นิตยสารคู่สร้างคู่สม

นิตยสารคู่สร้างคู่สม ของคุณดำรง พุฒตาล ออกวางจำหน่ายฉบับแรกในปี ๒๕๒๓ โดยเป็นการต่อยอดมาจากรายการโทรทัศน์และวิทยุในชื่อเดียวกัน เนื้อหาข้างในเล่มจะเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่งมาและบทความจากนักเขียนประจำ รวมทั้งจากการจัดทำของทีมงานกองบรรณาธิการ

คอลัมน์ในฉบับล้วนได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็น หนุ่มจีบสาว สาวจีบหนุ่ม ผัวเมียละเหี่ยใจ รวมไปถึงคอลัมน์ดูดวง

ปัจจุบันคู่สร้างคู่สมออกวางจำหน่ายในรายสิบวัน (จากเดิมที่เป็นรายสัปดาห์) ช่องทางจำหน่ายที่สำคัญของคู่สร้างคู่สมคือ แผงหนังสือต่าง ๆ ปัจจุบันได้ลดจำนวนลงอย่างมาก และล่าสุดร้านสะดวกซื้อ 7-11 ได้ปรับนโยบายลดการจำหน่ายหนังสือและนิตยสารลง ทำให้คู่สร้างคู่สมได้รับผลกระทบในส่วนนี้ด้วย

ท่ามกลางกระแสขาลงของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสารทยอยปิดตัวกันไปทีละฉบับและหลายฉบับที่ปิดไปอยู่มายาวนานหลายสิบปี เมื่อหลายเดือนก่อนคุณดำรงไปเป็นวิทยากรบรรยายที่กระทรวงต่างประเทศ ในหัวข้อสถานการณ์สื่อ คุณดำรงยังคงยืนยันว่า นิตยสารคู่สร้างคู่สมยังอยู่ได้…

นิตยสาร THE WISDOM ฉบับตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๖๐

THE WISDOM magazine october - december 2017

นิตยสาร THE WISDOM ที่ธนาคารกสิกรไทยแจกให้กับลูกค้ากลุ่ม Wisdom ฉบับล่าสุด (ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๖๐) ออกแบบปกเป็นรูปในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพิมพ์นูนในบางจุดเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่แตกต่างเวลาลูบไปบนปก

THE WISDOM magazine october - december 2017

ส่วนเนื้อหาภายในเล่มก็มีส่วนพิเศษที่เป็นการสัมภาษณ์บุคคลในแวดวงต่าง ๆ ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด อาทิ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และปราโมทย์ ไม้กลัด เป็นต้น โดยแต่ละคนได้มาเล่าถึงชีวิตเมื่อครั้งที่ถวายงานรับใช้ รวมไปถึงความประทับใจและข้อคิดต่าง ๆ ที่ได้จากพระองค์

สำหรับเนื้อหาปกติทั้งที่เป็นบทความในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารกสิกรไทย แต่ถ้าไม่ได้เป็นลูกค้าระดับ Wisdom ก็ไม่รู้ว่าเขาจะให้หรือเปล่านะ ต้องลองเจรจาดู

๑๗ องศาเหนือ


อ่านเรื่องราวของจ่าตุ้ย พันเข็ม ใน “๑๗ องศาเหนือ” ก่อนจะต่อด้วยวีรกรรมของย้อย กฤษดาวินิจ ใน “๑๖ องศาเหนือ”

ธงไตรรงค์ที่ ‘เทียนอันเหมิน’

ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี ธงไตรรงค์ เห็นใครหลายคนแชร์ภาพธงไตรรงค์กันมา ผมเองเคยถ่ายภาพธงไตรรงค์เก็บไว้แค่ครั้งเดียว คือภาพด้านบนของโพสต์นี้

ภาพนี้ถ่ายเอาไว้เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นภาพธงไตรรงค์ประดับคู่อยู่กับธงชาติจีนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

ธงไตรรงค์ได้รับเกียรติประดับไว้ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในช่วงเช้าของวันนั้น เนื่องจากมีการจัดงานครบรอบ ๓๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่หอประชุมใหญ่ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) ในบริเวณนั้น โดยนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปร่วมงานเองพร้อมคณะที่เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจจำนวนหนึ่ง (ซึ่งนอกจากงานพิธีดังกล่าวแล้วยังมีกิจกรรมอื่นด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้)

ตอนที่หยิบกล้องออกมาถ่ายภาพนี้คิดแค่ว่า แปลกดี มีธงไทยมาโบกสะบัดอยู่ที่เทียนอันเหมินหน้าท่านประธานเหมา

เหยี่ยวเดือนเก้า

เหยี่ยวเดือนเก้า เล่ม ๑

“ในโลก มีสักกี่คนที่สามารถเลือกวิถีชีวิตของตนเองตามความพอใจ”

เหยี่ยวเดือนเก้า, โก้วเล้ง (ว. ณ เมืองลุง แปล)

Last Issue: Health & Cuisine ฉบับ ๑๙๙ สิงหาคม ๒๕๖๐

Health & Cuisine ฉบับที่ ๑๙๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐

นิตยสาร Health & Cuisine ของบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ฉบับล่าสุดเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ เป็นฉบับที่ ๑๙๙ และเป็นฉบับสุดท้ายของนิตยสารฉบับนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับแฟนนิตยสารแนวทำอาหารลักษณะนี้คงใจหายไม่น้อย เพราะเมื่อเดือนที่แล้วนิตยสาร ครัว ก็เพิ่งปิดตัวไปหลังจากที่ยืนระยะบนแผงมาได้ยาวนานถึง ๒๔ ปี

คุณเมตตา อุทกพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสาร Health & Cuisine ระบุสาเหตุของการปิดตัวเอาไว้ในเล่มว่า

“ปัญหาใหญ่คือความนิยมของสินค้าโฆษณาที่มีทางเลือกอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้หน้าโฆษณาในนิตยสาร Health & Cuisine ลดลงจนไม่คุ้มกับการทำนิตยสารต่อไป”

แต่ก็ใช่ว่า Health & Cuisine จะหายไปเลยนะครับ เพราะได้เปลี่ยนรูปจากอนาล็อกไปเป็นดิจิทัล ไปอยู่ที่เว็บไซต์ goodlifeupdate.com และที่ facebook fan page ในชื่อว่า Health & Cuisine

แฟน ๆ นิตยสารและผู้สนใจเรื่องราวอาหารและสุขภาพก็ขอเชิญติดตามกันได้ทางช่องทางใหม่ที่เขาบอกมานะครับ 😊

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

คิดแค่ ๑ แต่ได้ผล ๑๐๐

คิดแค่ ๑ แต่ได้ผล ๑๐๐

“ไม่ว่าผู้คนจะต้องการสิ่งใด คนที่สามารถจัดหาสิ่งนั้นให้พวกเขาได้ก็จะอยู่รอดถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปสักแค่ไหนก็ตาม นี่คือกฎเกณฑ์เพียงข้อเดียวของการทำธุรกิจ”

หนังสือ : คิดแค่ ๑ แต่ได้ผล ๑๐๐
ผู้เขียน : โมะริกะวะ อะกิระ
สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

คนที่ “ใช่”

การหาใครซักคนมาแทนคนที่จากไปนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าจะมีโอกาสได้เจอกัน ถูกชะตากัน นั่งคุยกัน รอบแรก รอบสอง มีหลายคนที่ทีแรกคิดว่าใช่ พอคุยกันไปมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้นได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ ก็ต้องจากกันไป

บางครั้งได้เจอคนที่คิดว่าใช่แล้ว แต่คนนั้นกลับคิดว่าเราไม่ใช่ ก็ต้องลาจากอีกเหมือนกัน

เรื่องแบบนี้แต่ละคนใช้เวลาเร็วช้าไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราตั้งใจ จริงใจและมีความอดทนพอ สักวันเราจะเจอคนที่ใช่

เหมือนที่เมื่อวานนี้หลังจากคุยกันมาพอสมควร เราคิดว่าเธอน่าจะใช่ เธอเองก็ไม่มีพันธะอะไร สุดท้ายเลยเอ่ยถามไปว่า ถ้าพี่ตกลงรับ น้องจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่?

สัมภาษณ์เลขาฯ แผนกมาหลายคนเจอที่ใช่เสียที หลังจากหามานาน ที่พูดมาทั้งหมดนี่หมายถึงการหาพนักงานมาร่วมทีมแทนคนที่ลาออกนะฮะ อย่าคิดไปเรื่องอื่น นี่เพิ่งได้มาคนนึง ยังมีตำแหน่งอื่นอีก…

Breaking2 : ความพยายามสร้างประวัติศาสตร์ของ nike

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (๖ พ.ค.) ใครที่ใช้ twitter อาจจะแปลกใจที่เห็นมี hashtag #Breaking2 ติดอันดับ trending แล้วมีคนใช้ hashtag อันนี้กันเยอะแยะ ถ้าไม่ได้ตามข่าวมาก่อนก็คงสงสัยว่า #Breaking2 นี่มันคืออะไร?

ลองมาดูกัน

What?

Breaking2 เป็นโปรเจ็กต์ของ nike ที่พยายามจะสร้างประวัติศาสตร์ในวงการมาราธอน ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้มีความเชื่อกันว่า มนุษย์จะไม่มีทางวิ่งมาราธอนได้ในเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงเป็นอันขาด เพราะมันเกินศักยภาพที่มนุษย์จะทำได้ (ประมาณว่า วี อาร์ ออล ฮิวแมน น็อต ซูเปอร์ ฮิวแมน นะ ยูว์) แต่ปรากฎว่า ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถิติมาราธอนเริ่มเข้าใกล้สองชั่วโมงมาเรื่อย ๆ จนสถิติโลกล่าสุด (ของผู้ชาย) อยู่ที่ ๒:๐๒:๕๗ หรือสองชั่วโมงสองนาทีห้าสิบเจ็ดวินาที ทำไว้เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗ ในการแข่งขันเบอร์ลิน มาราธอน โดย Dennis Kimetto ชาวเคนยา (ใส่ adidas รุ่น adios Boost) ซึ่งก็มีการประเมินกันใหม่ว่า มนุษย์อาจทำได้ก็ได้เว้ยเฮ้ย แต่คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณซักสิบปี

ทีนี้สิบปีมันนานไง ไม่ทันใจวัยรุ่น เอ๊ย บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ทั้ง nike และ adidas เพราะเรื่องนี้ถ้าใครทำได้ก่อนมีหวังดังระเบิด นอกจากจะได้รับการจารึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว ชื่อเสียงและยอดขายถล่มทลายจะตามมาอีกแน่นอน ทาง nike ก็เลยทำโปรเจ็กต์ Breaking2 ขึ้นมา ส่วน adidas ก็ไม่ได้อยู่เฉย มีโปรเจ็กต์ของตัวเองเหมือนกัน ใช้ชื่อว่า Sub2 ซึ่งวันนี้เราจะยังไม่พูดถึง เพราะเราจะพูดถึง Breaking2 กันนะฮะ

Who?

นอกจาก nike ที่เป็นเจ้าของโปรเจ็กต์แล้ว งานนี้ก็ต้องมีนักวิ่งใช่มะ ทาง nike ก็ไปคัดแล้วคัดอีก เฟ้นแล้วเฟ้นอีก เอาสถิติเอาข้อมูลของนักวิ่งแต่ละคนมาวิเคราะห์กันละเอียดยิบ สุดท้ายได้มาสามคน คือ Eliud Kipchoge ชาวเคนยา Lelisa Desisa ชาวเอธิโอเปีย และคนสุดท้าย Zersenay Tadese ชาวอะไรไม่รู้ เขียนยังงี้ Eritrea (ทั้งสามคนดูโหงวเฮ้งได้ตามภาพด้านบนนะฮะ)

คนแรก Eliud Kipchoge มีดีกรีเป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุด สถิติเวลาดีที่สุดที่เคยทำได้คือ ๒:๐๓:๐๕ ในการแข่งลอนดอน มาราธอน เมื่อปีที่แล้ว

คนต่อมา Lelisa Desisa ดีกรีเป็นแชมป์บอสตัน มาราธอน ปี ๒๕๕๘ และรองแชมป์ในปีถัดมา สถิติเวลาดีที่สุดที่เคยทำได้คือ ๒:๐๔:๔๕ ในการแข่งดูไบ มาราธอน ปี ๒๕๕๖

คนสุดท้าย Zersenay Tadese คนนี้สถิติมาราธอนดูยังห่าง เพราะทำเวลาอยู่ที่ ๒:๑๐:๔๑ แต่เป็นเจ้าของสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนมาแล้วเจ็ดปียังไม่มีใครทำลายได้ที่ ๕๘:๒๓ นาที

When?

หลังจากนั่งจับยามสามตาดูดวงชะตาฟ้าดินแล้ว nike ก็เลือกเอาวันที่ ๖ พฤษภาคม ที่ผ่านมาเป็นวันดีเดย์ ส่วนตัวของผมเองเดาว่าที่ nike เลือกวันนี้ก็เพราะเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๙๗ Roger Bannister ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการกีฬาด้วยการเป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งระยะหนึ่งไมล์ (ประมาณ ๑.๖ กิโลเมตร) ได้ในเวลาน้อยกว่า ๔ นาที (แกทำได้ที่ ๓:๕๙.๔ นาที) ซึ่งเรื่องนี้เดิมก็เชื่อกันว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยที่มนุษย์จะทำได้เหมือนกัน เรื่องวิ่งมาราธอนในสองชั่วโมงนี่ก็อยู่ในระดับเดียวกัน nike คงกะว่า วันนี้ล่ะวะเป็นวันดีที่จะเป็นวันย้อนรอยประวัติศาสตร์กันอีกซักที ประมาณนั้น

Where?

เมื่อตั้งเป้าเป็นโปรเจ็กต์ moonshot ขนาดนี้ สถานที่ที่จะจัดวิ่งครั้งนี้จึงสำคัญมาก ทีมงาน nike เสาะแสวงหาสถานที่ตามโลเคชั่นมาราธอนสำคัญ ๆ ทั่วโลก แต่สุดท้ายเมื่อนำเอาปัจจัยต่าง ๆ มาพิจารณาแล้วมาสรุปกันที่ Autodromo Nazionale Monza ซึ่งเป็นสนามแข่งรถที่อยู่ใกล้กับเมืองมิลาน อิตาลี

ปัจจัยที่เอามาพิจารณาที่ว่านี่ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ เพราะทีมงานดูกันตั้งแต่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ กระแสลมในพื้นที่ รวมไปถึงคุณภาพของพื้นผิวสนามด้วย ทางทีมงานถึงขนาดเอาข้อมูลสภาพอากาศที่ Monza ในเวลา ๖ ปีย้อนหลังมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถานที่วิ่งมาราธอนที่เคยทำเวลาได้ดีที่สุดด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า เอาที่นี่แหละเฮ้ย

How?

การเตรียมตัวเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป ฝ่ายสถานที่ก็หาไป ฝ่ายนักวิ่งก็ซ้อมกันไป โปรเจ็กต์นี้นักวิ่งที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสามคนซ้อมกันอย่างหนักเป็นเวลาเจ็ดเดือน โดยที่อยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของทีมงาน nike โดยตลอดเพื่อหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง ดูฟอร์มการวิ่ง ไปจนถึงการดูแลเรื่องอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงวันที่ ๖ พ.ค. สภาพร่างกายของแต่ละคนจะอยู่ในช่วงพีคสุด ๆ ประหนึ่งซูเปอร์ไซย่านั่นเลย

อีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนสำคัญมากสำหรับโปรเจ็กต์นี้คือ รองเท้าของนักวิ่งทั้งสามคน เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดชื่อว่า Zoom Vaporfly Elite รุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษ ไม่มีวางขายทั่วไป มีการ customized ให้เข้ากับนักวิ่งแต่ละคน ไม่ว่าจะสไตล์การวิ่ง หรือช่วงก้าว น้ำหนักโคตรเบา อัปเปอร์ทำจาก flyknit ส่วนตัว midsole ทำจากวัสดุชนิดใหม่ที่เคลมว่าสามารถคืนพลังงานได้ดีกว่าวัสดุประเภทอื่นถึง ๑๓% แถมด้านในรองเท้ายังมีแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่จะคอยส่งแรงให้พุ่งไปข้างหน้าด้วย (รายละเอียดดูจากภาพกับในคลิปดีกว่า)

Conclusion

เป็นที่น่าเสียดายว่าความพยายามครั้งแรกนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดย Eliud Kipchoge วิ่งทำเวลาดีที่สุดในสามคนที่ ๒:๐๐:๒๕ ยังทำลายกำแพงสองชั่วโมงไม่ได้ และถึงแม้ว่าเวลานี้จะดีกว่าสถิติโลกปัจจุบันแต่ก็ไม่ได้รับการรับรองเป็นสถิติใหม่นะฮะ เพราะการวิ่งครั้งนี้ไม่เข้าข่ายการรับรองสถิติอย่างเป็นทางการ

หลังจากนี้ nike คงจะเอาผลที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาต่อเพื่อที่จะกลับมาใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งทางฝั่ง adidas เองก็คงจะไม่อยู่เฉย เราอาจได้เห็นความคืบหน้าของโปรเจ็กต์ Sub2 ของค่าย adidas กันในเร็ววันนี้

หมายเหตุ : จริง ๆ ยังมีเรื่องอื่นที่น่าเขียนถึงอีก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ twitter ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือกระบวนการมาร์เก็ตติ้งของ nike ที่สามารถตรึงคนทั่วโลกให้จดจ่ออยู่กับอีเวนต์นี้ได้ตลอดสองชั่วโมงเต็ม รวมไปถึงรายละเอียดของรองเท้ารุ่นที่จะนำออกวางขายเอาทุนคืน เอ๊ย ให้นักวิ่งได้ซื้อมาสวมใส่เพื่อทำลายสถิติส่วนตัวกัน ทั้งหลายทั้งปวงนี้หากใครสนใจก็ลองหาข้อมูลกันดูนะฮะ นี่ยาวมากแล้ว สวัสดีครับ

ครบรอบสี่ปีการเขียนบล็อก (รอบสอง)

เมื่อวานนี้สี่ปีที่แล้วกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังจากที่หยุดไปหลายปี เริ่มด้วยโพสต์นี้ครับ

เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่ไม่คุ้นเคย

ตอนที่กลับมาเขียนไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากเขียนเก็บไว้ เป็นเรื่องที่อยากเล่า อยากแชร์ความคิดกับพับลิก (เรื่องที่ไม่อยากแชร์จะเขียนลงสมุดบันทึกเอา) เขียนอะไรที่เป็นลองฟอร์ม (เอาจริงก็ไม่ค่อยลองนะ 5555) ยาวกว่าสเตตัสในเฟซบุ๊ก แต่ไม่อยากเขียนไว้ในเฟซบุ๊กเพราะเฟซบุ๊กเป็นระบบปิด เกิดวันข้างหน้าแพล็ตฟอร์มเปลี่ยนจะลำบาก แถมยังเสิร์ชหายาก เขียนเป็นบล็อกจัดการง่ายกว่า แถมเวิร์ดเพรสก็คุ้นเคยดีอยู่เพราะใช้มาตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนยุคที่บล็อกยังรุ่งเรืองไม่โดนโซเชียลเน็ตเวิร์กตีกระจุยขนาดนี้

ตอนนั้นเขียนบล็อกส่วนตัวเล่าเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย เรื่องงานบ้าง เรื่องพดด้วงบ้าง เอาเรื่องที่อ่านเจอมาเล่าต่อบ้าง อารมณ์เดียวกับที่ใช้เฟซบุ๊กตอนนี้ เขียน ๆ อยู่ก็เกิดมัน ทำเพิ่มอีกบล็อกเขียนเรื่องการเงินส่วนบุคคล (personal finance) วิธีออมเงิน เรื่องแบงก์ เรื่องดอกเบี้ย กองทุน เล่นหุ้น ฯลฯ เพราะตอนนั้นแบกหนี้อยู่บาน อินเนอร์แรง อยากเป็นอิสระทางการเงิน (โดยไม่ต้องขายตรง 5555) ไหน ๆ ก็ต้องหาข้อมูลอยู่แล้วก็เอามาเขียนบล็อกซะด้วยเลย ตอนนั้นฟิตมาก แล้วก็ข้อมูลเยอะ อาทิตย์นึงอัปหลายโพสต์อยู่ ทั้ง ๆ ที่มีคนเข้าบล็อกวันนึงไม่กี่สิบคน

แล้วจู่ ๆ วันนึงเปิดบล็อกเช็คยอดก็ตกใจ เฮ้ย!! มาจากไหน ๗๐๐ กว่า ปรากฏว่ามีคนเอาลิ้งก์ไปโพสต์ในพันทิป คนก็คลิกมาจากพันทิปเพียบเลย (ทำให้ได้รู้ถึงอานุภาพของพันทิป) หลังจากนั้นยอดก็ซาลง แต่เฉลี่ยก็เยอะกว่าช่วงแรกเยอะอยู่

หลังจากเขียนอยู่หลายปี พอดีเปลี่ยนงาน หน้าที่การงานเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น การเขียนบล็อกก็ซาลง จนที่สุดก็หยุดเขียนไปทั้งสองบล็อก

ในส่วนของบล็อกการเงิน เป็นบล็อกที่ปกปิดตัวตน ใช้นามปากกา ไม่เคยบอกใคร ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยบอกใคร (แต่มีโป๊ะแตกมีคนจับได้สองคน ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่น่าจะได้อ่านสเตตัสนี้) เพราะซัดสถาบันการเงินไว้เยอะ 5555 แล้วก็มีเรื่องที่ภูมิใจอยู่อย่างนึง (จะว่าขี้อวดก็ยอมรับนะ) ก็คือ มีคีย์เวิร์ดเฉพาะอยู่คำนึงที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในกูเกิ้ล ถ้าใครเสิร์ชคำนี้บล็อกนี้จะขึ้นเป็นอันดับแรก อยู่เหนือเว็บดี ๆ เว็บมีภูมิ มีราคาทั้งมวล

ตอนที่กลับมาเขียนบล็อกอีกทีเมื่อสี่ปีที่แล้วก็ไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหนยังไง คิดแค่ว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน อย่างน้อยก็ได้บันทึกความคิดของตัวเองในวันนี้เก็บไว้ ได้ฝึกมือ ฝึกเขียนเล่าเรื่องผ่านสื่อที่เปลี่ยนไปจากสิ่งพิมพ์ที่คุ้นเคย แล้วก็ไม่ได้คิดว่าต้องเขียนให้ดูหล่อ ดูฉลาด เพราะต่อให้พยายามให้ตายแม่มก็ได้แค่นี้

ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเชื่อว่า Winter แม่มต้อง coming แน่ ๆ จนปีที่แล้วต่อเนื่องมาปีนี้ที่มาแล้วจริง ๆ มาเป็นพายุหิมะแถมแผ่นดินถล่มเลยด้วย นิตยสารหลายเล่มหายไป พื้นที่นำเสนองานดี ๆ น่าสนใจก็หายไป แต่เชื่อว่าคนทำงานหลายคนที่มีฝีมือ มีของ น่าจะเอาตัวรอดได้ ไม่ว่าจะในพื้นที่สื่อประเภทเดิม หรือสื่อใหม่ที่คนทำงานอาจต้องปรับตัวบ้าง ซึ่งจะว่าไป อย่าว่าแต่คนทำสื่อเลย ในโลกการทำงานปัจจุบันนี้ใครบ้างที่ไม่ต้องปรับตัว

Only the paranoid survive… จริงมั้ย?