หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

ระวังหลัง (Paranoia)

ตามที่ได้เล่าไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้ว่าปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือและได้ประเดิม Gone Girl เป็นเล่มแรกไปแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหลังจากที่หยิบวางหยิบวางมาสองสามเล่มก็สรุปที่เล่มนี้ครับ ระวังหลัง (Paranoia)

เล่มนี้น่าสนใจตรงที่เป็นเรื่องราวของการล้วงข้อมูลในแวดวงธุรกิจ ซึ่งน่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครหยิบประเด็นนี้มาเขียน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมีเรื่องราวทำนองนี้อยู่เยอะมาก เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนในประเทศไทยเองก็เคยมีเรื่องทำนองนี้ที่ดังจนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ นั่นก็คือ บริษัททำปลากระป๋องขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจับได้ว่ามีการดูดแฟกซ์ของตัวเองไปโผล่ที่บริษัทคู่แข่ง เป็นเรื่องเป็นราวกันพักใหญ่และก็ต่อเนื่องให้มีคนเอาเครื่องแฟกซ์ที่ปลอดภัยจากการดูดข้อมูลมาวางขายกันด้วย

กลับมาที่เล่มนี้ ตัวเอกของเรื่องถูกซีอีโอบริษัทส่งเข้าไปในบริษัทคู่แข่งเพื่อหาทางสืบข้อมูลโครงการลับที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นสำคัญที่คาดว่าจะโกยรายได้มหาศาล ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตัวเอกจำเป็นต้องรับเพื่อแลกกับการที่จะไม่ถูกส่งเข้าคุกจากความผิดที่ได้ก่อเอาไว้ แม้ว่าตัวเอกจะเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและการตลาดอะไรเลยแต่ด้วยการติวเข้มและข้อมูลสนับสนุนจากซีอีโอ ประกอบกับสถานการณ์เอื้ออำนวย ทำให้หน้าที่การงานของตัวเอกของเรื่องโดดเด่นและก้าวหน้าเกินคาดคิด จนกระทั่งได้ทำงานใกล้ชิดกับซีอีโอผู้เป็นเป้าหมาย

ผู้เขียนวางคาแรกเตอร์ตัวละครบางตัวโดยหยิบลักษณะเด่นบางประการของซีอีโอในแวดวงไอทีโลกมาใช้ เช่น ซีอีโอที่ใส่เสื้อคอเต่าสีดำ ซึ่งอ่านแล้วจะนึกถึงใครไปไม่ได้นอกจากสตีฟ จ็อบส์

เรื่องราวดำเนินไปอย่างตื่นเต้น ตัวเอกต้องตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงและหมิ่นเหม่ที่จะถูกจับได้หลายต่อหลายครั้ง รวมไปถึงต้องหาทางเอาตัวรอดจากซีอีโอของตัวเองที่อาจจะหักหลังเมื่อไหร่ก็ได้ จนกระทั่งไปสู่จุดไคลแมกซ์

ถ้าเรื่องนี้จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างก็น่าจะตรงที่เป็นนิยายที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๐๐๔ (แต่ทางสำนักพิมพ์เพิ่งจะแปลและพิมพ์เมื่อปีที่แล้วนี่เอง) โดยเป็นเรื่องราวของบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ก็เลยมีการพูดถึงบางบริษัทหรือบางเทคโนโลยีที่ในขณะนั้นยังเป็นที่นิยม แต่ในปัจจุบันเหลือคนใช้ไม่มากแล้ว และบางบริษัทก็ถูกซื้อไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ในเรื่องนี้ยังไม่มีใครใช้ iPhone และ Android (เพราะยังไม่ผลิตออกมา) โทรศัพท์ยอดฮิตยังเป็น BlackBerry กันอยู่ เนื้อหาลักษณะนี้อาจทำให้คนอ่านรู้สึกได้ถึงความเก่าของเรื่อง

แต่โดยรวมแล้วเล่มนี้สนุกมาก ใครที่หาอ่านแนวนี้อยู่แนะนำเลยครับ

ระวังหลัง (Paranoia)
ผู้เขียน : โจเซฟ ไฟน์เดอร์
ผู้แปล : ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๓๒๕ บาท

What We Read: กุศลิน ศิริสนธิ

Kusalin
ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้นครับ

ชื่อ-นามสกุล : กุศลิน ศิริสนธิ

อาชีพ : บรรณาธิการเว็บไซต์รีวิวร้านอาหาร OpenRice.com

คุณจัดสรรเวลาสำหรับการอ่านอย่างไร?
ส่วนใหญ่ชอบอ่านหนังสือช่วงก่อนนอน เพราะรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง บรรยากาศเงียบๆ ทำให้มีสมาธิ บางทีนอนไม่หลับก็จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเพื่อให้หลับ แต่ถ้าเจอหนังสือดีๆ ก็จะกลายเป็นว่าอ่านหนังสือจนไม่ได้นอนแทน 555 หรือถ้าเสาร์อาทิตย์ไหนมีเวลาว่างๆ ชิลล์ๆ ก็จะหยิบหนังสือไปนั่งอ่านในร้านกาแฟบ้างเหมือนกัน (แอบมีไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์เบาๆ) ถ้าไม่ได้มีหนังสือที่อ่านค้างไว้หรือกำลังติดพันเล่มไหนเป็นพิเศษ เวลาออกไปร้านกาแฟก็จะดูนิตยสารน่าสนใจที่มีในร้านมาอ่าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกอ่านนิตยสารแฟชั่น ท่องเที่ยว และอาหาร ตามปกที่ตัวเองสนใจแต่ด้วยความที่ทำงานเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ ต้องมีไอเดียเพื่อเป็น output เยอะ บางครั้งก็จะนั่งอ่านนิตยสารอาหารต่างๆ ในเวลาทำงานเหมือนกัน เวลาที่คิดงานไม่ออก ไม่มีไอเดีย เริ่มตัน ก็จะหยิบนิตยสารอาหารมาอ่านค่ะ รวมถึงพวก Free Copy ต่างๆ ที่เจอแล้วเก็บมาด้วย

ตอนนี้คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
อยากบอกว่าเป็นคนอ่านหนังสือตามอารมณ์มากกกกก หัวเตียงจึงเต็มไปด้วยหนังสือหลายเล่มที่อ่านค้างไว้ คือบางทีเราอารมณ์ชิลล์ๆ ก็อยากอ่านอะไรเบาสมอง วันไหนเครียดก็อยากอ่านอะไรเหงาๆ วันไหนจริงจังก็อยากอ่านหนังสือจริงจังเสียดสีสังคมการเมืองตอนนี้มีอ่านค้างอยู่ ๓ เล่ม คือ อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง โดย อภิชาติ เพชรลีลา เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว โดย jirabell และ 1984 โดย George Orwell (พูดว่ากำลังอ่านเล่มนี้จะโดนเรียกไปปรับทัศนคติมั้ยเนี่ย แฮ่…) เล่มแรกได้รู้จักจากเพื่อนที่เรียนจบจาก ม.ช. คนนึง ช่วงก่อนหน้านี้ในเฟซบุคฮิตแท็คเพื่อนเพื่อแนะนำ ๑๐ หนังสือในดวงใจของแต่ละคน เราอ่านคำแนะนำที่เพื่อนเขียนไว้ว่าชอบเล่มนี้เพราะอะไรก็ประทับใจ เลยไปซื้อมาอ่านบ้าง

winter

เป็นเรื่องราวชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลุ่มนึงผ่านมุมมองการเล่าเรื่องของตัวเอกที่ชื่อ ธันวา อ่านมาได้เกือบๆ ครึ่งเล่มแล้ว ช่วงเวลาในเรื่องน่าจะเป็นยุคเดียวกับที่เราเองเรียนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากรทับแก้วเหมือนกัน จึงค่อนข้างประทับใจเพราะวิถีชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ ใกล้เคียงกันมาก  ทั้งเรื่องการเรียน การรับน้อง ชีวิตเด็กหอ ความรักวัยใส แล้วก็เมืองเชียงใหม่ในสมัยนั้น ส่วนตัวหลงเสน่ห์เชียงใหม่อยู่เป็นทุนเดิม ไปเที่ยวเกือบทุกปี ก็เลยจะพอนึกออกว่าย่านไหนอยู่ตรงไหน ก็เลยทำให้ยิ่งสนุกกับเล่มนี้ไปใหญ่ อีกอย่างที่ชอบคือ มีรูปวาดสีน้ำมันสวยๆ ประกอบแต่ละบทให้เห็นภาพอยู่ตลอดเรื่องด้วย ช่วงนี้เลยมุ่งมั่นอ่านเล่มนี้เป็นพิเศษ พยายามอ่านให้จบอยู่

สำหรับเล่มนี้เป็นความเรียงสั้นๆ ๕๐ เรื่อง พูดถึงเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันธรรมดาๆ นี่ล่ะ ความเหงา ความสูญเสีย ความทรงจำวัยเด็ก อ่านไปก็จะรู้สึกเหมือนนั่งคุยกับเพื่อนถึงเรื่องคนนู้นคนนี้ที่เคยรู้จัก อะไรทำนองนั้น

wearenotalone

จริงๆ ที่ซื้อเล่มนี้มาอ่านเพราะตามทวิตเตอร์ของคนเขียนมาก่อน @jirabell คือรู้สึกว่าเป็นผู้ชายที่มีประเด็นความคิดที่มีเสน่ห์ดี และหลายๆ เรื่องในเล่มนี้ก็แตกประเด็นมาจากทวีตที่เราเคยเห็นผ่านตามาแล้วนี่ล่ะ เหมือนเป็นการขยายความทวีตอีกที แต่เหตุที่อ่านได้ไม่จบซักที เพราะบางทีฟิลในความเรียงมันเหงาๆ อ่านรวดเดียวหลายๆ เรื่องมันก็จะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวไปด้วย ก็เลยเอาไว้อ่านเวลาเบื่อๆ เรื่องสองเรื่องก่อนนอนมากกว่า

สุดท้าย หนังสือต้องห้ามแห่งยุคสมัย จริงๆ อ่านมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดการรัฐประหารแล้วนะ แต่ยังอ่านไม่จบซักที อ่านๆ หยุดๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างเครียด อ่านแล้วต้องคิดตามเยอะ และหนังสือค่อนข้างหนา เลือกอ่านฉบับแปลไทยเพราะอยากดูสำนวนการแปลด้วยว่าดีงามมั้ย เพราะเล่มนี้ถือว่าเป็นงานขึ้นหิ้งเลยเรื่องการใช้คำที่สื่อความหมายหลายนัย ซึ่งเท่าที่อ่านสำนวนแปลฉบับนี้ทำได้ดีมากทีเดียว แปลได้เป็นธรรมมชาติและสื่อนัยยะได้ดี

1984

เนื้อหาของหนังสือเกี่ยวกับยุคสมัยหนึ่งที่ผู้ปกครองหรือ Big Brother (พี่เบิ้ม) มีอำนาจสูงสุดต่อทุกชีวิตในสังคม สามารถส่องกล้องดูความประพฤติของทุกคนได้ตลอดเวลา ห้ามทุกคนแสดงออกทางความคิด ต้องทำตามตารางชีวิตที่ทางการขีดเส้นและเขียนบทบาทมาแล้ว ห้ามแม้กระทั่งการมีความรักหรือการมีอารมณ์สุนทรีต่างๆ เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของ วินสตัน ผู้ชายที่คิดจะกบฎเพราะไม่อยากตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพี่เบิ้มอีกต่อไป เขาพยายามจดบันทึก และยังได้ทำผิดกฎอย่างมหันต์ด้วยการลักลอบมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่หญิงของพรรคแรงงานที่มีความคิดหัวกบฏเช่นเดียวกัน

สำหรับเล่มนี้คิดไว้ว่าถ้าอ่านเล่มแรกจบแล้ว จะมาอ่านต่อให้จบเป็นเล่มต่อไป

หนังสือที่คุณอ่านจบเล่มล่าสุดคือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
จริงๆ หนังสือที่อ่านจบเป็นเล่มล่าสุดเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวานเพ้อฝัน เพราะชอบอ่านเวลาเครียดๆ ทำให้เราเหมือนหลุดไปจากโลกความเป็นจริงได้ชั่วคราว แต่ถ้าเป็นหนังสือจริงจัง เรื่องล่าสุดที่อ่านจบคือ ความไม่เรียบของความรัก โดย ฮิโรมิ คาวาคามิ

lovebump

เป็นเรื่องสั้นโดยนักเขียนญี่ปุ่น เนื้อหาเป็นเรื่องความรักที่ผิดหวังในรูปแบบต่างๆ (ดูจากชื่อก็น่าจะเดาได้ไม่ยาก) อารมณ์เวลาอ่านมันก็เลยจะ เหงา เศร้า ซึม ซะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของเล่มนี้ รวมถึงเรื่องสั้นญี่ปุ่นหลายๆ เรื่องที่เคยอ่าน คือ ถึงจะเศร้าแต่ก็แฝงด้วยความสุข อ่านจบแล้วมันเลยรู้สึกเต็มตื้น รู้สึกว่า เออ เจอเรื่องแบบนี้มันก็เศร้าแหละ แต่มันก็เป็นความทรงจำที่ดี ใครชอบอ่านเรื่องสั้นแนะนำเลย

หนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านเป็นเล่มต่อไป? เพราะอะไร?
อย่างที่บอกไปแล้วว่าอ่าน 1984 ค้างไว้ ก็ตั้งใจจะกลับมาอ่านเล่มนี้ให้จบเป็นลำดับถัดไป ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ก็ยิ่งอยากกลับมาอ่าน ไม่ได้อ่านเพื่อนจะลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลหรืออะไร แต่อ่านเพื่อสะท้อนมุมมองทางการเมืองต่างๆ วิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน และดูสำนวนการแปลไปพร้อมๆ กันด้วย

หนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านจบแล้วและอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมเหตุผล
เป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะแต่ละคนก็คงชอบหนังสือคนละแนว แต่ถ้าจะให้แนะนำหนังสือที่น่าจะมีประโยชน์กับทุกคนก็ขอเลือก Tuesdays with Morrie โดย Mitch Albom

tuesdaywithmorrie

จะสังเกตว่าเล่มที่มีเป็นแบบที่ซีรอกซ์มาจากหนังสือจริง เพราะนี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่ใช้เรียนสมัยมหา’ลัย ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบคุณอาจารย์ที่เลือกเล่มนี้มาให้นักศึกษาที่กำลังอยู่ในวัยคะนองอ่าน

เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนและครูมอร์รี่ ผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (โรคที่ช่วงปีที่แล้วทุกคนลุกขึ้นมาทำ Ice Bucket Challenge เพื่อรณรงค์กันนั่นล่ะ) เนื้อหาของหนังสือเป็นสิ่งที่เขาและครูมอร์รี่ได้เรียนรู้จากช่วงสุดท้ายของชีวิตของครูก่อนที่ครูจะเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เราค้นพบว่า การเรียนรู้ที่จะตายคือแนวทางในการใช้ชีวิตที่ดีที่สุด  นั่นก็คือ เมื่อเราตระหนักถึงความจริงที่ว่าคนเราเนี่ยมันสามารถตายไปได้ทุกเมื่อ เราก็จะรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต อะไรคือสิ่งที่เราควรใส่ใจ อะไรคือสิ่งที่เราควรเลือกทำ จะได้ไม่มัวแต่ยึดติดกับอะไรโง่ๆ แล้วต้องมาเสียดายหรือเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จริงๆ เนื้อหาและแนวคิดต่างๆ ในเล่มนี้เป็นแนวคิดแบบพุทธมากๆ แต่อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อเหมือนอ่านหนังสือธรรมะ และก็ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดหลักการการทำดีมากมายด้วย อ่านแล้วจะมีความคิดขึ้นมาได้เองว่าเราควรใช้ชีวิตให้มีสติ

เล่มนี้แนะนำสำหรับคนที่อยากฝึกอ่านภาษาอังกฤษด้วยนะ เพราะผู้เขียนเลือกเล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ เข้าใจง่าย มีศัพท์เกี่ยวกับโรคที่ยากนิดหน่อย แต่รูปประโยคอื่นๆ เหมาะกับคนเริ่มอ่านภาษาอังกฤษทีเดียว

แนะนำนิตยสาร : Offscreen

Offscreen

วันก่อนกลับถึงบ้านมีพัสดุมาส่ง พี่บุรุษไปรษณีย์วางเอาไว้บนหัวเสาที่กำแพงบ้านครับ เป็นพัสดุที่ส่งมาจากเยอรมันและมีการออกแบบแพคเกจจิ้งที่ดีมาก แน่นหนา แข็งแรง น่าจะมีสำนักพิมพ์ในบ้านเราทำอย่างนี้บ้าง (นอกจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ที่ผมประทับใจในการบรรจุหนังสือเพื่อจัดส่งให้ลูกค้ามากถึงมากที่สุดครับ)

แกะกล่องออกมาเจอเล่มนี้ครับ

Offscreen no.9

และเล่มนี้อีกเล่ม

Offscreen 10

Offscreen เป็นนิตยสารรายสามเดือน เนื้อหาเกี่ยวกับผู้คนในแวดวงเว็บดีไซน์และ application developer แต่ละเล่มจะมีบทสัมภาษณ์คนในด้านนี้ให้อ่านกันจุใจ เสริมด้วยเนื้อหาอื่นๆ อย่างเช่น ภาพออฟฟิศบริษัทไอทีดังๆ หรือบริษัททำแอปที่เราใช้กันอยู่ และด้วยความที่เนื้อหาเกี่ยวกับคนทำงานด้านดีไซน์ ทำให้การใช้ฟอนต์ การวางเลย์เอาต์และภาพประกอบของนิตยสารเล่มนี้ออกมาดูดีน่าอ่าน กระดาษที่ใช้ก็ให้ความรู้สึกดีเมื่อสัมผัสและพลิกอ่าน

บรรณาธิการของ Offscreen ถูกตั้งคำถามมากเหมือนกันว่า ยุคนี้คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือบนหน้าจอกันหมดแล้ว แถมเนื้อหาของนิตยสารก็เป็นเรื่ิองราวของคนในวงการไอทีและออนไลน์ ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับหน้าจอดีที่สุด ทำไมถึงเลือกที่จะพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแทนที่จะให้อ่านบนหน้าจอ เขาตอบว่ายังงี้ครับ เขาบอกว่า Offscreen เป็นนิตยสารของเรื่องราวที่เกิดขึ้น “นอก” จอ เหมือนกับชื่อนิตยสาร เขาอยากให้คนอ่านวางไอแพด หันมาหยิบแก้วกาแฟแล้วเพลินไปกับการอ่านในแบบเดิมๆ เขาเชื่อว่าการนำเสนอคอนเทนต์แบบที่เขาทำเป็นรูปเล่มที่สัมผัสได้ เก็บสะสมได้แล้วก็อ่านที่ไหนก็ได้มันเหมาะสมกว่า

อีกเรื่องที่เท่ห์มากในความคิดของผมก็คือ กองบรรณาธิการของ Offscreen มีอยู่แค่คนเดียวคือ Kai Brach ซึ่งรับหน้าที่ทั้งบรรณาธิการและอาร์ต ไดฯ อยู่ในตัวคนเดียวเสร็จสรรพ เวลาทำงานในกองก็ไม่ต้องทะเลาะกับใคร เพราะถ้าทะเลาะก็ทะเลาะกับตัวเอง มันจะดูแปลกไปหน่อย แต่เขาก็มีใช้บริการของฟรีแลนซ์อยู่ด้วยนะครับ ทั้งในด้านงานเขียน การถ่ายภาพ ที่แปลกอีกอย่างก็คือ Brach นี่อยู่ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย แต่คนที่เขาสัมภาษณ์มาลงในเล่มส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกา นั่งปิดต้นฉบับทำอาร์ตอยู่ที่เมลเบิร์น ปิดเล่มเสร็จส่งไฟล์ไปพิมพ์ที่เยอรมันแล้วก็จัดส่งให้สมาชิกกับลูกค้าทั่วโลกจากที่เยอรมัน (นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพัสดุที่ส่งมาถึงมาจากเยอรมันครับ)

เท่าที่เดินดูในร้านหนังสือใหญ่ๆ ตอนนี้ยังไม่มีใครเอา Offscreen มาวางขายนะครับ ผมเคยทวีตไปบอกเขาให้ติดต่อ Kinokuniya กับ Asiabooks ที่บ้านเราแล้ว เขาตอบมาว่าสองเจ้านี้ร้านใหญ่เกินไป ทางร้านเขาไม่วาง (อันนี้ไม่รู้ทำไม) ก็เลยลองแนะนำร้าน The Booksmith ที่เชียงใหม่ไป เห็นเขาว่าจะลองติดต่อดู แต่ไม่รู้ได้ความเป็นยังไงนะครับ

ถ้าใครสนใจอยากซื้อมาลองอ่านดูบ้าง ราคาขายปลีกรวมค่าส่ง (ส่งทุกที่ทั่วโลก) ตกเล่มละ ๒๒ เหรียญ แต่ถ้าสมัครสมาชิก ๓ เล่ม หรือซื้อ ๓ เล่มจะลดเหลือ ๕๙ เหรียญ เชิญได้ที่นี่ครับ หรือถ้าจะอ่านบลอกทำความรู้จักกันก่อนก็ที่นี่ครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

What We Read: เอกวสา สุขส่ง

Eakwasa

ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้น โดยมีตอนนี้เป็นตอนแรกครับ

ชื่อ-นามสกุล :  เอกวสา สุขส่ง (ดาว)

อาชีพ : นักข่าวนิตยสารธุรกิจการตลาดรายเดือน

คุณจัดสรรเวลาสำหรับการอ่านอย่างไร?
เมื่อว่างจากการปิดเล่ม ประมาณช่วง ๒ อาทิตย์แรกของเดือน ตอนนั้นจะมีเวลาชิลๆ ให้หยิบหนังสือมาอ่านได้สบายๆ ส่วนใหญ่จะอ่านตอนเย็นหลังจากกลับบ้านกับวันเสาร์ อาทิตย์ ถ้าไม่ได้ออกไปทำธุระที่ไหนก็ใช้เวลาอ่านได้ทั้งวัน ถ้าเล่มไหนสนุกอ่านเพลินๆ ใช้เวลาไม่กี่วันก็อ่านจบ แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเล่มอยู่จะขอเว้นการอ่านหนังสือไปสักพักใหญ่ๆ เคลียร์งานจบค่อยเจอกัน

ตอนนี้คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
กำลังอ่าน Love a Lot is Not Enough มากกว่าแค่คำว่า “รัก” อยู่ เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คของเพื่อนสมัยเรียนปริญญาโทเขียนขึ้นมา ชื่อ “หนึ่ง” และ “เดียว” ทั้งสองคนเป็นคู่รักที่รู้จักกันมานานกว่า ๑๖ ปี ทำธุรกิจด้านความรักด้วยกันมา ๙ ปี แต่งงานกันมาแล้ว ๗ ปี และปัจจุบันมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนอายุ ๖ เดือน ชื่อว่า “คนนี้” โดยทั้งคู่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ความรักและการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่ามีอีกหลายคำและหลายข้อสำคัญ ที่สามารถนำมาใช้กับชีวิตคู่ของทุกคนได้ เพื่อความรักและความเข้าใจที่ยืนยาว

loveisnotenough

ไม่ว่าจะเป็น… ๑. เวลาทะเลาะกันให้รีบคิดว่าพรุ่งนี้ก็ลืมแล้วว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ให้รีบคืนดีกัน ๒. อย่าเบื่อที่จะรับสาย เพราะมันดีกว่าไม่มีใครโทรเข้ามา ๓. ไม่มองบ้างไม่พูดบ้างทำให้ความรักยืนยาวขึ้น ๔. ความรักไม่ใช่เกมส์กีฬาอย่ามัวแต่หาคนชนะหรือแพ้ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเป็นผู้แพ้ทั้งคู่ ๕. เมื่อคนหนึ่งพูดอีกคนต้องฟัง

และยังมีอีกหลายข้อที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับตัวเอง เพราะปกติแล้วจะชอบอ่านแต่หนังสือแปลแนวสืบสวน สอบสวน กับแฟนตาซีเป็นส่วนใหญ่ พออ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกว่านำมาใช้ในชีวิตจริงได้ และเหมาะกับทุกคน

หนังสือที่คุณอ่านจบเล่มล่าสุดคือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
เล่มที่อ่านจบไปล่าสุดคือ สนิท ชิด เชือด (Sharp Objects) ของ Gillian Flynn ผู้แต่งคนเดียวกับเรื่อง Gone Girl อันโด่งดังทั้งในรูปแบบหนังสือและภาพยนตร์ เป็นแนวลึกลับ สอบสวน โดยมีคามิลล์ พริกเกอร์ นักข่าวสาวจากชิคาโกเป็นตัวเดินเรื่อง เธอถูกส่งไปทำข่าวฆาตกรรมเด็กนักเรียนที่เมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอที่จากมานานกว่า ๑๐ ปี ภายในเมืองเล็กๆ ที่ดูน่าจะปลอดภัยกลับแฝงเรื่องราวและเบื้องหลังบางอย่างที่น่าสะพรึงไว้มากมาย

sharpobjects

ที่น่าสนใจคือตัวละครทุกตัวดูเหมือนคนมีปมและช่างน่าสงสัยไปหมดว่าใครคือฆาตกรตัวจริง ตอนแรกเดาไว้แล้วว่ามีคนสำคัญของคามิลล์คนนึงเป็นฆาตรกรแน่ๆ แต่สุดท้ายก็หักมุม และมีหลายอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คาดเดาไว้มาก ผู้เขียนวางพล็อตไว้ได้น่าติดตามและหักมุมสุดๆ แม้ว่าเมื่อเทียบกับ Gone Girl แล้ว ระดับความซับซ้อนของเรื่องนี้ยังถือว่าเบากว่าเยอะมากกกกกกกก แต่ก็ไม่น่าผิดหวังสำหรับคอนิยายแนวนี้

หนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านเป็นเล่มต่อไป? เพราะอะไร?
มีหนังสือเล่มนึงที่ซื้อไว้เพื่อเตรียมอ่านตอนว่างๆ แล้ว ชื่อ Six Years สาปสูญ เขียนโดย ฮาร์ลาน โคเบน ซึ่งมีผลงานออกมาหลายเล่มแล้ว และแน่นอนว่ายังเป็นแนวลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนปม เช่นเคย เพราะเป็นแนวที่ชอบมาก อีกเรื่องที่สนใจคือ Fifty Shades of Grey อันโด่งดัง บอกเลยว่าอ่านตามกระแส ยังไม่ได้ดูหนังว่าเป็นไง แต่ได้ยินจากคนที่เคยมาหลายคนบอกว่าหนังสือแซ่บกว่าเยอะ งานนี้ต้องลอง อิอิ

sixyears

หนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านจบแล้วและอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมเหตุผล
ถ้าเป็นแนวที่สามารถนำกลับมาใช้ในชีวิตจริงได้คงแนะนำ Love a Lot is Not Enough มากกว่าแค่คำว่า “รัก” แม้จะยังอ่านไม่จบดีแต่ก็ได้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตคู่มาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของแฟนหรือคนรักก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ ส่วนคนที่โสดก็ใช่ว่าจะอ่านไม่ได้ เพราะมีบางข้อที่เหมาะกับคนโสดเหมือนกัน หรือจะอ่านไว้เพื่อเตรียมรับมือกับความรักใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตก็ยังได้

ส่วนใครที่ชอบแนวแฟนตาซีขอแนะนำ The Hunger Games ทั้ง ๓ เล่ม ถึงจะเป็นนิยายแฟนตาซีแต่ก็มีทั้งแอกชั่น ดราม่า และการเมืองแทรกอยู่ด้วย จึงออกโทนดาร์กๆ หน่อย ไม่ใช่แนวแฟนตาซีเพ้อฝัน บางคนดูในโรงอาจจะไม่อิน แต่ถ้าอ่านหนังสือแล้วบอกเลยว่าสนุกกว่ามาก เปิดโลกจินตนาการได้กว้างไกลสุดๆ ส่วนตัวแล้วไปดูในโรงก่อนในภาคแรกจากนั้นก็ติดใจเลยซื้อมาอ่านทีเดียว ๓ เล่มรวดจบแบบมาราธอน ฟินๆ กันไป

แนะนำนิตยสาร : The Wisdom มกราคม – มีนาคม ๒๕๕๘

The Wisdom

นิตยสาร The Wisdom เป็นนิตยสารราย ๓ เดือนที่แจกฟรีให้กับลูกค้ากลุ่ม Wisdom ของธนาคารกสิกรไทยนะครับ สำหรับฉบับแรกของปีนี้เป็นเล่มพิเศษเนื่องในโอกาสที่พระที่นั่งอนันตสมาคมจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปีในปีนี้

เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มก็เลยเป็นเรื่องราวของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนด้วยกัน ประกอบด้วย ศ.ดร.มรว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย และ ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยนอกจากบทสัมภาษณ์ที่ว่ามาแล้วยังมีภาพประกอบทั้งที่เป็นภาพเก่าที่หาชมได้ยาก และภาพงานศิลป์ที่จัดแสดงอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบทความพิเศษที่เล่าถึงโครงการเส้นทางรถไฟไทยสู่จีน ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คต์ที่เกือบจะเกิดขึ้นจริงตั้งแต่เมื่อ ๑๒๙ ปีก่อน โดยมีข้อมูลและแผนที่โบราณจากคุณไกรฤกษ์ นานา นักค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย ที่ไปประมูลเอกสารชิ้นนี้มาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเอกสารชิ้นนี้ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการรถไฟที่ไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ในประเทศไทยมาก่อน

ใครที่สนใจ The Wisdom เล่มนี้ลองติดต่อธนาคารกสิกรไทยดูนะครับ

โครงการระดมทุน โมบี-ดิ๊ก ฉบับประชาชน

โครงการระดมทุน โมบี-ดิ๊ก ฉบับประชาชน

มีโครงการน่าสนใจมาบอกต่อครับ ทางกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดได้ร่วมกับ Readery ร้านหนังสือออนไลน์ จัดโครงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการแปล Moby-Dick ฉบับภาษาไทย โดยมีคุณขวัญดวง แซ่เตีย เป็นผู้แปล และคุณมนตรี ภูมี เป็นบรรณาธิการ

การระดมทุนครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายการระดมทุนเอาไว้ที่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน ผู้สนใจสามารถลงทุนอย่างน้อยคนละ ๗๐๐ บาท โดยจะได้รับหนังสือ Moby-Dick ฉบับภาษาไทย ปกแข็ง จำนวน ๑ เล่ม (ต่อ ๗๐๐ บาท) ได้รับหนังสือภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘

การระดมทุนครั้งนี้มีกำหนดถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์นี้นะครับ

ผมไม่รู้จักกับใครที่กลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดและ Readery เป็นการส่วนตัว รวมทั้งยังไม่เคยเห็นผลงานของคุณขวัญดวง และคุณมนตรีมาก่อน แต่ผมคิดว่าโครงการนี้จะช่วยเผยแพร่วรรณกรรมคลาสสิกให้กว้างขวางขึ้นในประเทศไทย และถ้าจะรอให้มีสำนักพิมพ์ไหนใจถึงจัดพิมพ์ออกมาจำหน่ายก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ งานนี้ก็เลยช่วยสนับสนุนและเผยแพร่ตามกำลังที่มีนะครับ

ผู้สนใจขอเชิญเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและร่วมลงทุนได้ที่นี่ครับ

ประสบการณ์ไป “ดูที่” ครั้งแรก

ไร่อ้อย

ผมเพิ่งไป “ดูที่” มา เป็นการไปดูที่โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะซื้อที่ดินเปล่าเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมวางแผนชีวิตเอาไว้ว่าหลังจากที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนไปอีกสักพักก็จะเกษียณล่ะ ใช้ชีวิตชิลๆ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมาไปวันๆ ทีนี้ถ้าจะให้ดีก็อยากจะมีที่เยอะๆ สักหน่อย จะได้ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ได้หลายอย่าง มีที่ให้หมาวิ่งเล่น ขุดบ่อน้ำให้หมาได้โดดเล่นดำผุดดำว่ายให้สำราญใจ ความต้องการขนาดนี้จะอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑลก็ท่าจะไม่ไหว ชีวิตไม่ได้มั่งมีขนาดนั้น ก็เลยต้องออกไปหาที่ทางตามต่างจังหวัด

หลังจากถามไถ่ไปทางคนรู้จักมาพักใหญ่ๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็มีคนมาบอกว่า มีคนแถวบ้านเขาจะขายที่ มีโฉนดเรียบร้อย แบ่งเป็นแปลงแล้ว พอถามไถ่ทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที่และราคาแล้วเห็นว่าพอไหว ก็เลยนัดไปดูที่กัน

ผมไปดูที่ครั้งนี้ไปแบบคนไม่มีความรู้เลยนะครับ ไม่ได้ถามใครหรือเสิร์ชเน็ตหาข้อมูลก่อนเลยว่าจะต้องดูอะไรบ้าง ดูทิศ ดูลมอะไรไม่มีอ่ะ ไปแบบตัวเปล่าๆ นี่ล่ะ อาศัยว่ามีคนในพื้นที่พาไปดูให้อุ่นใจได้อย่างเดียว ขนาดว่ามีคนในพื้นที่พาไปนะครับก็ยังหลงเล็กน้อยให้พองาม ไปถึงแล้วก็ไม่แน่ใจว่าแปลงที่เขาจะขายน่ะแปลงไหน (เพราะไม่ได้โทรตามเจ้าของที่มาด้วย) แต่ยังดีที่มีคนรู้จักช่วยชี้ให้ดู ก็แปลงที่เห็นในรูปด้านบนนี่แหละครับ ขนาดพื้นที่ตั้งแต่จุดที่ยืนถ่ายรูปนี้ จากคันดินที่ขอบรูปด้านซ้ายไปจรดคันดินด้านขวาที่มีต้นตาลตายยอดด้วนอยู่นั่น แล้วยิงยาวตรงทะลุแปลงไร่อ้อยที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นเข้าไปอีกหลายสิบเมตร

คนที่พามาบอกที่นี่น้ำไม่ท่วมแน่ๆ ขนาดตอนน้ำท่วมใหญ่ก็ยังไม่ท่วม เพราะถ้าที่นี่ท่วมล่ะก็อำเภออื่นขึ้นบ้านสองชั้นนั่นแหละ แกว่างั้น

ดูแปลงนี้เสร็จเราย้ายไปดูอีกแปลงที่อีกตำบลนึง ปรากฎว่าแปลงนั้นที่สวยกว่านี้ ดูแล้วบรรยากาศดีกว่านี้ (แต่ดันไม่ได้ถ่ายรูปมา) สรุปว่าชอบแปลงที่สองมากกว่า แต่ติดนิดเดียวที่เจ้าของไม่ยอมแบ่งขาย จะขายยกแปลง ซึ่งมันใหญ่เกินกว่าที่เราอยากได้ ตอนนี้ก็เลยพยายามหาคนมาช่วยกันแชร์กับดูที่แปลงใหม่ไปพร้อมๆ กัน

มีใครสนใจมั้ยครับ?

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหา ด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมา นับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็น วาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บาง เหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูก ใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็น อะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหาด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมานับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็นวาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บางเหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูกใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf