่านนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนแต่ดันรู้ก่อนซะแล้วว่าใครเป็นคนฆ่า ความสนุกของการลุ้นระหว่างที่อ่านหมดกันพอดี ถ้าใครจะอ่านเล่มนี้ผมแนะนำไว้ก่อนเลยว่า อย่าเสิร์ชดูเด็ดขาด

สำหรับคนที่กลัวว่าไม่ได้ดูอเมริกันฟุตบอล ไม่รู้จักอเมริกันฟุตบอลแล้วจะอ่านไม่สนุก ไม่ต้องกลัวครับ อ่านแค่พอให้เข้าใจภาพรวมก็ยังสนุกได้ครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไปแล้วบ้าง

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys
หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๙ : facebook โลกอันซ้อนกันอยู่

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

หนังสือดัง & ขายดีที่คนอ่านไม่จบ

เคยมั้ยครับเวลาที่ยืนเลือกหนังสืออยู่ในร้าน พลิก ๆ ดูแล้ว เออ เล่มนี้น่าสนใจว่ะ น่าอ่านดีนะ แต่พอซื้อไปแล้ว เปิดอ่านไปได้สักหน่อยแล้ววาง อ่านไม่จบ เปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่น จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ เขียนไม่ดี อ่านยาก เนื้อหาไม่น่าสนใจ อ่านแล้วไม่ชอบ ฯลฯ มีเหตุผลสารพัดนะครับ 

ผมนี่คนนึงล่ะ

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้ใช่มั้ยครับว่า มีใครเป็นอย่างเราบ้างมั้ย คนเขียนก็ไม่รู้ สำนักพิมพ์ก็ไม่รู้ แล้วถ้ามี จะมีหนังสือเล่มไหนที่คนซื้อไปแล้วอ่านไม่จบกันมั่งวะ?

ตอนนี้เรารู้ได้แล้วครับ ตั้งแต่ที่มีเรามีอีบุ๊ก โดยเฉพาะ Kindle ของ amazon ที่สามารถเก็บข้อมูลการอ่านพวกนี้ได้ แล้วก็มีนักวิชาการที่ไปเอาข้อมูลจากฐานข้อมูลของ Kindle ที่ว่านี่แหละมารวบรวมวิเคราะห์และแยกแยะแล้วตั้งเป็นดัชนีที่ชื่อว่า Hawking Index เพื่อดูว่าหนังสือแต่ละเล่มมีคนอ่านจนจบมากน้อยแค่ไหน

หนังสือบางเล่มที่อยู่ในรายการนี้เห็นแล้วอาจแปลกใจว่าคนอ่านจบน้อยขนาดนั้นเลยเหรอ มาดูกัน

เล่มแรก Hard Choices ของ Hilary Clinton ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกความทรงจำในช่วงที่ฮิลารีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับสามในรัฐบาล รองจากประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เล่มนี้มีคนอ่านจบแค่ ๑.๙% เท่านั้นเอง

เล่มสอง Capital in the Twenty-First Century ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Thomas Piketty เล่มนี้สร้างปรากฎการณ์ฮือฮาอย่างมากในแวดวงหนังสือ เพราะเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่เป็นแนววิชาการ อ่านยาก แถมยังหน้าตั้ง ๗๐๐ หน้า แต่ติดอันดับหนึ่งหนังสือขายดีของ The New York Times ซะงั้น ทำเอาผู้เชี่ยวชาญต้องหาสาเหตุกันยกใหญ่ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงฮิตขึ้นมาได้ แต่ก็นั่นแหละมีคนอ่านจบไปแค่ ๒.๔% ครับ

เล่มต่อมา Infinite Jest โดย David Foster Wallace มีคนอ่านจบไป ๖.๔%

อันดับสี่ เล่มนี้เลยครับ A Brief History of Time ของ Stephen Hawking ที่มีคนรู้จักกันทั่วโลก ยิ่งปีก่อนมีการเอาชีวิตเฮียมาสร้างเป็นหนังด้วย ยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นอีก หนังสือเล่มนี้อ่านจบกันไป ๖.๖% ครับ

เล่มที่ห้า Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman เล่มนี้มีคนอ่านจบไปเบ็ดเสร็จ ๖.๘%

เห็นอย่างนี้ใครที่เป็นนักเขียนหรือนักแปลอย่าเพิ่งท้อนะครับ ถ้ามองในแง่ดีอย่างน้อยคนก็ซื้อไปแล้ว วันนี้อาจจะยังไม่อ่าน หรืออ่านไม่จบ แต่วันหน้าอาจจะหยิบมาอ่านจนจบก็ได้ อาการแบบนี้ผมเองก็เป็นบ่อยไป

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะครับ ❤

 

facebook โลกอันซ้อนกันอยู่ – การกลับมาของชาติ กอบจิตติ

facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ ชาติ กอบจิตติ

ตามที่ตั้งใจไว้เมื่อตอนต้นปีว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือ non-fiction เพียว ๆ เลย จะพยายามไม่อ่านนิยาย ทั้งเรื่องไทยเรื่องเทศ เริ่มเล่มแรก (Flash Boys อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) ก็ผ่านไปได้สวย ก็ต่อด้วยเล่มสอง แต่พออ่านไปสักพักปรากฎว่า พี่ชาติ กอบจิตติ นักเขียนคนโปรดของผมแกออกหนังสือเล่มใหม่ออกมา ก็เลยต้องวางเล่มนั้นเอาไว้แล้วหยิบเล่มนี้แซงหน้ามาอ่านก่อน

facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่

หนังสือเล่มนี้ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไป ดูเผิน ๆ จะนึกว่าพี่ชาติหากินง่าย เอาข้อความที่โพสต์ไว้บนเฟซบุ๊กมารวมเล่มขายแฟน ๆ แต่จริง ๆ มันไม่ง่ายอย่างนั้น (เชื่อว่าต่อให้แกทำจริง แฟน ๆ ก็ยังตามซื้อกันนะ เหนียวแน่นกันซะขนาดนี้) พี่ชาติเล่าความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า แกวางแผนจะทำหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรก โดยจะเขียนเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่สนใจและเป็นประเด็นที่อยู่ในใจ (หนึ่งในนั้นคือเรื่อง อี-บุ๊ก) แล้วให้บรรดาเฟรนด์ มาร่วมแสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูลและความรู้ที่แต่ละคนมี แล้วพอครบปีก็จะคัดเลือกและรวบรวมทั้งข้อความของแกเองและคอมเม้นต์ของคนอื่น ๆ มารวมเป็นเล่ม

จากนั้นถึงเปิดเฟซบุ๊กแล้วคัดกรองคนที่จะมาเป็นเฟรนด์ (ประมาณ ๕ พันคน) แล้วก็เริ่มโพสต์ข้อความตามที่คิดเอาไว้ หลายเรื่องเป็นไปตามแผน หลายเรื่องงอกขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องอี-บุ๊ก การทำนาปา การทำออฟฟิศที่บ้าน เรื่องเสื้อพันธุ์หมาบ้า ฯลฯ

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้นานอยู่ เพราะไม่ได้อ่านเฉพาะข้อความของพี่ชาติ แต่ละเลียดอ่านคอมเม้นต์ของคนอื่น ๆ ด้วย (ซึ่งก็เป็นความรู้ที่เสริมขึ้นมา เพราะแต่ละคนก็เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ในด้านต่าง ๆ กันไป) ที่แปลกใจตัวเองเรื่องนึงก็คือ ตอนที่อ่านอยู่ มีบางช่วงที่เผลอเอานิ้วไปไถ ๆ สไลด์ ๆ ที่หน้ากระดาษ ด้วยความเคยชิน นึกว่ากำลังอ่านเฟซบุ๊กบนหน้าจออยู่จริง ๆ (อันนี้ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันบ้างมั้ย)

หนังสือเล่มนี้หนาเอาเรื่องอยู่ (๗๓๔ หน้า) แต่อ่านสนุก ถึงเป็นเรื่องที่คนอ่านไม่มีความรู้มาก่อนก็อ่านสนุก เหมือนเรานั่งฟังพี่ชาติเล่าเรื่องราวของแกหรือเรื่องที่แกสนใจให้เราฟัง แล้วก็มีคนอื่นอยู่ในวงคอยช่วยเสริมให้บทสนทนามันออกรสมากขึ้น บางครั้งพี่ชาติก็สอนประสบการณ์ชีวิตให้เราฟัง ถือเป็นการเรียนลัด เราจะได้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอาเอง

เล่มนี้ถ้าเป็นแฟนพี่ชาตินี่พลาดไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นแฟนพี่ชาติก็อ่านได้นะครับ ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่สองแล้วด้วย

facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่
ผู้เขียน : ชาติ กอบจิตติ
สำนักพิมพ์ : หอน
ราคา : ๔๐๐ บาท

facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ โดย ชาติ กอบจิตติ

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป…

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/ ครับ

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

man_read_tablet

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสได้เข้าไปนั่งตัวลีบอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารนิตยสารชื่อดังอยู่ด้วย (ที่ว่าชื่อดังนี่หมายถึงนิตยสารนะ แต่เอาจริง ๆ ผู้บริหารนี่ก็ดังอยู่) นิตยสารนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้วและถือได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในหมวดที่ทำอยู่ ผู้บริหารคนนี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นิตยสารทุกวันนี้ว่า ยอดคนอ่านลดลงและยอดโฆษณาก็ลดลง (ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกัน)

ในส่วนของคนอ่าน นิตยสารที่ว่านี้ก็พยายามปรับตัวไปออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากหนังสือไปลง แล้วยังไปทำแฟนเพจด้วย ผู้บริหารเล่าว่า แฟนเพจของนิตยสารนี้ติดอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแฟนเพจที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้ (วัดจากยอดแฟนเพจ) เพราะชื่อเสียงก็เรียกคนได้ แถมยังมีการโพสต์สม่ำเสมอ

แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้บริหารเล่ามาก็คือ ในสิบอันดับแฟนเพจที่ว่าจะเป็นเพจของนิตยสารอยู่ไม่กี่เพจ อีกประมาณ ๔-๕ เพจเป็นเพจที่ทำออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีฐานคนอ่านจากสิ่งพิมพ์มาก่อน (นี่เป็นเรื่องน่าสนใจอันดับหนึ่ง) และมีอีกกลุ่มนึงที่มาใหม่และเป็นที่กังวลมากในตอนนี้คือ เพจที่บรรดาสินค้า/บริการต่าง ๆ มาทำคอนเทนต์เอง เรียกว่ายิงตรงจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลางกันเลย และที่น่าตกใจก็คือ คอนเทนต์ในเพจประเภทนี้น่าสนใจเสียด้วย ไม่ใด้เป็นแคตตาล็อกที่จะเอาแต่ขายของอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแบรนด์ก็จ้างคนทำคอนเทนต์นั่นแหละทำให้

เมื่อเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่ ๆ ก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ จะลดการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ลง จากที่ลดลงมาแล้วหลายปีต่อเนื่อง (ดูกราฟประกอบนะฮะ) เท่านั้นยังไม่พอ แบรนด์ยังเปลี่ยนสถานะจากลูกค้ากลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตคอนเทนต์และดึงยอดคนอ่าน (visitor) ไปจากสื่อเดิม ๆ เสียอีก

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สำหรับเรื่องโฆษณาที่ลดลงนี้ขอให้ดูภาพประกอบที่สอง เล่าให้ฟังก่อนว่า นี่เป็นข้อความในหนังสือ facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ ของพี่ชาติ กอบจิตติ (รายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ดูได้จากเพจ โลกอันซ้อนกันอยู่ นะฮะ) ซึ่งพี่ชาติเล่าว่า นอกจากเป็นนักเขียนแล้วแกยังทำเสื้อยืดขายด้วย ใช้แบรนด์ว่า Phanmaba (พันธุ์หมาบ้า) แล้วก็ทำเพจขึ้นมาเพื่อขายเสื้อ มีโพสต์รูปบ้าง เล่าเรื่องราวอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดลองดูที่พี่ชาติเขียนนะครับ โดยเฉพาะตรงที่ไฮไลต์ข้อความเอาไว้ อันนี้เป็นความเห็นตรงของแบรนด์มาเองเลย

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ เชื่อว่าทุกคนรู้ตัวแล้วและกำลังพยายามปรับตัว บางคนยังพอไปได้ บางคนก็ยกธงขาวไปแล้ว (อย่างที่เราเห็นในข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้) ในส่วนของผู้บริหารคนนี้ก็มีแนวทางของเขาอยู่ แต่ก็ไม่ควรที่จะนำมาเล่าในที่นี้นะฮะ

สวัสดี

งูเหลือมในหมู่บ้าน

งูเหลือมในหมู่บ้าน

เช้านี้ออกไปวิ่ง ตอนวิ่งผ่านบ้านคุณพี่ที่อยู่ถัดไปสองหลังแกเดินออกมาพอดี เราก็ยิ้มให้ แกยิ้มกลับ บอกเจองูที่บ้าน เปิดมาขนาดนี้จะไม่ถามไถ่อะไรหน่อยคงไม่ดี เลยหยุดถาม งูอะไรพี่? แกบอกงูเหลือมงูหลามนี่แหละ แล้วเอานิ้วมาทำวงให้ดูขนาด ก็ประมาณข้อมือเด็ก แกบอก แจ้งรปภ.ไปแล้วให้มาจับ ไม่รู้กล้าจับหรือเปล่า แล้วแกก็เดินไปทำท่าจะขึ้นรถ เราก็วิ่งของเราต่อ

วิ่งกลับมาอีกรอบเจอลุงรปภ.ยืนถือไม้แบบที่เขาเอาไว้จับงูยืนอยู่ข้างบ้านแก เราก็นึก เออ มาเร็วดีนะ จะกล้าจับรึเปล่าไม่รู้ วิ่งใกล้เข้าไปอีกนิด ชิบหายยยย จับเสร็จแล้วนี่หว่า ไอ้ที่นึกว่าไม้นั่นน่ะมีงู ตัวเกือบข้อมือผู้ใหญ่ ยาวสักเมตรครึ่งได้ ลายพร้อยเลย เรานี่แทบมืออ่อนตีนอ่อน สมองสั่งการให้วิ่งฉีกออกกลางถนนทันที กูยอมเสี่ยงกับรถดีกว่า คุณพี่เพื่อนบ้านเดินลงจากรถมาถ่ายรูปแล้วถามคุณลุงว่าจะเอาไปปล่อยที่ไหน แกบอกตรงคลองในหมู่บ้านที่กั้นเฟสหนึ่งเฟสสองนี่แหละ ให้มันเลื้อยตามน้ำไป แกพูดไม่ทันจบดี คุณพี่เพื่อนบ้านเสียงสูงมาเลย ปล่อยตรงเนี๊ยะ? แล้วมันจะไม่กลับมาเหรอ หลังจากนั้นคุยอะไรยังไงไม่รู้แล้ว แต่พอวิ่งไปถึงสะพานข้ามคลองเห็นลุงปล่อยงูไปเรียบร้อย

ถามลุงว่า งูมันอยู่ตรงไหนที่บ้านพี่เค้าอ่ะลุง? แกบอก นอนอยู่ตรงสวนแถวริมรั้วนั่นแหละ จ้องจะกินหมาอยู่…

นิตยสาร way ฉบับที่ ๑ : ตุลาคม ๒๕๔๙

นิตยสาร way ฉบับที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๔๙

สิบปีที่แล้ว หลังจากนิตยสาร a day Weekly ปิดตัวลง แต่ อธิคม คุณาวุฒิ ผู้เป็นบรรณาธิการมีความรู้สึกว่ามันยังไม่จบ ความต้องการทำนิตยสารของเขาเป็นแรงขับให้เกิดนิตยสารหัวใหม่เล่มนี้ขึ้นมา

way

ฉบับแรกออกวางแผงในเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ โดยมีคำโปรยปกว่า MY WAY! ที่เหมือนจะบอกนัยโดยอ้อมถึงจุดยืนหรือทัศนะบางประการของนิตยสารเล่มนี้

เนื้อหาในเล่มมีทั้งที่เป็นคอลัมน์ สกู๊ป และสัมภาษณ์ ในเล่มแรกนี้บทสัมภาษณ์ใหญ่เป็นฝีมือของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ที่พาผู้อ่านไปรู้จักตัวตนและความคิดของ น้อย วงพรู หรือ กฤษฎา สุโกศล แคลปป์ ที่ในวันนั้นเป็นข่าวใหญ่โตขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จากกรณีที่ไปมีเรื่องวิวาทกับร็อกเกอร์ เสก โลโซ

ส่วนสัมภาษณ์รองเป็นเจ้าพ่อบันเทิงคดี มาโนช พุฒตาล ที่มาเปิดบ้านพูดคุยกัน

สำหรับคอลัมนิสต์ในเล่มนี้เรียกได้ว่าจัดหนักสำหรับคอสายนี้ เพราะมีทั้ง ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ไชยันต์ ไชยพร สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิษณุ นิลกลัด โตมร ศุขปรีชา และคนอื่นอีกมาก

ก่อนจะจบ อยากให้ดูภาพและข้อความในภาพนี้ที่ยกมาจากหน้า ๒๗ สำหรับผม เปิดเจอทีแรกตอนที่จะเขียนโพสต์นี้ ต้องพลิกกลับไปดูเดือนและปีบนหน้าปกใหม่อีกรอบ ให้แน่ใจว่าไม่ใช่เล่มที่เพิ่งออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้

นิตยสาร way ฉบับที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙

ขยายดูกันชัด ๆ

นิตยสาร way ฉบับที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๔๙

หมายเหตุ : ติดตาม What We Read Blog ได้อีกหนึ่งช่องทางที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/ นะครับ

ลายเซ็นนักเขียน : ชาติ กอบจิตติ

ชาติ กอบจิตติ

เมื่อซักประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ จัดกิจกรรมทุกช่วงบ่ายของวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ด้วยการเชิญนักเขียนมาสนทนาที่บริเวณชั้นสองของร้านแล้วเปิดให้นักอ่านหรือผู้สนใจเข้าฟังได้ฟรี

กิจกรรมนี้จัดอยู่นานแค่ไหนผมจำไม่ได้แล้ว แต่จำได้แม่นว่าไปร่วมฟังอยู่สองครั้ง คือ ตอนที่คุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ และคุณชาติ กอบจิตติ มา

ที่ไปฟังพี่ชาติวันนั้นนอกจากจะด้วยชอบงานของพี่เค้าแล้ว (พันธุ์หมาบ้านี่คนที่อ่านแล้วไม่โดนคงมีน้อยนะ) ยังอยากไปเจอและไปฟังตัวเป็น ๆ ของนักเขียนที่ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานว่าเป็นคนขี้อำ ซึ่งสิ่งที่ได้ยินวันนั้นไม่ผิดไปจากที่ได้ยินมาเลย

สิ่งสำคัญที่เก็บมาจากการไปฟังพี่ชาติวันนั้นและยังจำได้มาถึงวันนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรก พี่ชาติให้คำแนะนำกับคนเขียน (หรืออยากเขียน) หนังสือว่า เวลาอ่านหนังสือแกจะอ่านสองรอบ รอบแรกเป็นการอ่านเรื่องราวของหนังสือ แบบที่คนอ่านหนังสือตามปกติ เมื่ออ่านรอบแรกจบแล้วก็กลับมาอ่านรอบสอง แต่รอบนี้ไม่ใช่การอ่านเอาเรื่อง (เพราะรู้เรื่องจากรอบแรกไปแล้ว) แต่เป็นการอ่านเพื่อศึกษาว่า คนเขียนเล่าเรื่องอย่างไร ทำไมตรงนั้นถึงเล่าแบบนั้น หรือสถานการณ์ที่เกิดตรงนี้มันมีการปูเรื่องมาก่อนจากตรงนั้น ฯลฯ เป็นการอ่านเพื่อศึกษา ซึ่งจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้

เรื่องที่สอง พี่ชาติบอกว่า คนเป็น (หรืออยากเป็น) นักเขียน ต้องฝึกเขียนอยู่เสมอ และการฝึกนี้ไม่จำเป็นต้องนั่งเขียนออกมาจริง ๆ ก็ได้ สามารถฝึกเขียนในใจได้ ยกตัวอย่างเวลานั่งรถไปไหนมาไหนก็อย่ามัวแต่นั่งเหม่อฝันหวานอะไรอย่างเดียว (ถ้าเป็นสมัยนี้พี่ชาติคงบอกว่า อย่ามัวแต่นั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์นะพวกมึง) ให้ลองสังเกตสถานที่หรือเหตุการณ์อะไรที่ผ่านตาแล้วลองคิดว่า ถ้าจะต้องเขียนบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือจะเล่ายังไง

พี่ชาติบอกว่า แกใช้วิธีนี้ในการฝึกและเขียนหนังสือของตัวเอง เวลาเขียนหนังสือแกจะคิดจนเสร็จเรียบร้อยอยู่ในหัวแล้วว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไง จะเล่ายังไง คิดจนจบแล้วถึงค่อยลงมือเขียนออกมา ตรงนี้แกบอกว่า การคิดเอาไว้แบบนี้มันทำให้พลังมันอัดอยู่ในตัว พอนั่งเขียนจริงก็จะเป็นเหมือนการปล่อยพลังในตัวออกมาทีเดียวแล้วเรื่องจะได้มีพลัง แต่ถ้านั่งเขียนไปเรื่อย ๆ มันจะไม่ค่อยมีพลังเท่าไหร่

หลังจากสนทนาและตอบคำถามแฟน ๆ ที่มานั่งฟังกันเรียบร้อย (วันนั้นพี่ชาติคงจะไปไหนต่อ เพราะยังไม่กินเหล้า 5555) ก็เปิดให้ขอลายเซ็นกันได้ ถึงช่วงนี้เราก็ ชิบหาย อยากได้ลายเซ็นพี่ชาติ (ไม่เคยขอลายเซ็นใครมาก่อนเลย) แต่ไม่ได้เอาหนังสือติดมาด้วย เอาไงดีวะ เดินลงไปชั้นล่างที่วางหนังสือพี่ชาติอยู่ เลือกมาเล่มนึงซึ่งก็คือ เรื่องธรรมดา ตามภาพด้านบน แล้วเดินถือกลับขึ้นไปให้พี่ชาติเซ็น เป็นการขอลายเซ็นคนดังครั้งแรกในชีวิต

ชาติ กอบจิตติ : เรื่องธรรมดานี่เป็นลายเซ็นพี่ชาติเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว

ตัดฉับมาปีนี้ ผมมีโอกาสได้ลายเซ็นพี่ชาติอีกครั้ง ในหนังสือเล่มใหม่ล่าสุด facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ อันเนื่องมาจากที่พี่ชาติมีโปรเจ็กต์เปิด facebook เพื่อจะทำหนังสือ โดยเล่าเรื่องราวสารพัด (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) แล้วผมเข้าไปคอมเม้นต์ในบางประเด็น แล้วเกิดได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย พี่ชาติก็เลยมอบหนังสือเล่มนี้ให้พร้อมด้วยลายเซ็น (ไม่ได้มีผมคนเดียวนะ มีคนอื่นด้วย) อย่างที่เห็นนั่นล่ะฮะ

ชาติ กอบจิตติ : facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ผลงานล่าสุดของพี่ชาติ

ชาติ กอบจิตติ : facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่

หมายเหตุ : ๒๐ ปีผ่านไป ลายเซ็นพี่ชาติก็เปลี่ยนไป หวังว่าคงไม่ใช่เพราะไปดูหมอมานะพี่นะ 5555 (ขออนุญาตแซวนิดนึงนะครับพี่)

มาทำปุ๋ยหมักกันเถอะ

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรก

หลายคนเห็นรูปประกอบแล้วคงเกิดคำถามว่า นี่กระถางอะไร (ของมึง)? มันมีที่มาอย่างนี้ครับ เมื่อซักสองสามเดือนก่อนหน้าเฟซบุ๊กของผมมันโชว์เพจเพจนึงขึ้นมา จำไม่ได้แล้วว่ามีใครแชร์มาหรือเป็นการแนะนำจากระบบของเฟซบุ๊กเอง เพจที่ว่าคืออันนี้ครับ

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกในตะกร้า

จะบอกว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือฟ้าประทานก็ได้ เพราะช่วงนั้นผมกำลังสนใจเรื่องนี้อยู่พอดี ด้วยเหตุว่าที่บ้านปลูกต้นไม้เอาไว้พอสมควร บรรดาใบไม้และดอกไม้ที่ร่วงลงมานี่เต็มไปหมด แถมบางทีต้องตัดหญ้า ตัดแต่งต้นไม้ก็มีเศษกิ่งไม้ใบหญ้าที่ต้องเอาใส่ถุงขยะให้เทศบาลมาเอาไปจัดการก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราก็อยากจะเอามาทำปุ๋ย เพราะนอกจากจะกำจัดของพวกนี้ได้แล้ว ยังกลับมาเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ที่มีอยู่ได้อีก ได้ประโยชน์สองต่อเลยนะ แล้วเราก็เรียนมาตั้งแต่เด็กว่าไอ้ของพวกนี้มันเอามาทำปุ๋ยหมักได้นี่นา แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันค่อนข้างยุ่งยาก ต้องคอยพลิกกลับกอง แถมยังอาจมีกลิ่นด้วย แล้วก็ต้องทำทีละเยอะ ๆ ก็เลยรีรออยู่ ก็มีเพจที่ว่านี่มาช่วยตอบโจทย์ได้พอดี

ถ้าคลิกเข้าไปดูในลิงก์ที่เอามาลง (คลิกเถอะ อยากให้ดู) เขาตอบโจทย์ (ของผม) ได้หมดเลย ข้อแรก ทำง่าย ไม่ต้องพลิกกอง (ไม่เหนื่อย เหมาะกับคนขี้เกียจ) สอง ไม่เหม็น สาม ทำน้อย ๆ ก็ได้ ใส่ตะกร้ายังทำได้ แล้วที่เป็นโบนัสก็คือ เอาพวกเศษผักผลไม้ที่เหลือจากการทำกับข้าวมาทำได้ด้วย อันนี้เด็ดมาก

ก็ใช้เวลานั่งอ่านวิธีทำอยู่สักพัก พอจะลงมือปฎิบัติก็เจอปัญหาว่า ถ้าจะขึ้นกองมันต้องมีปริมาณเยอะพอสมควร เศษไม้ใบหญ้าของเรายังมีน้อย แต่ก็ขี้เกียจซื้อตะกร้ามาทำ อีกปัญหานึงก็คือ ที่บ้านมีกระรอกเยอะ ก็กลัวว่าถ้ามันมาคุ้ยเขี่ยเศษผักผลไม้แล้วมันจะเลอะเทอะวุ่นวาย แล้วก็ยังไม่แน่ใจเรื่องกลิ่น เกรงใจเพื่อนบ้าน ยังต้องอยู่กันไปอีกนาน หันไปหันมา เอาไงดีวะ

สรุป ลองเอาเองเลย ปรับจากวิธีต้นตำรับอีกที ใช้ขุดหลุมฝังเอา ก็เลยเลือกพื้นที่เหมาะ ๆ ขุดหลุมเล็ก ๆ ลองดูก่อน แล้วเอาเศษผักผลไม้ใส่ลงไป มีตั้งแต่เปลือกเมล่อน เปลือกมะม่วง เปลือกแก้วมังกร เปลือกกล้วย ก้านคะน้าที่แข็ง ๆ ก้านโหระพา โคนเห็ดเข็มทอง สารพัดอ่ะ แล้วก็เอาเศษใบไม้ที่ร่วง ๆ อยู่แถวนั้นแหละกอบใส่ลงหลุมไปด้วย ส่วนมูลสัตว์ไม่มี ขี้เกียจออกไปซื้อ จะใช้ขี้ตัวเองก็เกรงใจเพื่อนบ้านอย่างที่ว่า ก็ไม่ใช้แล้วกันวะ ลองดูให้รู้ก่อนว่าเวิร์กไม่เวิร์ก

หลังจากนั้นคอยรดน้ำบ้างตามตำรา พอมีเศษผักผลไม้ก็ทยอยเอาไปเติมเรื่อย ๆ จนมันเต็มหลุมนั่นแหละ ซึ่งก็แป๊บเดียว เพราะหลุมแรกนี่หลุมนิดเดียว ก็ขยายสาขาไปเปิดหลุมสอง ทำเหมือนเดิมจนเต็ม พอไปหลุมสามทีนี้หาที่ใหม่ ขุดหลุมให้ใหญ่กว่าเดิม ระหว่างที่ทำในหลุมสามก็รอเวลาให้หลุมหนึ่งกับหลุมสองย่อยสลาย

ผ่านไปสองหรือสามเดือนอย่างที่ว่า ช่วงวันหยุดติดกันหลายวันที่ผ่านมาก็ลองไปเปิดหลุมคุ้ย ๆ ขึ้นมาดู เออ เฮ้ย มันย่อยสลายได้จริง ๆ นะ อย่างที่บอกว่า ตอนที่ใส่ไปนอกจากเศษใบไม้แล้วยังมีเศษผักกับเปลือกผลไม้ด้วย แต่ตอนที่เปิดหลุมขึ้นมานี่ กลายเป็นเศษร่วน ๆ ไม่มีสภาพเดิมอยู่เลย เปลือกกล้วยหรือเปลือกแก้วมังกรชิ้นใหญ่ ๆ นี่ย่อยสลายจนดูสภาพไม่ออกไปเลยนะ

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรกสภาพที่ได้เป็นอย่างนี้

ตอนที่โกยขึ้นมาจากหลุมนี่รู้สึกเนื้อสัมผัสดีมาก เป็นวัสดุที่ร่วน ๆ ซุย ๆ น่าเอาไปใส่ให้ต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง จากสองหลุมเล็ก ๆ ที่ว่ามาก็โกยขึ้นมาได้ปริมาณเท่าที่เห็นในกระถางดำนั่นแหละครับ ตำราบอกว่าต้องเอาไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่จะได้ฆ่าหรือหยุดการทำงานของจุลินทรีย์ ไม่งั้นตอนเอาไปใส่ต้นไม้มันจะไปส่งผลกับรากพืช กลายเป็นผลเสียได้ ที่เห็นนี่ยังไม่ได้ตาก

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรกดูใกล้ ๆ จะเห็นว่ายังไม่ได้ป่นละเอียดมาก

ปุ๋ยหมักที่ทดลองทำครั้งนี้อาจจะไม่มีสารอาหารมากเท่ากับในตำรา (เพราะวิธีที่เปลี่ยนไป) แต่เป็นวิธีที่เหมาะกับสันดานตัวเองมาก เพราะแทบไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย ลงแรงขุดหลุมตอนแรกแล้วเมื่อไหร่ที่มีเศษผักผลไม้ เศษใบไม้ใบหญ้าก็เอามาใส่ลงไป คอยรดน้ำวันละครั้งสองวันครั้ง ปัญหาเรื่องกลิ่นก็ไม่มีกวนใจ ที่เหลือก็ให้เวลาทำหน้าที่ของมันไป ลืม ๆ ไปสักพักก็ได้ปุ๋ยหมักมาใช้แล้ว

ถ้าบ้านใครพอมีที่หรือมีบริเวณซักหน่อย อยากให้ลองทำดู ไม่ยากเลย ผมทำได้คุณก็ทำได้

มาทำปุ๋ยหมักกันเถอะ…

รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 (แบบบ้าน ๆ)

nike free 4.0 flyknitnike free 4.0 flyknit 2015

ตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เป็น nike free 4.0 flyknit 2015 มา (อ่านได้จากโพสต์นี้นะ มาวิ่งกันเถอะ) หลังจากใช้วิ่งมาแล้วสามครั้ง วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับคนที่สนใจนะฮะ

ออกตัวก่อนว่า ที่จั่วหัวว่าเป็นรีวิว จริง ๆ คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้เชี่ยวในเรื่องอะไรเลย รองเท้าวิ่งนี่ก็เหมือนกัน หลักการและเหตุผลรองรับทางวิทยาศาสตร์อะไรก็ไม่มี เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังว่าใช้แล้วรู้สึกยังไงจะตรงกว่า

(update: อ่านรีวิวหลังจากใช้วิ่งมา ๓๗๐ กิโลเมตร ได้ที่นี่ครับ รีวิว nike free 4.0 flyknit 2015 หลังวิ่งรวม ๓๗๐ กิโลฯ)

เอาตรงที่มาก่อน nike ออกแบบรองเท้ารุ่น free มาเพื่อจับกลุ่มนักวิ่งที่อยากได้ฟีลในการวิ่งแบบเท้าเปล่า (barefoot) ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงมากเมื่อสักห้าหกปีก่อน กระแสที่ว่านี้เริ่มมาจากหนังสือเล่มเดียวเลย คือ Born to Run เขียนโดยคุณพี่ Christopher McDougall (ชื่อหนังสือเต็ม ๆ ยาวกว่านี้ ถ้าใครสนใจลองเสิร์ชดูนะฮะ ใส่ชื่อหนังสือกับชื่อคนเขียนไปแค่นี้ เจอแน่นอน) คอนเซ็ปต์ไอเดียของหนังสือเล่มนี้ก็คือ จริง ๆ แล้ว มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่งเท้าเปล่า หรือมีรองเท้าบาง ๆ รองฝ่าเท้าก็พอแล้ว

แต่พออุตสาหกรรมรองเท้าวิ่งยุคใหม่เริ่มถือกำเนิดขึ้น (อันนี้เขาบอกว่าประมาณปี ๒๕๑๕) ก็เริ่มมีการพัฒนาพื้นรองเท้าให้รองรับแรงกระแทกโน่นนี่นั่น มีการหนุนพื้นให้หนาขึ้น แต่กลายเป็นว่ามีนักวิ่งจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง คุณพี่แมกดูกัลล์ก็เป็นหนึ่งในนั้นและเมื่อศึกษามากเข้าก็ลงความเห็นว่า เป็นเพราะรองเท้าวิ่งนี่เอง ที่มันฝืนธรรมชาติของเท้าและการวิ่งตามธรรมชาติของคน

พอเป็นอย่างนี้ก็เลยเกิดเป็นกระแส (หรือบางคนก็เรียกว่าเป็นลัทธิ) หันมาใช้รองเท้าที่พื้นไม่หนามาก วัสดุไม่เยอะ นัยว่าเพื่อให้เท้าเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติมากที่สุด (ถ้าไปเจอในบางเว็บว่า minimalist shoes เขาหมายถึงรองเท้าแบบนี้นี่แหละ) หรือบางคนแม่มก็เอ็กซ์ตรีมสุดขั้ว วิ่งตีนเปล่ากันเลยก็มี อันนี้ว่ากันตามถนัด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนออกมาเตือน ๆ ว่า รองเท้าแบบนี้อาจทำให้เท้าบาดเจ็บได้ เพราะการห่อหุ้มและปกป้องเท้ามีน้อย เพราะฉะนั้นใครที่จะมาทางนี้จึงควรที่จะค่อย ๆ ปรับ ไม่ใช่พรวดพราดเปลี่ยนมาเลย

ทาง nike เองก็เตือนเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเหมือนกัน โดยในกล่องรองเท้ารุ่นนี้เมื่อเปิดฝาออกมาจะเจอสติกเกอร์คำเตือนแปะเอาไว้ที่ฝากล่องด้านใน (ขอไม่แปลนะฮะ)

nike free warning stickerลงให้ดูทั้ง ๓ ภาษา ใครถนัดภาษาไหนเชิญตามสะดวก

รุ่นนี้ตัววัสดุด้านบนของรองเท้าทำจากเส้นใยที่ถักขึ้นรูปขึ้นมา (คือ flyknit) เท่าที่ดูคิดว่าน่าจะเป็นชิ้นเดียวเลย น้ำหนักเบา กระชับเท้า นุ่มและระบายได้ดี (nike บอกว่ารุ่นนี้จะวิ่งแบบไม่ใส่ถุงเท้าก็ได้นะ) เท่าที่ลองดึง ๆ ดู จะยืดหยุ่นได้นิดหน่อย ยกเว้นบริเวณสีดำที่เป็นรู ๆ ตรงหน้าเท้า ตรงนั้นจะยืดได้เยอะกว่าบริเวณอื่น

flyknitดูกันชัด ๆ กับวัสดุที่เรียกว่า flyknit ยืดได้นิดหน่อย ยกเว้นส่วนที่สีดำนั่นยืดได้เยอะกว่า

รุ่นนี้ถ้าเทียบกับคู่เดิม (new balance minimus road 10V2) ช่วงหน้าเท้าจะแคบกว่าคู่เดิม ก่อนใส่ก็กังวลนิด ๆ ว่าจะอึดอัดมั้ย พอใส่จริงรู้สึกกระชับดี แล้วก็ไม่อึดอัดนะ อันนี้คิดว่าเป็นผลมาจากอี flyknit นี่แหละที่ยืดหยุ่นได้นิดนึง อีกเรื่องที่แปลกใจก็คือ ของคู่เดิมใส่เบอร์ ๑๑ US แต่คู่นี้แค่เบอร์ ๑๐.๕ เพราะฉะนั้นใครที่สนใจก่อนซื้ออาจจะต้องลองกันให้ดีก่อน ไม่งั้นไซส์อาจไม่พอดี

คู่นี้ตอนที่ลองมีสิ่งที่ไม่ชินนิดหน่อย (ตอนนี้ก็ยังไม่ชิน) คือ รู้สึกว่าบริเวณช่วงกลางฝ่าเท้ามีอะไรมาหนุนอยู่นิดนึง ที่รู้สึกอย่างนี้ก็เพราะพื้นรองเท้าคู่เดิมมันบางมาก เหมือนไม่ค่อยมีอะไรหนุนฝ่าเท้าเท่าไหร่ คู่นี้จะมีมากกว่า

nike free 4.0 flyknit

ทีนี้ก็มาถึงตอนวิ่งจริง ซื้อมาวันเสาร์ ใส่วิ่งครั้งแรกเช้าวันอาทิตย์ วิ่งกิโลฯ แรกเวลาออกมาตกใจเลย ๕.๒๖ นาที นี่ไม่รู้ว่าเพราะหยุดวิ่งมาหลายวัน กลับมาวิ่งเลยกะจังหวะไม่ถูก หรือเพราะเห่อรองเท้าใหม่เลยกดซะ หรือว่าเป็นผลมาจากตัวรองเท้าเอง แต่ทำเวลาเท่านี้ไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ตอนเกือบสองปีก่อนที่ยังวิ่งเยอะ ๆ ยังได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง ๕.๓๕ ถึง ๕.๕๐ อยู่เลย แต่เอาล่ะ ได้เวลาเท่านี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี พอวิ่งกิโลฯ ต่อมาก็เลยชะลอ ๆ หน่อย เพราะต้องคอยปรับท่าวิ่งเรื่องการลงเท้าด้วย

ต่อมาวันจันทร์ วิ่งเป็นครั้งที่สอง เวลากิโลฯ แรกออกมา เหยดดดดดดด ๕.๒๓ นาที อันนี้เริ่มคิดแล้ว เอ๊ะ เพราะกูยังไม่ชินรองเท้า เลยปรับจังหวะไม่ถูกหรือเปล่าวะ กิโลฯ ต่อมาก็เหมือนเมื่อวาน คือ ชะลอลง มาใส่ใจกับจังหวะการลงเท้ามากขึ้น เพราะยังไม่ค่อยชินดี

พักวันนึง วิ่งครั้งที่สามวันพุธ คราวนี้ถึงกับต้องร้อง เจ๊ดเข้!!! แม่มเกินไปละ เวลาออกมา ๕.๑๐ นาที เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย พี่ไม่เชื่อ แค่เปลี่ยนรองเท้า เวลาพี่ขยับขนาดนี้เลยเหรอ เรื่องนี้เล่าสู่กันฟังไว้ก่อน แต่ยังไม่ขอสรุป เดี๋ยวขอเก็บข้อมูลระยะยาวสักนิด รอให้ชินรองเท้าก่อน ได้ผลยังไงจะมาอัปเดตกันอีกที

inside nike free 4.0 flyknitแผ่นรองเท้าด้านใน (ถอดออกได้) เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Barefoot Ride นะฮะ

สำหรับเรื่องความรู้สึกของการใช้งาน รู้สึกได้ชัดว่าเท้ามีอะไรรองรับมากขึ้น (เมื่อเทียบกับคู่เดิม) การปรับท่าวิ่งให้เอากลางเท้าลงรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่าคู่เดิม คู่นี้ถ้าดูข้อมูลน้ำหนักจะมากกว่าคู่เดิมนิดนึงแต่ตอนใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แล้วก็มีสิ่งที่ยังไม่ชินอย่างที่บอกไปแล้วคือ รู้สึกมีอะไรหนุนตรงช่วงกลางฝ่าเท้าอยู่ บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี เอาเป็นว่าไม่ชินนะฮะ…

หมายเหตุ : แจ้งเอาไว้นิดนึงเผื่อใครสงสัย รองเท้าคู่นี้ซื้อเองด้วยเงินตัวเอง ไม่ได้ฟรี ไม่ได้ส่วนลดพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น (สลิปบัตรเครดิตยังอยู่เลย) เพราะฉะนั้นไม่มีไทอินแน่นอนฮะ

nike free 4.0 flyknit

มาวิ่งกันเถอะ

nike free 4.0 flyknit

ผมเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเอามาใช้แทนคู่เดิมที่โทรมไปตามการใช้งาน (พื้นสึกส้นก็สึก) จะว่าไปจริง ๆ ก็ยังใช้ได้อยู่หรอก แต่คนเราบางครั้งก็พ่ายแพ้ให้แก่กิเลสบ้างเหมือนกัน ก็ได้แต่แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ว่า เอาวะ ถึงจะจ่ายเงินไปหลายพันแต่ก็เอามาใช้งานจริง ๆ แถมยังใช้เพื่อสุขภาพด้วย ดีกว่าเอาไปทำอย่างอื่นน่า

ข้อแก้ตัวนี้เป็นเรื่องจริง ต้องเล่าย้อนหลังกันนิดนึงว่า แต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยออกกำลังกายแบบจริงจังได้เลย จนกระทั่งเมื่อประมาณสามหรือสี่ปีก่อนที่เริ่มมาคิดว่า ถ้าหาก (กู) ไม่ทำอะไรกับสุขภาพตัวเองซะบ้าง แก่ตัวไปเกิดเป็นโรคอะไรขึ้นมาท่าจะลำบาก ต่อให้บรรลุเป้าหมายมีอิสรภาพทางการเงิน แต่นอนพะงาบอยู่บนเตียงตลอดวันนี่ไม่ไหวแน่ คิดได้อย่างนี้ก็เลยเกิดลูกฮึดที่จะออกกำลังกายขึ้นมา

หมายเหตุ ๑ : ข้อความหลังจากนี้เป็นความเชื่อของผมล้วน ๆ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือคล้อยตาม บางเรื่องอาจมีเหตุผลรองรับ บางเรื่องก็ไม่มี แต่ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันนะฮะ

หลังจากคิดสะระตะอะไรหลายอย่างแล้ว สรุปว่า วิ่งนี่แหละวะน่าจะดีที่สุด ด้วยเหตุผลว่า หนึ่ง เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (ไม่อธิบายนะฮะ ลองเสิร์ชดูเอาเอง) สอง ได้เหงื่อ (อันนี้สำคัญ เพราะเคยไปหัดโยคะแล้วเจอปัญหาว่า เล่นแล้วเหงื่อไม่ออก รู้สึกมันอึดอัดมาก อารมณ์เหมือนคนปวดขี้แต่ขี้ไม่ออก ประมาณนั้น – แต่จริง ๆ โยคะนี่ก็ดีนะ)

สาม ถูก (หรือจะว่าประหยัดก็ได้) ใช้เสื้อยืดที่มีอยู่แล้ว กางเกงขาสั้นก็มี ซื้อรองเท้าดี ๆ คู่เดียวก็พอ ค่าสนามค่าสระไม่ต้องเสีย ค่าลูกไม่มี สี่ เล่นคนเดียวได้ นี่ก็จำเป็น เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครคบ จะเล่นอะไรที่เป็นกลุ่มเป็นทีมกว่าจะนัดกันได้ครบ เหนื่อยกว่าอีก จะออกไปวิ่งนี่จะไปตอนเช้าก็ได้ เย็นก็ได้ ไม่ต้องรอใคร ห้า สะดวก ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล วิ่งในหมู่บ้านได้เลย ไม่ต้องกลัวเจอโจทย์ หรือจะมีใครดักตีหัว ได้ห้าข้อนี่ก็พอล่ะ

ข้อสี่กับข้อห้านี่สำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น ลองไปถามคนรอบตัวดูเถอะอย่างน้อยต้องมีสักครึ่งนึงแหละที่บอกว่าอยากจะออกกำลังกาย แต่ที่ไม่สามารถทำได้เพราะปัจจัยที่คอยขัดขวางมันเยอะ บ้างก็ไม่มีเวลา บ้างก็ไม่มีเพื่อน บางคนไม่มีอุปกรณ์ บางคนสนามอยู่ไกล บางคนเจอแม่มหลายอย่างที่ว่ามานี่เลย สรุปว่าอยากทำแต่ไม่ได้ทำซักที เพราะอย่างนี้ก็เลยต้องพยายามหาวิธีออกกำลังกายอะไรที่มีปัจจัยขัดขวางน้อยที่สุด เพื่อให้เริ่มได้ง่ายและทำได้ต่อเนื่อง อันนี้ก็แล้วแต่วิธีใครวิธีมันนะฮะ

ได้ข้อสรุปมาแบบนี้ แต่เพื่อความแน่ใจมันก็ต้องลองดูก่อน เพื่อเป็นการเช็ก proof of concept ก็เลยไปซื้อรองเท้าวิ่งธรรมดา ๆ มาคู่นึง เอาแบบไม่แพง ไม่เกินสองพัน เพื่อที่ว่าถ้าลองวิ่งแล้วไม่ใช่จะได้ไม่เสียดายเงิน ก็ซื้อ new balance มาใช้เพราะได้ยินว่า มีไซส์ที่หน้าเท้ากว้าง วิ่งแล้วจะได้ไม่รัด ไม่อึดอัด ลองวิ่งดูได้สักอาทิตย์ก็ใช่แล้วเว้ย วิ่งนี่แหละ รอดแน่

พอตัดสินใจว่าจะวิ่ง มันก็น่าจะจบแต่ยังไม่จบ เพราะมีเสียงเตือนกันเยอะเรื่องอายุเริ่มเยอะมาวิ่งให้ระวังเข่าจะมีปัญหา ทีนี้ก็จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนมีพี่ที่สำนักเดียวกันทำบทความการออกกำลังกายของผู้บริหารคนไทยที่อยู่ธนาคารต่างชาติคนนึง ตอนนั้นแกอายุห้าสิบกว่าแล้วมั้ง แกออกกำลังกายด้วยการวิ่งแล้วแกบอกว่า มันมีวิธีที่วิ่งแล้วไม่เป็นอันตรายกับเข่า คือ วิ่งอย่าเอาส้นเท้าลง ซึ่งแกต้องฝึก พอฝึกได้แล้วทีนี้ก็สบาย วิ่งได้วิ่งดี

ปัญหาคือ แกไม่ได้บอกว่าฝึกยังไง (ฟระ?) ก็เลยเสิร์ชเอาในเน็ต เสิร์ชไปเสิร์ชมาก็เจอข้อมูลผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard ว่า การวิ่งโดยเอาเท้าส่วนหน้าหรือกลางเท้าลงพื้น (เขาเรียกงี้เปล่าไม่รู้นะ แปลมาจาก forefoot strike หรือ midfoot strike) จะมีแรงที่เกิดขึ้นน้อยกว่าการเอาส้นเท้าลง (heel strike) ซึ่งอาจจะ (อาจจะนะ) ส่งผลให้มีโอกาสบาดเจ็บน้อยลงตามไปด้วย

ดูข้อมูลพวกนี้แล้ว ก็เชื่อตามเค้านะ ทีนี้พอจะวิ่งแบบนี้มันก็ต้องหารองเท้าวิ่งที่เหมาะกับสไตล์นี้ด้วย เพราะรองเท้าวิ่งส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ทำมาเน้นให้วิ่งเอาส้นเท้าลง (พวกที่มีส้นหนา ๆ ที่เอาไว้รองรับแรงกระแทกทั้งหลาย) ซึ่งมันไม่เอื้อกับการวิ่งแบบเอาหน้าเท้าหรือกลางเท้าลง นี่เองจึงเป็นที่มาของการหาข้อมูลรองเท้าก่อนซื้อ

เลือกไปเลือกมาสุดท้ายเหลือสองตัวเลือกต้องไปลองของจริงคือ new balance minimus road 10V2 กับ nike free 4.0 ลองใส่ทั้งสองคู่ วิ่งอยู่ในซูเปอร์สปอร์ต คนแม่มก็มอง ไอ้ห่านี่ทำอะไร เราก็ไม่สนใจ กูมาซื้อรองเท้าวิ่ง กูก็ต้องลองวิ่งสิวะ สุดท้ายตัดสินใจเลือก new balance เพราะถูกกว่า เฮ้ย ไม่ใช่ เพราะใส่สบายกว่า แล้วที่สำคัญ แม่มโคตรเบา เบามากกกกกกก ตอนหาข้อมูลซื้อคู่ใหม่นี่ยังไม่เจอคู่ไหนเบาได้เท่าคู่นี้อีกเลยนะ ทั้งสองข้างหนักรวมกัน ๑๘๔ กรัม ข้างนึงไม่ถึงขีดอ่ะ

newbalance minimus road 10v2สภาพปัจจุบัน วิ่งมาแล้วพันกว่ากิโลฯ

ใช้รองเท้าคู่นี้มาตลอด รวมระยะแล้วพันกว่ากิโลฯ จนกระทั่งมีเหตุให้หยุดวิ่งไปปีกว่า ๆ ช่วงนี้กลับมาวิ่งใหม่ก็เกิดกิเลส จริง ๆ คู่นี้ก็ยังใช้ได้อยู่แหละ แต่อยากได้คู่ใหม่ไง เลยมานั่งหาข้อมูลอีกรอบ ทีแรกก็ว่าจะเอารุ่นใหม่ของคู่เดิมคือ minimus road 10V3 แต่เท่าที่เช็กดูไม่เห็น new balance เอารุ่นนี้เข้ามาขาย ก็กลับมาหาข้อมูลใหม่ เลือกไปเลือกมาดูสารพัดยี่ห้อ เปิดดูเว็บรีวิวเว็บโน้นเว็บนี้ ดู youtube เปรียบเทียบ เลือกคู่เปรียบมาได้สองรุ่น เหมือนรีแมทช์ครั้งที่แล้วเลยนะ เพราะอันดับหนึ่งที่จะไปลองเป็น new balance 1500 เบอร์สองเป็น nike free 4.0 flyknit ไปถึงซูเปอร์สปอร์ต พนักงานบอกไม่มี รุ่นนี้ไม่ได้เอาเข้ามา เราก็อะไรวะ เดินออกไปที่ช็อป พนักงานก็บอกว่าไม่มีเหมือนกัน อ้าวเลยทีนี้

nike_4_flyknit_2สีสองข้างไม่เหมือนกันซะทีเดียว พนักงานบอกว่า อันนี้ปกติ

nike free 4.0 flyknit outsoleอันนี้พื้นรองเท้า ที่เห็นดำ ๆ นั่นไม่ใช่อะไร เอาไปวิ่งมาแล้วครั้งนึงฮะ

สุดท้ายเดินเข้าช็อป nike กะว่าไปลองดูก่อน ถ้าไม่ชอบก็ไม่เอา แต่ปรากฎว่าชอบแฮะ ก็เลยเรียบร้อยโรงเรียน nike ไปด้วยประการฉะนี้…

หมายเหตุ ๒ : ที่เล่ามายืดยาวนี่ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอะไร แค่อยากบอกเล่าวิธีคิดที่มาออกกำลังกายด้วยการวิ่งและวิธีคิดในการซื้อรองเท้าวิ่ง รวมทั้งข้อมูลที่หามาได้ เผื่อว่าใครที่กำลังคิดจะซื้อรองเท้าวิ่งอยู่พอดีจะได้ประหยัดเวลาหรือเอาไปต่อยอดอะไรได้นะฮะ

หมายเหตุ ๓ : จะเห็นได้ว่าอะไรบางอย่าง (หรือหลายอย่าง) ที่เราตั้งใจ เราอุตส่าห์วางแผน หาข้อมูลมาอย่างดิบดี บางทีมันก็มีเหตุให้ไม่เป็นไปตามที่หวังและตั้งใจได้เสมอ เหมือนอย่างที่พระท่านบอกว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เรื่องนี้ฝรั่งมันถึงกับสรุปออกมาเป็นกฎเลยนะ เรียกว่า Murphy’s Law บอกว่า Anything that can go wrong, will go wrong. แปลเป็นไทยแบบเด็กบ้านนอกอย่างผมได้ว่า อะไรที่แม่มจะผิดพลาดได้ แม่มก็จะผิดพลาดจนได้แหละน่า พอเรารู้อย่างนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ การวางแผนสำรอง มีแผนสองเตรียมเอาไว้กรณีที่แผนแรกมันไม่เป็นอย่างที่คิด จังหวะจะได้ไม่สะดุด นั่นล่ะฮะ ท่านผู้ชมฮะ

หมายเหตุ ๔ : อันนี้เป็นเก็บตกจากการหาข้อมูล ได้ยินมาหลายเสียงว่ารองเท้ายี่ห้อนึงดีมาก ๆ ใช้ gel ในการซับแรงกระแทก ชูเรื่องนี้เป็นจุดขาย ก็เลยนั่งหาข้อมูล ปรากฎว่า ตึ่งโป๊ะ!!

ไปเจอเว็บรีวิวรองเท้าวิ่งที่ลงทุนผ่ารองเท้ายี่ห้อนี้ให้ดูว่า gel ที่ว่าดีน่ะยังไง ยังไงจ๊ะ ผลที่ได้คือตามรูปจ้ะ

ฝรั่งใช้คำว่า marketing scam นะฮะ คือใช้ gel ก้อนเท่าขี้แมวอยู่สองก้อนเท่าที่เห็นนั่นล่ะ อารมณ์ประมาณเราเห็นโฆษณาแฮมเบอร์เกอร์ทางทีวี เนื้องี้ฉ่ำ juicy มาก ผักก็ดูสดกรอบน่ากินอิ๊บอ๋าย พอไปถึงที่ร้าน เฮ้ย เนื้อไหงมันแห้งงี้อ่ะ ผักก็เหี่ยว อี๋เลย

แต่ถึงยังงั้นนะในส่วนที่ด่าคนรีวิวมันก็ด่า แต่ก็สรุปให้คะแนนออกมาในเกณฑ์ดีใช้ได้ เพราะอย่างอื่นมันก็โอเคอยู่