รีวิวหนังสือ : Flash Boys – เมื่อเวลา (เสี้ยววินาที) เป็นของมีค่า (มหาศาล)

Flash Boys

ตามที่เล่าไว้แล้วว่าปีนี้จะมุ่งอ่านหนังสือ non-fiction เป็นหลัก ประเดิมเล่มแรกของปีด้วยเล่มนี้ครับ Flash Boys ที่เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่คนนึงแนะนำว่า ดี น่าอ่าน (จากโพสต์นี้ครับ) พอจบเล่มส่งท้ายปีที่แล้วเรียบร้อยก็หยิบเล่มนี้มาต่อเลย

Flash Boys เป็นผลงานของ Michael Lewis พี่คนนี้เป็นหนึ่งในนักเขียนด้านการเงินที่ดีและดังที่สุดคนนึงของโลก เขียนเข้าใจง่าย ใช้ภาษาอ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ ผลงานแต่ละเล่มติดระดับเบสต์เซลเลอร์แทบทั้งนั้น เอาที่ดัง ๆ ไล่มาตั้งแต่เล่มแรกที่เป็นผลงานสร้างชื่อ คือ Liar’s Poker ที่เล่าถึงชีวิตการทำงานที่ Salomon Brothers (ซึ่งในวันนั้นเป็นเจ้าพ่อตลาดบอนด์ของโลก) เป็นเล่มแรก ๆ ที่คนวอลล์ สตรีตออกมาเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวในแวดวงวอลล์ สตรีต

เล่มนี้ขายดิบขายดีและดังถึงขนาดที่ว่า ในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ พูดกันว่า ก่อนเข้าทำงานในวอลล์ สตรีตต้องอ่านหนังสือสองเล่มและดูหนังเรื่องนึงก่อนเพื่อจะได้เข้าใจวัฒนธรรมของวงการนี้ หนังสือสองเล่มที่ว่าก็คือ Liar’ Poker กับ The Bonfire of the Vanities (ของ Tom Wolfe) ส่วนหนังก็แน่นอน Wall Street ของเฮียโอลิเวอร์ สโตน นะฮะ

ผลงานของพี่ลิวอิสยังมี Money Ball เล่มนี้ขายดีระเบิดระเบ้อและมีการสร้างเป็นหนังมีพี่แบรด พิตต์ แสดงนำ

แล้วก็มี The Blind Side ที่เป็นเรื่องราวในแวดวงอเมริกันฟุตบอล ที่เอามาสร้างหนังเหมือนกันแล้วก็ส่งให้ป้าแซนดร้า บูลล็อกได้ออสการ์ไป

ล่าสุดที่เพิ่งเข้าโรงบ้านเราไปไม่นานก็ The Big Short ที่เป็นเรื่องราวของแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิสเมื่อหลายปีก่อน หนังสือเล่มนี้ต้องบอกว่า อธิบายที่มาและสาเหตุของวิกฤติครั้งนั้นให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดจากที่อ่านมาหลายเล่ม

(จริง ๆ ยังมีเล่มอื่นอีก แต่แค่นี้ก็คงพอเห็นฝีมือของพี่เค้านะฮะ)

กลับมาที่ Flash Boys เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของตลาดหุ้นที่สหรัฐฯ ประเด็นก็คือ หลายปีที่ผ่านมานักลงทุนที่สหรัฐฯ เจอปัญหาว่า เวลาส่งคำสั่งซื้อไปที่ตลาดหุ้นแล้ว ปรากฎว่า หุ้นที่เห็น ๆ อยู่ว่ามีออร์เดอร์ขายอยู่เพียบมันกลับหายไปเฉย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตาเลย ถ้ายังอยากได้ก็ต้องขยับราคาให้สูงขึ้นถึงจะซื้อได้ ในทางกลับกัน เวลาส่งคำสั่งขายไป ไอ้ยอดบิดที่เห็นอยู่บนจอมันก็หายไปซะงั้น ขายไม่ได้จ้า ถ้าอยากขายต้องลดราคาลงมาอีก เจอแบบนี้กันถ้วนหน้า นี่ว่ากันระดับนักลงทุนสถาบันด้วยนะ ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยแบบเรา ๆ ท่าน ๆ แล้วทุกคนก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ในที่สุดก็มีคนกลุ่มนึงที่มานั่งสืบสาวราวเรื่องปะติดปะต่อจนรู้ได้ว่า มันมีนักลงทุนกลุ่มนึงที่สหรัฐฯ เรียกกันว่าพวก High-frequency trading firm (อันนี้จนใจ ไม่รู้จะแปลยังไงครับ ใครมีคำแปลดี ๆ ช่วยบอกมาด้วยละกัน ตอนนี้เท่าที่คิดได้ ขอเรียกว่า นักลงทุนแบบเทรดถี่ คือ จากพฤติกรรมมันเทรดกันถี่ยิบ ก็ตรงตามชื่อว่า high frequency trading นะ) นักลงทุนกลุ่มนี้สามารถนำเอาสัจธรรมที่ว่า “เวลาเป็นของมีค่า” มาทำให้เป็นรูปธรรมได้ แต่เวลาที่ว่านี่ไม่ได้นับกันเป็นนาทีหรือวินาที แต่ว่ากันที่ระดับ หนึ่งในพัน หรือหนึ่งในล้านของวินาที เร็วกว่ากระพริบตาอีก

สิ่งที่นักลงทุนพวกนี้ทำก็คือ มันคอยจับสัญญาณว่ามีใครซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน แล้วชิงส่งคำสั่งซื้อ/ขายไปตัดหน้า เพื่อกว้านซื้อหุ้นเอาไว้ก่อนหรือชิงขายหุ้นออกก่อน โดยที่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ในเวลาที่ว่านั่นแหละ หนึ่งในพันหรือในล้านของวินาที วิธีแบบนี้เรียกกันว่า flash trade (ส่วนที่ว่าทำไมถึงชิงตัดหน้าชาวบ้านได้ อันนี้ต้องไปอ่านเองนะครับ สนุกมาก)

ทีเด็ดของการทำแฟลช เทรดก็คือ นักลงทุนที่ถูกเทรดตัดหน้าก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง (เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่ว่า) แล้วคนทำก็ได้กำไรทุกครั้งที่เทรด โดยมีการคำนวณว่า กำไรของพวกไฮ ฟรีเควนซี่ เทรดดิ้ง เฟิร์มพวกนี้จะตกอยู่ที่ประมาณวันละ ๑๖๐ ล้านเหรียญ ต่อวันนะครับ นี่เฉพาะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประเทศเดียว ปีนึงเทรดกันกี่วันก็คูณเพิ่มเข้าไป

ทีนี้พอสืบจนรู้แล้วว่าเรื่องราวมันเป็นไงมาไง ก็มีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งตลาดหุ้นใหม่ขึ้นมา (สหรัฐฯ มีตลาดหุ้นหลายแห่ง ใครอยากตั้งก็ตั้งได้ถ้าผ่านข้อกำหนดที่ทางการตั้งเอาไว้) ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบเดิมที่เป็นอยู่ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนได้ประโยชน์กันหมด ตั้งแต่ตัวไฮ ฟรีเควนซี่ เทรดดิ้ง เฟิร์ม บรรดาโบรกเกอร์ ไปจนถึงตลาดหุ้น (ซึ่งอยู่ในฐานะบริษัทที่ต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น) ส่วนคนเสียประโยชน์มีแค่นักลงทุนฝ่ายเดียว

รายละเอียดมากกว่านี้อยากให้ลองอ่านดู สนุกมาก ได้ความรู้เพียบ แต่ถ้าไม่มีพื้นเรื่องตลาดหุ้นมาก่อนอาจมีงง ๆ อยู่บ้าง

เล่มนี้แนะนำเลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสมาเกิดในบ้านเรา รู้ไว้ก่อนจะได้เป็นการเตรียมตัวสู้ศึกในวันข้างหน้าครับ

ฉากประทับใจ : Wall Street

wallstreet

ในโลกทุนนิยม สิ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวถึงเป็นสัญลักษณ์คือ Wall Street (เนื่องจากถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และสถาบันการเงินชื่อดังอีกมาก) และหนังในชื่อเดียวกันนี้เองก็ได้สะท้อนภาพของโลกทุนนิยมที่ถูกขับดันด้วยความโลภไว้อย่างชัดเจน

Oliver Stone กำกับหนังเรื่องนี้ต่อจากความสำเร็จของ Platoon นักวิจารณ์หลายคนบอกว่า Wall Street ก็คือ Platoon ที่เปลี่ยนสมรภูมิจากป่าทึบที่เวียดนามมาอยู่ในป่าคอนกรีตที่นิวยอร์ก แต่ระดับของการต่อสู้ ห้ำหั่นและแย่งชิงเพื่อให้มีชีวิตรอดนั้นแทบไม่ได้ต่างกันเลย

Stone เคยเล่าถึงที่มาของการสร้างหนังเรื่องนี้ว่า เพื่ออุทิศให้กับพ่อของเขาที่เคยทำงานเป็นนายหน้าค้าหุ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และตลาดหุ้นพังพินาศทั่วโลก (เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๒๙ และต่อเนื่องมาถึงทศวรรษ ๑๙๓๐)

ตอนที่เริ่มเดินหน้าโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในยุครุ่งเรืองสุดขีด มีดีลซื้อกิจการ ควบรวมกิจการมูลค่ามหาศาลเกิดขึ้นมากมาย นักการเงินหลายคนมีสถานสภาพโด่งดังเป็นที่รู้จักไม่แพ้ดาราฮอลลีวูด ขณะเดียวกันก็มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นมากมายอยู่หลังฉากด้วยเช่นกัน ซึ่ง Stone ได้หยิบเอาสิ่งเหล่านี้มาเล่าไว้ในหนังได้อย่างครบรส

ในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีทั้งการทำ Leverage Buyout (LBO) มี insider trading มี hostile takeover แถมด้วยการทำ greenmail และมีโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยในยุคนั้นปรากฎอยู่ด้วย แต่ฉากที่เด็ดที่สุดในหนังและเป็นการแสดงที่โดดเด่นมากของ Michael Douglas ตัวเอกของเรื่องคือ ฉากการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีวลีเด็ดและเป็นวลีที่สะท้อนแนวคิดผู้คนในตลาดหุ้นยุคนั้นได้ดีที่สุด นั่นคือ

Greed is good.

วลีนี้เป็นอมตะพอๆ กับ “I am your father.” ใน The Empire Strikes Back นะครับ

และการแสดงที่เด็ดขาดของ Douglas ก็ได้ทำให้ตัวละครในชื่อ Gordon Gekko กลายเป็นที่จดจำและมักจะถูกอ้างถึงในเวลาที่กล่าวถึงคนในแวดวงวอลล์สตรีทอยู่เสมอ (ถึงขนาดที่ได้ขึ้นปก Fortune ล่ะเอ้า นี่ไปขุดกรุหนังสือส่วนตัวมาถ่ายภาพประกอบเลยนะ) ขณะที่ Douglas เองก็ได้รางวัลออสการ์ดารานำชายไปจากบทนี้ด้วย

FortuneGordon Gekko ขึ้นปก Fortune ฉบับ June 20, 2005 (เฮ้ย นี่มันสิบปีพอดีเลยนะ Fortune เล่มนี้อ่ะ)

Wall Street โชคไม่ดีตรงที่ก่อนที่หนังจะเข้าฉายได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ Black Monday (วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๑๙๘๗) ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงไป ๕๐๘ จุด (๒๒%) เมื่อหนังเข้าฉายในเดือนธันวาคมก็เป็นช่วงที่ผู้คนรู้สึกเหม็นเบื่อกับเรื่องราวของตลาดหุ้นกันหมดแล้วทำให้หนังทำเงินได้ไม่มากนัก (๔๓ ล้านเหรียญ) แต่ต่อมาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังชั้นดีและกลายเป็นต้นแบบให้หนังแนวเดียวกันในยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง (โอกาสหน้ามาว่ากันต่อ) รวมทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากเดินเข้าสู่แวดวงการเงินกันอีกด้วย

สำหรับฉาก Greed is good ที่ว่า ดูได้จากลิ้งก์ด้านล่างครับ

หมายเหตุ : เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน ผมไปเจอหนังสือที่แปลมาจากหนังสือที่เขียนขึ้นจากบทภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ ความที่ชอบหนังเรื่องนี้มากก็เลยซื้อเก็บไว้ และก็ไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้จากที่ไหนอีกเลย (จริงๆ คนอื่นก็คงมีแหละนะ พูดซะเว่อร์ไป) ถือว่าฟลุ๊คมาก รวมทั้งแมกกาซีนเมืองนอกที่เอา Douglas มาขึ้นปกในฐานะ Gordon Gekko ก็จะเก็บๆ เอาไว้เหมือนกันอย่าง Fortune ด้านบนครับ

วอลล์สตรีท