ประโยคเด็ดจาก Creative Unfold 2014

คุณกระทิง พูนผล

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เข้าฟังบรรยายหัวข้อ IF… Defining the Future ในงาน Creative Unfold 2014 ที่ TCDC เป็นผู้จัด งานนี้มีวิทยากรมาพูดหลายคนด้วยกัน (รายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันในโพสต์อื่น) แต่ที่ประทับใจผมที่สุดน่าจะเป็นช่วงคำถามคำตอบหลังการบรรยายของคุณกระทิง พูนผล ที่มาพูดในเรื่อง Startup

หลังจากที่คุณกระทิงบรรยายจบ มีสุภาพสตรีต่างชาติคนหนึ่งลุกขึ้นตั้งคำถามว่า ปกติแล้วถ้าในประเทศตะวันตกหรือที่ Silicon Valley คนที่ทำ Startup จะฝันใหญ่ คิดถึงการทำบริษัทที่มีลูกค้าหรือผู้ใช้บริการในหลักล้าน หรือร้อยล้านคน แต่จากที่เธอได้รู้มาคนไทยที่ทำ Startup ไม่ได้คิดการใหญ่ขนาดนี้

เธอถามว่า ทำไม?

คุณกระทิงตอบว่า เพราะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ คนที่ล้มเหลวจะโดนผลกระทบตามมาหนักมาก ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่นี่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่อื่นเพื่อจะทำให้สำเร็จ ประโยคที่เด็ดมากและเรียกเสียงปรบมือจากผู้ฟังทั่วห้องสัมมนาคือ The gravity here is 2 times.

ครับ แรงดึงดูดที่ประเทศไทยนี่มันหนักหนากว่าที่อื่น หากมีใครลุกขึ้นมาสร้างกิจการของตัวเอง ถ้าสำเร็จก็แล้วไป แต่ถ้าล้มเหลวก็แทบจะโดนตราหน้าไปตลอด ไม่เหมือนกับโลกตะวันตกที่เขามองว่า ความล้มเหลวมันเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ที่จะช่วยให้การทำงานวันข้างหน้าไม่ซ้ำรอยเดิม

เจอแบบนี้หลายๆ คนก็ฝ่อ แต่สุดท้ายแล้วทัศนคติแบบนี้ก็จะเปลี่ยน เพราะนี่เป็นกระแสหลักของโลก

ถึงเวลาของ Startup ไทยแล้วครับ

คำแนะนำจาก Steve Jobs ถึง Tim Cook

steve jobs and tim cook

การรับช่วงต่อจากใครสักคนไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

โดยเฉพาะถ้า “คนเก่า” ได้เคยสร้างผลงานที่ดีเลิศเอาไว้ด้วยแล้วยิ่งทำให้แรงกดทับบนบ่าของผู้มาใหม่ยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะทุกสายตาล้วนจับจ้องและคาดหวังผลงานในระดับเดิม หากไม่แกร่งจริงอาจอยู่ได้ไม่นาน

เรื่องนี้ถาม David Moyes ดูได้

หันมามองในโลกธุรกิจดูบ้าง หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น Apple ซึ่งเป็นผลมาจากการนำของ Steve Jobs ที่กลับเข้ามาบริหารตั้งแต่ปี ๑๙๙๗ และได้พลิกฟื้นฐานะ Apple จากย่ำแย่จนขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการตัวแล้วตัวเล่า ไล่มาตั้งแต่ iPod iPhone และ iPad แต่ปัญหาสุขภาพของ Jobs ในระยะหลังก็ทำให้เริ่มมีการคาดการณ์กันว่าใครจะมาแทนที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ฟันธงกันว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีทางสร้างผลงานได้อย่าง Jobs

หน้าที่นี้ตกเป็นของ Tim Cook

ขณะที่ทุกคนล้วนมองว่า การรับไม้ต่อจาก Jobs น่าจะสร้างความกดดันมหาศาล ในทางกลับกัน Cook อาจไม่มีแรงกดดันเลยก็ได้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าทุกคนไม่คิดว่าเขาจะแทนที่ Jobs ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำแนะนำจากตัว Jobs เอง

Cook กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek ฉบับ ๖ ธันวาคม ๒๐๑๒

เขาเล่าว่า ในช่วงหน้าร้อนปี ๒๐๑๑ Jobs โทรตามให้ Cook ไปที่บ้านเพื่อบอกว่าจะเสนอคณะกรรมการให้แต่งตั้ง Cook เป็นซีอีโอ โดยที่ Jobs จะขยับไปเป็นประธานกรรมการ และ Jobs ได้กล่าวย้ำกับ Cook ว่า

“I never want you to ask what I would have done, Just do what’s right.”

ในช่วงก่อนที่ Jobs จะเสียชีวิตก็ได้ย้ำประโยคนี้อีกครั้ง ซึ่ง Cook เล่าว่า คำแนะนำนี้ช่วยลดแรงกดดันไปได้อย่างมาก

สำหรับ Tim Cook คำแนะนำครั้งนี้อาจเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับจากนายคนนี้เลยก็ได้

มาราโดนากับลูกมหัศจรรย์ในฟุตบอลโลก

Maradona and the hand of God

พูดถึงดิเอโก มาราโดนา กับฟุตบอลโลก สิ่งแรกที่คนมักจะนึกถึงก็คือ ลูก Hand of God ที่มาราโดนาทำประตูให้อาร์เจนติน่าขึ้นนำอังกฤษ ในฟุตบอลโลกปี ๑๙๘๖ ที่ประเทศเม็กซิโก ลูกนี้เป็นลูกประวัติศาสตร์สำคัญของวงการลูกหนังโลก บ้างก็ว่ามันเป็นลูกอัปยศของวงการและไม่ควรจะเรียกว่า Hand of God ได้เลย เพราะมันควรจะเป็น Hand of Satan มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันนัดเดียวกันนี้ มาราโดนาทำประตูประวัติศาสตร์ได้ถึง ๒ ครั้ง หลังจากลูกแรกแล้ว ลูกต่อมาต่างหากที่ได้รับการยกย่องว่าน่าจะเป็นการทำประตูที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกเลยทีเดียว และเชื่อว่าแม้แต่ชาวอังกฤษหรือแฟนบอลอังกฤษเองก็คงไม่ปฏิเสธความจริงข้อนี้

มาราโดนาได้บอลที่บริเวณใกล้ๆ กลางสนามในแดนตัวเอง จากนั้นก็สปีดลากลูกหลบผู้เล่นกองกลางและกองหลังของอังกฤษไปแบบเหลือเชื่อ จนมาจบด้วยการยิงประตูผ่านปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารอังกฤษไปได้

ถ้าลูกแรกเป็นลูกพระหัตถ์ของพระเจ้า ลูกที่สองนี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก “พระบาทของพระเจ้า” โดยแท้

ผมเชื่อว่า กองหน้าในยุคหลังมาราโดนามีความฝันอยากจะยิงประตูประวัติศาสตร์แบบนี้ ในเกมสำคัญแบบนี้แทบทุกคน

ลองถามเมสซี่ดูก็ได้…

(ขอเชิญชมด้วยตาตัวเองได้จากคลิปด้านล่าง จะข้ามไปเริ่มที่นาที ๑:๔๙ เลยก็ได้ครับ)

 

 

ทวิตดีเป็นศรีแก่ตัว ทวิตมั่วระวังตัวให้ดี

fail whale

หลายวันก่อนเกิดเหตุฮือฮาในแวดวงทวิตภพ จริงๆ ก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว นั่นคือเรื่องของการทวีตผิดทวีตพลาด แต่ครั้งนี้คนที่ได้พบเจอถึงกับขำไม่ออกและเชื่อว่าต้นสังกัดก็เสียหายเยอะเลยทีเดียว

เปล่า ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องทวีต “ได้เมียกลับบ้านเลย” ของศอ.รส.

แต่เป็นกรณีของสายการบิน US Airways เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อมีผู้โดยสารของสายการบินนี้ทวิตไปที่ @USAirways ซึ่งเป็นแอคเคานต์ทวิตเตอร์ของสายการบินนี้ ทางผู้ดูแลก็ทวีตข้อความตอบ ซึ่งข้อความมันก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร แต่ดันแนบรูปมาด้วยนี่สิครับ แล้วรูปที่แนบมานี่ก็นะ ฮาร์ดคอร์มากกกกก (ผมขออนุญาตไม่ลงรูปที่ว่า ถ้าใครอยากเห็นขอเชิญเสิร์ชกูเกิ้ลด้วยคำว่า us airways tweet photo นะครับ) แล้วทวีตที่มีไอ้รูปที่ว่านี่ก็ออนไลน์อยู่ชั่วโมงกว่าๆ กว่าทางบริษัทจะรู้ตัว

เท่านั้นแหละครับ ลามเป็นไฟลามทุ่งกันเลยทีเดียว ทาง US Airways ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษขอโพยกันยกใหญ่ ซึ่งก็แก้ไขความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบริษัทไม่ได้ ความสูญเสียจากทวีตนี้คิดเป็นมูลค่าก็คงหลักหลายล้านดอลลาร์

เรื่องทวีตที่มีปัญหานี่ ไม่ได้เกิดขึ้นกับบริษัทหรือแบรนด์อย่างเดียวนะครับ คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ก็เจอกันได้ อย่างรายล่าสุดกรณีของ Justine Sacco อดีตหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ IAC (ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของเว็บดังๆ ของสหรัฐฯ หลายเว็บด้วยกัน) เธอทวีตก่อนขึ้นเครื่องไปประเทศแอฟริกาใต้ตามภาพด้านล่าง

Justine Sacco tweet

ทวีตเสร็จก็ขึ้นเครื่อง ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเพราะต่อเน็ตไม่ได้ แต่ปรากฎว่าในระหว่างที่เดินทางอยู่นั้นปฎิกิริยาจากทวีตนี้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะเนื้อหามันแสดงถึงการเหยียดผิวอย่างรุนแรง ถึงจะบอกว่า “ล้อเล่น” ก็เถอะ พอเครื่องถึงปลายทาง Justine ก็กลายเป็นคนว่างงานไปเรียบร้อย เพราะเธอโดนไล่ออกตั้งแต่ยังอยู่บนเครื่องนั่นแหละ เรื่องอย่างนี้บอกได้เลยว่าทางต้นสังกัดไม่เสี่ยงที่จะเอาชื่อเสียงบริษัทมามัวหมองไปด้วยนะครับ

ก่อนจะกดปุ่มทวีตข้อความหรือรูปภาพ (รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คเจ้าอื่นด้วยนะ) ก็หยุดคิดซักแว๊บนะครับว่าทวีตนี้จะส่งผลด้านลบตามมามั้ย

ขอให้โชคดีครับ

 

 

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๒๕๕๗

หนังสือวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗

เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวแจ้งมาจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๗ เมษายนที่ผ่านมามียอดคนเข้างานและยอดขายภายในงานสูงกว่าปีที่แล้วอยู่ราว ๒๐% โดยประเมินว่า ยอดคนเข้างานอยู่ที่ ๑.๙ ล้านคนและมียอดขายถึง ๗๐๐ ล้านบาท

ผมเองเป็นหนึ่งในเกือบ ๒ ล้านคนที่ว่านั่น

ก่อนหน้านี้ผมว่างเว้นการไปงานสัปดาห์หนังสือฯ มาหลายปีจากหลายสาเหตุด้วยกัน มีทั้งเบื่อคนเยอะ ขี้เกียจเดินทาง ไปจนถึงเหตุผลสุดคลาสสิคสำหรับใครอีกหลายๆ คนก็คือ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้อ่าน เพราะเวลาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ เรามักจะขาดความยับยั้งชั่งใจและความยั้งคิดทั้งปวง ซื้อหนังสือหอบกลับมาทีละเป็นตั้งๆ เพื่อจะพบว่า เราวางกองเอาไว้โดยไม่ได้หยิบมาอ่านซักที แล้วปีหน้ากองนั้นมันก็สูงขึ้นจากปริมาณหนังสือที่ไปหอบหิ้วกลับมาอีก

จนวันนึงถึงได้ข้อสรุปว่า พอกันที ถ้าอยากอ่านก็ซื้อเอาจากร้านหนังสือก็ได้ (วะ) ก็เลยงดไปงานสัปดาห์หนังสือฯ อย่างที่ว่า

จนกระทั่งเปลี่ยนงาน จากการทำนิตยสารธุรกิจรายเดือนมาเป็นคนรับจ้างทำหนังสือให้ลูกค้า คราวนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทล่ะ จากเดิมเป็นคนซื้อคนอ่าน คราวนี้ต้องมาเป็นคนทำ มุมมองมันก็ต้องเปลี่ยนไป จำเป็นต้องออกไปดูโลกภายนอกเขาบ้างว่าเดี๋ยวนี้วงการเขาเป็นยังไงกันบ้าง หนังสือแบบไหนที่ขายได้ขายดีที่คนสนใจ เขาออกแบบปก อาร์ตเวิร์คเนื้อในหวือหวาน่าสนใจขนาดไหนกันแล้ว ก็คงไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่างานสัปดาห์หนังสือฯ นี่แล้วล่ะ

บังเอิญว่า ผมตั้งใจไปแวะ Kinokuniya ที่สยามพารากอนก่อน เพราะมีหนังสือเล่มนึงที่ตั้งใจไปซื้อเป็นการเฉพาะ (คือ The Art of Thinking Clearly) แต่ก็นั่นแหละครับ ไปถึงก็เกิดอาการ “เฮ้ย เล่มนี้เล่มใหม่ เมืองนอกเพิ่งออกเลย เข้ามาแล้วเหรอ?” และ “เฮ้ย เล่มนี้มันอินดี้นะ เอาเข้ามาขายด้วยเหรอ?” ประมาณนั้น

สรุปว่า ตั้งใจไปซื้อเล่มเดียว จบที่ห้าเล่ม

นี่ยังไปไม่ถึงงานสัปดาห์หนังสือฯ เลยนะ แต่ก็เอาเถอะรายการหนังสือที่ตั้งใจมาซื้อปีนี้มีอยู่ไม่กี่เล่ม จดสำนักพิมพ์ จดบูธมาเรียบร้อย ไปถึงก็ตั้งใจเก็บตามรายการให้ครบก่อน หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือค่อยมาเก็บละเอียดอีกครั้ง

เช่นกันครับ จดรายการมาห้าเล่ม ไปจบที่เก้าเล่ม

ได้ข้อสรุปว่า เวลาผ่านไปหลายปีแต่อาการขาดความยั้งคิดตอนเดินซื้อหนังสือยังคงอยู่เหมือนเดิม (-_-“)

เป้าหมายในชีวิต

เป้าหมายในชีวิต

เมื่อเสาร์-อาทิตย์ก่อนที่แผนกผมออกไปสัมมนานอกสถานที่กัน วิทยากรเป็นนายทหารระดับพันเอกมาจากกองทัพบก ในช่วงหนึ่งของการสัมมนา วิทยากรตั้งคำถามว่า เรามีเป้าหมายอะไรในชีวิต?

คำถามข้อนี้ผมตอบได้ทันที ไม่ต้องคิดเลย เพราะอยู่ในความคิดมาตลอดเกือบ ๒๐ ปีแล้ว ก็คือ อิสรภาพทางการเงิน

ฟังแล้วอาจจะคิดว่า ไอ้นี่โคตรทุนนิยม บูชาเงิน อยากอยู่สบายๆ ไม่ต้องทำงาน เพราะคนส่วนมากเขาก็อยากมีความสุข อยากให้ครอบครัวมีความสุข อยากให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยกัน

เปล่าเลย ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบนี้เพื่อที่จะไม่ต้องทำงาน เอาเข้าจริงผมนึกภาพตัวเองอยู่เฉยๆ ไม่ทำงานไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมแค่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน เพื่อจะทำงานอะไรก็ได้ที่ผมอยากทำ ไม่จำเป็นต้องทนทำงานที่ไม่อยากทำเพียงเพราะต้องหาเงินไปเลี้ยงชีพ ผมอยากเลือกได้ว่าทีมงานคนไหนที่อยากร่วมงานด้วย ลูกค้าคนไหนที่ผมอยากทำงานด้วย ใครที่ไม่ซิงค์กันก็ขอเถอะ

แน่นอน อยากจะทำอย่างนี้ได้ต้องไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

การที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างนี้ มันนำไปสู่การปรับแนวคิดและการปฏิบัติอีกหลายอย่างที่ตามมา

ประการแรก ผมรู้อยู่เต็มอกว่า สายงานที่ทำเลี้ยงชีพอยู่นี้ไม่ได้ผลตอบแทนมากมายอะไรเมื่อเทียบกับสายงานอื่น เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าอยากจะมีอิสรภาพทางการเงินก็ต้องรู้จักอดออม เก็บสะสมและลงทุนให้งอกเงย ซึ่งก็นำไปสู่รูปแบบการใช้ชีวิต (หรือจะเรียกว่า ไลฟ์สไตล์) ที่เรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ไม่บ้าแบรนด์ ไม่วัตถุนิยม เลือกซื้อเลือกใช้อย่างคุ้มค่า อาจจะไม่ถึงขนาดคำกล่าวที่ว่า “ถ้าอยู่อย่างจนเราจะไม่จน ถ้าอยู่อย่างรวยเราจะไม่รวย” แต่ก็เป็นคติที่พอจะใกล้เคียง ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตมันไม่มาก เป้าหมายที่วางไว้จะได้มาถึงเร็วหน่อย

ประการต่อมา ไม่ว่าจะเก็บเงินได้มากแค่ไหน แต่ถ้าสุขภาพมีปัญหา มันจะไปมีความสุขอะไร ทำอะไรก็ไม่ได้ เงินที่มีก็ต้องเอาไปรักษาตัว ทำให้ต้องรักษาสุขภาพกันอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยออกกำลังกายได้สำเร็จเลย แต่ปีที่แล้วสามารถลุกมาวิ่งตอนเช้าได้ จนตอนนี้ทำได้สม่ำเสมออยู่ตัวแล้ว รู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้น บวกกับใส่ใจในเรื่องอาหารการกินมากขึ้น กินผักมากขึ้น ลดอาหารที่คอเลสเตอรอลสูงไปบ้าง ลดน้ำอัดลมบ้าง ก็หวังว่าจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคในยามที่สูงวัยกว่าตอนนี้ได้

อีกประการหนึ่งที่ต้องคอยเตือนตัวเองเอาไว้ก็คือ เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้มันก็คือความตั้งใจของเรา ซึ่งในบางครั้ง (หรือหลายครั้ง) อาจมีปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้มาทำให้มันบิดเบนไปบ้าง ก็อย่าได้ท้อใจ อย่าเพิ่งล้มเลิกไปก่อน มันอาจจะเสียเวลาไปบ้าง มีอุปสรรคบ้าง แต่ถ้าเราตั้งใจจริง อดทนอยู่กับมันจริงๆ วันนึงเราต้องไปถึงเป้าหมายได้แน่ หรือถ้าไม่ถึงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่ สำนวนฝรั่งบอกว่า Reach for the moon, even if you miss, you will land among the stars.

เหมือนอย่างเป้าปืนในรูปประกอบข้างบนนั่นแหละ ทุกคนเล็งที่ตรงกลางเป้า แต่ผลที่ออกมาอาจจะหลุดไปบ้าง เฉไปบ้าง ไม่เข้าตรงกลางแต่มันก็ยังได้คะแนนนะ…

๓๐ ปี ‘๑๙๘๔’

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๘๔ ระหว่างการถ่ายทอดสดการแข่งขัน Super Bowl ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งจำนวนผู้ชมสูงสุดของปี Apple ได้ออกอากาศโฆษณาเปิดตัว Macintosh เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของบริษัท

โฆษณาตัวนั้นมีชื่อว่า ‘๑๙๘๔’ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการกล่าวขาน (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่าเป็นโฆษณาทางทีวีที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

๑๙๘๔ เป็นผลงานของเอเจนซี่ Chiat/Day กำกับโดย Ridley Scott ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีผลงานคลาสสิคอย่าง Alien และ Blade Runner

มีความเชื่อกันว่าโฆษณาชิ้นนี้มีการออกอากาศเพียงครั้งเดียว แต่ความจริงแล้วมีการออกอากาศฉบับเต็มก่อนหน้า Super Bowl เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๙๘๓ ก่อนเวลาเที่ยงคืน ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าเกณฑ์สามารถส่งโฆษณาชิ้นนี้เข้าประกวดในปีนั้นได้ นอกจากนี้ยังมีการออกอากาศฉบับ ๓๐ วินาทีในอีก ๑๑ เมืองของสหรัฐฯ ด้วย

เพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ลองดูข้อมูลเปรียบเทียบเครื่อง Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c ดูครับ

เปรียบเทียบ Macintosh รุ่นแรก กับ iPhone 5c