ประสบการณ์ไป ‘ดูที่’ ครั้งสอง

ที่นา

อย่างที่ได้เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ (อันนี้ครับ ประสบการณ์ไป “ดูที่” ครั้งแรก) ว่า ผมตั้งเป้าจะใช้ชีวิตหลังเลิกทำงานอยู่บ้านที่มีพื้นที่มีบริเวณซักหน่อย จะได้เอาไว้ปลูกโน่นปลูกนี่ มีที่ให้หมาวิ่งเล่น ซึ่งหลังจากที่ได้ไปดูที่ครั้งแรกแล้วไม่ลงตัวก็ยังนิ่งๆ อยู่ ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรมาก (อันนี้คือไม่ได้สโลว์ไลฟ์นะฮะ แต่เป็นอารมณ์ขี้เกียจมากกว่า)

จนกระทั่งเมื่อซักเดือนที่ผ่านมา คนรู้จักคนเดิมที่พาไปดูที่งวดที่แล้วก็บอกมาอีกว่า มีที่อีกแปลงที่เจ้าของจะขาย หลังจากสอบถามข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็น่าสนใจอยู่ เพราะขนาดพื้นที่กำลังดี ไม่ใหญ่เกินไป อยู่บริเวณใกล้ๆ กับแปลงที่เคยไปดูครั้งที่แล้วนั่นแหละ แต่แปลงนี้เป็นที่นาไม่ใช่ไร่อ้อย ก็ตกลงนัดวันไปดูกัน

ก็เหมือนงวดที่แล้วนะครับ ไปดูที่ครั้งนี้ผมก็ไม่ได้หาความรู้อะไรไปเลย ไปมันแบบคนดูไม่เป็นนั่นแหละ ใช้ความรู้สึกนำ เพียงแต่ก่อนออกจากบ้านก็ไหว้พระที่บ้าน อธิษฐานว่า ถ้าที่นี้ดี ลูกไปอยู่แล้วจะมีความสุขความเจริญก็ขอให้การซื้อขายสำเร็จด้วยดี แต่ถ้าไม่ดีก็ขอให้มีเหตุอะไรก็แล้วแต่ทำให้การซื้อขายไม่สำเร็จ นี่ขอพระท่านไปแบบนี้

เราเข้าไปดูที่กันเองโดยไม่ได้นัดเจ้าของที่เข้าไปด้วย เพราะคนที่พาไปเขาคนแถวนั้นอยู่แล้ว แล้วที่ที่จะไปดูก็ไม่ได้กั้นรั้วหรืออาณาบริเวณอะไร

ระหว่างทางที่เข้าไปช่วงแรกๆ ก็ชิลๆ เพราะคุ้นเคยมาจากครั้งที่แล้ว แต่พอพ้นจากแปลงครั้งที่แล้วไปก็เริ่มกังวลหน่อยๆ เพราะทางเข้าไปเป็นทางแคบๆ รถวิ่งสวนกันลำบากและก็ยังไม่ได้ลาดยางหรือเป็นคอนกรีต แถมสองข้างทางเป็นไร่อ้อยสูงท่วมหัวมองไปซ้ายขวาไม่เห็นอะไร นี่ถ้ามากันเองอาจจะถอดใจหันหลังกลับกันแล้ว

ถนนชนบท

ถนนเส้นที่ว่า ทั้งซ้ายทั้งขวาเป็นไร่อ้อยสูงท่วมหัว

เราเดินหน้ามาจนถึงบริเวณที่ที่จะขาย แต่คนที่พามาก็ยังไม่แน่ใจว่าแปลงไหนแน่ กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ก็พอดีคุณลุงคุณป้าเจ้าของที่แถวนั้นเดินออกมาถาม พอรู้ว่าเรามาทำไม แกก็พาเดินไปดู เพราะที่ที่มาดูก็อยู่ด้านหลังที่ของแกนั่นแหละ

ที่แปลงนี้ไม่ติดถนนแต่เจ้าของที่ขอแบ่งซื้อที่ของคุณลุงคุณป้าทำเป็นทางเข้าไป เดินเข้าไปถึงก็เป็นที่นา รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสวยเลย ตอนที่ไปดูนี่เกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้วก็เลยไม่มีอะไร คุณลุงคุณป้าชี้ให้เราดูว่า ที่แปลงนี้มันจากไหนถึงไหน โน่นนี่นั่น ยืนคุยกันอยู่นาน ถูกคอถึงขนาดแกชวนเข้าไปนั่งคุยในที่ของแก (แกคงเหงาด้วยแหละ วันๆ ไม่น่าจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาซักเท่าไหร่)

ชีวิตชนบท

คุยติดพันจนต้องเข้าไปคุยกันต่อในที่คุณลุงคุณป้า

ระหว่างที่นั่งคุยก็เก็บบรรยากาศไปด้วย อากาศดี เงียบ สงบ (แน่ล่ะมึง เข้ามาซะขนาดนี้) มีลมพัดมาเป็นระยะ คุณลุงคุณป้าอัธยาศัยดี นี่ก็ต้องดู เพราะเผื่อจะได้มาเป็นเพื่อนบ้านกัน ถามแกเรื่องน้ำ-ไฟ ก็มีมาถึงทั้งสองอย่าง ส่วนโทรศัพท์คงไม่ต้องหวัง ถ้าจะใช้เน็ตคงต้องพึ่งโมบายล์อย่างเดียว คุยกันอยู่ร่วมชั่วโมงเราก็ลาไปบ้านเจ้าของที่

ไปถึงบ้านเจ้าของที่ หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเรียบร้อย ก็เข้าสู่การเจรจาล่ะทีนี้ ขั้นตอนนี้เราให้คนที่พามาเป็นคนช่วยเจรจาให้ เพราะเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเป็นคนในพื้นที่ คุยกันนานมากกกกกก ไม่ได้อะไรหรอก มันนานตรงต่อราคานี่แหละ เขาบอกราคามา เราก็ต่อ ต่อแล้วยังไม่ให้ ก็ลากไปเรื่องอื่นก่อน เปลี่ยนเรื่องไปให้เพลินๆ แล้วกลับมาใหม่ ก็ยังไม่ได้อีก ก็เปลี่ยนเรื่องอีก คุยกันจนไปถึงเรื่องลูกเรื่องญาติ ลูกใครเดี๋ยวนี้ทำมาหากินอะไร อยู่ที่ไหน ใครเจ็บใครป่วยเป็นอะไร ขนาดนั้น

ต่อรองกันอย่างนี้อยู่สองชั่วโมง สุดท้ายตกลงกันได้เป็นที่พอใจ ก็สรุปนัดวันไปโอนที่กัน นัดกันแต่เช้าเพราะต้องไปไถ่จำนองจากธกส.ก่อนแล้วถึงไปโอนที่สำนักงานที่ดิน นัดเรียบร้อยให้เบอร์กันไว้เสร็จ เราก็กลับบ้าน

กลับมาถึงบ้าน เพื่อความแน่ใจเราก็เช็กข้อมูลเพิ่มว่า ไอ้ที่เราคิดเอาไว้น่ะมันโอเคมั้ย มีอะไรที่เราเข้าใจผิดไปบ้างหรือเปล่า ก็หาจากเน็ตแล้วก็ถามจากคนรู้จักรอบตัว ระหว่างนั้นเราก็เตรียมเรื่องเงินไปด้วย

ผ่านไปสองวัน หลังจากที่เช็กข้อมูลมาแล้ว ประกอบกับใจเริ่มนิ่งๆ มีเวลาคิดมากขึ้น เราได้ข้อสรุปว่า ที่แปลงนี้มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับความต้องการของเราเสียทีเดียว จะซื้อก็ได้ แต่สุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องวุ่นวายบานปลายภายหลัง เราก็มาคิดว่า ชีวิตเราตอนนี้พยายามให้เรียบง่าย ลดเรื่องวุ่นวายในชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด แล้วที่แปลงนี้มองไปวันข้างหน้าก็อาจจะต้องวุ่นวายทำโน่นทำนี่ จะมาหาเรื่องเข้าตัวทำไม (วะ) แสดงว่าที่แปลงนี้ยังไม่ใช่ รอดูแปลงใหม่ก็แล้วกัน คิดได้อย่างนี้ก็รีบโทรไปบอกเจ้าของที่

พี่เจ้าของที่บอกว่า กำลังจะโทรมาหาอยู่พอดี เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ฟังสิ่งที่พี่เขาเล่าเราก็อึ้งไปเล็กน้อย เขาขอบคุณเราที่รีบโทรไปบอก เราก็ขอบคุณเขาที่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก็จบกันไปด้วยดี

นี่ฟาวล์มาสองหนแล้วนะ แต่ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะไม่รีบ คิดว่าได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละวะ

‘ศุขเล็ก’ หนังสือพิเศษวาระ ๑๐๐ ปี คุณประยูร จรรยาวงษ์

ศุขเล็ก

วันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้จะเป็นวาระครบ ๑๐๐ ปี คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนผู้มีสมญานามว่า “ราชาการ์ตูนไทย” ในโอกาสนี้เองคุณศุขเล็กและคุณสุดรัก ผู้เป็นทายาทได้จัดทำหนังสือ ศุขเล็ก ขึ้นเพื่อรวบรวมประวัติและผลงานบางส่วนของคุณประยูรเพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังที่อาจจะเคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยอ่านผลงานของคุณประยูร รวมทั้งให้แฟนๆ ที่รู้จักคุณประยูรอยู่แล้วได้เก็บรวบรวมให้หายคิดถึงกันด้วย

หนังสือ ศุขเล็ก แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนอ่านจากปกคนละด้าน ด้านแรก ปกเป็นรูปนายศุขเล็ก ตัวการ์ตูนที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณประยูร (และต่อมาก็นำมาตั้งเป็นชื่อบุตรชายคนโตด้วย) เนื้อหาในส่วนนี้เป็นเรื่องราวของนายศุขเล็กที่เริ่มต้นจากการเป็นพระเอกลิเกในเรื่องพื้นบ้านและเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ต่อมาก็มาเป็นตัวละครในการ์ตูนล้อการเมือง

แต่สิ่งที่ทำให้ศุขเล็กโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศก็คือการ์ตูนขบวนการแก้จน  ซึ่งเป็นการ์ตูนที่แนะนำอาชีพต่างๆ รวมไปถึงการทำอาหาร การทำการเกษตร ไปจนถึงการใช้ชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้จนให้คนอ่าน และที่น่ายินดีก็คือ มีคนอ่านจำนวนไม่น้อยที่นำเอาสิ่งที่เผยแพร่ในขบวนการแก้จนไปประกอบอาชีพและประสบความความสำเร็จ แก้จนได้จริงๆ

ศุขเล็ก

เนื้อหาอีกส่วนอ่านจากปกอีกด้านที่เป็นลายมือคุณประยูร ในส่วนนี้จะเป็นประวัติของตัวคุณประยูรเอง ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องราวที่คุณประยูรได้ไปฝึกงานที่ Disney Productions ของ Walt Disney ถึง ๖ เดือนและการได้รับรางวัลแมกไซไซเมื่อปี ๒๕๑๔ แล้วปิดท้ายด้วยทัศนะสั้นๆ จากผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ๑๑ คนที่มีต่อคุณประยูร

๑๑ คนนี้จะมีใครบ้าง อยากให้ลองเปิดดู เพราะผมเชื่อว่าบางคนนี่นึกไม่ถึงแน่ๆ

ความพิเศษอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ เป็นหนังสือที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงเข้ามาประกอบด้วย คนอ่านที่ใช้ iOS สามารถดาวน์โหลดแอปจาก App Store เพื่อมาส่องดูเนื้อหาดิจิทัลเพิ่มเติมจากในหนังสือได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

อีกไม่กี่วันก็น่าจะวางในร้านหนังสือแล้ว ราคาเล่มละ ๒๘๕ บาทครับ

‘เรื่องไม่เคยเล่า’ ของอดีตปลัดคลัง

rangsan_front

เมื่อครบรอบปีงบประมาณ สิ่งหนึ่งที่มีให้เห็นเป็นประจำแทบทุกปีก็คือ หนังสือประวัติข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุในปีนั้นๆ บางเล่มเจ้าตัวเป็นคนจัดทำเอง บางเล่มลูกน้องจัดทำให้ ซึ่งมีทั้งที่ใช้เงินส่วนตัวและใช้เงินหลวง จะใส่ในงบอะไรก็ว่ากันไป และโดยปกติแล้วเนื้อหาในเล่มก็จะกล่าวถึงประวัติของบุคคลต้นเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ครอบครัว การศึกษา ประวัติการทำงาน ผลงานเด่นๆ ที่แต่ละคนภาคภูมิใจ

สำหรับปีนี้ เล่มแรกที่ผมมีโอกาสได้เห็นและพลิกดูก็คือ เรื่องไม่เคยเล่า จากเด็กข้างวัดสู่ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องราวของคุณรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังหมาดๆ ผมเองไม่เคยรู้จักคุณรังสรรค์ทั้งโดยส่วนตัวและการติดตามข่าวสารทางสื่อมาก่อน เมื่อได้เห็นหนังสือเล่มนี้และพลิกๆ ดูแล้วต้องบอกว่า ชีวิตคุณรังสรรค์มี story น่าสนใจไม่น้อย

ประการแรก คุณรังสรรค์เป็นปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นลูกชาวสวน เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเปิด (ทั้งรามคำแหงและสุโขทัยธรรมาธิราช) แถมยังไม่เคยไปเรียนเมืองนอก เมื่อเข้ารับราชการก็เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติการที่ต่างจังหวัด จากนั้นจึงค่อยๆ เติบโตในหน้าที่การงานมาจนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตข้าราชการที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง (ผมเชื่อว่าปลัดคลังที่มีโพรไฟล์แบบนี้ไม่น่าจะมีมากนักนะครับ)

ประการถัดมา ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ของคุณรังสรรค์อยู่ที่กรมสรรพากร กรมที่ประชาชนคนมีรายได้ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากให้มายุ่ง แต่ถึงแม้จะมีข้อจำกัดในด้านการทำงานดังกล่าว คุณรังสรรค์ก็สามารถสร้างผลงานเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนในการตรวจสอบคดีโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม มูลค่าถึง ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง

เท่าที่พลิกอ่านเร็วๆ ถือว่าเป็นหนังสือที่มีเรื่องราวน่าอ่าน ไม่ออกแนวอวยอูเชิดชูอย่างเดียว จำนวนหน้าก็กำลังพอดี ใครสนใจก็ลองสอบถามไปที่คุณรังสรรค์ดูนะครับ

rangsan_back

Flash Boys หนังสือ (ที่มีคน) แนะนำ

Flash Boys
มีเรื่องมาเล่าสั้นๆ ว่า เมื่อวานมีโอกาสได้พบอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ท่านเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งท่านบอกว่า “ดีมาก!! คุณไปอ่านดู ผมไม่อยากเล่า”

เพื่อความแน่ใจเราก็ถามไปว่า Flash Boys ของ Michael Lewis นะครับ ท่านตอบว่า ใช่

เล่มนี้ซื้อไว้ตั้งแต่ที่ออกวางขาย Hardcover วันแรกๆ ในเมืองไทย แต่ด้วยความที่ยังมีเล่มอื่นอยู่ในคิวอีกหลายเล่มก็เลยยังไม่ได้หยิบมาอ่านซักที พอคนระดับนี้มาแนะนำอย่างนี้ก็เลยแซงขึ้นมาเป็นคิวแรก รอให้นิยายเกี่ยวกับการตามล่านาซีที่กำลังอ่านอยู่จบเล่มก่อนก็จะเป็นคิวต่อไป แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

เรียนบริหารจากประสบการณ์ (คนอื่น)

BlogTools

ตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจ็กต์ให้บริษัทนึง เนื้องานคร่าวๆ ก็คือการรวบรวมและเรียบเรียงประวัติความเป็นมาของบริษัทนี้ ซึ่งในขั้นตอนของการเก็บข้อมูล นอกจากจะสืบค้นจากเอกสารต่างๆ แล้ว ยังต้องสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของบริษัทนี้เกือบ ๒๐ คน โดยที่แทบทุกคนเลยวัยเกษียณกันมาแล้ว และถ้าเอาอายุงานของทุกคนมารวมกัน (ตอนนี้หลายคนก็ยังทำงานอยู่ เป็นกรรมการบริษัทบ้าง เป็นที่ปรึกษาบ้าง) น่าจะไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ปี ซึ่งประสบการณ์ที่แต่ละคนมีก็หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาว่าในขณะนั้นสถานการณ์ของบริษัทเป็นยังไง

ผมเองนับว่าเป็นโชคที่ได้ทำงานนี้ เพราะพี่ๆ (น้าๆ และลุงๆ) ที่ได้สัมภาษณ์แต่ละคนเล่าเรื่องราวให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ถามเรื่องอะไรไป ตอบหมด แถมบางเรื่องที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่ได้ถาม (เพราะไม่รู้) ก็เล่าให้ฟังด้วย

ประสบการณ์การทำงานที่ได้ฟังมานี่เหมือนกับเรามีโอกาสเข้าไปนั่งเรียนหลักสูตรบริหารซักหลักสูตรนึงที่อาจารย์ผู้สอนเป็นคนทำงานจริง มีประสบการณ์จริงและใช้เคสจริงมาเล่าให้เราฟัง ซึ่งมันเจ๋งมากนะครับ

เรื่องแรกที่ผมอยากเล่าก็คือ การหาสาเหตุของปัญหาตามหลัก Five Whys (เรื่องนี้เป็นความรู้ใหม่ของผม คนที่รู้มาก่อนแล้วข้ามไปเลยก็ได้นะครับ) ซึ่งตอนแรกที่คุณลุงเล่ามาแกเรียกว่า Why Why หลังจากนั้นผมไปเจอในหนังสือ The Lean Startup ถึงได้รู้ว่ามันคือ Five Whys

LeanStartup

หนังสือเล่มนี้ครับที่ช่วยให้กระจ่างเรื่อง Five Whys

หลักการของ Five Whys ก็คือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้เราหาสาเหตุของปัญหาด้วยการถามว่า Why? (ปัญหานี้เกิดจากอะไร?) แล้วหาคำตอบออกมา เมื่อได้คำตอบแล้วก็ตั้งคำถามต่อว่า Why? อีกที เพื่อหาว่าคำตอบของ Why? ครั้งแรกน่ะมันเกิดจากอะไร เมื่อได้แล้วก็ถาม Why? อีก ทำอย่างนี้ไปห้า Why? เราจะได้เจอสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (หรือบางกรณีอาจจะถามไม่ถึงห้าครั้งก็ได้คำตอบสุดท้ายแล้ว) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งจะเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึงเลยว่า ไอ้นี่แหละคือต้นตอของปัญหาที่กำลังปวดหัวอยู่

ฟังแล้วงงมั้ยครับ?

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างนี้ครับ สมมุติเราตื่นเช้ามา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยจะออกไปทำงาน สตาร์ตรถ ชึ่ง!! เงียบ สตาร์ตไม่ติด หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์นี้ ถ้าเราใช้หลัก Five Whys เคสนี้ปัญหาคือ รถสตาร์ตไม่ติด

ทำไมสตาร์ตไม่ติดล่ะ? (นี่ Why? แรก)
– แบตฯ หมด

ทำไมแบตฯ หมดล่ะ? (Why? สอง)
– น้ำกลั่นแห้ง

ทำไมถึงแห้งล่ะ? (Why? สามล่ะนะ)
– ก็ (มึง) ไม่เคยเปิดออกมาเช็กมาเติมเลย ใช้มาได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว

สมมุติว่าจบแค่นี้

การตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้อาจฟังดูเหมือนกวนอวัยวะเบื้องล่าง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างจะเห็นว่ามันสามารถนำไปสู่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้ โดยกรณีนี้วิธีแก้ปัญหาก็อาจจะเป็นการกำหนดให้มีการตรวจเช็คน้ำกลั่นเป็นระยะ (ก็อย่าลืมอีกล่ะ) หรือจะลดความยุ่งยากด้วยการซื้อแบตฯ แบบแห้งไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาคอยดู ยอมเสียเงินแพงหน่อย แต่สบายใจงี้

หลัก Five Whys นี้ต้นตำรับเป็นชาวญี่ปุ่นชื่อ Taiichi Ohno ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง Toyota Production System และหลักการนี้ก็ได้รับความนิยมทั่วทั้งญี่ปุ่น ต่อมาก็แพร่เข้าไปในประเทศต่างๆ ที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (พารากราฟนี้เป็นโหมดสาระล้วนๆ นะครับ)

จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเป็นกรณีที่หาสาเหตุและทางแก้ได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนและเป็นเรื่องของเราคนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ในชีวิตจริงโดยเฉพาะในการทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นมันจะไม่ง่ายอย่างนี้แถมยังไปเกี่ยวข้องกับหลายคนหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่ว่าก็มักจะไม่มีใครยอมใครกันหรอก ส่วนมากจะมีอีโก้อีกลวงกันทั้งนั้นแหละ ทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้นไปอีก (ถ้าใครไม่เจอปัญหาประเภทนี้ในที่ทำงาน รบกวนช่วยหลังไมค์มาแจ้งชื่อบริษัทไว้ด้วยนะครับ คุณโชคดีมาก)

แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ไปเจอกรณีที่พยายามแก้ปัญหาทุกวิธีทุกรูปแบบแล้ว Five Whys ก็แล้ว ทั้ง inside และ outside the box แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ ก็มีคำแนะนำจากคุณลุงอีกคนนึงที่ให้สัมภาษณ์ไว้ (งานเดียวกันแต่สัมภาษณ์คนละที) เอามาใช้ได้ ถือเป็นกระบวนท่าสุดท้ายจริงๆ

คุณลุงบอกว่า กรณีแบบนี้ให้ยึดหลัก “ช่างมัน ช่างมึง ช่างกู”

สารภาพตามตรงว่า ตอนที่ได้ยินครั้งแรกนี่ชะงักไปนิดนึงเลยนะครับ นึกไม่ถึงว่ากระบวนท่าสุดท้ายของผมกับของคนที่เคยเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ คุมธุรกิจที่รายได้เกินหมื่นล้านจะคล้ายกันขนาดนี้ เพียงแต่กระบวนท่าของผมสั้นกว่าของคุณลุงนิดนึง

ช่างแม่มมมมมมมม…

ใครสนใจจะเอาไปใช้คุณลุงแกไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ

โมบี้-ดิ๊ก ฉบับภาษาไทย หนังสือที่คนอ่านระดมทุนให้ทำ

mobydickbox

เมื่อวานกลับมาถึงบ้านมีพัสดุมากล่องนึงตามรูปด้านบนครับ ดูจากสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนกล่องแล้วก็อุ่นใจได้ว่าของข้างในคงไม่ใช่ระเบิดและก็พอเดาได้ว่าเป็นอะไร หลังจากเปิดกล่องออกมาก็เจอสิ่งนี้ครับ

เปิดกล่อง Moby-dick

พอแกะออกมาก็เป็นเล่มนี้

Moby-dick ฉบับภาษาไทย

ถ้าใครยังพอจำได้ ผมเคยเขียนถึงโครงการระดมทุนเพื่อดำเนินการแปลและจัดพิมพ์ “โมบี้-ดิ๊ก” ฉบับภาษาไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง (ใครยังไม่เคยอ่าน หรืออ่านแล้วและลืมแล้ว เชิญได้ที่นี่ครับ โครงการระดมทุน โมบี้-ดิ๊ก ฉบับประชาชน) สารภาพตามตรงว่า ตอนนั้นพอโอนเงินเรียบร้อยผมลืมเรื่องนี้ไปเลย เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทำต้นฉบับเสร็จแล้วยังต้องมีขั้นตอนการจัดพิมพ์อีก ลืมสนิทครับ

ตอนที่ร่วมลงเงินไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้รู้จักอะไรกันกับทีมงานเป็นการส่วนตัวด้วย แค่อยากเห็นโมเดลใหม่ๆ ของการทำหนังสือเกิดขึ้นในบ้านเรา อยากให้สำเร็จ อยากเห็นมันหยั่งรากและเติบโตเป็นทางเลือกให้คนทำหนังสือได้มีโอกาสทำงานที่ตัวเองอยากทำ (โดยไม่เจ๊ง) และคนอ่านก็มีโอกาสได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกิดผลงานที่ตัวเองอยากอ่าน (หรือไม่อ่านก็ได้นะแต่อยากสนับสนุนให้ทำขึ้นมางี้)

การระดมทุนเพื่อจัดพิมพ์หนังสือนี่นอกจากของกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดแล้วก็ยังมีของเจ้าอื่นด้วยเหมือนกัน อย่าง afterword ที่มีรูปแบบเหมือนกับ Kickstarter ของเมืองนอกแต่โฟกัสที่การระดมทุนเพื่อจัดทำหนังสืออย่างเดียวล้วนๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหนังสือหลายเล่มที่ระดมทุนผ่านทาง afterword และประสบความสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายเล่มที่ระดมทุนอยู่ ใครสนใจก็ลองคลิกไปดูได้ตามลิ้งก์ด้านบนนะครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่า ทำไมจะต้องมาระดมทุนพิมพ์หนังสือกันด้วยล่ะ? ทุกวันนี้สำนักพิมพ์ก็มีเยอะแยะ ร้านหนังสือก็มีแทบจะในทุกห้าง ทำไมไม่เอาต้นฉบับเข้าไปคุยกับสำนักพิมพ์เลยล่ะ? อะไรทำนองนี้นะครับ ผมอยากบอกว่าสิ่งที่เห็นมันเป็นภาพลวงตานะครับและปัญหานี้ทาง afterword เขาสรุปเอาไว้ดีมากในภาพเพียงภาพเดียวที่นี่ครับ

ปิดท้ายด้วยกระดาษที่ทางทีมงานกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดเขาหุ้มหนังสือมา แกะออกมาแล้วเป็นภาพนี้ครับ จะเรียกว่าเป็นโปสเตอร์ก็คงได้มั้ง

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

โปสเตอร์ Moby-dick

เปลี่ยนวิธีอ่านหนังสือ

เปลี่ยนวิธีอ่านหนังสือ

เมื่อก่อนเวลาอ่านหนังสือผมจะถนอมมาก ไม่ขีด ไม่เขียน ไม่ไฮไลต์ใดๆ ทั้งสิ้น อ่านจบเล่มหนังสือยังกริ๊บ ประมาณว่าเอาไปขายเป็นหนังสือใหม่ได้เลย

แต่ช่วงสักสี่ห้าปีมานี้ ลองเปลี่ยนวิธี อ่านไปก็ขีดเส้นใต้หรือไฮไลต์ข้อความสำคัญหรือประโยคโดนๆ ไปด้วย บางทีก็จดโน้ตหรือความคิดจากการอ่านข้อความตรงนั้นเพิ่มลงไปด้วย หรือบางทีก็เป็นความคิดที่เราไม่เห็นด้วยกับคนเขียน หรือเป็นประเด็นที่สนใจแต่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม

ทำอย่างนี้อ่านเสร็จหนังสือเลอะไปหมด ถามว่า เสียดายมั้ย? โคตรเสียดาย แต่คิดว่าสิ่งที่ได้กลับมาแม่มโคตรคุ้ม ความรู้ความเข้าใจและไอเดียที่ได้จากหนังสือแต่ละเล่มเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนเยอะมาก และถ้าวันข้างหน้าหยิบกลับมาเปิดดูใหม่ เรายังได้เห็นว่าในวันนี้เราสนใจประเด็นไหน มีมุมมองหรือความเห็นต่อเรื่องนี้ยังไง ดูได้ว่าเรามีพัฒนาการทางความคิดหรือมีวุฒิภาวะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ที่สำคัญ หนังสือแต่ละเล่มที่อ่านจบมันกลายเป็น special edition เฉพาะตัวของเราด้วย มีเอกลักษณ์ไม่มีทางซ้ำเล่มอื่น มีเล่มเดียวในโลก ขนาดนั้น

ถ้าใครสนใจก็ลองทำดูนะฮะ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังบ้าง… ❤

เขียนถึงคุณวิโรจน์ นวลแข เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

เมื่อวานมีข่าวที่ทำให้ใจหายมาก

ตลอดชีวิตการทำงานเป็นนักข่าวมา ๒๐ กว่าปี (ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าวอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสถานภาพไป) มีแหล่งข่าวไม่กี่คนที่ผมให้ความนับถือและยิ่งเป็นแหล่งข่าวในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก

คุณวิโรจน์ นวลแข เป็นหนึ่งในนั้น

ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์ไม่บ่อยครั้งนักเนื่องจากสายงานที่ทำในช่วงแรกไม่ตรงกับคุณวิโรจน์ แต่ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมมีโอกาสได้ทำข่าวปรส. ซึ่งเป็นช่วงที่ทำข่าวสนุกที่สุดและได้พัฒนาตัวเองมากที่สุด (ในขณะที่สถานการณ์การเงินในช่วงนั้นย่ำแย่ที่สุดด้วย) ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์แบบ exclusive หลายครั้งด้วยกัน เนื่องจากผู้บริหารคนหนึ่งที่บริษัทเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนวชิราวุธกับคุณวิโรจน์ ทำให้เราสามารถเชิญคุณวิโรจน์มาให้ความรู้และให้สัมภาษณ์ได้ถึงที่ออฟฟิศ

ครั้งหนึ่งทีมงานเรานั่งเตรียมตัวกันอยู่ในส่วนรับรองแขกในห้องทำงานท่านเจ้าสำนัก เมื่อคุณวิโรจน์มาถึงสิ่งแรกที่ทำ (โดยที่ยังไม่นั่งลง) คือยื่นมือมาจับมือกับผู้บริหารที่เป็นเพื่อนโรงเรียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาจนถึงวันนี้ หลังจากวันนั้นเวลาได้ยินใครพูดถึงเรื่องความผูกพันกันของเด็กวชิราวุธผมไม่มีข้อกังขาอีกเลย ด้วยภาพคุณวิโรจน์จับมือกับเพื่อนโดยที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาเลยแต่สีหน้าและแววตามันบอกออกมาแทน

ในช่วงนั้นนอกจากการสัมภาษณ์แบบเจอตัวกันแล้ว บางครั้งที่ได้ประเด็นใหม่ๆ มาผมยังต้องโทรศัพท์ไปรบกวนขอความรู้และความเห็นจากคุณวิโรจน์ด้วย โดยที่ท่านเจ้าสำนักให้เบอร์โทรศัพท์มือถือมาพร้อมกับบอกว่า “บวก มึงเอาเบอร์คุณวิโรจน์ไป บอกว่าได้เบอร์มาจากพี่” ด้วยความเกรงใจ ผมโทรศัพท์ไปรบกวนคุณวิโรจน์เพียงสองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งได้รับความกรุณาจากคุณวิโรจน์เป็นอย่างดี

หลังจากช่วงนั้นผมได้พบคุณวิโรจน์อีกเพียงสองครั้ง โดยเป็นช่วงที่คุณวิโรจน์พ้นจากตำแหน่งที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว ครั้งแรกผมไปทำข่าวเปิดตัวบัตรเครดิตเจ้าหนึ่งที่เกาะสมุย ระหว่างที่เดินรอเวลาเริ่มงานอยู่กับเพื่อนนักข่าวสองสามคน เราเจอคุณวิโรจน์ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าวิ่ง ในตอนนั้นคุณวิโรจน์น่าจะอายุใกล้ๆ ๖๐ หรือ ๖๐ กว่าแล้ว แต่ยังดูฟิตมาก เมื่อยกมือไหว้สวัสดีเป็นที่เรียบร้อยเราถามถึงชีวิตในช่วงนั้น รายละเอียดผมจำไม่ได้แต่ที่จำได้คือ คุณวิโรจน์บอกว่าช่วงนี้อ่านหนังสือ เมื่อถามว่าอ่านหนังสือแนวไหน คุณวิโรจน์ตอบว่า พวกแมเนจเมนต์ไม่ได้อ่านแล้วเพราะไม่ได้ใช้ ช่วงนี้อ่านหนังสือธรรมมะ

อีกหลายปีต่อมาผมได้พบคุณวิโรจน์อีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการนิตยสารธุรกิจฉบับหนึ่ง เรามีกิจกรรมอีเวนต์เล็กๆ กับคนอ่านและสมาชิก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาพูดให้คนอ่านที่สนใจได้เข้ามาฟัง ครั้งหนึ่งเราเลือกสถานที่จัดเป็นบูทีกโฮเต็ลย่านใจกลางเมือง ซึ่งมาทราบก่อนจัดงานไม่กี่วันว่าเป็นของลูกคุณวิโรจน์

ในวันงาน ระหว่างที่ผู้อ่านทยอยเข้ามาลงทะเบียน คุณวิโรจน์เดินผ่านประตูเข้ามา เมื่อเห็นมีการลงทะเบียนกันอยู่ก็เดินมาถามว่าจัดงานอะไร หลังจากที่ผมอธิบายเสร็จคุณวิโรจน์ก็ถามถึงนิตยสารที่ทำอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นนิตยสารธุรกิจหัวนอกที่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นฉบับภาษาไทยเล่มแรกในวงการ คุยกันสักพักคุณวิโรจน์ก็ปลีกตัวไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าถึงคุณวิโรจน์ก็คือ ช่วงที่คุณวิโรจน์เป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย หลายคนอาจโตไม่ทันหรือบางคนอาจจำไม่ได้ ช่วงนั้นเพิ่งพ้นจากต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน ธนาคารในประเทศยังอาการหนักและเข็ดขยาดกับการจัดการลูกหนี้ ทำให้แทบทุกธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ซึ่งในทางเศรษฐกิจเมื่อแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อภาค real sector ก็เดินไม่ได้ แบงก์เองก็แย่เพราะเงินฝากท่วมแบงก์ มีแต่ดอกเบี้ยจ่ายไม่มีดอกเบี้ยรับ

ธนาคารกรุงไทยภายใต้การคุมบังเหียนของคุณวิโรจน์เป็นแบงก์แรก (ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลในเวลานั้น เพราะเป็นแบงก์รัฐ) ที่ลุกขึ้นมาปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง หลายคนอาจพอจะจำเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน…” ได้
อันนี้แหละครับที่เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่ออีกครั้งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ในตอนนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ที่ผมพอจะทำได้คือ ขอคุณอำนาจพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้เคราะห์หรือกรรมเก่าของคุณวิโรจน์หมดไปโดยเร็ว

นิตยสาร OPTIMISE จากเกียรตินาคินภัทร

OPTIMISE

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้จัดทำนิตยสารเพื่อแจกให้กับลูกค้า Priority (ซึ่งเป็นกลุ่ม high net worth) ในชื่อว่า OPTIMISE โดยฉบับปฐมฤกษ์ที่ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามี คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรขึ้นประเดิมบนปก พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์ใหญ่ภายในเล่มที่กล่าวถึงมุมมองในด้านโลกาภิวัตน์ การมุ่งไปสู่มาตรฐานสากลและการสร้างองค์กรการเงินเพื่อตลาดไทยที่ดีที่สุดในโลก

การนำคุณบรรยงมาขึ้นปกในครั้งนี้คาดว่าไม่ใช่กรณีลูกน้องเอาใจนาย แต่น่าจะเป็นเพราะคุณบรรยงเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนบ้านเรา รวมไปถึงในระยะหลังนี้ยังอยู่ในสถานะเน็ตไอดอลด้วยกลายๆ หลังจากที่ได้ลุกขึ้นมาเขียนบทความใน facebook (facebook คุณบรรยง คลิกที่นี่) ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก คือมีทั้งคนชอบและคนเกลียด (และที่หมั่นไส้ก็คงไม่น้อย) บทความที่คุณบรรยงเขียนมีการแชร์ผ่านโลกออนไลน์และมีสื่อหลักนำไปลงและเผยแพร่อยู่เป็นระยะ

เนื้อหาที่คุณบรรยงเขียนไว้ใน facebook นอกจากจะมีเรื่องราวประวัติชีวิตตนเองทั้งในวัยเด็กจนมาถึงยามทำงานแล้ว ที่สำคัญยังมีเรื่องมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การปราบคอร์รัปชั่น ระบอบทุนนิยม (ที่คุณบรรยงยึดถือและใช้เป็นหัวข้อในการไปพูดที่ TEDxBangkok เมื่อเร็วๆ นี้) และอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แก่ผู้อ่านแล้วยังกระตุ้นให้เกิดความคิดและการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย (แต่คอมเม้นต์ที่ไม่สร้างสรรค์ก็มีอยู่ไม่น้อย)

เรียกว่า การที่ทีมงานนำคุณบรรยงมาขึ้นปกครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็คงหวังเรียกแขกที่เป็นแฟนคลับคุณบรรยงด้วย

เนื้อหาอื่นๆ ภายในเล่มนอกจากบทสัมภาษณ์หลักแล้วก็มีคละกันไปทั้งที่เป็นสาระและไลฟ์สไตล์ อาทิ Economic Review โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ แคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ Investment Review โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงคอลัมน์ในสไตล์กิน-เที่ยว-ดื่ม ตามรูปแบบนิตยสารทั่วไป

เนื้อหาโดยรวมค่อนข้างน่าสนใจอ่านได้เพลินๆ ใช้เวลาไม่นาน ไม่หนักมากไปแต่ก็ไม่ถึงกับเบาหวิว ได้ครบทั้งสาระและบันเทิงในแนว intellectual ครับ

OPTIMISE

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในแนวองค์กรของผู้เขียนชาวไทยที่ผมคิดว่าดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยมีการตีพิมพ์ออกวางจำหน่าย และที่น่าสนใจก็คือ เล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ เพิ่งครบรอบ ๒๕ ปีไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองและดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีหนังสือแนวนี้เพียงไม่กี่เล่มที่ทำได้ถึงระดับนี้ (ถ้าจะมี)

คุณสมใจ วิริยะบัณฑิตกุล เขียนหนังสือเล่มนี้ขณะทำงานเป็นผู้สื่อข่าวอยู่ที่นิตยสารผู้จัดการ (หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผู้จัดการรายเดือน) โดยได้รับมอบหมายจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าสำนักผู้จัดการ ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมถึงต้องทำหนังสือเล่มนี้และทำไมต้องเป็นสหพัฒนฯ นั้น คงไม่มีใครอธิบายได้ดีไปกว่าคุณสนธิที่ได้เล่าเอาไว้ในคำนำสำนักพิมพ์ตามภาพด้านล่าง

sahapat_sondhi

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและการเติบโตของสหพัฒนฯ เท่านั้น แต่ยังได้รวบรวมแง่มุมการดำเนินธุรกิจของสหพัฒนฯ เอาไว้อย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารงาน บริหารคน การตลาด วัฒนธรรมองค์กร โดยไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องราวของความสำเร็จ แต่ยังมีความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เป็นบทเรียนอีกด้วย

การเปิดเผยเรื่องราวอย่างหมดเปลือกเช่นนี้ในด้านหนึ่งต้องนับถือความใจกว้างของสหพัฒนฯ เพราะตามปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นความลับของธุรกิจ อีกทั้งคนทั่วไปย่อมไม่อยากเล่าถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง

ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า ค่ายผู้จัดการและคุณสมใจสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพัฒนฯ ได้ว่า มีความรู้และภูมิปัญญาที่จะสามารถค้นคว้าข้อมูล กลั่นกรอง วิเคราะห์และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์ได้มากกว่าการเขียนตามคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว

ความมั่นใจที่ว่านั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากบรรณาธิการที่ปรึกษา นามว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ในห้วงเวลานั้นดร.สมคิดทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับทั้งสหพัฒนฯ และผู้จัดการ อาจกล่าวได้ว่าการที่ดร.สมคิดตกลงรับบทบาทบรรณาธิการที่ปรึกษาให้กับหนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นหลักประกันให้สหพัฒนฯ มั่นใจในหนังสือที่จะออกมาได้มากขึ้น

หากจะกล่าวถึงความสำเร็จในด้านเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ คงต้องยกคำนิยมของคุณทวี บุตรสุนทร อดีตผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ตีพิมพ์อยู่ที่ปกหลังมาให้ดูกัน

“ผมได้อ่านหนังสือของสหกรุ๊ปแล้ว ได้ความรู้มากมายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการด้านการขายและการตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค คนเขียนคงต้องใช้เวลาในการค้นคว้านาน การดำเนินเรื่องในแต่ละบทดี อ่านจบบทหนึ่งแล้วก็ชวนให้ติดตามอยากอ่านบทต่อๆ ไป ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง นักการตลาดทุกคนต้องไม่พลาดที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้”

ก่อนจะจบขอปิดท้ายด้วยการอัพเดตกันหน่อยว่า ๒๕ ปีผ่านไป ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง เริ่มที่คุณสนธิ เจ้าของโปรเจ็กต์ คนนี้ชีวิตถ้าเป็นเส้นกราฟก็ต้องบอกว่าขึ้นสุดลงสุด ผ่านยุครุ่งเรืองร่ำรวยก่อนจะพลิกมาเป็นบุคคลล้มละลายหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ต่อมาเป็นบุคคลผู้ปลุกกระแสต้านนายกรัฐมนตรีที่เรืองอำนาจที่สุดคนหนึ่งของไทย ขยับมาเป็นผู้นำม็อบเรือนแสน ถูกลอบสังหารชนิดที่ไม่น่ารอดแต่รอด สุดๆ จริงๆ

คุณสมใจ ผู้เขียน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ณรินณ์ทิพ เป็นเจ้าของบริษัท พีเพิล มีเดีย จำกัด ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ ส่วนดร.สมคิด เคยก้าวขึ้นถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

สำหรับสหพัฒนฯ เองเปลี่ยนตัวผู้นำจากนายห้างเทียม มาเป็นคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา และขยายกิจการออกไปอีกมาก ล่าสุดได้รับพระราชทานครุฑตราตั้งและจะมีพิธีอัญเชิญครุฑขึ้นประดิษฐานในวันที่ ๙ สิงหาคมที่จะถึงนี้

 

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต
ผู้เขียน : สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล
สำนักพิมพ์ : โครงการหนังสือผู้จัดการ
ราคา : ๕๐๐ บาท

sahapat_back