เรา “วิ่ง” มาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

จากเหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้มาเริ่มวิ่งเมื่อหลายปีก่อน

ไม่อยากนอนติดเตียงตอนแก่และไม่อยากเอาเงินออมมาใช้เพื่อรักษาตัว

ตัดภาพมาวันนี้

running shoes

– ก่อนหน้านี้ต้องดูหนัง / ซีรีส์ ก่อนนอน นอนดึกตื่นสายหน่อยเรื่องปกติ ตอนนี้รีบเข้านอน ตื่นตีสี่ตีห้ามาซ้อมวิ่ง
– ก่อนหน้านี้ดูถ่ายทอดสด NFL ต่อมาเป็น NBA ตามมาด้วย Premier League ตอนนี้ที่ว่ามาแทบไม่ดูเลย มาดูถ่ายทอดสดงานวิ่งมาราธอน (แม่งสนุกตรงไหน? แต่ดูได้ยาวสองชั่วโมงกว่า เอาสิ)
– ก่อนหน้านี้เดินเข้าห้างต้องแวะร้านหนังสือ เดี๋ยวนี้หนังสือใช้ซื้อออนไลน์ ถ้าเข้าห้างขอแวะดูรองเท้าวิ่ง
– กรุ๊ปที่เข้าใน facebook ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปวิ่ง
– เพจที่ไลก์และเซ็ตให้ see first ส่วนใหญ่เป็นเพจวิ่ง / ร้านอุปกรณ์วิ่ง / เพจแบรนด์รองเท้าวิ่ง / เพจงานวิ่ง
– มีลิสต์ใน twitter ชื่อว่า Running ในนั้นเป็นแอคเคาต์ข้อมูลการวิ่ง / แบรนด์รองเท้าวิ่ง / คนรีวิวรองเท้าวิ่ง / งานวิ่ง
– รีวิวในออนไลน์ที่อ่านและดูคลิป ส่วนใหญ่เป็นรีวิวรองเท้าวิ่ง
– subscribe แชนแนลคนรีวิวรองเท้าวิ่ง / ความรู้เกี่ยวกับการวิ่ง ใน youtube
– มี playlist ใน youtube ชื่อว่า Running ในนั้นรวมคลิปสาระเกี่ยวกับการวิ่ง
– ในปฎิทินนอกจากลงคิวงานแล้ว ยังมีกำหนดการงานวิ่งตลอดปี ทั้งวันรับสมัครและวันวิ่งจริง

และอื่น ๆ อีกมากมาย

เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

#รักใครให้ชวนมาวิ่ง

สมาชิกใหม่ที่บ้าน

วันนี้ที่บ้านมีสมาชิกใหม่ห้าชีวิต

new birds

มันเริ่มจากเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนมีนกเขาคู่นึงคาบกิ่งไม้เล็ก ๆ มาเริ่มทำรังที่ต้นเชอรี่ไทย ก็บอกไปว่า จะอยู่บ้านนี้ก็ได้ แต่อย่ากวนพดด้วง (พดด้วงมันนอนอยู่ในหลุมใกล้ ๆ กัน) มันก็ทำหัวกระดก ร้อง กุ๊ก กุ๊ก กรู๊ กุ๊ก กุ๊ก กรู๊ แปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เดาว่ามันคงโอเค (หรือจริง ๆ มันอาจจะบอกว่า เรื่องของกรู๊ เรื่องของกรู๊)

ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงเดินผ่านไปอีกทีเห็นรังว่างอยู่ชะโงกเข้าไปดูมีไข่อยู่ห้าใบ อ้าว มึง นี่กะสร้างครอบครัวเลยนะ ก็ไม่เป็นไรแค่เป็นห่วงนิดหน่อย เพราะที่บ้านนี่กระรอกกระแตเยอะอยู่ กลัวจะโดนจับกินซะ

หลังจากวันนั้นก็ไม่ค่อยได้เดินผ่านไปเพราะไม่อยากกวน เดี๋ยวแม่นกจะตกใจ อิสตรีนี่ปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ช่วงมีลูกยิ่งไปกันใหญ่ พี่จะไม่ยุ่งเด็ดขาด

เช้านี้เดินผ่านไปอีกที แม่นกไม่อยู่ในรังเลยชะโงกไปดูอีกรอบ ไข่ไม่มีแล้วเพราะฟักออกมาเป็นตัวเรียบร้อย ยังไม่ลืมตาเลย รอบตัวยังเป็นขนนุ่ม ๆ หรอมแหรมอยู่เลย

แอบดูแป๊บเดียวก็รีบออกมา ไม่อยากกวนมันมาก เดี๋ยวจะตกใจ ก็ขอให้อยู่รอดปลอดภัยในโลกที่โหดร้ายใบนี้นะ…

การเปลี่ยนแปลงที่ธนาคารไทยพาณิชย์ & amazon go

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเทรนด์ใหญ่ที่กำหนดรูปแบบชีวิตเราในช่วงหลายสิบปีมานี้มีอยู่สองเรื่อง

เรื่องแรกคือ Moore’s law ที่อยู่มาตั้งแต่ปี ๑๙๖๕ และเป็นพื้นฐานสำคัญของความก้าวหน้าทางด้านไอทีในช่วงที่ผ่านมา

เรื่องที่สองที่ต่อยอดจากเรื่องแรกอีกทีคือ software is eating the world ที่พี่ marc andreessen (ไม่ใช่พี่ mark zuck นะฮะ) อดีตผู้ก่อตั้ง Netscape เขียนลง the wall street journal เมื่อปี ๒๐๑๑

รายละเอียดของสองเรื่องนี้ถ้าใครสนใจลองกูเกิลดูได้ครับ

และเมื่อวานได้อ่านสองข่าวที่เกิดขึ้นในคนละประเทศ คนละอุตสาหกรรมแต่เหมือนจะเรื่องเดียวกันและเป็นผลมาจากสองเทรนด์ใหญ่ที่ว่ามา

ข่าวแรก ซีอีโอธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศแผนระยะ ๓ ปี แผนนี้มีรายละเอียดหลายด้าน แต่ที่ชัดเจนและจับต้องได้คือ จะลดจำนวนสาขาจาก ๑,๑๕๓ สาขาเหลือ ๔๐๐ สาขา และลดจำนวนพนักงานจาก ๒๗,๐๐๐ คนเหลือ ๑๕,๐๐๐ คน

สาเหตุหลักสรุปง่าย ๆ ก็คือ สภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจธนาคารมันเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้า การจะมาเป็น tiger sleep eat นอนกินค่าธรรมเนียม กับชาร์จดอกเบี้ย เหมือนอย่างที่เคยทำมาเป็นสิบปีนั่นมันจบแล้วครับนาย (ซีอีโอไม่ได้พูดแบบนี้ แต่พี่บริการแปลไทยเป็นไทยให้)

วันนี้คนส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วว่า ธุรกิจธนาคารกำลังจะถูกบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะการมาของ fintech หลายแบงก์หรือแทบทุกแบงก์ตอนนี้ก็ไปลงทุนด้านนี้กันไว้แล้ว แต่ก็คงนึกไม่ถึงว่ามันจะซัดมาเป็นสึนามิขนาดนี้

ที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยพาณิชย์ที่เดียว แต่ต้องเกิดกับทุกแบงก์นั่นแหละ ไม่งั้นก็ไม่รอด วันนี้ไทยพาณิชย์นำร่องประกาศออกมาแล้ว ที่เหลือก็แค่รอดูว่าแบงก์อื่นจะตามมาเมื่อไหร่

ข่าวที่สองเป็นข่าวของ The New York Times เรื่องร้านซูเปอร์มาร์เก็ตต้นแบบของ amazon ที่ซีแอตเทิลที่กำลังจะเปิดให้บริการจริงในวันนี้ (วันจันทร์ของสหรัฐฯ)

ความน่าสนใจของร้านนี้คือ ไม่มีแคชเชียร์คิดเงิน ลูกค้าหยิบของเสร็จเดินออกจากร้านได้เลย ไม่ต้องมาเสียเวลารอคิวจ่ายเงินให้ชักช้าน่ารำคาญใจ

ฟังดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ amazon ทำก็คือ เมื่อลูกค้าจะเดินเข้ามาในร้าน ต้องเปิดแอป amazon go ในสมาร์ตโฟน (ถ้าไม่มีก็ใช้บริการร้านนี้ไม่ได้) หยิบสินค้าที่ต้องการใส่ถุง แล้วกล้องที่ amazon ติดตั้งเอาไว้ในร้านนับร้อยตัวจะทำการบันทึกสินค้าที่เราหยิบเข้าไปไว้ในแอปของเราให้เองโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเปลี่ยนใจหยิบของออกมาวางคืน ระบบก็จะถอดสินค้าตัวนั้นออกจากแอปเราได้เองเหมือนกัน

พอลูกค้าซื้อของจนพอใจก็เดินออกจากร้านได้เลย ระบบจะตัดเงินจากบัตรเครดิตอัตโนมัติ แล้วอย่าคิดว่าจะแอบหยิบออกมาได้โดยระบบตรวจไม่เจอ นักข่าว new york times เขาลองแล้ว ไม่รอดจ้า

amazon ทำแบบนี้ได้โดยไม่ต้องติดชิปที่สินค้านะฮะ ซึ่งนั่นหมายความว่า ระบบ face recognition และระบบหลังบ้านต้องพร้อมมาก ๆ

ผลที่จะตามมาจากร้านค้ารูปแบบนี้ก็คือ ลูกค้าไม่ต้องรอคิวจ่ายเงิน นี่เป็น pain point ข้อใหญ่ของคนซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเลย ที่ตามมาคือ ใช้พนักงานน้อยลง อย่างน้อยก็พนักงานคิดเงินล่ะ

แล้วถ้าระบบนี้เวิร์ก เกิดลามไปห้างอื่นร้านค้าอื่นด้วยนะ

software is eating the world ครับ…

ประสบการณ์งานวิ่ง Kumarathon : Together We Run 2017

Kumarathon 2017 medals

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคุณแม่พดด้วงไปลงงานวิ่ง Kumarathon : Together We Run 2017 ที่สวนหลวงร.๙ มาครับ ผมทำหน้าที่สารถีขับรถ ซึ่งเป็นการขับรถข้ามเมืองจากฝั่งธนไปสวนหลวงร.๙ เป็นครั้งแรก งานนี้จัดให้เพื่อแม่พดด้วงโดยเฉพาะเลย (#โพสต์สร้างภาพ 5555)

แม่พดด้วงเล่าว่าเห็นประกาศงานวิ่งงานนี้มาจากเพจ Kumamon Thailand เมื่อราว ๆ ประมาณปลายเดือนตุลาคม (หรือต้นพฤศจิกายนนี่แหละ) ตอนแรกที่เห็นก็สนใจแต่ไม่ได้สมัคร เพราะมันไกลบ้าน ก็เลยตัดใจไป

ทีนี้ปรากฎว่า หลังจากที่เปิดให้สมัครกันแล้วเกิดมีคนสละสิทธิ์ ไม่โอนเงินค่าสมัครเข้ามา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนที่สมัครนั่นมือลั่น หรืออยู่ในอารมณ์ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม (สำนวนเก่าบอกวัยมาก) เฮ้ย งานวิ่งเว้ย สมัครไว้ก่อนเว้ย!! อะไรแบบนี้หรือเปล่า (สองอาการที่ว่ามานี้ลองไปถามนักวิ่งดูเถอะ เชื่อว่าเป็นกันเยอะ 5555) ทางผู้จัดงานก็เลยมีการเปิดรับสมัครทดแทน

คราวนี้แม่พดด้วงไม่พลาด เพราะความมุ้งมิ้งตะมุตะมิของ race kit ที่ทางเพจเอามาโชว์นี่ต้องบอกว่า เห็นแล้วรอดยาก แล้วงานนี้เป็นงานที่ให้ของเพียบมาก โดยเปิดให้คนสมัครเลือกได้ว่าจะอยู่ Team Kumamon (สีดำ) หรือ Team Sister (สีเหลือง) ซึ่งทั้งสองทีมมีทั้งเสื้อวิ่ง (แบรนด์ Mizuno) สายรัดข้อมือ กระเป๋าผ้า รวมไปถึงฟิกเกอร์ แถมยังเปิดขายตัวติดบิ๊บลายคุมะมงสำหรับคนที่สนใจ ซึ่งแน่นอนว่า แม่พดด้วงโดนไปหนึ่งชุด

Kumarathon Team Sister Race Kit

ส่วนหนึ่งของ race kit ชุดนี้เป็น Team Sister สีเหลืองครับ

เช้าวันเสาร์เราตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสี่ เตรียมตัวเสร็จ เช็กของให้เรียบร้อยว่าไม่ลืมอะไร โดยเฉพาะบิ๊บ (ใครลืมบิ๊บวันงานนี่เหมือนไปถึงสนามบินแล้วลืมพาสปอร์ตยังไงยังงั้นนะฮะ) ออกจากบ้านตอนตีสี่ครึ่ง ขับรถข้ามเมืองไปสวนหลวงร.๙ โดยพึ่งคุณพี่ Google Map ไปตลอดทาง (กราบบบบบบ)

Kumarathon 2017 gear

ส่วนหนึ่งของ race kit ตัวติดบิ๊บกลม ๆ สี่อันนั่นต้องซื้อต่างหากนะครับ

ไปถึงที่จอดรถตอนตีห้านิด ๆ กำลังจะเลี้ยวเข้าที่จอดรถที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ ปรากฎว่า มันเต็มที่คันก่อนหน้าเราพอดี เราเป็นคันแรกที่โดนกั้น (ให้มันได้ยังงี้!!) กำลังคิดว่าแล้วกูจะไปจอดที่ไหนดีวะ ขับออกมาไม่ถึงสิบเมตรมีที่จอดรถหน้าอาคารพาณิชย์ที่ยังว่าง ๆ อยู่ ก็เอาวะ ขอตรงนี้ละกัน ซึ่งพอเราเข้าไปจอดก็มีคันอื่นตามหลังเข้ามาจอดอีกร่วมยี่สิบคันจนเต็มและทั้งหมดเป็นรถของคนที่มางานวิ่งวันนี้ 5555

เดินข้ามถนนเข้าไปในงานบนเวทีมีพิธีกรหญิงชายดำเนินรายการอยู่ บอกกำหนดการว่าตอนตีห้าสี่สิบห้าจะมีการวอร์มกัน คุณภรรยาก็ไปเตรียมตัว กินขนมปังรองท้อง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย

พอได้เวลาก็มีการวอร์มนำโดยคุมะมง!!! อันนี้เสียดาย ถ่ายวิดีโอเก็บไว้ไม่ทัน เพราะคุมะมงนำวอร์มด้วยเพลง ชูมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ซึ่งบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่นับพันคนต่างก็พร้อมใจทำท่าตามคุมะมงกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นที่สนุกสนานเฮฮาน่าชมยิ่งนัก

วอร์มเสร็จมีพิธีการอีกเล็กน้อย ถ่ายร่งถ่ายรูปคุมะมงกับสปอนเซอร์รายใหญ่ก่อนจะปล่อยตัวตอนหกโมงตรง งานนี้ปล่อยตัวทีเดียวเลยเพราะวิ่งระยะเดียว คือ ๕.๖ กิโลเมตร

งานนี้แปลกอยู่อย่าง ปล่อยตัวแล้ว นักวิ่งก็ทยอยวิ่งกันออกไปแล้ว ยังมีนักวิ่งอีกหลายสิบคน หรือเกือบร้อยที่แต่งตัวชุดวิ่งกันมาแล้ว แต่ไม่วิ่งเว้ย มาเดินถ่ายรูปกับแบ็กดรอปคุมะมงที่คนจัดวางเตรียมเอาไว้หลายจุด นี่เหมือนรู้นิสัยนักวิ่งสายเซลฟี่บ้านเราเลยนะ ทำการบ้านมาดีมาก 5555 แต่ก็มีหลายคนที่พอถ่ายรูปหนำใจแล้วค่อยออกวิ่งตามไป เรียกว่างานนี้มาวิ่งเอาสนุก วิ่งขำ ๆ ไม่จริงจังเอาเป็นเอาตายนะ

พอแม่พดด้วงออกวิ่งแล้วทีนี้เราก็ว่าง ก็เดินดูนักวิ่งสาว ๆ เฮ้ย!! บูธสปอนเซอร์ ทีแรกนึกว่า mizuno จะมาตั้งบูธขายรองเท้า ยังคิดอยู่เลยว่า วันนี้กูโดนอีกคู่แน่ ๆ ปรากฎว่า mizuno ไม่มา ก็เลยรอดไป ไม่เสียเงินนะฮะ

เดินไปเดินมาไปเจอบูธ uber eats กำลังยืนดู ๆ อยู่มีน้องหน้าใสมาชวนให้โหลดแอป ลงทะเบียนแล้วมีของแจก แถมได้โค้ดใช้ฟรีอีกห้าครั้ง อ่ะ อย่างนี้น่าสนใจ ลงไว้ก่อน เผื่อช่วงหยุดปีใหม่ขี้เกียจออกจากบ้านจะได้นอนไม่แห้งตายคารัง

เดินดูอยู่สักพักเห็นมีนักวิ่งคนแรกเข้าเส้นชัยมาแล้ว ก็เลยเดินไปยืนรออยู่หน้าเส้นชัย ระหว่างที่รอก็ถ่ายรูปเหรียญรางวัลเขาไปพลาง ๆ แล้วได้เห็นว่าพอนักวิ่งเข้าเส้นชัยมาเจ้าหน้าที่จะให้เหรียญแล้วกาเครื่องหมายบนบิ๊บเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า คนนี้รับเหรียญไปแล้วนะ มั่วไม่ได้แน่นอน

ดูนักวิ่งที่เข้าเส้นชัยมาก็แปลกใจนิดนึง ทีแรกคิดว่างานวิ่งที่มุ้งมิ้งแบบนี้คนมาวิ่งน่าจะเป็นผู้หญิงสาว ๆ เป็นส่วนใหญ่ (เหมือนคุณแม่พดด้วง 5555) ที่ไหนได้ นอกจากสาว ๆ แล้วยังมีสาวใหญ่ มีหนุ่ม ๆ ทั้งที่เป็นหนุ่มแมน ๆ ถึก ๆ และหนุ่มที่ไม่แมน เรียกว่ามากันครบทุกเพศทุกวัยนะฮะ

สักพักใหญ่ ๆ แม่พดด้วงก็วิ่งเข้าเส้นชัยมา เราก็ไปยืนเสนอหน้าถ่ายรูปตอนวิ่งเข้าเส้นเก็บไว้เป็นที่ระทึก 5555 รับเหรียญเรียบร้อยก็ไปยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อจะได้ไม่เจ็บ แล้วแวะไปรับอาหาร งานนี้มีแมคโดนัลส์ มีมาม่า เข้าคิวรับกันได้ตามใจชอบ ระหว่างที่กินเบอร์เกอร์เราก็นั่งตอบคำถามชิงรางวัล รางวัลใหญ่เป็นตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นสองที่นั่ง ปรากฎว่า ตอบผิดเกินจำนวนที่จะได้เข้าไปลุ้นรางวัล ช่วงนั้นคุมะมงวิ่งเข้าเส้นชัยมาแล้วกำลังจะเข้าไปพักในรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณที่เรานั่งอยู่พอดี เลยได้เจอระยะประชิด ทั้งตัวคุมะมงและสาวญี่ปุ่นที่เป็นพี่เลี้ยงคุมะมง ฮ่า…

Kumarathon 2017 medal

พอพักหายเหนื่อยแล้วเราก็กลับ ไม่ได้อยู่ร่วมงานต่อ เพราะเราต้องขับรถข้ามเมืองกลับบ้านโดยที่ไม่ชินทาง (อาศัยพี่ Google Map เช่นเดิม กราบบบบบบอีกที) ก็เลยไม่อยากให้สายนัก เดี๋ยวจะเจอรถติดเกินความจำเป็น ตอนที่เดินออกมาเห็นรถนักวิ่งที่จอดอยู่ริมถนนเจออุบัติเหตุ ไม่รู้ใครมาเฉี่ยวหรือชน กำลังเคลียร์กับประกันอยู่ คงเซ็งน่าดู

สิ่งที่ประทับใจมากของงานนี้คือ การบริหารจัดการ เรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพมาก ถึงเราจะมีประสบการณ์ลงงานวิ่งมาน้อยมาก แต่เรื่องแบบนี้มันดูออก รู้สึกได้ เริ่มจากก่อนวันงานมีการให้ข้อมูลสม่ำเสมอ ส่ง race kit ให้ถึงมือก่อนวันงานนานพอสมควร แผนผังการวิ่งชัดเจน ให้ข้อมูลที่จอดรถชัดเจน ปล่อยตัวตรงเวลา แม่พดด้วงบอกว่ามีเจ้าหน้าที่คอยบอกเส้นทางวิ่งทุกทางแยก วิ่ง ๆ อยู่ไม่มีหลงแน่นอน ส่วนเรื่องการฝากของ อันนี้ไม่รู้เพราะเราไม่ได้ฝาก

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ต้องบอกว่า เป็นงานวิ่งที่จัดได้ดีมาก ทีมงานพร้อม เหรียญสวยดึงดูดใจ ถึงจะวิ่งระยะแค่ฟันรันแต่ก็ประทับใจ แม่พดด้วงบอกว่า ปีหน้ามาอีกแน่นอน…

Kumarathon2017 medal in car

นิตยสารปิดตัว

Health & Cuisine ฉบับที่ ๑๙๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐
มีเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ไม่สิ เรียกว่า แลกเปลี่ยนความเห็นกันจะตรงกว่า คือ ทุกครั้งที่มีหนังสือ/นิตยสารปิดตัว จะมีคอมเมนต์/ความเห็นตามมาหลากหลาย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่า เสียดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะหลายคนก็โตขึ้นมาพร้อม ๆ กับการอ่านนิตยสารบางเล่มที่ปิดตัวไป บางเล่มก็เป็นนิตยสารที่พ่อหรือแม่อ่านประจำ อะไรงี้

ขนาดคนอ่านยังเสียดาย คนทำนี่ยิ่งโคตรเสียดาย ไม่มีใครอยากปิดหรอกครับ ของใครเป็นยังไงไม่รู้ แต่ของผมที่เคยทำมาตั้งแต่ยังไม่ออกเล่มแรกเลยนี่นะ รักเหมือนลูกอ่ะ (ไม่ได้สิ ไม่มีลูก เดี๋ยวจะว่าไม่อิน ต้องบอกว่ารักเหมือนพดด้วงอ่ะ)

ไม่อยากปิด แล้วปิดทำไม?

มันยังงี้ครับ (อันนี้ใครรู้แล้วสไลด์ข้ามไปได้เลยครับ) นิตยสารเล่มนึงจะมีรายได้หลักมาจากสองทางด้วยกัน คือ ยอดขายแผง+สมาชิก และโฆษณา ซึ่งโดยรวม ๆ เฉลี่ยของวงการสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐/๘๐ คือ ยอดขายแผง+สมาชิก ได้ ๒๐% อีก ๘๐% มาจากโฆษณา (เล่มที่ผมเคยทำนี่สัดส่วนยอดขายแผงสูงกว่านี้หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราขายแผงและสมาชิกได้เยอะ หรือว่าเราขายโฆษณาได้น้อยกันแน่ นี่กูจะขำ หรือเศร้าดี 5555) และถ้าเล่มไหนที่หัวใหญ่ มีพลังเยอะ ก็อาจจัดอีเวนต์เป็นรายได้เพิ่มอีกทาง

ทีนี้เมื่อซักสามหรือสี่ปีก่อนมันเริ่มมีจุดเปลี่ยน คนซื้อนิตยสารลดลง จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่แต่ละบุคคล ผมเคยตั้งโพสต์ถามเพื่อน ๆ ใน fb นี่แหละว่า ใครที่ยังซื้อนิตยสารเป็นประจำอยู่บ้าง? คำตอบที่ไม่แปลกใจเลยคือ เหลือน้อยมากนะฮะ ที่ยังซื้อนี่ส่วนใหญ่ก็ซื้อพวก National Geographic ให้ลูกอ่าน หรือซื้อเพื่อเก็บไว้อ่านเอง แต่ก็ยังไม่ได้อ่านนะ ขนาดผมเองเป็นคนทำหนังสือ เมื่อก่อนซื้อประจำหลายเล่มยังลดมาเรื่อย ๆ เล่มที่ซื้อประจำล่าสุดคือ Monocle กับ offscreen และตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อทุกเล่มแล้ว เลือกซื้อแค่บางเล่มที่สนใจก็พอ อยากอ่านนะแต่มันอ่านไม่ทัน

พอยอดขายลดลงยอดสมาชิกลดลง (เท่ากับว่ารายได้หายไปทางนึงแล้วนะ) เอเจนซี่หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาก็ไม่รู้ว่าจะเสียเงินซื้อแอดลงไปให้ลิงที่ไหนอ่านนะครับ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องการวัดผลที่ได้จากการลงแอดอีกนะ เรื่องนี้สื่อสิ่งพิมพ์โดนสื่อออนไลน์ตีกระจุยเลย ออนไลน์นี่วัดผลได้ จับกลุ่มแยกเซ็กเมนต์ได้ ทำโน่นได้ ทำนี่ได้ ลูกค้าชอบมาก ซึ่งก็ไม่แปลกที่เงินที่จะมาลงในสิ่งพิมพ์จะถูกย้ายไปสื่ออื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอฟังแบบนี้ก็จะมีคอมเมนต์ว่า ปรับตัวสิ ลดต้นทุนสิ ไปออนไลน์สิ เปลี่ยนเป็น free copy สิ ฯลฯ

ผมว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทุกเจ้าก็เห็นนะครับ และก็รู้ด้วยว่าต้องปรับตัว แต่ทีนี้แต่ละคนมันมีกำลังไม่เท่ากัน บางเล่มที่เขาปริ่ม ๆ น้ำอยู่ เจอคลื่นแรงหน่อยเขาก็ไม่ไหว ก็จากไปก่อน บางเล่มมองออกว่าต้องไปออนไลน์ แต่ถ้าจะทำให้ดีต้องลงทุนอีกเยอะ เขาก็อาจจะคิดว่า งั้นกูพอดีกว่า ยังเหลือเงินติดไม้ติดมือบ้าง บางเล่มทำออนไลน์ไปแล้ว แต่รายได้มันมาไม่ทันกับโฆษณาที่หายไป สู้อยู่สักพักแล้วไม่ไหวก็จากไปเหมือนกัน

บางเล่มทำมาหลายสิบปีผ่านยุครุ่งเรืองมา เก็บเกี่ยวมามากแล้ว เจ้าของอายุมากอยากวางมือ ลูกหลานก็ไม่มีใครมาทำต่อ งั้นก็เลิกดีกว่า แบบนี้ก็มี หรือถ้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น free copy ฝากลมหายใจไว้กับโฆษณาอย่างเดียว บางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะอยู่ในระบบแบบนั้นนะครับ

ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะบอกว่า คนอ่านผิดที่ไม่ยอมซื้ออ่านนะครับ อย่าเข้าใจแบบนั้นเป็นอันขาด ในภาพรวมมันยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมาก แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่วิทยานิพนธ์เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ก็เลยหยิบแค่บางส่วนมาเล่าเท่าที่เห็นและมีประสบการณ์ตรงนะครับ

ใครคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้ครับ…

นาฬิกา ROTARY อยู่ด้วยกันมาเกือบ ๓๐ ปี

Rotary wrist watch

เห็นข่าวนายทหารใหญ่กับนาฬิกาแล้วเราก็เห็นใจนะ หัวอกคนรักนาฬิกาเหมือนกัน ความผูกพันมันมี ขอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเผื่อประชาชนจะเข้าใจท่านมากขึ้น

นาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาเก่าเก็บ เก็บเงินซื้อตั้งแต่สมัยเรียน ถึงตอนนี้อยู่ด้วยกันมาก็เกือบ ๓๐ ปีแล้ว เป็นนาฬิกาจักรกลแบบไขลาน เรือนกลม เคลือบทอง สามเข็ม

บนหน้าปัดมีข้อความบอกแค่ยี่ห้อ ROTARY พร้อมโลโก้อยู่ด้านบน ตรงกลางมีข้อความ 17 Jewels (หมายถึงมีทับทิม หรืออย่างอื่นก็ไม่รู้นะ ช่วยในการลดความฝืดของกลไกอยู่ ๑๗ เม็ด) ด้านล่างบอกไว้ว่า SWISS MADE

ใช้นาฬิกาเรือนนี้สลับกับอีกเรือน (เรือนนั้นเป็นจักรกลแบบออโตเมติก) มาตลอดตั้งแต่เรียนจนถึงทำงาน จนกระทั่งเลิกใส่นาฬิกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะรู้ตัวว่าถ้าไม่เลิกกูโดน OMEGA Speedmaster แน่ ๆ

ตอนที่หยิบนาฬิกาเรือนนี้ออกมาจะถ่ายรูป พอหมุนไขลานมันก็เดินได้ตามปกติทั้งที่ไม่ได้ดูแลไม่ได้อะไรมาสิบกว่าปีอย่างที่ว่าไปข้างต้น (แต่จริง ๆ ควรจะมีบำรุงรักษาบ้างนะ) อันนี้เป็นเสน่ห์ของโลกแอนาล็อกที่โลกดิจิทัลยังไม่สามารถทำได้ เหมือนอย่างสโลแกนของ Patek Philippe นั่นแหละ

You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation.

เหยดดดดดดดดดด กราบคนคิด…

หมายเหตุ จริง ๆ อยากหาแหวนเพชรมาใส่ถ่ายรูปด้วย พร็อพจะได้ครบ แต่จนใจที่ไม่มี ขอยืมใครเขาก็ไม่ให้ ก็เลยได้แค่นี้นะฮะ เยิฟ เยิฟ

นาฬิกาหรูกับการทำธุรกิจ

watch

เห็นข่าวนายทหารใหญ่ใส่นาฬิกาหรูแล้วนึกถึงเรื่องนี้

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน (จำปีแน่ ๆ ไม่ได้ แต่อยู่ในช่วง ๒๕๓๕ – ๒๕๓๗) ได้รับมอบหมายให้ไปดักทำข่าวนักธุรกิจใหญ่ในแวดวงตู๊ด ตู๊ด (ไม่ได้พิมพ์ผิดแต่เซ็นเซอร์ดูดเสียง) คนหนึ่งที่ไปกล่าวบรรยายที่สโมสรตู๊ด ตู๊ด

วันนั้นมีนักข่าวที่รู้กำหนดการและตามไปดักทำข่าวแค่สองคน คือ เรากับน้องอีกคนที่ทำงานหนังสือพิมพ์รายวันที่ไม่ได้เป็นคู่แข่งกันโดยตรง

การบรรยายวันนั้นไม่ได้เป็นความลับอะไร ทางเจ้าหน้าที่เลยให้เราสองคนเข้าไปนั่งฟังระหว่างรอทำข่าวและคิดว่านักธุรกิจใหญ่คนที่ว่าก็ไม่รู้ว่ามีนักข่าวนั่งอยู่ในห้องด้วย

เนื้อหาหลักของการบรรยายจำไม่ได้แล้ว แต่จำเรื่องนี้ได้แม่น

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย นักธุรกิจใหญ่เล่าว่า การทำธุรกิจที่ต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการ ต้องขอใบอนุญาต ทำให้มีรายจ่ายยิบย่อยตามมามากมาย และในตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังอะไร (ตอนที่บรรยายน่ะรวยแล้วและต่อมาก็รวยโคตร ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก)

ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการไปฮ่องกง กวาดซื้อนาฬิกา Rolex ปลอม เอามาเป็นของขวัญของกำนัลให้กับคนที่ต้องติดต่อด้วย ซึ่งคนที่รับไปก็ไม่รู้หรอกว่านั่นน่ะของปลอม

ถึงตรงนี้ ทั้งคนพูดและคนฟังก็หัวเราะกันสนุก

หลังจากนั้นคงมีคนไปบอกนักธุรกิจใหญ่ว่ามีนักข่าวมานั่งหัวหลิมฟังอยู่ด้วย ก็เลยส่งคนมาเจรจาอย่างสุภาพว่า ขอให้พิจารณาความเหมาะสมในการนำเสนอข่าวด้วย เรื่องอะไรที่พูดในห้องนี้ก็ขอให้อยู่ในห้องนี้

วันนี้เอามาเล่าเพราะเห็นว่าเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรถึงใครอีกแล้ว ก็ถือเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการทำธุรกิจยุคก่อน ซึ่งสมัยนี้ก็คงไม่มีใครทำอะไรแบบนี้กันแล้วนะฮะ…

วิ่งโซน ๒ สิบโล วันพ่อ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐

10K Zone 2 Running on 5 December 2017

เมื่อเช้าหนุ่มใหญ่วัยเกรียนย่านบางบัวทองออกไปปฏิบัติธรรม เฮ้ย ไปซ้อมวิ่งโซนสองสิบโลอีกที ครั้งนี้มุ่งมั่นมาก ระหว่างที่วอร์มยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ด้วยความคึก (จากเสียงเพลง eye of the tiger) ก็เลยตั้งเป้าว่า วันนี้จะกดหัวใจให้ต่ำลงอีก เพราะครั้งที่แล้วยังอยู่ปริ่ม ๆ ปลาย ๆ โซนสอง แถมมีเด้งหลุดขึ้นไปโซนสามเป็นระยะ แต่วันนี้แหละเว้ยยยยยย มึงเจอกรู!!! (fist pump!!)

ตัดภาพมาตอนวิ่ง คิดในใจว่า ไม่น่าเลยกู วิ่งแบบครั้งที่แล้วก็เบื่อพออยู่แล้ว เจือกคึกจะกดหัวใจลงอีก เบื่อหนักเลยทีนี้ แต่ก็พยายามคุมสติ ดูจิตไปเรื่อย ๆ ก้าวเท้าซ้ายให้รู้ ก้าวเท้าขวาก็ให้รู้ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา แตะ ยก ก้าว แตะ ยก ก้าว สลับกับดูนากาเช็กหัวใจไปเรื่อย ๆ

สุดท้าย ทำได้เว้ยยยยยย ครั้งที่แล้วหัวใจ ๑๒๖ ครั้งนี้ ๑๑๙ (งวดหน้ามีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ แทงแม่มเต็ม ๆ) ลดลงมาได้ ๗ แต่ถ้าดูกราฟจะมีบางช่วงที่โดดขึ้นมาหน่อย น่าจะเป็นช่วงที่หลุด เผลอไปคิดถึงโดนัทปลายปี ปีนี้จะได้เท่าไหร่ว้า ได้โดนัทมาแล้วเอาไปทำไรดีว้า คิดถึงโดนัทปั๊บหัวใจมาเลย เลือดลมสูบฉีด แต่ดีที่รู้ตัว เสียงพระอาจารย์ปราโมทย์ลอยมาเลย จิตเผลอไปก็ให้รู้ ไม่ต้องไปบังคับ แต่ให้รู้ว่าตอนนี้เผลอไปแล้วนะ เออ พอรู้แล้วมันก็กลับมานะ

หัวใจได้ตามเป้า แต่เพซหนักกว่าเดิมอีกจ้า ครั้งที่แล้วเพซ ๑๔ กว่า ครั้งนี้เพซ ๑๖ กว่าเกือบ ๑๗ วิ่งสิบโลเท่าเดิมแต่เวลาเพิ่มเป็น ๒ ชั่วโมง ๔๘ นาที!!

เหยดดดดดด นี่ถ้าเมื่อซักห้าปีที่แล้วมีใครมาบอกว่า อีกหน่อยพี่จะตื่นแต่มืดในเช้าวันหยุดเพื่อลุกมาวิ่งเกือบสามชั่วโมงไม่หยุดเลย นี่แม่มฮาเลยนะ ใครจะเชื่อ

สำหรับไฮไลต์ของวันนี้นะฮะ นอกจากจะมีสายตาของคนในหมู่บ้านที่มองมาอย่างสงสัยในการวิ่งโคตรช้าแล้ว วิ่ง ๆ อยู่ มีอาม่าเดินแซงมาจากข้างหลัง จังหวะที่แซง อาม่ามองมาเหมือนมีคำถามประมาณว่า ลื้อทำอะไรของลื้อวะ?

ชายหนุ่มยังหนุ่มยังแน่นออกมาวิ่งตอนเช้าเจออาม่าอายุเจ็ดสิบกว่าที่ออกมาเดินชิลชิลแซง

ชีช้ำอ่า…

วิ่งโซน ๒ สิบโล

zone2_10K

วิ่งเมื่อวานโพสต์บล็อกวันนี้

เช้าเมื่อวานหนุ่มใหญ่วัยเกรียนย่านบางบัวทองออกไปซ้อมวิ่ง (คุมหัวใจไว้ที่) โซนสอง ตั้งใจเต็มที่เพราะเป็นวันหยุด มีเวลาจัดเต็ม แถมก่อนออกไปวิ่งซัดกล้วยตากกันหิว มีวอร์มและยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามที่เพิ่งดูคลิปมาเมื่อคืนก่อนหน้า เอาท่าเท่าที่จำได้ (จริง ๆ ตอนวอร์มนี่ต้องเปิด eye of the tiger ไปด้วย จะได้อารมณ์เหมือนตอนที่ร็อกกี้ บัลโบ กำลังซ้อมก่อนขึ้นเวทีลุยคู่ชก แต่เพิ่งนึกได้ตอนออกไปวิ่งแล้ว)

วอร์มไปก็คิดไป มาาาาาา มึงมาาาาา วันนี้มึงเจอกู!!! ไม่ได้หมายถึงใคร แต่หมายถึงมารที่จะมาขวางการวิ่ง ทั้งความขี้เกียจ อาการเมื่อย อาการเจ็บ มึงมาาาาาา

ออกไปวิ่งนี่ตั้งใจมาก จะคุมหัวใจให้อยู่โซนสองให้ได้ อย่างอื่นช่างมัน ผลออกมาได้อย่างที่ตั้งใจ หัวใจเฉลี่ยอยู่โซนสอง แต่เพซกระจายยยยยจ้า ปกติวิ่งเพซห้าเพซหก นี่ปาไป ๑๔ กว่า วิ่งสิบโลใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงครึ่ง วิ่งตั้งแต่มืดยันแดดเปรี้ยง สงสัยคราวหน้าต้องทากันแดดกับใส่หมวกออกมาวิ่งด้วย (มิน่า พี่คิปโชเก้ถึงผิวขนาดนั้น พี่แกคงซ้อมหนักแล้วไม่ได้ทากันแดดนี่เอง)

นี่วิ่งช้าจนเพื่อนบ้านตะโกนถาม วิ่งช้าแบบนี้เดินเอาก็ได้มั้ย?

แหม่…

เข้าโหมดสาระแปร๊บ จริง ๆ การวิ่งโซนสองนี่เหมือนได้ปฏิบัติธรรมเหมือนกันนะ เพราะต้องมีสติรู้ตัวตลอดเวลา ถ้าหลุดคิดเรื่องอื่นจะเผลอ หรือถ้าก้าวยาว ก้าวเร็วไปหน่อย หัวใจขึ้นเลย หลุดไปโซนสามเลย แล้วพอขึ้นแล้วคุมให้ลงยากอิ๊บอ๋าย

สรุปเอาเองว่า นอกจากการทำงานจะเป็นเหมือนการปฏิบัติธรรมแล้ว การวิ่งก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ด้วยนะจ๊ะ ชิตังเม โป้ง รวยยยยยยย!!!

เหยดดดดดดด โคตรมีสาระอ่ะ หนุ่มใหญ่วัยเกรียนย่านบางบัวทองกล่าวแล้ววิ่งเสียสติออกไป…

สั่งพรีออร์เดอร์หนังสือ “แสงแห่งแผ่นดิน”

แสงแห่งแผ่นดินได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ทดลองสั่งพรีออร์เดอร์หนังสือในหลวงร.๙ “แสงแห่งแผ่นดิน” ของอมรินทร์พริ้นติ้งฯ จากเว็บ แสงแห่งแผ่นดิน.com เพื่อทดสอบความเรียบร้อยของระบบ

ก็ลองสั่งพร้อมถ่ายคลิปส่งเป็นที่เรียบร้อยวันนั้นเลย แล้วก็ลืมไปเลย ไม่ได้สนใจว่าหนังสือจะส่งมาวันไหน

จนเมื่อเช้าวันเสาร์มีโทรศัพท์มา เบอร์ไม่รู้จัก ทีแรกจะไม่รับเพราะคิดว่าเป็นพวกขายประกัน แต่ก็ลองรับดูก็ได้วะ ปรากฎว่าโทรมาจาก SCG Express จะมาส่งของ เราก็นึก เอาแล้วไง ไอ้พวกต้มตุ๋น จะมาส่งของแล้วเก็บเงินปลายทางกูล่ะสิ กูไม่ได้สั่งอะไรไปเลย

พอพนักงานบอกว่า จะมาส่งของจากอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์นั่นแหละถึงนึกได้ ก็บอกทางไป

รับของเรียบร้อยแล้วนี่เซอร์ไพรส์สองอย่าง อย่างแรก ใช้ SCG Express ส่งของนะ อันนี้ประทับใจ เพราะชื่อของ SCG น่าจะมืออาชีพอยู่ อย่างที่สอง แพ็กกล่องมาดูแน่นหนาเรียบร้อยดี

ยังไม่ได้แกะกล่องดูว่าสภาพข้างในเป็นยังไง หวังว่าคงจะไม่เซอร์ไพรส์ด้วยการหนังสือยับย่น หรือกล่องหลวมนะ ฮ่า…

ทีนี้พอได้หนังสือมาก็ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วก็เอาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วลืมไปเลย ไม่ได้แกะกล่องออกดูสภาพอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเช้านึกขึ้นได้ เลยแกะกล่องออกมาดูหน่อยซิ สภาพเป็นยังไงบ้าง

นี่ประทับใจมากนะ เพราะห่อมาหลายชั้นแล้วก็แน่นหนาดี ตามภาพ (พร้อมคำบรรยาย) นะฮะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะกล่องกระดาษ ชั้นแรกเจอแบบนี้ก่อน ห่อมาด้วยแผ่นโฟมกันกระแทก (เขาเรียกอย่างนี้มั้ย) ความหนาใช้ได้อยู่

แสงแห่งแผ่นดินแกะแผ่นโฟมออกมาเจอบับเบิ้ลกันกระแทกอีกชั้น ถึงขั้นร้องเหยดดดดดดกันเลย

แสงแห่งแผ่นดินแกะบับเบิ้ลออก เสียเวลาไปอีกครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่อะไร แกะจริง ๆ แป๊บเดียว แต่นั่งบีบบับเบิ้ลเล่นต่อ แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ เพลินดี แกะออกแล้วก็มาถึงตัวกล่องเสียที ยังมีพลาสติกบาง ๆ ซีลมาอีกชั้น กะว่าต่อให้ส่งช่วงสงกรานต์หนังสือก็ไม่เปียกอ่ะ

แสงแห่งแผ่นดินแกะพลาสติกออก จะได้เห็นตัวเล่มแล้วเว้ยยยยยย ดึงหนังสือออกมา เหยดดดดดดดมีโฟมกันกระแทกใส่มาอีกชั้นนึง โอย อะไรจะขนาดนี้

แสงแห่งแผ่นดินนี่จ้ะ ในที่สุด ตัวเล่มหนังสือ แสงแห่งแผ่นดิน ปกสีทองมีฟอยล์ทองแวววาวปิ๊ง ๆ เพื่อตรวจสภาพความเรียบร้อยของตัวเล่ม เราก็หยิบพลิกดูให้ละเอียด บน บน ล่าง ล่าง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ก สตาร์ต เฮ้ย ไม่ใช่ นั่นมันสูตร Contra ดูแล้วก็เห็นว่าเรียบร้อยดี ตัวเล่มไม่มีรอยแม้จะน้อยนิดเท่าแมวข่วน (เพราะที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแมว)

แสงแห่งแผ่นดินส่วนนี่เป็นปกหลัง มีข้อความบอกไว้ว่า รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนานะครับ

แสงแห่งแผ่นดินหลายคนคงสงสัย ทำไมถ่ายไม่ให้เห็นอย่างอื่นบ้าง นี่คือเหตุผลครับ ถ้าถ่ายมุมกว้างแล้วมันจะรก ๆ หน่อย แฮ่…