วิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว

ชีวิตคนทำงานพอทำงานมาได้สักพัก เริ่มเก็บเงิน มีครอบครัว (บางคนก็ยังโสดนะ) ก็มองหาที่อยู่ของตัวเอง ซึ่งถ้าไม่มีเงินถุงเงินถังมาก่อน แทบจะร้อยละร้อยจะต้องกู้แบงก์ทั้งนั้น หลังจากผ่านช่วงแห่งความปิติยินดีที่กู้แบงก์ผ่าน และได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแสนสุขพร้อมกับหนี้ก้อนโตในชีวิตแล้ว ทีนี้แหละความจริงอันเจ็บปวดก็เริ่มตามมา เมื่อพบว่ารายได้ในแต่ละเดือนจะถูกตัดก้อนใหญ่ออกมาจ่ายเป็นค่างวดบ้าน ซึ่งบางทีมันมากกว่าค่ากินค่าอยู่ของเราซะอีก หลายคนคงจะเคยนั่งมองยอดผ่อนบ้านแล้วนึกเคลิ้มไปว่า ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าบ้านแล้วนะ เราจะมีเงินไปทำอะไรได้อีกเยอะ จะไปเที่ยวญี่ปุ่นแม่มทุกปีก็ได้ จะออกรถใหม่มาแทนคันเก่าที่เดี๋ยวซ่อมเดี๋ยวซ่อมก็ได้ จะกินอาหารนอกบ้านร้านใหม่ร้านไหนเขาว่าดีมิชลินกี่ดาวทุกวันหยุดแม่มยังได้ คิดไปคิดมากำลังเคลิ้มได้ที่แต่พอมานึกถึงระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่ บางคนกู้ ๑๕ ปี ก็หมดเร็วหน่อย บางคน ๒๐ ปี หลายคนจัดเต็ม ๓๐ ปี ถ้าตอนนี้อายุ ๓๐ กว่าจะผ่อนหมด ๖๐ เกษียณพอดี ชิ_หาย จะผ่อนหมดมั้ยหรือต้องส่งให้ลูกมันผ่อนต่อ อย่ากระนั้นเลย เรามาหาวิธีผ่อนบ้านยังไงให้หมดเร็วกันดีกว่า หมายเหตุ บอกไว้ก่อนว่า ๑. วิธีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเพียงแค่วิธีเดียวในหลาย ๆ วิธี แล้วแต่ว่าใครจะเลือกใช้วิธีไหน หรือจะปรับยังไงให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองก็ได้ ๒. วิธีที่จะเล่าต่อไปนี้ใช้ได้จริง เพราะใช้กับตัวเองมาแล้ว ไม่ได้มาเล่าให้ดูหล่อ ๆ สวย ๆ แต่ทำจริงไม่ได้ ๓.... Continue Reading →

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ : ความเห็นจากคนทำ PR

เมื่อวานเจอน้องที่ทำงานพีอาร์เอเจนซี่คนนึงโดยบังเอิญ หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันเรียบร้อยก็ถามน้องเขาว่า ช่วงนี้สื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวกันไปหลายเล่มกระทบการทำงานมั่งมั้ย? น้องตอบว่า ยังไม่กระทบ เพราะยังเหลืออีกหลายเล่ม แต่ปีหน้าก็ไม่รู้นะ เพราะเห็นนักข่าวที่รู้จักในบางเล่มก็เริ่มมีโพสต์ fb ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีกันบ้างแล้ว ถามน้องต่อว่า แล้วช่วงหลังนี้ลูกค้ายังสนใจสื่อสิ่งพิมพ์กันอยู่อีกเหรอ ไม่ได้ไปสื่อดิจิทัลหมดแล้วเหรอ? น้องตอบเร็วเลยว่า ม่ายยยยย ลูกค้ายังอยากลงสิ่งพิมพ์อยู่ เราฟังก็ เฮ้ย แปลก ทำไมอ่ะ น้องขยายความว่า เพราะสื่อสิ่งพิมพ์ลูกค้าสามารถวัดมูลค่าได้ ว่าที่ได้ลงน่ะตีเป็นมูลค่าสื่อเท่าไหร่ การลงสื่อดิจิทัลลูกค้าวัดเป็นมูลค่าไม่ได้ แล้วน้องก็เสริมว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ยังอยากลงสิ่งพิมพ์ แต่ก็จะเอาดิจิทัลเป็นของแถมด้วย ยกเว้นรายที่เป็นรุ่นลูกเข้ามาทำแล้ว แบบนั้นจะเริ่มมองสื่อดิจิทัลเป็นตัวเลือกแรกมากขึ้น ก็เล่าสู่กันฟังนะฮะ อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับข้อมูลที่คนอื่นมีอยู่ก็ขอให้คิดว่าเป็นเพราะกลุ่มลูกค้าอาจจะต่างกัน ที่จริงมีประเด็นอื่นที่คุยกันมากกว่านี้ แต่เป็นข้อมูลภายในของวงการสื่อที่คิดว่ายังไม่น่าจะเล่าตอนนี้ เพราะยังไม่พร้อมจะโดนสหบาทารอบทิศนะ...

คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ) เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่ ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก... Continue Reading →

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง : สละอวัยวะรักษาชีวิต

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิกฤติต้มยำกุ้งนะ ถึงจะทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากแสนสาหัส แต่ก็ได้ข้อคิดได้บทเรียนสอนใจอะไรหลายอย่างที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้ เข้าตำราที่ฝรั่งว่าไว้ don’t waste a crisis ก่อนหน้านี้เคยเขียนบล็อกพูดถึงข้อดีของวิกฤติต้มยำกุ้งไว้บ้างแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอื่นบ้างแล้วกัน วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (ซึ่งในทางปฏิบัติคือ การลดค่าเงินนั่นแหละ แต่เรียกให้สวย ๆ เหมือน ประชารัฐ ไม่ใช่ ประชานิยม อ่ะนะ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างเป็นทางการ ผลที่ตามมาก็คือ ธุรกิจไทยหลายร้อยหลายพันแห่งที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา (เพราะดอกเบี้ยถูก ตอนนั้นดอกเบี้ยแบงก์ไทยแพง ก็กู้นอกสิเธอ ใครไม่กู้นี่มีโดนหยามว่าโง่ เอ๊ย ฉลาดน้อยนะฮะ) อ้วกแตกทันที เพราะค่าเงินบาทจากที่แข็งโป๊ก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ กลับเหลวเป๋วเป็นขี้เด็ก ไหลไปทำสถิติที่ ๕๕ บาทต่อดอลลาร์กันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า หนี้ที่มีอยู่เพิ่มพรวดเป็นสองเท่าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร รัฐจัดให้สวย ๆ ทุกบริษัทไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ต่างต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดสุดชีวิต มีบริษัทในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รอดต้องเลิกกิจการไป ทั้งที่เมื่อตอนก่อนวิกฤติยังเป็นพยัคฆ์คำรามในแวดวงธุรกิจบ้านเรากันอยู่เลย การหาทางรอดของแต่ละคนแต่ละรายก็แตกต่างกันไป มีทั้งขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองให้คนอื่นไป หาเงินทุนใหม่เข้ามา... Continue Reading →

การตัดสินใจด้วย ‘กึ๋น’ : โฆษณาช็อกโกแลตกับกอริลล่า

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง ทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย ตัวอย่างเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าจะมีสาระอันใดหรือไม่แต่อยากเล่า คือเรื่องนี้ ขณะที่วิทยากรกำลังบรรยายเรื่องการใช้ข้อมูล Big Data ในการทำตลาดและสร้างสินค้า/บริการเฉพาะตัวให้กับลูกค้าแต่ละราย โดยยกตัวอย่าง amazon และ Netflix แต่วิทยากรก็บอกว่า การตัดสินใจควรอิงอยู่กับข้อมูลแต่ก็ไม่ควรตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลอย่างเดียว งงมั้ย? แล้ววิทยากรก็เปิดคลิปนี้ให้ดู พี่ชอบมาก บอกเลย อยากให้ทุกคนลองดู ถ้าจะให้ดีต้องดูจอเครื่องคอมพ์แล้วเปิดเสียงดังนิดนึงด้วยนะ ถ้าเป็นคนยุค ๘๐ นี่รับรอง โดน! ตอนนี้ให้ดูคลิปก่อนนะฮะ ดูจบค่อยมาอ่านต่อ http://www.youtube.com/watch?v=TnzFRV1LwIo คลิปนี้เป็นโฆษณาช็อกโกแลต Cadbury ออกมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ ตอนนั้น Cadbury มีวิกฤติอะไรซักอย่างที่ต้องเรียกคืนสินค้าแล้วก็ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ย่ำแย่ (อันนี้คุ้น ๆ แฮะ) ก็เลยติดต่อเอเจนซี่ให้ทำโฆษณาช่วยกระตุ้นยอดขาย ครีเอทีฟก็เอาไอเดียนี้มาขาย บอกลูกค้าสั้น ๆ แค่ว่า มันเป็นไอเดียที่ดี ลูกค้าแม่มก็กล้า ยอมเอาด้วย ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งโฆษณาไม่มีอะไรเกี่ยวกับช็อกโกแลตซักนิด ครีเอทีฟมาเล่าให้ทีมงานฟังทีหลังว่า งานนี้ไม่ได้มีข้อมูลอะไรแบ๊กอัปเลย เพียงแต่แค่อยากใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว นั่นคือ... Continue Reading →

Samsung Galaxy Note 7 เจ็บแต่จบ

จากกรณีซัมซุงประกาศหยุดจำหน่าย Note 7 และเรียกคืนเครื่องที่ส่งมอบไปแล้วทั่วโลก ความเห็นส่วนตัวคิดว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีในสองเรื่อง เรื่องแรก ซัมซุงตกม้าตายในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เพราะปัญหาที่เจอคือ แบตฯ ระเบิดตอนชาร์จ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันต้องมีการเทสต์ตั้งแต่ตอนที่เป็นเครื่องต้นแบบก่อนส่งเข้าทำการผลิตจริง พอผลิตเสร็จก็ต้องเทสต์กันชิบหายกว่าจะปล่อยออกมาขายได้ การที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เลยไม่รู้ว่าไปพลาด QC กันตอนไหน เสียชื่อเสียง เสียโอกาสในเรื่องง่าย ๆ แท้ ๆ เรื่องที่สอง ต้องขอชมกระบวนการแก้ปัญหา Crisis Management ของซัมซุงที่ตัดสินใจระงับการขายและเรียกเครื่องกลับคืนมาทำการแก้ปัญหาให้เรียบร้อยก่อนจะส่งมอบอีกครั้ง การตัดสินใจแบบนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญมาก เพราะเสียโอกาสในการขายไปไม่รู้กี่เดือน แต่สิ่งที่จะได้กลับคืนมาคือ ความเชื่อถือของผู้บริโภค ซึ่งน่าจะมีค่ามากกว่ายอดขายที่หายไปหลายเท่า และเชื่อได้ว่าเมื่อกลับมาวางขาย Note 7 อีกครั้ง ลูกค้าจะมั่นใจมากขึ้นและทำยอดขายได้ถล่มทลายแน่นอน เรียกได้ว่า ซัมซุงยอมที่จะเจ็บแต่จบ เห็นกรณีของซัมซุงแล้วก็ชวนให้นึกถึงอีกเรื่องที่คล้ายคลึงกันแต่การแก้ปัญหาต่างกันสุดขั้ว นั่นคือกรณีของบริษัทรถยนต์จากสหรัฐฯ ค่ายหนึ่ง ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปภาพลักษณ์ในสายตาผู้บริโภคก็จมดิ่งไปทุกที จนชวนให้สงสัยว่า หลังจากนี้จะไม่ค้าขายในไทยกันแล้วใช่มั้ย?

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งนี้หนักกว่า “ต้มยำกุ้ง”

จากกรณี Winter is coming ที่ค่ายสื่อยักษ์ใหญ่บางแห่ง และยักษ์เล็กที่ไม่เป็นข่าวอีกหลายแห่ง (อ่านเรื่องค่ายสื่อยักษ์ใหญ่ได้ ที่นี่) ความเห็นส่วนตัวคิดว่านี่เป็นวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งถัดจากเมื่อครั้ง "ต้มยำกุ้ง" และขอฟันธงว่า วิกฤติครั้งนี้หนักหนาและสาหัสกว่าเมื่อครั้งต้มยำกุ้งอย่างมาก ทำไมถึงคิดอย่างนั้น? ในฐานะคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยผ่าน "ต้มยำกุ้ง" มาต้องบอกว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น ในครั้งนั้นเป็นการเจ๊งที่คนทั่วประเทศรู้ว่าเจ๊ง และก็เจ๊งกันเกือบหมดทั่วทุกวงการ มันก็เลยไม่มีเม็ดเงินมาลงโฆษณา (ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของวงการสิ่งพิมพ์) สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ฟื้นได้เร็วที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นธุรกิจก็กลับมาโฆษณากันอีกครั้ง และทุ่มเงินโฆษณากันก้อนใหญ่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่หายไป สิ่งพิมพ์รายไหนที่ "อึด" พอที่จะอยู่ถึงวันนั้นก็รอด แต่วิกฤติครั้งนี้ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอ่านและภาคธุรกิจ (หรือแบรนด์) ที่ลงโฆษณา ในส่วนของคนอ่านหันไปรับสารจากสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดคนอ่านสิ่งพิมพ์ลดลง ในขณะเดียวกันแบรนด์ต่าง ๆ ที่เคยลงโฆษณาและอึดอัดขัดใจกับความไร้ประสิทธิภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ (ไม่ว่าจะเรื่องยอดพิมพ์ที่เคลมเกินจริง การที่วัดผลไม่ได้ เก็บข้อมูลคนอ่านก็ไม่ได้ ฯลฯ) ก็มีทางเลือกใหม่ คือ สื่อออนไลน์ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า สามารถตอบโจทย์และวัดผลได้จริง แถมยังเก็บข้อมูลคนเห็นโฆษณาได้อีก สิ่งเหล่านี้ทำให้เม็ดเงินโฆษณาหันเหจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปทุกที และคาดเดาได้ไม่ยากว่า แม้เศรษฐกิจจะกลับมาเฟื่องฟูได้อีก แต่สื่อสิ่งพิมพ์ก็คงไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้เหมือนเดิม เหตุการณ์ Winter is coming... Continue Reading →

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสได้เข้าไปนั่งตัวลีบอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารนิตยสารชื่อดังอยู่ด้วย (ที่ว่าชื่อดังนี่หมายถึงนิตยสารนะ แต่เอาจริง ๆ ผู้บริหารนี่ก็ดังอยู่) นิตยสารนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้วและถือได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในหมวดที่ทำอยู่ ผู้บริหารคนนี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นิตยสารทุกวันนี้ว่า ยอดคนอ่านลดลงและยอดโฆษณาก็ลดลง (ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกัน) ในส่วนของคนอ่าน นิตยสารที่ว่านี้ก็พยายามปรับตัวไปออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากหนังสือไปลง แล้วยังไปทำแฟนเพจด้วย ผู้บริหารเล่าว่า แฟนเพจของนิตยสารนี้ติดอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแฟนเพจที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้ (วัดจากยอดแฟนเพจ) เพราะชื่อเสียงก็เรียกคนได้ แถมยังมีการโพสต์สม่ำเสมอ แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้บริหารเล่ามาก็คือ ในสิบอันดับแฟนเพจที่ว่าจะเป็นเพจของนิตยสารอยู่ไม่กี่เพจ อีกประมาณ ๔-๕ เพจเป็นเพจที่ทำออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีฐานคนอ่านจากสิ่งพิมพ์มาก่อน (นี่เป็นเรื่องน่าสนใจอันดับหนึ่ง) และมีอีกกลุ่มนึงที่มาใหม่และเป็นที่กังวลมากในตอนนี้คือ เพจที่บรรดาสินค้า/บริการต่าง ๆ มาทำคอนเทนต์เอง เรียกว่ายิงตรงจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลางกันเลย และที่น่าตกใจก็คือ คอนเทนต์ในเพจประเภทนี้น่าสนใจเสียด้วย ไม่ใด้เป็นแคตตาล็อกที่จะเอาแต่ขายของอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแบรนด์ก็จ้างคนทำคอนเทนต์นั่นแหละทำให้ เมื่อเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่ ๆ ก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ จะลดการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ลง จากที่ลดลงมาแล้วหลายปีต่อเนื่อง (ดูกราฟประกอบนะฮะ) เท่านั้นยังไม่พอ แบรนด์ยังเปลี่ยนสถานะจากลูกค้ากลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตคอนเทนต์และดึงยอดคนอ่าน (visitor) ไปจากสื่อเดิม ๆ เสียอีก สำหรับเรื่องโฆษณาที่ลดลงนี้ขอให้ดูภาพประกอบที่สอง เล่าให้ฟังก่อนว่า นี่เป็นข้อความในหนังสือ facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่... Continue Reading →

พี่เปี๊ยก มอเตอร์ไซค์วิน และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ทุกวันนี้ผมเดินทางมาทำงานโดยใช้บริการพี่วินมอเตอร์ไซค์เจ้าประจำ สมมุติว่าแกชื่อ พี่เปี๊ยก นะฮะ แต่เดิมก็ไม่ได้เป็นลูกค้าประจำอะไรกันหรอก ผมออกมายืนรอเรียกมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาหน้าหมู่บ้านให้ไปส่งตามปกติทั่วไป ซึ่งพี่เปี๊ยกก็เป็นหนึ่งในพี่วินที่ได้ใช้บริการกันมา ทีนี้ด้วยความที่แต่ละวันผมจะออกจากบ้านในเวลาใกล้ ๆ กัน สักพักพี่เปี๊ยกแกก็จำได้ แกจะมาจอดรออยู่ที่หน้าหมู่บ้านเพื่อไม่ให้พลาด แต่มันก็มีบางวันที่พลาดเหมือนกัน เพราะบางทีก็มีลูกค้าเรียกไปส่งตลาดใกล้ ๆ แล้วกลับมาไม่ทัน ผมเรียกพี่วินคันอื่นไปแล้ว วันนึงพอวิ่งมาส่งผมถึงที่ทำงาน แกก็เปิดหมวกออกมาคุยว่า “พี่ (ผมเรียกแก พี่ แกเรียกผม พี่ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน) พี่ออกเวลาเดิมทุกวันอย่างนี้ ผมมารับประจำให้เลยดีกว่า พี่จะได้ไม่ต้องมายืนเรียกหน้าหมู่บ้าน” ฟังข้อเสนอพี่เปี๊ยกแล้วผมก็ตอบตกลง เพราะ หนึ่ง สะดวก ไม่ต้องมายืนเรียกรถอย่างที่แกบอก แล้วถ้าไม่ใช่เจ้าที่เคยไปส่งกันมาก่อนนี่ต้องบอกจุดหมาย บอกราคากันก่อน แล้วยังต้องคอยบอกทางด้วย มีเจ้าประจำมันสะดวกดี สองก็คือ พี่เปี๊ยกแกขี่รถเซฟมาก ไม่ได้ช้าจนขัดใจ แต่ก็ไม่ได้ฉวัดเฉวียนหรือเร่งแซงในจังหวะหวาดเสียวจนเราต้องจับเบาะกันมือเกร็ง แถมจะเบรคจะออกตัวก็นุ่มนวลดี ไม่ได้เป็นประเภทที่ออกตัวทีกระชากจนหน้าหงาย อีกอย่างก็คือ แกใส่ใจ อย่างเวลาขี่ผ่านถนนที่มีน้ำเฉอะแฉะแกจะชะลอผ่านไปช้า ๆ ไม่ใช่ระวังรถลื่นล้มอย่างเดียว แต่ระวังไม่ให้น้ำดีดมาเปื้อนขากางเกงหรือกลางหลังเราด้วย อันนี้ดีจนรู้สึกได้ จากวันนั้นก็ใช้บริการเป็นเจ้าประจำกันมาสองสามปีได้แล้ว ซึ่งถ้าวันไหนผมมีธุระต้องเข้าออฟฟิศก่อนเวลาปกติก็โทรไปถามแกได้ว่าสะดวกมั้ย? ถ้าแกไม่ติดลูกค้าประจำคนอื่น มาได้ แกก็มา... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑