นิตยสารปิดตัว

มีเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ไม่สิ เรียกว่า แลกเปลี่ยนความเห็นกันจะตรงกว่า คือ ทุกครั้งที่มีหนังสือ/นิตยสารปิดตัว จะมีคอมเมนต์/ความเห็นตามมาหลากหลาย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่า เสียดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนก็โตขึ้นมาพร้อม ๆ กับการอ่านนิตยสารบางเล่มที่ปิดตัวไป บางเล่มก็เป็นนิตยสารที่พ่อหรือแม่อ่านประจำ อะไรงี้ ขนาดคนอ่านยังเสียดาย คนทำนี่ยิ่งโคตรเสียดาย ไม่มีใครอยากปิดหรอกครับ ของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่ของผมที่เคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ออกเล่มแรกเลยนี่นะ รักเหมือนลูกอ่ะ (ไม่ได้สิ ไม่มีลูก เดี๋ยวจะว่าไม่อิน ต้องบอกว่ารักเหมือนพดด้วงอ่ะ) ไม่อยากปิด แล้วปิดทำไม? มันยังงี้ครับ (อันนี้ใครรู้แล้วสไลด์ข้ามไปได้เลยครับ) นิตยสารเล่มนึงจะมีรายได้หลักมาจากสองทางด้วยกัน คือ ยอดขายแผง+สมาชิก และโฆษณา ซึ่งโดยรวม ๆ เฉลี่ยของวงการสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐/๘๐ คือ ยอดขายแผง+สมาชิก ได้ ๒๐% อีก ๘๐% มาจากโฆษณา (เล่มที่ผมเคยทำนี่สัดส่วนยอดขายแผงสูงกว่านี้หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราขายแผงและสมาชิกได้เยอะ หรือว่าเราขายโฆษณาได้น้อยกันแน่ นี่กูจะขำ หรือเศร้าดี 5555) และถ้าเล่มไหนที่หัวใหญ่ มีพลังเยอะ ก็อาจจัดอีเวนต์เป็นรายได้เพิ่มอีกทาง ทีนี้เมื่อซักสามหรือสี่ปีก่อนมันเริ่มมีจุดเปลี่ยน คนซื้อนิตยสารลดลง... Continue Reading →

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่าน "หนังสือ" ตามที่ได้เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้ ล่าสุดผมปิดจบหนังสือเล่มที่สามของปีไปเป็นที่เรียบร้อย เล่มนี้จริงๆ เป็นนิตยสารนะครับ ก็คือ Offscreen เล่ม ๖ ผมได้เคยเขียนเล่าถึงนิตยสาร Offscreen เอาไว้แล้วที่โพสต์นี้ (หากใครอยากรู้รายละเอียดลองคลิกไปอ่านดูก่อนได้ แต่เล่าคร่าวๆ ก็คือ  เป็นนิตยสารเกี่ยวกับคนในแวดวงเว็บดีไซน์และ app developer นะครับ) สำหรับเล่มนี้รายละเอียดด้านในมีบทสัมภาษณ์ให้อ่านกันจุใจ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง VSCO แอพแต่งภาพยอดนิยม มีผู้ก่อตั้งร่วมของ The Verge บลอกไอทีชื่อดัง (แต่ตอนนี้ย้ายค่ายไปอยู่ที่ Bloomberg เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ยังมีผู้บริหารหญิงของ Tumblr ที่เป็นคนดูงานตลาดต่างประเทศ โดยที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเบอร์ลินและนิวยอร์กอยู่เป็นประจำ ฯลฯ ส่วนคอลัมน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยลดความหนักของเนื้อหาในเล่ม และยังช่วยผ่อนคลายสายตาด้วยภาพสวยๆ ก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศออฟฟิศบริษัทไอทีชื่อดังหลายแห่ง ภาพโต๊ะทำงานของคนในแวดวงนี้ (ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนมากจะไม่ขาดแก้วกาแฟเลยนะ) บอกได้ว่า ถ้าสนใจเรื่องราวพวกนี้จะรู้สึกจุใจมาก อ่านแล้วที่เสียดายมีอยู่อย่างเดียวคือ ยังไม่มีวางในร้านหนังสือเมืองไทย ต้องสั่งเข้ามาจากเว็บของ Offscreen โดยตรง ถ้ามีร้านไหนเอามาวางขายจะขอบคุณมากครับ

นิตยสาร Offscreen ฉบับที่ ๖

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่าน "หนังสือ" ตามที่ได้เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้ ล่าสุดผมปิดจบหนังสือเล่มที่สามของปีไปเป็นที่เรียบร้อย เล่มนี้จริงๆ เป็นนิตยสารนะครับ ก็คือ Offscreen เล่ม ๖ ผมได้เคยเขียนเล่าถึงนิตยสาร Offscreen เอาไว้แล้วที่โพสต์นี้ (หากใครอยากรู้รายละเอียดลองคลิกไปอ่านดูก่อนได้ แต่เล่าคร่าวๆ ก็คือ  เป็นนิตยสารเกี่ยวกับคนในแวดวงเว็บดีไซน์และ app developer นะครับ) สำหรับเล่มนี้รายละเอียดด้านในมีบทสัมภาษณ์ให้อ่านกันจุใจ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง VSCO แอพแต่งภาพยอดนิยม มีผู้ก่อตั้งร่วมของ The Verge บลอกไอทีชื่อดัง (แต่ตอนนี้ย้ายค่ายไปอยู่ที่ Bloomberg เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ยังมีผู้บริหารหญิงของ Tumblr ที่เป็นคนดูงานตลาดต่างประเทศ โดยที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเบอร์ลินและนิวยอร์กอยู่เป็นประจำ ฯลฯ ส่วนคอลัมน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยลดความหนักของเนื้อหาในเล่ม และยังช่วยผ่อนคลายสายตาด้วยภาพสวยๆ ก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศออฟฟิศบริษัทไอทีชื่อดังหลายแห่ง ภาพโต๊ะทำงานของคนในแวดวงนี้ (ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนมากจะไม่ขาดแก้วกาแฟเลยนะ) บอกได้ว่า ถ้าสนใจเรื่องราวพวกนี้จะรู้สึกจุใจมาก อ่านแล้วที่เสียดายมีอยู่อย่างเดียวคือ ยังไม่มีวางในร้านหนังสือเมืองไทย ต้องสั่งเข้ามาจากเว็บของ Offscreen โดยตรง ถ้ามีร้านไหนเอามาวางขายจะขอบคุณมากครับ

แนะนำนิตยสาร : Offscreen

วันก่อนกลับถึงบ้านมีพัสดุมาส่ง พี่บุรุษไปรษณีย์วางเอาไว้บนหัวเสาที่กำแพงบ้านครับ เป็นพัสดุที่ส่งมาจากเยอรมันและมีการออกแบบแพคเกจจิ้งที่ดีมาก แน่นหนา แข็งแรง น่าจะมีสำนักพิมพ์ในบ้านเราทำอย่างนี้บ้าง (นอกจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ที่ผมประทับใจในการบรรจุหนังสือเพื่อจัดส่งให้ลูกค้ามากถึงมากที่สุดครับ) แกะกล่องออกมาเจอเล่มนี้ครับ และเล่มนี้อีกเล่ม Offscreen เป็นนิตยสารรายสามเดือน เนื้อหาเกี่ยวกับผู้คนในแวดวงเว็บดีไซน์และ application developer แต่ละเล่มจะมีบทสัมภาษณ์คนในด้านนี้ให้อ่านกันจุใจ เสริมด้วยเนื้อหาอื่นๆ อย่างเช่น ภาพออฟฟิศบริษัทไอทีดังๆ หรือบริษัททำแอปที่เราใช้กันอยู่ และด้วยความที่เนื้อหาเกี่ยวกับคนทำงานด้านดีไซน์ ทำให้การใช้ฟอนต์ การวางเลย์เอาต์และภาพประกอบของนิตยสารเล่มนี้ออกมาดูดีน่าอ่าน กระดาษที่ใช้ก็ให้ความรู้สึกดีเมื่อสัมผัสและพลิกอ่าน บรรณาธิการของ Offscreen ถูกตั้งคำถามมากเหมือนกันว่า ยุคนี้คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือบนหน้าจอกันหมดแล้ว แถมเนื้อหาของนิตยสารก็เป็นเรื่ิองราวของคนในวงการไอทีและออนไลน์ ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับหน้าจอดีที่สุด ทำไมถึงเลือกที่จะพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแทนที่จะให้อ่านบนหน้าจอ เขาตอบว่ายังงี้ครับ เขาบอกว่า Offscreen เป็นนิตยสารของเรื่องราวที่เกิดขึ้น "นอก" จอ เหมือนกับชื่อนิตยสาร เขาอยากให้คนอ่านวางไอแพด หันมาหยิบแก้วกาแฟแล้วเพลินไปกับการอ่านในแบบเดิมๆ เขาเชื่อว่าการนำเสนอคอนเทนต์แบบที่เขาทำเป็นรูปเล่มที่สัมผัสได้ เก็บสะสมได้แล้วก็อ่านที่ไหนก็ได้มันเหมาะสมกว่า อีกเรื่องที่เท่ห์มากในความคิดของผมก็คือ กองบรรณาธิการของ Offscreen มีอยู่แค่คนเดียวคือ Kai Brach ซึ่งรับหน้าที่ทั้งบรรณาธิการและอาร์ต ไดฯ อยู่ในตัวคนเดียวเสร็จสรรพ เวลาทำงานในกองก็ไม่ต้องทะเลาะกับใคร เพราะถ้าทะเลาะก็ทะเลาะกับตัวเอง มันจะดูแปลกไปหน่อย แต่เขาก็มีใช้บริการของฟรีแลนซ์อยู่ด้วยนะครับ... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑