โชคดีที่เกิดก่อน

มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณแม่ที่มีลูกกำลังเรียนชั้นมอหก อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยขอคุยยาว ๆ เรื่องขั้นตอนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนี้ว่าเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง เพราะไม่รู้เรื่องเลย

หลังจากนั่งคุยกัน ซักถามจนเข้าใจว่าขั้นตอนมีอะไรบ้าง บอกกับตัวเองเลยว่า โชคดีมากที่เกิดมาก่อน ไม่ต้องใช้ระบบทุกวันนี้ ตัดสินกันที่สอบครั้งเดียวไปเลย

ที่คิดอย่างนี้เพราะระบบวันนี้เป็นระบบที่ต้องเหนื่อยกันตั้งแต่มอสี่ และไม่ได้เหนื่อยแค่เด็ก แต่พ่อแม่ต้องมาเหนื่อยด้วย เพราะถ้าจะปล่อยให้เด็กเตรียมตัวเองก็ไม่มั่นใจ กลัวไม่ดี ไม่พร้อม เดี๋ยวจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้

ยิ่งระบบไม่นิ่ง มีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกคนก็ยิ่งเหนื่อย ก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกันนะ…

ประสบการณ์ใช้งาน facebook และ twitter

ไม่ได้ใช้ social network มาสองสามวัน กลับมาใช้อีกทีมีข้อสังเกต (เฉพาะของตัวเอง) บางประการ

ข้อแรก feed ของ twitter ให้ข่าวสารข้อมูลทั่วไปในวงกว้างมากกว่าและเร็วกว่า fb ที่จะเป็นข้อมูลที่โฟกัสและเฉพาะทางกว่ามาก ๆ (บางโพสต์ของ fb ขึ้นมาช้าไปสองสามวันก็มี)

เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะหัวข้อหลัก ๆ ที่สนใจส่วนใหญ่ยังอยู่บน fb ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมา เรื่องวิ่ง หนังสือ ส่วนมากยังอาศัยเพจและกรุ๊ปของ fb ยังไม่ค่อยข้ามแพลตฟอร์มมา twitter กันเท่าไหร่

ข้อสอง อารมณ์และความรู้สึกขณะไถดู feed ของทั้งสองแพลตฟอร์มก็ต่างกัน บน twitter นี่ค่อนข้างจะไปทาง negative เยอะหน่อย เพราะผู้คนบน twitter แม่งโคตรเก้วกาด เรื่องนั้นเรื่องนี้ทั้งบ่นทั้งตีกัน

ส่วน fb นี่ เนื่องจากเพจหรือกรุ๊ปที่ตามอยู่เป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว (ตามข้อแรก) ประกอบกับอัลกอริธึมของ fb ก็ช่วยคัดกรองเอาเพจและกรุ๊ปที่เราเข้าไป engage ด้วยมาโชว์มากกว่าเรื่องอื่น ทำให้รู้สึกพึงพอใจในการใช้งานมากกว่า ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทำให้เกิด echo chamber ก็เถอะ

ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจัดการยังไงต่อไป จะทำการ detox twitter เพื่อลดความเก้วกาดดีมั้ย หรือจะปล่อยไว้แบบนี้เพื่อบาลานซ์กันระหว่างสองแพลตฟอร์ม แล้วเลือกใช้เอาตามอารมณ์ขณะนั้น ยังไม่รู้นะฮะ

ส่วน ig นี่ไม่พูดถึง ใช้น้อยมาก วัดอะไรไม่ได้ฮะ

ของใครเป็นยังไงกันมั่งอ่า… 🤔

วิวัฒนาการค้าปลีกจาก Stranger Things 3

Stranger Things 3 มีประเด็นผลกระทบของห้างสรรพสินค้าที่มีต่อร้านค้าดั้งเดิม (ที่ฝรั่งเรียกว่า mom & pop shops) จนหลายร้านต้องเลิกกิจการไป

ในไทยอาจเห็นภาพเรื่องนี้ไม่ชัด ถ้าจะเอาชัด ๆ ต้องผลจากห้างซูเปอร์เซ็นเตอร์ พวกเทสโก้โลตัส บิ๊กซี ที่ทำเอาตลาดสดหลายแห่งร้างไปเลย

ในขณะที่ตอนนี้ห้างในอเมริกาหลายเจ้ากำลังแย่ ทยอยปิดสาขากันไป เป็นผลจากอีคอมเมิร์ซอีกที ส่วนในไทยก็ยังสร้างห้างใหม่กันอยู่ทุกปี แต่ถ้าเอาตามที่ william gibson นักเขียนไซไฟชื่อดังว่าเอาไว้

The future is here, it’s just not evenly distributed.

ก็ขออนุญาตทำนายล่วงหน้าว่า การแข่งขันของห้างในไทยวันข้างหน้าหนักแน่ ใครที่ไม่ใช่ตัวจริง ประเภทมีที่ว่าง ๆ มีเงินเหลือ ๆ ไม่รู้จะทำอะไร เอามาลงทุนเปิดห้างขำ ๆ วันหน้าอาจจะไม่ขำนะ…

#ดูหนังดูละคร

การเปลี่ยนแปลงที่ SCG Chemicals

manager magazine may 2005

เมื่อวานนี้มีข่าวใหญ่เรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของ SCG สองกลุ่มธุรกิจด้วยกัน คือ SCG Chemicals และ SCG Packaging ซึ่งจะมีผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตามที่ไล่เลียงดูเข้าใจว่าสาเหตุเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่คุณชลณัฐ ญาณารณพ หัวเรือใหญ่ของ Chemicals จะเกษียณอายุปลายปีนี้ก็เลยขยับคุณธนวงษ์ อารีรัชชกุล ซึ่งเป็นคน Chemicals เดิมกลับไปรับตำแหน่งแทน และดันคุณวิชาญ จิตร์ภักดี ซึ่งเป็นลูกหม้อกลุ่มแพกเกจจิ้งขึ้นมารับช่วงต่ออีกที

คุณชลณัฐที่กำลังจะเกษียณอายุไปนี้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของกลุ่ม Chemicals เป็นคนที่สองต่อจากคุณอภิพร ภาษวัธน์ ผู้เป็นตำนานของกลุ่ม Chemicals ที่เกษียณอายุก่อนกำหนดไปพร้อมกับคุณชุมพล ณ ลำเลียง และผู้บริหารคนอื่นของปูนซิเมนต์ไทยในยุคนั้น ชนิดที่เรียกว่า เกษียณยกแผง

ในช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมาได้มีโอกาสสัมภาษณ์เดี่ยว (หรือที่เรียกว่า exclusive) คุณชลณัฐหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ได้คุยเรื่องชีวิตส่วนตัวของคุณชลณัฐได้เท่ากับครั้งที่ติดสอยห้อยตามพี่ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสารผู้จัดการ ไปสัมภาษณ์เพื่อทำเรื่องปกฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ (ตามภาพ)

รายละเอียดของการพูดคุยในวันนั้นเมื่อมาถึงวันนี้หลายเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้างตามวันเวลาที่ผ่านไปและวัยที่ผ่านเลย แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เขียนลงไปแต่จำได้แม่นก็คือ เมื่อถูกถามว่า ได้เรียนรู้อะไรจากคุณแม่บ้าง? (คุณชลณัฐเป็นลูกชายคนโตของคุณกฤษณา อโศกสิน นักเขียนชื่อดังและศิลปินแห่งชาติ)

คุณชลณัฐตอบทันทีว่า ”ความมีวินัย” แล้วขยายความต่อ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ถ้าไม่ป่วยหนักจนลุกไม่ไหวจริง ๆ คุณแม่จะเขียนหนังสือทุกวัน

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิตการสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง…

ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

ก่อนจะพูดถึงความสำเร็จของใครว่าเป็น “ความสำเร็จชั่วข้ามคืน” เราอาจต้องดูเส้นทางที่เขาผ่านมาก่อน

เขาอาจผ่านการศึกษา ฝึกฝน อดทน และเก็บประสบการณ์มานานหลายปี (หรือสิบปี) ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ “ชั่วข้ามคืน” อย่างที่เราเห็น… 🤔

เล่าเรื่องแบงก์ออมสิน

เมื่อวาน (วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่สองของเดือน) ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไล่เรียงไปตั้งแต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทหารไทย และออมสิน ความที่ไม่ได้เข้าแบงก์มานานประมาณนึงสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ คือ ที่ธ.อ.ส.กับทหารไทย ไม่มีลูกค้ารอคิวอยู่เลย พอเข้าไปกดบัตรคิวระบบก็เรียกเข้าไปทำธุรกรรมได้เลย

ส่วนที่ออมสินต่างออกไป เดินเข้าไปก็เห็นว่ามีคนนั่งรอคิวอยู่เกินสิบคน พอกดบัตรคิวตัวเลขบอกว่า มีคิวก่อนหน้าอยู่ ๑๕ คิว โดยที่เป็นคิวของการเปิดบัญชีใหม่อย่างเดียว ไม่นับการฝาก-ถอนที่ใช้คิวอีกชุดนึง

ระหว่างที่รอก็เดินไปเดินมาอยู่หน้าแบงก์ทำให้เห็นว่าแบงก์ออมสินมีนวัตกรรมที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน (ใครเคยเห็นแล้วไม่ว่ากันนะ) คือ เครื่องเปิดบัญชีใหม่ เห็นมีปุ่มเปิดบัญชีใหม่ให้กดก็เลยลองกดดู เซอร์ไพรส์มาก แม่งคอนเน็กไปหาเจ้าหน้าที่โผล่เป็นตัวเป็น ๆ ขึ้นมาบนหน้าจอ แล้วคุยโต้ตอบกับเราได้เว้ย เหมือนวิดีโอคอลคุยกัน

นี่นึกในใจว่า เสร็จกู จะมานั่งรอทำไมให้เมื่อย ใช้เครื่องนี้เลยสิวะ ปรากฎว่า แห้ว ใช้ไม่ได้ เพราะบริการนี้ต้องใช้เปิดบัญชีแล้วฝากเงินสด แต่เมื่อวานไปฝากแคชเชียร์เช็คก็เลยใช้ไม่ได้ เข้าไปนั่งรอเคาน์เตอร์เรียกตามเดิม รวมเบ็ดเสร็จกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า ไม่รู้ว่าที่นานนี่เพราะคนนิยมมาใช้บริการแบงก์ออมสินมากกว่าแบงก์อื่น หรือระบบมันหลายขั้นตอนทำให้ใช้เวลานาน

จะว่าไปตั้งแต่ที่ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงมาจากแบงก์เขียว แบงก์ออมสินทันสมัยขึ้นมาก มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก บริการกดเงินโดยไม่ใช้บัตรก็มี แอปทางมือถือก็มี เวนเจอร์แคปก็มี บริการใหม่ ๆ พวกนี้ต้องชมเลย และไหน ๆ ก็พัฒนาเครื่องเปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาแล้วอยากให้มีพนักงานมายืนโปรโมตกระตุ้นลูกค้าให้ไปลองใช้บริการดู เผื่อจะช่วยลดปริมาณลูกค้าที่เคาน์เตอร์ไปได้อีกทางนึงนะครับ

ครั้งแรกที่ได้รู้จักนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ยังจำครั้งแรกที่เจอนามปากกา ผมอยู่ข้างหลังคุณ ได้

เริ่มจากไปเจอหนังสือชื่อ ความสุขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ที่ Kinokuniya สยามพารากอน

หยิบเล่มนี้ดูด้วยความสงสัย หนังสือห่านอะไรวะ ชื่อแปลกดี ก่อนพลิกดูคิดล่วงหน้าไปก่อนว่าน่าจะเป็นแนววัยรุ่น เฮฮา กวนตีน อ่านเร็ว ๆ แล้วก็จบกันไปตามยุคสมัย แต่ผิดคาด

พอลองอ่านแล้ว เฮ้ย น่าสนใจ ต้องอ่านต่อ พลิกอ่านไปเรื่อย ๆ อ่านจบบทไปแล้วยังพลิกย้อนกลับมาอ่านซ้ำ แล้วถึงมาดูชื่อคนเขียน

ชื่ออะไรของแม่ง ผมอยู่ข้างหลังคุณ

เจตนาคนเขียนคงอยากจะสื่อว่า กูยืนอยู่หลังมึง กูเห็นนะว่ามึงดูอะไร ทำอะไร แต่วันนั้นจริง ๆ อยากบอกว่า มึงไม่ได้อยู่ข้างหลังกู มึงอยู่ในหัวกูเลย!! เหมือนมึงแหวกกะโหลกกูเข้าไปอยู่ข้างในเลย ติดใจมาก (ติดใจนี้ไม่ได้ใช้ในความหมายว่า ชอบใจนะฮะ) แม่งรู้ได้ไงวะ

และนั่นแหละ จากที่หยิบขึ้นมาพลิกดูผ่าน ๆ กลายเป็นซื้อติดมือกลับบ้านมาด้วย (จริง ๆ ยืนอ่านจนจบเล่มตั้งแต่ที่ร้านแล้วด้วยความกระหายใคร่รู้) เพราะอยากอุดหนุน อยากให้หนังสือขายได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เขียนเล่มใหม่ออกมาอีก ถ้าขายได้ไม่เข้าเนื้อทางสำนักพิมพ์ก็จะได้พิมพ์ออกมาอีก

วันที่เจอใน fb นี่ดีใจมาก กดติดตามไว้เลย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่สงสัย ความรู้สึกบอกว่า มันไม่ใช่ แต่อธิบายไม่ได้ ก็ได้ ผมอยู่ข้างหลังคุณ อธิบายออกมาด้วยหลักการและวิชาการให้เข้าใจได้

กระทั่งการอธิบายหลักการและวิธีคิดในหนังหลายเรื่อง ก็ช่วยเปิดแง่มุมอีกหลายด้านที่ไม่เคยมองมาก่อน ช่วยให้การดูหนังสนุกมากขึ้น

ใครอ่านแล้วจะบอกว่า อวย ก็ยอมรับว่า อวย (ออกเสียงดี ๆ นะ อย่าเปลี่ยนพยัญชนะต้นเป็นตัวอื่น 😆)

แนะนำให้กด like กด follow กันไว้เลยครับที่เพจ ผมอยู่ข้างหลังคุณ

ส่วนนี่เป็นบทสัมภาษณ์ ผมอยู่ข้างหลังคุณ โดยนิตยสาร aday bulletin ครับ

https://adaybulletin.com/talk-guest-peerapol-pataranuthaporn/31200

Free ที่ไม่ใช่ ของฟรี

คำว่า free นี่ทำคนเข้าใจผิดและจะตีกันมาหลายทีล่ะ ตั้งแต่ information wants to be free มาจนถึง free press ซึ่ง free ทั้งสองคำใช้ในความหมายว่า อิสระ ไม่ใช่ ของฟรี ไม่มีราคา อะไรงี้

ไม่งั้นคนทำสื่อจะอยู่กันยังไง บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ ลูกก็ต้องเข้าโรงเรียนนะ…

พฤติกรรมการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยคิดว่าการซื้อหนังสือนี่มันต้องผ่านกระบวนการหยิบ ๆ จับ ๆ พลิกไปพลิกมา อ่านตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ดูปกไม่ยับ ดูกาวที่สันไม่เลอะ เลือกจนพอใจถึงจะซื้อ จะมียกเว้นบ้างก็บางเล่มที่หาในไทยไม่ได้ต้องสั่งจาก amazon แต่ก็ทดลองอ่านจากฟีเจอร์ look inside มาแล้ว

ตอนนี้เหรอ เปิดเว็บดูร้านออนไลน์ อ่านสรุปเนื้อหา ถ้าพอใจก็กดเลย บางทีเปิดเจอจากใน fb สำนักพิมพ์บ้าง นักเขียนบ้าง ถ้าน่าสนใจก็กดเลย แถมบางทีหนังสือยังไม่ออก เป็นแค่พรีออเดอร์ ถ้าสนใจก็โอนเงินแล้ว inbox ไปเลย สภาพหนังสือไม่ต้องเลือก

สรุปว่า การซื้อหนังสือออนไลน์ล้างความเชื่อและพฤติกรรมเดิม (ของตัวเอง) ไปหมด แถมยังช็อปวายป่วงกว่าการเดินร้านหนังสือแบบเดิมเยอะมากกกกกกก… 😂