สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๒๕๕๗

หนังสือวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗

เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวแจ้งมาจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๗ เมษายนที่ผ่านมามียอดคนเข้างานและยอดขายภายในงานสูงกว่าปีที่แล้วอยู่ราว ๒๐% โดยประเมินว่า ยอดคนเข้างานอยู่ที่ ๑.๙ ล้านคนและมียอดขายถึง ๗๐๐ ล้านบาท

ผมเองเป็นหนึ่งในเกือบ ๒ ล้านคนที่ว่านั่น

ก่อนหน้านี้ผมว่างเว้นการไปงานสัปดาห์หนังสือฯ มาหลายปีจากหลายสาเหตุด้วยกัน มีทั้งเบื่อคนเยอะ ขี้เกียจเดินทาง ไปจนถึงเหตุผลสุดคลาสสิคสำหรับใครอีกหลายๆ คนก็คือ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้อ่าน เพราะเวลาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ เรามักจะขาดความยับยั้งชั่งใจและความยั้งคิดทั้งปวง ซื้อหนังสือหอบกลับมาทีละเป็นตั้งๆ เพื่อจะพบว่า เราวางกองเอาไว้โดยไม่ได้หยิบมาอ่านซักที แล้วปีหน้ากองนั้นมันก็สูงขึ้นจากปริมาณหนังสือที่ไปหอบหิ้วกลับมาอีก

จนวันนึงถึงได้ข้อสรุปว่า พอกันที ถ้าอยากอ่านก็ซื้อเอาจากร้านหนังสือก็ได้ (วะ) ก็เลยงดไปงานสัปดาห์หนังสือฯ อย่างที่ว่า

จนกระทั่งเปลี่ยนงาน จากการทำนิตยสารธุรกิจรายเดือนมาเป็นคนรับจ้างทำหนังสือให้ลูกค้า คราวนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทล่ะ จากเดิมเป็นคนซื้อคนอ่าน คราวนี้ต้องมาเป็นคนทำ มุมมองมันก็ต้องเปลี่ยนไป จำเป็นต้องออกไปดูโลกภายนอกเขาบ้างว่าเดี๋ยวนี้วงการเขาเป็นยังไงกันบ้าง หนังสือแบบไหนที่ขายได้ขายดีที่คนสนใจ เขาออกแบบปก อาร์ตเวิร์คเนื้อในหวือหวาน่าสนใจขนาดไหนกันแล้ว ก็คงไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่างานสัปดาห์หนังสือฯ นี่แล้วล่ะ

บังเอิญว่า ผมตั้งใจไปแวะ Kinokuniya ที่สยามพารากอนก่อน เพราะมีหนังสือเล่มนึงที่ตั้งใจไปซื้อเป็นการเฉพาะ (คือ The Art of Thinking Clearly) แต่ก็นั่นแหละครับ ไปถึงก็เกิดอาการ “เฮ้ย เล่มนี้เล่มใหม่ เมืองนอกเพิ่งออกเลย เข้ามาแล้วเหรอ?” และ “เฮ้ย เล่มนี้มันอินดี้นะ เอาเข้ามาขายด้วยเหรอ?” ประมาณนั้น

สรุปว่า ตั้งใจไปซื้อเล่มเดียว จบที่ห้าเล่ม

นี่ยังไปไม่ถึงงานสัปดาห์หนังสือฯ เลยนะ แต่ก็เอาเถอะรายการหนังสือที่ตั้งใจมาซื้อปีนี้มีอยู่ไม่กี่เล่ม จดสำนักพิมพ์ จดบูธมาเรียบร้อย ไปถึงก็ตั้งใจเก็บตามรายการให้ครบก่อน หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือค่อยมาเก็บละเอียดอีกครั้ง

เช่นกันครับ จดรายการมาห้าเล่ม ไปจบที่เก้าเล่ม

ได้ข้อสรุปว่า เวลาผ่านไปหลายปีแต่อาการขาดความยั้งคิดตอนเดินซื้อหนังสือยังคงอยู่เหมือนเดิม (-_-“)

แรงบันดาลใจอยู่ที่ร้านหนังสือ

Kinokuniya Siam Paragon

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน ผมเชื่อว่าในบางห้วงเวลาแต่ละคนล้วนต้องการ “แรงบันดาลใจ”

แรงบันดาลใจที่จะช่วยดึงตัวเองขึ้นมาจากเตียงในตอนเช้าเพื่อมาทำงาน แรงบันดาลใจที่จะออกกำลังกาย แรงบันดาลใจที่จะลดน้ำหนัก ฯลฯ

แน่นอนว่า่แต่ละคนจะมีแหล่งแรงบันดาลใจแตกต่างกันไป อาจเป็นได้ทั้งสถานที่ กิจกรรม หรือตัวบุคคล หลายคนใช้โรงภาพยนตร์เป็นที่สร้างแรงบันดาลใจ บางคนไปทะเล ภูเขา คนจำนวนไม่น้อยใช้การช็อปปิ้งเป็นการเติมพลัง

สำหรับผม แรงบันดาลใจอยู่ที่ร้านหนังสือ

เมื่อหมดพลังจากการทำงาน ขาดแรงใจ หรือรู้สึกอับทึบทางปัญญา ผมใช้ร้านหนังสือเป็นที่บำบัด การขลุกอยู่ในร้านหนังสือเป็นชั่วโมงๆ อาจฟังดูแปลกและไม่ใช่พฤติกรรมที่คุ้นเคยของใครหลายคน แต่เวลาที่หยิบจับ สัมผัสเนื้อกระดาษ พลิกอ่านเนื้อหา เลือกดูอาร์ตเวิร์คอยู่นั้น ผมรู้สึกเหมือนมีพลังงานชาร์จเข้ามาในตัว เป็นเหมือนคนไข้ที่ผ่านการเยียวยา บางครั้งแม้ยังไม่หายขาดแต่อาการก็ดีขึ้นมาก พร้อมที่จะออกไปสู้ชีวิตกันต่อ

ในบรรดาร้านหนังสือ (ในประเทศ) ที่มีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการ ขอบอกว่าอันดับหนึ่งในดวงใจในตอนนี้ผมยกให้ Kinokuniya สาขาสยามพารากอน

ด้วยปริมาณหนังสือที่มี บวกกับประเภทหนังสือแต่ละปกที่เลือกมาวาง ไปจนถึงบรรยากาศของร้าน รวมๆ กันแล้วโดนมาก

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่สนใจร้านหนังสือขนาดเล็ก ร้านหนังสืออิสระ และร้านหนังสือมือสอง ซึ่งแต่ละร้านก็มีข้อดีและจุดเด่นของตัวเอง เอาไว้มีโอกาสเรามาแลกเปลี่ยน “ร้านหนังสือในดวงใจ” กัน

สำหรับเครือข่ายร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศสองเครือนั้น ในฐานะคนอ่านต้องบอกว่ายังไม่ใช่และยังไม่โดนครับ