แนะนำนิตยสาร : The Wisdom มกราคม – มีนาคม ๒๕๕๘

The Wisdom

นิตยสาร The Wisdom เป็นนิตยสารราย ๓ เดือนที่แจกฟรีให้กับลูกค้ากลุ่ม Wisdom ของธนาคารกสิกรไทยนะครับ สำหรับฉบับแรกของปีนี้เป็นเล่มพิเศษเนื่องในโอกาสที่พระที่นั่งอนันตสมาคมจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปีในปีนี้

เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มก็เลยเป็นเรื่องราวของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนด้วยกัน ประกอบด้วย ศ.ดร.มรว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย และ ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยนอกจากบทสัมภาษณ์ที่ว่ามาแล้วยังมีภาพประกอบทั้งที่เป็นภาพเก่าที่หาชมได้ยาก และภาพงานศิลป์ที่จัดแสดงอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบทความพิเศษที่เล่าถึงโครงการเส้นทางรถไฟไทยสู่จีน ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คต์ที่เกือบจะเกิดขึ้นจริงตั้งแต่เมื่อ ๑๒๙ ปีก่อน โดยมีข้อมูลและแผนที่โบราณจากคุณไกรฤกษ์ นานา นักค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย ที่ไปประมูลเอกสารชิ้นนี้มาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเอกสารชิ้นนี้ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการรถไฟที่ไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ในประเทศไทยมาก่อน

ใครที่สนใจ The Wisdom เล่มนี้ลองติดต่อธนาคารกสิกรไทยดูนะครับ

โครงการระดมทุน โมบี-ดิ๊ก ฉบับประชาชน

โครงการระดมทุน โมบี-ดิ๊ก ฉบับประชาชน

มีโครงการน่าสนใจมาบอกต่อครับ ทางกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดได้ร่วมกับ Readery ร้านหนังสือออนไลน์ จัดโครงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการแปล Moby-Dick ฉบับภาษาไทย โดยมีคุณขวัญดวง แซ่เตีย เป็นผู้แปล และคุณมนตรี ภูมี เป็นบรรณาธิการ

การระดมทุนครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายการระดมทุนเอาไว้ที่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน ผู้สนใจสามารถลงทุนอย่างน้อยคนละ ๗๐๐ บาท โดยจะได้รับหนังสือ Moby-Dick ฉบับภาษาไทย ปกแข็ง จำนวน ๑ เล่ม (ต่อ ๗๐๐ บาท) ได้รับหนังสือภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘

การระดมทุนครั้งนี้มีกำหนดถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์นี้นะครับ

ผมไม่รู้จักกับใครที่กลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดและ Readery เป็นการส่วนตัว รวมทั้งยังไม่เคยเห็นผลงานของคุณขวัญดวง และคุณมนตรีมาก่อน แต่ผมคิดว่าโครงการนี้จะช่วยเผยแพร่วรรณกรรมคลาสสิกให้กว้างขวางขึ้นในประเทศไทย และถ้าจะรอให้มีสำนักพิมพ์ไหนใจถึงจัดพิมพ์ออกมาจำหน่ายก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ งานนี้ก็เลยช่วยสนับสนุนและเผยแพร่ตามกำลังที่มีนะครับ

ผู้สนใจขอเชิญเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและร่วมลงทุนได้ที่นี่ครับ

ประสบการณ์ไป “ดูที่” ครั้งแรก

ไร่อ้อย

ผมเพิ่งไป “ดูที่” มา เป็นการไปดูที่โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะซื้อที่ดินเปล่าเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมวางแผนชีวิตเอาไว้ว่าหลังจากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนไปอีกสักพักก็จะเกษียณล่ะ ใช้ชีวิตชิลๆ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมาไปวันๆ ทีนี้ถ้าจะให้ดีก็อยากจะมีที่เยอะๆ สักหน่อย จะได้ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ได้หลายอย่าง มีที่ให้หมาวิ่งเล่น ขุดบ่อน้ำให้หมาได้โดดเล่นดำผุดดำว่ายให้สำราญใจ ความต้องการขนาดนี้จะอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑลก็ท่าจะไม่ไหว ชีวิตไม่ได้มั่งมีขนาดนั้น ก็เลยต้องออกไปหาที่ทางตามต่างจังหวัด

หลังจากถามไถ่ไปทางคนรู้จักมาพักใหญ่ๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็มีคนมาบอกว่า มีคนแถวบ้านเขาจะขายที่ มีโฉนดเรียบร้อย แบ่งเป็นแปลงแล้ว พอถามไถ่ทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที่และราคาแล้วเห็นว่าพอไหว ก็เลยนัดไปดูที่กัน

ผมไปดูที่ครั้งนี้ไปแบบคนไม่มีความรู้เลยนะครับ ไม่ได้ถามใครหรือเสิร์ชเน็ตหาข้อมูลก่อนเลยว่าจะต้องดูอะไรบ้าง ดูทิศ ดูลมอะไรไม่มีอ่ะ ไปแบบตัวเปล่าๆ นี่ล่ะ อาศัยว่ามีคนในพื้นที่พาไปดูให้อุ่นใจได้อย่างเดียว ขนาดว่ามีคนในพื้นที่พาไปนะครับก็ยังหลงเล็กน้อยให้พองาม ไปถึงแล้วก็ไม่แน่ใจว่าแปลงที่เขาจะขายน่ะแปลงไหน (เพราะไม่ได้โทรตามเจ้าของที่มาด้วย) แต่ยังดีที่มีคนรู้จักช่วยชี้ให้ดู ก็แปลงที่เห็นในรูปด้านบนนี่แหละครับ ขนาดพื้นที่ตั้งแต่จุดที่ยืนถ่ายรูปนี้ จากคันดินที่ขอบรูปด้านซ้ายไปจรดคันดินด้านขวาที่มีต้นตาลตายยอดด้วนอยู่นั่น แล้วยิงยาวตรงทะลุแปลงไร่อ้อยที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นเข้าไปอีกหลายสิบเมตร

คนที่พามาบอกที่นี่น้ำไม่ท่วมแน่ๆ ขนาดตอนน้ำท่วมใหญ่ก็ยังไม่ท่วม เพราะถ้าที่นี่ท่วมล่ะก็อำเภออื่นขึ้นบ้านสองชั้นนั่นแหละ แกว่างั้น

ดูแปลงนี้เสร็จเราย้ายไปดูอีกแปลงที่อีกตำบลนึง ปรากฎว่าแปลงนั้นที่สวยกว่านี้ ดูแล้วบรรยากาศดีกว่านี้ (แต่ดันไม่ได้ถ่ายรูปมา) สรุปว่าชอบแปลงที่สองมากกว่า แต่ติดนิดเดียวที่เจ้าของไม่ยอมแบ่งขาย จะขายยกแปลง ซึ่งมันใหญ่เกินกว่าที่เราอยากได้ ตอนนี้ก็เลยพยายามหาคนมาช่วยกันแชร์กับดูที่แปลงใหม่ไปพร้อมๆ กัน

มีใครสนใจมั้ยครับ?

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหา ด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมา นับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็น วาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บาง เหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูก ใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็น อะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหาด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมานับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็นวาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บางเหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูกใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็นอะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

หนังสือที่ซื้อครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗

หนังสือที่ซื้อในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

ที่เห็นในรูปข้างบนคือหนังสือที่ผมซื้อเป็นครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗ (ซื้อในวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗) ดูเผินๆ เหมือนเก็บกด เหมือนมันอั้นมานาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่ทำงานปัจจุบันไม่ได้อยู่ใกล้กับร้าน Kinokuniya เอาเสียเลย (Kinokuniya เป็นร้านหนังสือที่ถูกจริตผมมากที่สุดในเวลานี้ อ่านได้จากโพสต์นี้ครับ) แม้จะมีโอกาสได้แวะร้านหนังสือภาษาอังกฤษเจ้าอื่นบ้าง แต่ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน ช่วงปลายปีก็เลยจัดเวลาให้หนึ่งวันสำหรับไปเดินดูหนังสือที่นี่ให้เต็มที่ พร้อมกับลิสต์รายการไปคร่าวๆ ว่ามีเล่มไหนบ้างที่อยากได้ ส่วนนอกจากนี้ไปว่ากันหน้างาน

อยู่ที่ Kinokuniya ตั้งแต่ ๑๑ โมงถึง ๕ โมงเย็น นั่งละเลียดเลือกเข้าเลือกออก รักพี่เสียดายน้อง เล่มไหนคัดออกก็จดใส่รายการเอาไว้สำหรับรอบหน้า สรุปเก็บกลับมาได้ ๑๑ เล่ม อย่างที่เห็น ประกอบด้วย (ผมใส่ลิงค์ไว้ด้วย เผื่อใครสนใจเล่มไหนจะได้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ)

หมายเหตุ : ๒ เล่มสุดท้ายนี่เป็นนิยายนะครับ

ป.ล. การซื้อหนังสือครั้งนี้ได้คอนเฟิร์มสัจธรรมหนึ่งข้อ ก็คือ การช็อปปิ้งนี่ช่วยบำบัดได้จริงด้วยนะครับ ทีแรกผมนึกว่าผู้หญิงพูดกันเล่นๆ งวดนี้เจอกับตัวเอง จ่ายเงินเสร็จรู้สึกสารให้ความสุขทุกตัวหลั่งไหลรอบกาย (ปลายเดือนมาว่ากันอีกที 5555)

 

แนะนำหนังสือ : Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล

Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล
เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจครับ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล (หรือคุณพอลลี่) ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่งในแวดวงดิจิทัลบ้านเรา (ปกติผมจะใช้ ดิจิตอล แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับคำที่คุณพอลลี่ใช้และเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตท่านกำหนดนะครับ) คุณพอลลี่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas Idea ที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งดอทคอมบูมในยุคแรก ในยุคนั้น Thomas Idea ดังมากในเรื่องการออกแบบและทำเว็บไซต์ให้กับลูกค้าและหลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกกระจาย หลายบริษัทล้มหายตายจากไป บริษัทนี้ก็ยังอยู่และเติบโตขยายกิจการมาทำด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ผมรู้จักกับคุณพอลลี่ครั้งแรกในฐานะนักข่าวกับแหล่งข่าว ต่อมาเมื่อจะเพิ่มคอลัมน์ด้านธุรกิจไอทีและออนไลน์ในนิตยสารธุรกิจรายเดือนที่ผมรับหน้าที่บรรณาธิการอยู่ก็นึกถึงคุณพอลลี่เป็นคนแรกซึ่งคุณพอลลี่ก็ตอบรับด้วยดี (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง) และคุณพอลลี่ในฐานะคอลัมนิสต์ได้สร้างความประทับใจให้ผมหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คุณพอลลี่ไม่เคยเบี้ยว ไม่ว่างานจะยุ่งหรือมีธุระต้องไปเมืองนอกก็ไม่เคยขาดส่งต้นฉบับ ประการต่อมา จากการอ่านต้นฉบับทุกเดือน ผมสัมผัสได้เลยว่าคุณพอลลี่ใส่ใจกับการเขียนคอลัมน์มาก (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง – ย้ำอีกครั้ง) เนื้อหาที่หยิบมาเขียนในแต่ละเดือนจะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงนั้นเสมอ แถมด้วยข้อมูล สถิติและตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ ประการสุดท้าย คุณพอลลี่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก เพราะบางครั้งคุณพอลลี่ ต้องใช้ภาพประกอบในคอลัมน์ที่เขียน ก็จัดแจงซื้อภาพจาก stock photo จนเรียบร้อยก่อนจะส่งมาให้ทีมงานผมจัดอาร์ตเวิร์ค

ขอบอกว่าที่เล่ามาในพารากราฟข้างบนมีอยู่ครบในหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปจนถึงผู้ที่สนใจอยากได้ไอเดียที่จะนำดิจิทัลไปใช้กับธุรกิจของตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพรวมกว้างๆ ก่อน แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดกันอีกที โดยคุณพอลลี่ได้เล่าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในยุคนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น mobile payment หรือ social media ไปจนถึงการใช้ mobile app รวมไปถึงตัวอย่างขององค์กรที่นำดิจิทัลมาใช้จริง

ก่อนหน้านี้คุณพอลลี่มีงานเขียนมาแล้วสองเล่ม เล่มแรกคือ Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด (ดูรูปด้านล่าง) และเล่มต่อมา Digital Commerce: Turn Browsers to Buyers หากใครสนใจก็ลองหาซื้อกันดูนะครับ

Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด

แนะนำหนังสือ : กาหลมหรทึก

กาหลมหรทึก

หนังสือเล่มที่แล้วว่าชื่อแปลกแล้ว เล่มนี้แปลกกว่าอีก ถึงขนาดเล่นเอาไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไงกันเลยนะ

บอกตามตรงว่าเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจ ถึงจะพะหน้าปกว่าได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาก็เถอะ แต่มาสะดุดตรงความเห็นของคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดสรร เธอบอกว่า

“ทึ่งกับโครงเรื่อง ทึ่งกับชั้นเชิงการเล่า กระทั่งตอนจบที่คิดว่าเรื่องคงจบตรงที่คิด ผู้เขียนกลับหักมุมให้จบได้ลึกลงไปอีก ท้าทายขอบเขตจินตนาการของคน เป็นกลซ้อนกลที่เกินกว่าการคาดเดา”

นี่ระดับผู้แปลนิยายสืบสวนสอบสวนมาแล้วไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มยังว่าไว้ขนาดนี้ ก็เลยลองดู

บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังนะครับ แล้วก็ทึ่งกับโครงเรื่องที่ผู้เขียนวางไว้ แถมด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่มีการปูทั้งเรื่องจริงเรื่องหลอก มีหยอดเกร็ดประวัติศาสตร์ไว้เป็นระยะ แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ ฉากไคลแมกซ์ตอนเฉลยตัวจอมบงการนี่แหละ นิยายแนวนี้หลายเล่มปูเรื่องมาดีหมดแต่ดันมาตายเอาตอนเฉลยผู้ร้าย แต่เล่มนี้ไม่เป็นอย่างนั้นครับ อย่างที่คุณมณฑารัตน์ว่าเอาไว้นั่นแหละ ผู้เขียนสามารถหักมุมให้จบลึกลงไปได้อีก

แนะนำครับ

หมายเหตุ : ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า ที่โปรยหราเอาไว้บนปกว่าผู้เขียนอาจจะเทียบได้เป็น “แดน บราวน์ แห่งสยามประเทศ” นี่ สำหรับผมแทนที่จะชวนให้หยิบกลับได้ผลตรงกันข้ามนะครับ ที่ผมหยิบอ่านเล่มนี้เพราะความเห็นของคุณมณฑารัตน์โดยแท้

 

กาหลมหรทึก
ผู้เขียน : ปราปต์
ราคา : ๑๗๕ บาท