เอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นใคร?

ช่วง ๓-๔ วันมานี้คงไม่มีใครได้พื้นที่ข่าวเท่ากับ เอกยุทธ อัญชันบุตร

เรื่องราวของเอกยุทธที่นำเสนอผ่านสื่อออกมาส่วนใหญ่บอกเพียงว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับแชร์ชาร์เตอร์เมื่อราว ๓๐ ปีก่อน แต่รายละเอียดของเรื่องนี้ก็ไม่มีมากนัก แต่คนหนึ่งที่รู้เรื่องราวของเอกยุทธดีน่าจะเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้เขียนเรื่องราวของเอกยุทธลงในนิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๒๘ ในชื่อเรื่องว่า “เอกยุทธ อัญชันบุตร ดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาว แล้วก็กลายเป็นธุลี”

ผมโตไม่ทันนิตยสารฉบับที่ว่า แต่โชคดีที่เมื่อหลายปีก่อนทางผู้จัดการได้รวบรวมงานเขียนของสนธิ ลิ้มทองกุลมารวมเล่มและหนึ่งในนั้นคือ เจ้าพ่อ ซึ่งมีข้อเขียนชิ้นนี้รวมอยู่ด้วย

mafia_cover

เรื่องราวในบทความนี้เล่าถึงประวัติและความเป็นมาของเอกยุทธก่อนที่จะมาเริ่มแชร์ชาเตอร์ และต่อเนื่องไปถึงเรื่องราวของแชร์ชาเตอร์ตั้งแต่ต้นจนถึงบทสุดท้ายที่ต้องล้มโต๊ะแชร์ เพราะเอกยุทธผู้เป็นเจ้ามือหายตัวไปเสียเฉยๆ คงเหลือไว้เพียงตำนานให้คนกล่าวถึงกัน

eakayuth

นอกจากเรื่องราวของเอกยุทธตามที่เล่ามาแล้ว งานเขียนในหนังสือเล่มนี้อ่านสนุกตามสไตล์สนธิ ลิ้มทองกุล โดยเฉพาะเรื่องราวของแชร์แม่ชม้อย ในชื่อ “ชม้อย ทิพย์โส วีรสตรีหรือซาตานกันแน่!” ที่ต้องบอกว่าไม่ควรพลาด

ลองหาอ่านกันดูครับ

ก้าวออกจาก Comfort Zone

ผมเพิ่งไปสอนหนังสือมา จริงๆ อย่าเรียกว่าสอนเลย เรียกว่าไปเล่าประสบการณ์ให้นักศึกษาฟังจะตรงกว่า เรื่องของเรื่องก็คือ ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีสอนวิชา Business Research ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงการเก็บข้อมูลและกระบวนการหนึ่งของการเก็บข้อมูลก็คือ การสัมภาษณ์ อาจารย์ที่สอนก็เลยติดต่อมาให้ผมไปช่วยเล่าให้นักศึกษาฟังหน่อยว่า การสัมภาษณ์ควรทำอย่างไร

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่แล้วนะครับที่ผมได้มีโอกาสไปเล่าให้นักศึกษาฟังในหัวข้อนี้ แต่ความประหม่าและความตื่นเต้นก็ยังเต็มที่เหมือนครั้งแรก คงเป็นเพราะไม่คุ้นกับการบรรยายให้ใครฟังเป็นทางการสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายถามและฟังเสียมากกว่า แต่ถึงจะประหม่าอย่างที่ว่า ผมก็ยินดีไปนะครับ เพราะมองว่าการไปบรรยายอย่างนี้เป็นการช่วยให้ผมได้ออกจาก Comfort Zone ของตัวเองบ้าง

คำว่า Comfort Zone นี้ผมได้ยินครั้งแรกเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีก่อนในระหว่างการสัมภาษณ์ซีอีโอบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีการขยายธุรกิจไปในประเทศแถบภูมิภาคนี้ แต่พบปัญหาว่าผู้บริหารของบริษัทไม่อยากย้ายไปทำงานในประเทศเหล่านั้น ด้วยเหตุผลของความไม่คุ้นเคยทั้งในด้านภาษา วัฒนธรรมและผู้คน ถึงขนาดที่สัญญาว่าถ้าไปแล้วกลับมาจะได้รับการโปรโมทให้ใหญ่ขึ้น ก็ยังไม่ค่อยอยากจะไปกัน

ซีอีโอท่านนั้นสรุปว่า เป็นเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ อากาศก็ดี ภัยธรรมชาติก็ไม่ค่อยมี ทำให้เราอยู่กันง่ายๆ สบายๆ กลายเป็น Comfort Zone ของเรา และพออยู่อย่างนั้นไปนานๆ เราก็ไม่อยากก้าวออกมา เพราะไม่พร้อมที่จะเจอกับการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน และความไม่คุ้นเคย

การจะออกจาก Comfort Zone ของตัวเองนี่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเสมอไปนะครับ เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ กันก่อนก็ได้ ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทำไป เพื่อเรียนรู้และลองรับมือกับความไม่คุ้นเคยทีละน้อย อย่างเช่น ลองเปลี่ยนเส้นทางขับรถไปทำงาน เปลี่ยนเมนูอาหารที่เคยกิน เปลี่ยนร้านเจ้าประจำไปกินร้านอื่นดูบ้าง หรือลองเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตวันหยุด จากที่เคยเดินห้างก็อาจจะลองทำอย่างอื่น ฯลฯ

การได้เตรียมตัวทำอะไรที่ไม่คุ้นเคย ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ต้องแก้ปัญหาเมื่อเจอสถานการณ์ไม่คาดคิดหรือไม่ได้เตรียมรับไว้ก่อน ต้องปรับตัวหรือรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีและแม้จะมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ความเสียหายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก มองในแง่ดีเราก็ได้รู้ว่า เส้นทางใหม่ที่ลองใช้รถติดมากกว่าเส้นเดิม หรือเมนูนี้มันไม่เวิร์ค

แต่จากที่ผมเคยลองก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเองดูแล้ว พบว่าหลายครั้งก็เป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต เหมือนอย่างที่ลองไปบรรยายให้นักศึกษาฟังนี่แหละครับ

หมายเหตุ : ร่างลายมือฉบับแรกก่อนพิมพ์ครับ

buak_comfort_zone_draft_page1

หน้า ๑ – ๒ (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

buak_comfort_zone_draft_page2

หน้า ๓ – ๔ (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่ไม่คุ้นเคย

ผมเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ เป็นการกลับไปครั้งแรกในรอบ 5 ปี ต้องบอกก่อนว่าไปคราวนี้อยู่แค่ 3-4 วัน และไม่ได้ไปที่ไหนมาก แต่ก็มากพอที่จะเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราไปเจอเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ห่างหายกันไปตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง แล้วกลับมาเจอกันอีกครั้ง แวบแรกของความรู้สึกเราดีใจที่ได้กลับมาเจอกันแล้วเราก็นั่งพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบถึงชีวิตของแต่ละคน แล้วนั่งคุยกันเรื่องเก่าๆ ที่เราเผชิญมาด้วยกัน แต่หลังจากนี้ล่ะที่เราจะเริ่มหมดเรื่องราวที่จะมาคุยกัน พร้อมๆ กันนั้นเราจะเริ่มพบว่าเพื่อนเรามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากภาพจำของเราในอดีต (เช่นเดียวกัน เพื่อนเราก็จะคิดอย่างนั้นกับเราเหมือนกัน) และบ่อยครั้งที่เราอยากให้เป็นอย่างเดิมมากกว่า

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมอยู่ที่เชียงใหม่ ผมเริ่มมองเชียงใหม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เป็นสายตาของคนนอก ไม่ใช่คนที่เคยอยู่เชียงใหม่มาสิบกว่าปีอย่างที่เป็นมา เพราะเชียงใหม่ในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

อย่างแรกที่รู้สึกได้เลยก็คือ รถเยอะขึ้นมาก ไปทางไหนก็มีแต่รถยนต์ ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากความด้อยประสิทธิภาพของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นปัญหาดั้งเดิมของเชียงใหม่ ใครที่บ่นว่าระบบขนส่งมวลชนที่กรุงเทพฯ แย่ ลองมาอยู่เชียงใหม่หน่อยเถอะ กลับกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนมุมมองไปเลย และก็นี่เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขวนขวายที่จะซื้อรถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ของตัวเอง เพื่อให้ชีวิตสะดวกขึ้น

ต่อมาก็คือ การก่อสร้างมีเต็มไปหมด ทั้งคอนโดฯ บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า ฯลฯ ตอนนี้กำลังมีการก่อสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นเซ็นทรัลแห่งที่ 3 ของเชียงใหม่ รองจากเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว และเซ็นทรัล แอร์พอร์ต ขณะที่บริเวณสี่แยกรินคำก็กำลังก่อสร้างศูนย์การค้าเม-ญ่า ของเอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ ที่มีกำหนดจะเปิดปลายปีนี้ ยังไม่นับเทสโก้ โลตัส บิ๊กซี คาร์ฟูร์ แมคโคร อีกสารพัด ด้านฟากที่อยู่อาศัยก็มีทั้งกลุ่มทุนท้องถิ่นและกลุ่มทุนจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปพัฒนาโครงการกันเพียบ ถามคนที่นั่นก็ได้ความว่า นอกจากกำลังซื้อของคนเชียงใหม่เองแล้ว หลังจากน้ำท่วมใหญ่ก็มีคนกรุงเทพฯ นี่ล่ะมาซื้อที่ซื้อบ้านที่นี่เพื่อเตรียมไว้เป็นที่พักสำรอง

ความคึกคักในลักษณะเช่นนี้ ทางหนึ่งก็บอกว่าดี เพราะมันช่วยให้เกิดการจ้างงาน เศรษฐกิจเติบโต ผู้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอย ซึ่งผมไม่ปฎิเสธ ผมไม่ได้เป็นพวกโหยหาอดีตที่อยากจะให้กลับไปนั่งเกวียน ขี่ม้า เดินตลาดสด อะไรอย่างนั้น ติดอยู่นิดเดียวในเรื่องของการวางแผน วางผังและการควบคุมให้การเติบโตที่จะเกิดขึ้นมันเป็นไปโดยที่ไม่ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่โตโดยปราศจากการดูแล ใครอยากได้อะไรก็มาจ้วงเอา จ้วงเอา จนถึงวันหนึ่งที่เสน่ห์ที่ทำให้เชียงใหม่เป็นที่รู้จักมันหายไปจนเอากลับคืนมาไม่ได้อีกเลย

แค่ไม่อยากเห็นเชียงใหม่โตแต่วัตถุ เท่านั้นเอง