What We Read: พรชัย แสนยะมูล (กุดจี่)

พรชัย แสนยะมูล (กุดจี่)

ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้นครับ

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ คุณกนกวรรณ บัวงาม บรรณารักษ์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

 

ชื่อ-นามสกุล : พรชัย แสนยะมูล (กุดจี่)

อาชีพ : นักเขียน

คุณจัดสรรเวลาสำหรับการอ่านอย่างไร?
ไม่ได้จัดสรรขนาดนั้นครับ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร (ฮา) การอ่านหนังสือ หรือการเขียนหนังสือก็เหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน ผมต้องนอนทุกวัน ตื่นทุกวัน ทานอาหารทุกวัน เข้าห้องน้ำปลดทุกข์ ฉี่ ทุกวัน อ่านและเขียนทุกวัน แต่การอ่านและการเขียนจะไม่เหมือนกับการตื่น การทานข้าว การนอน ที่ค่อนข้างมีเวลาตายตัว มีเวลามากก็จะอ่านวรรณกรรมเป็นเล่ม มีเวลาว่างไม่มากก็จะอ่านนิตยสารเป็นคอลัมน์ๆ ไป ครับ ทำเช่นนี้มาหลายปีแล้ว จนการอ่านการเขียนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว แม้สายตาจะเริ่มสั้น เอียง ก้ำกึ่งยาวเกินกู่กลับ (ฮา) แต่สายใยที่ผมมีต่อตัวหนังสือยังยืนยาวต่อไป เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวคนเขียนกับตัวหนังสือที่ค่อนข้างอธิบายยาก (ฮา)

เมื่อเธอรักตัวเองเธอจะรักการอ่าน เมื่อเธอรักคนอื่นเธอจะรักการเขียน เป้ สีน้ำ เคยกล่าวไว้เช่นนั้น สำหรับผม – ผมรักทั้งตัวเอง ผมรักทั้งคนอื่น เพราะฉะนั้น ผมจึงหลายใจ (ฮา) หนังสือไม่ได้บอกให้เรามีหลายใจต่อคนรัก แต่หนังสือบอกให้เรามีหลายใจต่อหนังสือ กล่าวคือ อ่านหนังสือหลายๆ แนวเข้าไว้ จะได้เข้าใจชีวิตครับ ทั้งชีวิตเขาและชีวิตเรา

ตอนนี้คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
ฉันกับฬา ปลาเตโร เป็นวรรณกรรมสเปนอันเลื่องชื่อของนักเขียนรางวัลโนเบล นามว่า ‘ฆวน รามอน ฆิเมเนซ’ อ่านยังไม่จบครับ ปกติผมชอบอ่านกวีนิพนธ์อยู่แล้ว มีศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่ง (อ.สถาพร ศรีสัจจัง) ท่านได้อ่านกวีนิพนธ์เรื่อง นิธาร ของผม ท่านบอกว่าท่านชอบในภาษาที่บริสุทธิ์ และท่านยังแนะนำว่า กุดจี่ ควรจะไปหา ฉันกับฬา ปลาเตโร มาอ่าน ดูซิว่า ‘ร้อยกรองในรูปแบบร้อยแก้ว’ เป็นเช่นไร อ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเล่ม ใจจึงยังบอกไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นนะ เมื่อไม่ตื่นเต้นกับภาษาและไม่หวือหวากับเรื่องราว มันก็เลยไม่ถึงขั้นต้องอ่านรวดเดียวจบ…แต่ ต้องอ่านให้จบ! เอาไว้ว่างเมื่อไหร่จะมาอ่านต่อครับ

นิธาร

นิธาร ผลงานกวีนิพนธ์ของ พรชัย แสนยะมูล (กุดจี่)

ปลาเตโร่

หนังสือที่คุณอ่านจบเล่มล่าสุดคือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
กาลครั้งหนึ่งสอนให้รู้ว่า ของ ‘นิ้วกลม’ กับกวีนิพนธ์เรื่อง เงาไม่มีเงา ของ ‘นายทิวา’ ของ ‘นิ้วกลม’ นี่ เล่มนี้อ่านตอนแรกหงุดหงิด เพราะผู้เขียนเขียนนิทานด้วยรูปแบบของกาพย์กลอน ที่หงุดหงิดเพราะ สัมผัสไม่ได้ สัมผัสผิดเยอะมาก อ่านๆ ไปถึงครึ่งเล่มก็เลยขจัดความหงุดหงิดออกไปโดยคิดเข้าข้างคนเขียนว่า ‘นิ้วกลมคงตั้งใจจะไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์’ จากนั้น ความสนุกก็เกิดขึ้น เมื่อเรามุ่งตรงไปยังเนื้อหาและจินตนาการที่นิ้วกลมนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ นิ้วกลมจะเคืองไหมเนี่ยเมื่อกุดจี่ตบหัวแล้วลูบตูด (ฮา) ถ้าเคืองก็เคืองคนสัมภาษณ์ก็แล้วกันนะ (ฮา)

กาลครั้งหนึ่งสอนให้รู้ว่า

อีกเล่ม เงาไม่มีเงา ของ ‘นายทิวา’ เป๊ะมากในแง่ของฉันทลักษณ์ เป็นบทกวีแฝงธรรมะ สะกิดสะเกาให้เราได้มองสังคมแล้วย้อนดูตนเอง แม้มุมมองจะไม่ใหม่แต่ก็ได้มุมมองของธรรมะที่ลุ่มลึกไม่น้อยครับ

เงาไม่มีเงา

หนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านเป็นเล่มต่อไป? เพราะอะไร
ผู้คนแห่งมหานครดับลิน ว่ากันว่า เป็นรวมเรื่องสั้นเพียงชุดเดียวในชีวิตของ ‘เจมส์ จอยซ์’ ครับ

Dubliners

หนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านจบแล้วและอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมเหตุผล
ข้อนี้ นึกนาน อ่านเยอะ ชอบเยอะ ตามแต่ละช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่ผลงานของ คาลิล ยิบราน, เฮอร์มาน เฮสเส, มิลาน คุนเดอรา, ประภาส ชลศรานนท์, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ไพวรินทร์ ขาวงาม, บินหลา สันกาลาคีรี, พิบูลศักดิ์ ละครพล, ปะการัง, ศุ บุญเลี้ยง,โน้ต อุดม ฯลฯ จำไม่หวาดไม่ไหว ถึงยังไงอย่าลืมอ่านงานของกุดจี่นะครับ (ฮา) เอาเป็นว่า ผมยกหนังสือ พระไตรปิฎก (ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว อ.วศิน อินทสระ เรียบเรียง) ให้อ่านแล้วกัน เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะเราเกิดมาเป็นชีวิต และสักวันเราต้องตายอย่างไรล่ะครับ ผมอยากให้กัลยาณมิตรเป็นผู้หลุดพ้น อย่างน้อยก็หลุดพ้นจากความเกลียดชัง ครับ

ศิลปะของการตัดสินใจ

(ภาพโดย Padurariu Alexandru)

เคยมีปัญหากับการตัดสินใจกันมั้ยครับ?

ว่ากันตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอย่างกลางวันนี้จะกินอะไรดี? ยากขึ้นมาอีกนิดเป็นจะซื้อรองเท้ารุ่นไหน สีไหนดี? จะเอาไอโฟนหรือแอนดรอยด์? ขยับขึ้นมาอีกหน่อย จะเอารถรุ่นนี้ยี่ห้อนี้หรืออีกยี่ห้อ? ไปจนถึง จะซื้อบ้านของบริษัทไหนดี?

ในชีวิตทำงานเราก็มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจกันมากมาย ไล่ไปตั้งแต่การจัดลำดับความสำคัญของงาน พอเริ่มเป็นหัวหน้าก็ต้องตัดสินใจเรื่องการรับพนักงาน เมื่อขึ้นสู่ระดับบริหารก็ต้องตัดสินใจเรื่องของนโยบาย

การตัดสินใจเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ถ้าถูกก็ดีไป แต่ถ้าผิดพลาดไม่เป็นอย่างที่คิดก็อาจเกิดความเสียหายได้ตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ จนถึงใหญ่โตและอาจส่งผลตามมาถึงชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานได้

ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงถึงจะมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจของเราจะไม่พลาด

คำตอบแรกที่ลอยเข้ามาในหัวก็คือ ต้องหาข้อมูลให้ครบถ้วน รอบด้านที่สุด ซึ่งนี่เป็นหลักการสำคัญเบื้องต้น แต่ในชีวิตจริงการตัดสินใจหลายครั้งเราไม่สามารถรอให้มีข้อมูลครบถ้วนได้ อาจเนื่องมาจากเงื่อนไขทางด้านเวลาที่จำกัด หรือบางเรื่องต่อให้มีเวลาก็ไม่สามารถหาข้อมูลมาได้มากกว่านี้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจกันทั้งที่ไม่พร้อมอย่างนี้แหละ

ตรงนี้แหละที่จะวัดศักยภาพของแต่ละคน

เมื่อหลายปีที่แล้วนิตยสาร BusinessWeek ไทยแลนด์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับหลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสำนักข่าว Bloomberg ได้จัดอันดับหลักสูตร MBA ของที่นี่เป็นอันดับที่ ๕) ที่ได้ปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนคุ้นเคยและพร้อมที่จะตัดสินใจแม้ในยามที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งการปรับหลักสูตรนี้เป็นผลมาจากฟีดแบ็กของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการให้บัณฑิตเอ็มบีเอพร้อมที่จะทำงานในสภาพการทำงานจริงที่ต่างไปจากการเรียนในห้องเรียน

BusinessweekThailand

สิ่งที่โคลัมเบียทำก็คือ ส่งกรณีศึกษาให้นักศึกษาพร้อมข้อมูลจำนวนหนึ่ง แล้วให้นักศึกษาหาคำตอบหรือโซลูชั่นสำหรับแต่ละกรณีออกมาโดยที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์ เมื่อได้คำตอบแล้วก็มานั่งวิเคราะห์กันว่าสิ่งที่ตอบมานั้นถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร เพราะอะไร เสร็จแล้วก็ส่งเคสใหม่มาให้ทำอีก ซ้ำอยู่อย่างนี้ ผลที่ได้ก็คือ นักศึกษาจะเริ่มคุ้นเคยกับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถทำการตัดสินใจได้โดย “ไม่เกร็ง”

จริงอยู่การตัดสินใจเช่นนี้อาจได้ผลทั้งถูกและผิด แต่สิ่งที่สำคัญคือ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางโคลัมเบียหวังว่าจะช่วยให้นักศึกษาสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

นอกจากการตัดสินใจบนความไม่พร้อมของข้อมูลแล้ว เรามักจะเจออีกประเภทหนึ่งก็คือ การตัดสินใจที่ดูแล้วไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียทั้งหลายทั้งปวงแล้วควรจะเลือกทางหนึ่ง แต่ใจมันกลับเรียกร้องให้เลือกอีกทางหนึ่ง แม้ทางที่เลือกจะลำบากจะยากและขัดกับเหตุผลที่ควรจะเป็นก็ตาม

กรณีแบบนี้เป็นการตัดสินใจด้วย “กึ๋น” ล้วนๆ ถ้าเป็นฝรั่งก็บอกว่ามันเป็น gut feeling

ยกตัวอย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งทำงานอยู่ในบริษัทที่เป็นเบอร์สองของวงการ บริษัทนี้มีรายได้หลายพันล้านและมีกำไรต่อเนื่อง ผู้บริหารคนนี้ฝีมือดีเป็นที่ประจักษ์ จนไปเข้าตาซีอีโออีกบริษัทนึงที่อยู่ในวงการเดียวกัน ก็ชักชวนให้มาทำงานด้วย ปัญหาก็คือบริษัทที่มาชวนนี้ในอดีตเคยรุ่งเรือง แต่ตอนนั้นสถานะง่อนแง่นเต็มที จะล้มละลายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผู้บริหารคนนี้รู้สึกว่าคุยกับซีอีโอที่มาชวนแล้วมัน “คลิก”

กลับมาเขาลองทำการประเมินข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบระหว่างสองบริษัท ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ได้ผลเหมือนกันคือ อยู่ที่เดิมต่อไป ลองไปถามไปขอคำปรึกษาจากคนรอบตัว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยู่ที่เดิมรุ่งกว่า

ถ้าตัดสินใจด้วยเหตุผล ผู้บริหารคนนี้ก็คงเลือกทำงานที่เดิม แต่ในใจเขามีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้คอยบอกว่า ไปที่ใหม่เถอะ ไปที่ใหม่เถอะ สุดท้ายเขาฝืนคำแนะนำของทุกคน ยอมรับข้อเสนอย้ายมาทำงานที่บริษัทใหม่

ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปีเขายังทำงานอยู่ที่บริษัทนี้ แต่ขยับมาเป็นซีอีโอต่อจากซีอีโอคนที่ชวนเขามาทำงาน

คนที่ชวนเขาชื่อ สตีฟ จ็อบส์

บริษัทที่ใกล้จะล้มละลายที่ว่าตอนนี้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกและมีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกมากมาย คือ แอปเปิล

ผู้บริหารคนที่เล่าเรื่องนี้คือ ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล

กรณีนี้ gut feeling ล้วนๆ ครับ

รีวิวหนังสือ : สารวัตรเถื่อน – ปฐมบทชายร่างสูง ผิวคล้ำ

สารวัตรเถื่อน

เรื่องมันเริ่มมาจากการที่มีโอกาสได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือมาแป๊บนึง และในช่วงเวลาแป๊บนึงนั้นเองผมได้หนังสือมาสี่ห้าเล่ม สองเล่มในนั้นเป็นหนังสือในชุด ธนุส นิราลัย ชายร่างสูง ผิวคล้ำ ผลงานของคุณวสิษฐ เดชกุญชร คือ ประกาศิตอสูร กับอวสานสายลับ (สองเล่มนี้ต้องบอกว่า โคตรหนานะครับ แต่ละเล่มเกินหนึ่งพันหน้า ห้ามนอนอ่านเด็ดขาด หลุดมือตกใส่หน้านี่อาจบาดเจ็บได้)

พอกลับมาพลิกๆ จะอ่านอวสานสายลับ ซึ่งเป็นเล่มที่เรื่องราวเกิดขึ้นก่อนก็พบว่า ผมจำวีรกรรมที่ผ่านมาของชายร่างสูง ผิวคล้ำคนนี้ไม่ค่อยได้แล้ว เหตุที่อ่านทิ้งช่วงมานานมาก จริงๆ จะอ่านลุยไปเลยก็ได้เพราะคิดว่าเนื้อเรื่องคงไม่ได้มีการคาบเกี่ยวอะไรกันมากนัก แต่มาคิดอีกที ไหนๆ ก็ไหนๆ วะ กลับมาเริ่มตั้งแต่เล่มแรกแล้วจัดยาวๆ ไปเลยดีกว่า ก็เลยเป็นที่มาของการหยิบเอาสารวัตรเถื่อน ซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกในชุด ธนุส นิราลัย มาอ่านใหม่อีกครั้ง

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านนิยายชุดนี้มาก่อน ถ้าจะให้อธิบายคร่าวๆ น่าจะประมาณว่า ถ้าอังกฤษมีเจมส์ บอนด์ ไทยก็มี ธนุส นิราลัย นี่ล่ะครับ ถ้าจะต่างกันก็คือ ธนุสไม่เพลย์บอยเหมือนบอนด์ และภารกิจส่วนใหญ่จะหนักไปทางจัดการกับขบวนการค้ายาเสพติด

สารวัตรเถื่อนเป็นเรื่องราวของขบวนการค้ายาเสพติดที่อำเภอวัฒนานิมิต จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นอำเภอที่ผู้เขียนสมมุติขึ้น ที่อำเภอนี้ทุกอย่างอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักธุรกิจใหญ่ ผู้มีทั้งธุรกิจถูกกฎหมายและใต้ดิน ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการทำธุรกิจทั้งสองประเภทมีการจัดสรรปันส่วนให้กับผู้มีอำนาจในเครื่องแบบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้อิทธิพลของนักธุรกิจผู้นี้ครอบคลุมทั้งอำเภออย่างสมบูรณ์

จนกระทั่งมีชายร่างสูง ผิวคล้ำ ปรากฎกายขึ้นที่นี่เพื่อรับตำแหน่งสารวัตรคนใหม่แทนคนเก่าที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สถานการณ์ถึงเริ่มเปลี่ยนไป คนอ่านจะได้ความมันส์จากการขับเคี่ยวกันระหว่างชายร่างสูง ผิวคล้ำ กับนักธุรกิจผิดกฎหมายชนิดที่ว่าถ้าเป็นหนังก็เป็นหนังแอกชั่น เร้าใจ ใส่กันตูม ตูม ตูม ขนาดนั้น

แล้วกว่าที่คนอ่านจะรู้จักชื่อจริงของชายร่างสูง ผิวคล้ำ ก็ตอนเกือบจะจบเรื่องแล้วนะครับ

ถ้าใครชอบแนวอาชญากรรม สายลับ สืบสวนสอบสวน เล่มนี้ไม่ผิดหวังครับ

ป.ล. สารวัตรเถื่อน เล่มนี้ขึ้นบนปกไว้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๐ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นกระดาษเป็นสีอะไรแต่ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำตาลหมดแล้ว

 

สารวัตรเถื่อน
ผู้เขียน : วสิษฐ เดชกุญชร
สำนักพิมพ์ : มติชน
ราคา : ๗๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘

 

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

สารวัตรเถื่อน

เรื่องมันเริ่มมาจากการที่มีโอกาสได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือมาแป๊บนึง และในช่วงเวลาแป๊บนึงนั้นเองผมได้หนังสือมาสี่ห้าเล่ม สองเล่มในนั้นเป็นหนังสือในชุด ธนุส นิราลัย ชายร่างสูง ผิวคล้ำ ผลงานของคุณวสิษฐ เดชกุญชร คือ ประกาศิตอสูร กับอวสานสายลับ (สองเล่มนี้ต้องบอกว่า โคตรหนานะครับ แต่ละเล่มเกินหนึ่งพันหน้า ห้ามนอนอ่านเด็ดขาด หลุดมือตกใส่หน้านี่อาจบาดเจ็บได้)

พอกลับมาพลิกๆ จะอ่านอวสานสายลับ ซึ่งเป็นเล่มที่เรื่องราวเกิดขึ้นก่อนก็พบว่า ผมจำวีรกรรมที่ผ่านมาของชายร่างสูง ผิวคล้ำคนนี้ไม่ค่อยได้แล้ว เหตุที่อ่านทิ้งช่วงมานานมาก จริงๆ จะอ่านลุยไปเลยก็ได้เพราะคิดว่าเนื้อเรื่องคงไม่ได้มีการคาบเกี่ยวอะไรกันมากนัก แต่มาคิดอีกที ไหนๆ ก็ไหนๆ วะ กลับมาเริ่มตั้งแต่เล่มแรกแล้วจัดยาวๆ ไปเลยดีกว่า ก็เลยเป็นที่มาของการหยิบเอาสารวัตรเถื่อน ซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกในชุด ธนุส นิราลัย มาอ่านใหม่อีกครั้ง

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านนิยายชุดนี้มาก่อน ถ้าจะให้อธิบายคร่าวๆ น่าจะประมาณว่า ถ้าอังกฤษมีเจมส์ บอนด์ ไทยก็มี ธนุส นิราลัย นี่ล่ะครับ ถ้าจะต่างกันก็คือ ธนุสไม่เพลย์บอยเหมือนบอนด์ และภารกิจส่วนใหญ่จะหนักไปทางจัดการกับขบวนการค้ายาเสพติด

สารวัตรเถื่อนเป็นเรื่องราวของขบวนการค้ายาเสพติดที่อำเภอวัฒนานิมิต จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นอำเภอที่ผู้เขียนสมมุติขึ้น ที่อำเภอนี้ทุกอย่างอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักธุรกิจใหญ่ ผู้มีทั้งธุรกิจถูกกฎหมายและใต้ดิน ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการทำธุรกิจทั้งสองประเภทมีการจัดสรรปันส่วนให้กับผู้มีอำนาจในเครื่องแบบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้อิทธิพลของนักธุรกิจผู้นี้ครอบคลุมทั้งอำเภออย่างสมบูรณ์

จนกระทั่งมีชายร่างสูง ผิวคล้ำ ปรากฎกายขึ้นที่นี่เพื่อรับตำแหน่งสารวัตรคนใหม่แทนคนเก่าที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สถานการณ์ถึงเริ่มเปลี่ยนไป คนอ่านจะได้ความมันส์จากการขับเคี่ยวกันระหว่างชายร่างสูง ผิวคล้ำ กับนักธุรกิจผิดกฎหมายชนิดที่ว่าถ้าเป็นหนังก็เป็นหนังแอกชั่น เร้าใจ ใส่กันตูม ตูม ตูม ขนาดนั้น

แล้วกว่าที่คนอ่านจะรู้จักชื่อจริงของชายร่างสูง ผิวคล้ำ ก็ตอนเกือบจะจบเรื่องแล้วนะครับ

ถ้าใครชอบแนวอาชญากรรม สายลับ สืบสวนสอบสวน เล่มนี้ไม่ผิดหวังครับ

ป.ล. สารวัตรเถื่อน เล่มนี้ขึ้นบนปกไว้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๐ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นกระดาษเป็นสีอะไรแต่ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำตาลหมดแล้ว

 

สารวัตรเถื่อน
ผู้เขียน : วสิษฐ เดชกุญชร
สำนักพิมพ์ : มติชน
ราคา : ๗๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘

 

รีวิวหนังสือ : ลวง (Missing You)

ลวง

เนื่องจากยังติดใจกับ แกล้ง ของ Harlan Coben ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบไป (และเป็นผลงานเล่มแรกของพี่เค้าด้วย) ผมหยิบผลงานล่าสุดของโคเบนมาอ่านต่อเลย ก็คือ ลวง (แปลจาก Missing You) และคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เป็นผู้แปลเหมือนเล่มที่แล้ว เล่มนี้เพิ่งได้มาในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พลิกดูในหน้าข้อมูลเห็นลงไว้ว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมนี่เอง ก็น่าจะเป็นเล่มล่าสุดจริงๆ

เล่มนี้ต้องบอกว่า คุณพี่โคเบนขยายวงเรื่องราวกว้างขึ้นจากเดิม จากประสบการณ์ที่ผมอ่านงานคุณพี่มา (พูดเหมือนเยอะ แต่จริงๆ เพิ่งไม่กี่เล่มนะครับ ถ้าผิดพลาดหรือเข้าใจผิดต้องขอโทษล่วงหน้ามาก่อนเลย) มักจะเป็นเรื่องราวของการฆาตกรรมในแวดวงคนใกล้ตัว โดยมีที่มาหรือต้นเหตุมาจากอดีตแล้วมาปรากฎในเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เล่มนี้โคเบนใส่ประเด็นเรื่องแก๊งอาชญากรรมเข้าไปด้วย แล้วอาชญากรรมที่ว่าเป็นเรื่องของ G&j*(k%4$,: (คือถ้าบอกมันจะสปอยล์นะครับ อันนี้ต้องอ่านเอง) ซึ่งที่เมืองนอกมีแน่ๆ ส่วนในไทยนี่ไม่รู้ว่ามีหรือยัง ถ้ายังไม่มีอีกไม่นานก็จะมีแน่ๆ เตรียมตัวรับมือไว้ได้เลย

เรื่องราวแบบย่อๆ ก็คือ ตัวเอกของเรื่องเป็นตำรวจสาวแห่งกรุงนิวยอร์กที่มาเป็นตำรวจหลังจากพ่อที่เป็นตำรวจถูกฆ่าตาย ถึงฆาตกรจะถูกจับได้และรับสารภาพแต่ก็ไม่ยอมซัดทอดไปถึงตัวผู้บงการ กลายเป็นประเด็นคาใจตัวเอกของเราตลอดมา ขณะเดียวกันเพื่อนสนิทของตัวเอกก็แอบไปสมัครเว็บไซต์หาคู่เอาไว้ให้ พอตัวเอกเข้าไปใช้ก็ไปเจอว่าแฟนเก่าที่เลิกรากันไปเมื่อนานนมมาแล้วก็ใช้เว็บนี้อยู่เหมือนกัน พอทักไปก็ปรากฎว่าหมอนี่จำเธอไม่ได้

จากนั้นก็มีเหตุที่เกิดขึ้นและเป็นประเด็นชักนำให้ตัวเอกของเราต้องสืบต่อไปเรื่อยๆ จนเรื่องราวคลี่คลายในที่สุด ทั้งเรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นและเรื่องการตายของพ่อเธอ

สนุกและไม่ผิดหวังแน่นอนครับสำหรับคอหนังสือแนวนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนพี่โคเบนหรือไม่ก็ตาม

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ลวง (Missing You)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๓๒๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป…

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

ลวง

เนื่องจากยังติดใจกับ แกล้ง ของ Harlan Coben ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบไป (และเป็นผลงานเล่มแรกของพี่เค้าด้วย) ผมหยิบผลงานล่าสุดของโคเบนมาอ่านต่อเลย ก็คือ ลวง (แปลจาก Missing You) และคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เป็นผู้แปลเหมือนเล่มที่แล้ว เล่มนี้เพิ่งได้มาในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พลิกดูในหน้าข้อมูลเห็นลงไว้ว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมนี่เอง ก็น่าจะเป็นเล่มล่าสุดจริงๆ

เล่มนี้ต้องบอกว่า คุณพี่โคเบนขยายวงเรื่องราวกว้างขึ้นจากเดิม จากประสบการณ์ที่ผมอ่านงานคุณพี่มา (พูดเหมือนเยอะ แต่จริงๆ เพิ่งไม่กี่เล่มนะครับ ถ้าผิดพลาดหรือเข้าใจผิดต้องขอโทษล่วงหน้ามาก่อนเลย) มักจะเป็นเรื่องราวของการฆาตกรรมในแวดวงคนใกล้ตัว โดยมีที่มาหรือต้นเหตุมาจากอดีตแล้วมาปรากฎในเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เล่มนี้โคเบนใส่ประเด็นเรื่องแก๊งอาชญากรรมเข้าไปด้วย แล้วอาชญากรรมที่ว่าเป็นเรื่องของ G&j*(k%4$,: (คือถ้าบอกมันจะสปอยล์นะครับ อันนี้ต้องอ่านเอง) ซึ่งที่เมืองนอกมีแน่ๆ ส่วนในไทยนี่ไม่รู้ว่ามีหรือยัง ถ้ายังไม่มีอีกไม่นานก็จะมีแน่ๆ เตรียมตัวรับมือไว้ได้เลย

เรื่องราวแบบย่อๆ ก็คือ ตัวเอกของเรื่องเป็นตำรวจสาวแห่งกรุงนิวยอร์กที่มาเป็นตำรวจหลังจากพ่อที่เป็นตำรวจถูกฆ่าตาย ถึงฆาตกรจะถูกจับได้และรับสารภาพแต่ก็ไม่ยอมซัดทอดไปถึงตัวผู้บงการ กลายเป็นประเด็นคาใจตัวเอกของเราตลอดมา ขณะเดียวกันเพื่อนสนิทของตัวเอกก็แอบไปสมัครเว็บไซต์หาคู่เอาไว้ให้ พอตัวเอกเข้าไปใช้ก็ไปเจอว่าแฟนเก่าที่เลิกรากันไปเมื่อนานนมมาแล้วก็ใช้เว็บนี้อยู่เหมือนกัน พอทักไปก็ปรากฎว่าหมอนี่จำเธอไม่ได้

จากนั้นก็มีเหตุที่เกิดขึ้นและเป็นประเด็นชักนำให้ตัวเอกของเราต้องสืบต่อไปเรื่อยๆ จนเรื่องราวคลี่คลายในที่สุด ทั้งเรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นและเรื่องการตายของพ่อเธอ

สนุกและไม่ผิดหวังแน่นอนครับสำหรับคอหนังสือแนวนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนพี่โคเบนหรือไม่ก็ตาม

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ลวง (Missing You)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๓๒๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป…

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘

รีวิวหนังสือ : แกล้ง (Play Dead)

แกล้ง

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับหนังสือเล่มที่ห้าของปีนี้ เล่มนี้เป็นผลงานของนักเขียนที่ผมเพิ่งมารู้จักและเริ่มอ่านเมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ทำไมเชยยังงี้วะ?) ก็คือ แกล้ง (แปลจาก Play Dead) โดย Harlan Coben และ คุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เป็นผู้แปล

เล่มนี้ตอนเห็นทีแรกในร้านหนังสือก็สองจิตสองใจว่าจะซื้อดีมั้ย เพราะโปรยปกเอาไว้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกของคุณพี่โคเบน (เออ พอเขียนโคเบนเฉยๆ แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ก็มี Kurt Coben นี่หว่า สองคนนี้เป็นญาติเป็นอะไรกันมั้ยนี่) ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะสนุกมั้ย ลองหยิบพลิกๆ ดู อ่านดูนิดนึงก็ยังตัดสินไม่ได้ แถมเปิดมาหน้ารองปกเจอข้อความที่พี่โคเบนแกเขียนไว้ทำนองว่า ถ้านี่จะเป็นงานแกเล่มแรกที่เราจะอ่าน ให้หยุดเลย เอาไปคืนร้านซะ แล้วเอาเล่มอื่นมาอ่านแทน นี่ขนาดคนเขียนเองนะ ยังบอกยังงี้เลย ผมก็ เอาไงดีวะ ระหว่างที่กำลังสองจิตสองใจในสมองก็แว๊บถึงนิยายเล่มแรกของนักเขียนหลายคนขึ้นมา ไล่มาตั้งแต่ Carrie ของพี่ Stephen King มา A Time to Kill ของพี่ John Grisham แล้วก็ Numbered Account ของ Christopher Reich ซึ่งต่อมาก็โด่งดังระเบิดระเบ้อทุกคนนะครับ ก็เลยเอาวะ มือระดับนี้ถึงจะเป็นเล่มแรกก็ไม่ขี้ไก่หรอกน่า

แล้วก็จริงครับ

อ่านยังไม่ทันจบผมก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้าเล่มแรกพี่เขียนได้ขนาดนี้ ผมไม่แปลกใจเลยที่พี่จะดังและขายดีขนาดนี้ แม่มโคตรสนุกอ่ะ (ขออนุญาตใช้คำเพื่อบอกระดับนิดนึง)

ช่วงเริ่มต้นไปถึงกลางๆ เรื่อง อ่านไปเราจะคิดว่า โห แค่นี้เองเหรอว้า ปมเรื่องที่วางไว้นี่กูเดาได้แต่แรกเลยนะ ชื่อก็บอกไว้โต้งๆ ขนาดนั้น อืม เอาวะ เล่มแรกก็คงได้ประมาณนี้ แต่พอเรื่องเริ่มเข้าใกล้ไคลแมกซ์นะ เฮ้ย นี่พี่ใส่ปมใส่ประเด็นเข้ามาเต็มตั้งแต่เล่มแรกยังงี้เลยเรอะ

องค์ประกอบของเรื่องแนวนี้มีอยู่ครบนะครับ แถมด้วยสไตล์ที่เป็นลายเซ็นของพี่โคเบนก็ครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่เป็นปมเหตุของสถานการณ์ปัจจุบัน กีฬาบาสเก็ตบอล วิธีการเล่าที่หลอกให้คนอ่านเขว แล้วก็อีกเรื่องที่ผมเห็นโคเบนใส่เข้ามาในหนังสือหลายเล่มแล้วคือ พี่เค้าจะมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับเมืองไทย ไม่รู้ติดใจอะไร

เรื่องย่อๆ ก็คือ ตัวเอกเป็นอดีตนางแบบระดับโลกที่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจ แล้วมาแต่งงานกับซูเปอร์สตาร์ของทีม Boston Celtics ระหว่างฮันนีมูนที่ออสเตรเลียก็เกิดเหตุคุณสามีจมน้ำตาย พอกลับมาจัดการเรื่องทรัพย์สินก็ไปเจอว่าเงินก้อนใหญ่ของสามีถูกโอนหายไป แล้วก็มีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลชวนให้สงสัยเกิดตามมาเรื่อยๆ ยิ่งสางไปก็ยิ่งเจอปมใหม่ แค่นั้นยังไม่พอ ระหว่างนั้นก็มีเรื่องส่วนตัวชีวิตครอบครัวเกิดคู่ขนานกันไปอีก นำไปสู่ตอนเฉลยเรื่องราวทั้งหมดนั่นแหละ

เล่มนี้ ๔๔๔ หน้า หนากว่าเล่มอื่นๆ ของพี่โคเบนอยู่พอสมควร แต่อ่านแป๊บเดียวแหละเพราะหยิบแล้ววางไม่ค่อยลงหรอก

ใครที่ชอบแนวนี้และใครที่เป็นแฟนคุณพี่โคเบน ไม่น่าพลาดนะครับ

หมายเหตุ : ที่หน้า ๖๘ มีจุดที่น่าจะใช้คำผิดอยู่จุดนึง ผมไม่มีเล่มภาษาอังกฤษให้เทียบ แต่ดูจากบริบทของกีฬาบาสเก็ตบอลแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ ถ้ามีโอกาสไปร้านหนังสือจะดูให้แน่อีกทีครับ

 

แกล้ง (Play Dead)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๓๒๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป…

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

แกล้ง

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับหนังสือเล่มที่ห้าของปีนี้ เล่มนี้เป็นผลงานของนักเขียนที่ผมเพิ่งมารู้จักและเริ่มอ่านเมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ทำไมเชยยังงี้วะ?) ก็คือ แกล้ง (แปลจาก Play Dead) โดย Harlan Coben และ คุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เป็นผู้แปล

เล่มนี้ตอนเห็นทีแรกในร้านหนังสือก็สองจิตสองใจว่าจะซื้อดีมั้ย เพราะโปรยปกเอาไว้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกของคุณพี่โคเบน (เออ พอเขียนโคเบนเฉยๆ แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ก็มี Kurt Coben นี่หว่า สองคนนี้เป็นญาติเป็นอะไรกันมั้ยนี่) ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะสนุกมั้ย ลองหยิบพลิกๆ ดู อ่านดูนิดนึงก็ยังตัดสินไม่ได้ แถมเปิดมาหน้ารองปกเจอข้อความที่พี่โคเบนแกเขียนไว้ทำนองว่า ถ้านี่จะเป็นงานแกเล่มแรกที่เราจะอ่าน ให้หยุดเลย เอาไปคืนร้านซะ แล้วเอาเล่มอื่นมาอ่านแทน นี่ขนาดคนเขียนเองนะ ยังบอกยังงี้เลย ผมก็ เอาไงดีวะ ระหว่างที่กำลังสองจิตสองใจในสมองก็แว๊บถึงนิยายเล่มแรกของนักเขียนหลายคนขึ้นมา ไล่มาตั้งแต่ Carrie ของพี่ Stephen King มา A Time to Kill ของพี่ John Grisham แล้วก็ Numbered Account ของ Christopher Reich ซึ่งต่อมาก็โด่งดังระเบิดระเบ้อทุกคนนะครับ ก็เลยเอาวะ มือระดับนี้ถึงจะเป็นเล่มแรกก็ไม่ขี้ไก่หรอกน่า

แล้วก็จริงครับ

อ่านยังไม่ทันจบผมก็เริ่มคิดแล้วว่า ถ้าเล่มแรกพี่เขียนได้ขนาดนี้ ผมไม่แปลกใจเลยที่พี่จะดังและขายดีขนาดนี้ แม่มโคตรสนุกอ่ะ (ขออนุญาตใช้คำเพื่อบอกระดับนิดนึง)

ช่วงเริ่มต้นไปถึงกลางๆ เรื่อง อ่านไปเราจะคิดว่า โห แค่นี้เองเหรอว้า ปมเรื่องที่วางไว้นี่กูเดาได้แต่แรกเลยนะ ชื่อก็บอกไว้โต้งๆ ขนาดนั้น อืม เอาวะ เล่มแรกก็คงได้ประมาณนี้ แต่พอเรื่องเริ่มเข้าใกล้ไคลแมกซ์นะ เฮ้ย นี่พี่ใส่ปมใส่ประเด็นเข้ามาเต็มตั้งแต่เล่มแรกยังงี้เลยเรอะ

องค์ประกอบของเรื่องแนวนี้มีอยู่ครบนะครับ แถมด้วยสไตล์ที่เป็นลายเซ็นของพี่โคเบนก็ครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่เป็นปมเหตุของสถานการณ์ปัจจุบัน กีฬาบาสเก็ตบอล วิธีการเล่าที่หลอกให้คนอ่านเขว แล้วก็อีกเรื่องที่ผมเห็นโคเบนใส่เข้ามาในหนังสือหลายเล่มแล้วคือ พี่เค้าจะมีอะไรนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับเมืองไทย ไม่รู้ติดใจอะไร

เรื่องย่อๆ ก็คือ ตัวเอกเป็นอดีตนางแบบระดับโลกที่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจ แล้วมาแต่งงานกับซูเปอร์สตาร์ของทีม Boston Celtics ระหว่างฮันนีมูนที่ออสเตรเลียก็เกิดเหตุคุณสามีจมน้ำตาย พอกลับมาจัดการเรื่องทรัพย์สินก็ไปเจอว่าเงินก้อนใหญ่ของสามีถูกโอนหายไป แล้วก็มีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลชวนให้สงสัยเกิดตามมาเรื่อยๆ ยิ่งสางไปก็ยิ่งเจอปมใหม่ แค่นั้นยังไม่พอ ระหว่างนั้นก็มีเรื่องส่วนตัวชีวิตครอบครัวเกิดคู่ขนานกันไปอีก นำไปสู่ตอนเฉลยเรื่องราวทั้งหมดนั่นแหละ

เล่มนี้ ๔๔๔ หน้า หนากว่าเล่มอื่นๆ ของพี่โคเบนอยู่พอสมควร แต่อ่านแป๊บเดียวแหละเพราะหยิบแล้ววางไม่ค่อยลงหรอก

ใครที่ชอบแนวนี้และใครที่เป็นแฟนคุณพี่โคเบน ไม่น่าพลาดนะครับ

หมายเหตุ : ที่หน้า ๖๘ มีจุดที่น่าจะใช้คำผิดอยู่จุดนึง ผมไม่มีเล่มภาษาอังกฤษให้เทียบ แต่ดูจากบริบทของกีฬาบาสเก็ตบอลแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ ถ้ามีโอกาสไปร้านหนังสือจะดูให้แน่อีกทีครับ

 

แกล้ง (Play Dead)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๓๒๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป…

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘

What We Read: เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

Kriengkrai
ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้นครับ

ชื่อ-นามสกุล : เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

อาชีพ : นักข่าวต่างประเทศ (จีน) ASTV ผู้จัดการ

คุณจัดสรรเวลาสำหรับการอ่านอย่างไร?
เวลาอ่านหนังสือของผมก็จะมีทั้งแบบไปยืนอ่านในร้านเลย (^^) mindmap เอา ระหว่างรอรับลูก และแบบสอง ด้วยความที่หนังสือส่วนใหญ่ที่ซื้ออ่านจะเป็นหนังสือความรู้ มากกว่า บันเทิง มันเลยไม่ต้องอ่านต่อเนื่องรวดเดียว ถึงอ่านรวดเดียว ก็จำไม่ได้อยู่ดี (หงึก) บางเล่มพิเศษนี่ อ่านกันเป็นปี เช่น The Monocle Guide to Better Living ฯลฯ … ส่วนถ้าเป็นหนังสือที่อ่านรวดเดียวจบก็มีครับ คือแบบตีตั๋วดูหนังเลยนะ คืนวันเสาร์จัดไป นั่งเก้าอี้เอน น้ำ ขนมพร้อม ๓ ชั่วโมง อิ่มเลย เช่น ลำนำกระเทียม (มั่วเหยียน)

ตอนนี้คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
Ernest Hemingway Selected Letters ๑๙๑๗-๑๙๖๑

หนังสือเล่มนี้ กำลังอ่าน (เรื่อยๆ มาสิบกว่าปีแล้ว) ซื้อจากแผงหนังสือมือสองมาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว ตอนนั้นซื้อเพราะอยากฝึกเขียนจดหมายภาษาอังกฤษ ไม่ได้จะวรรณกรรมกับเค้าเลย (ประมาณลงคอร์สเขียนจดหมายกับนักเขียนโนเบลมากกว่า) แต่พออ่านๆ ไป … ก็ติดเลย! ‘รวมจดหมายของเฮมิงเวย์’ นักข่าว นักประพันธ์นวนิยายและนักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกัน นี้ เป็นการรวมจดหมายที่เขาเขียนถึงคนนั้นคนนี้ เกือบ ๖๐๐ ฉบับ ตลอดช่วงชีวิตการทำงานและความสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตของเขา (ประมาณอายุ ๑๗ จนกระทั่งเสียชีวิตวัย ๖๑ ปี) คือตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนก้าวสู่สุดยอด แล้วก็โรยลาลับไป

hemingway
หนังสือที่คุณอ่านจบเล่มล่าสุดคือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
เต๋าเต็กเก็ง
(เต๋าเต๋อจิง, Tao Te Ching, 道德經) เป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน (จริงๆ ล่าสุด เพราะเป็นหนังสือที่อ่านประจำมากกว่า ๓ – ๔ วัน อ่านทีนึง บทจะสั้นๆ อ่านแค่ย่อหน้าเดียวยังไหว และก็พอจะตีความคิดเอง (เออเอง) ไปได้เรื่อยๆ… อย่างตอนที่ สารคดี “Finding Vivian Maier: คลี่ปริศนาภาพถ่ายวิเวียน ไมเออร์” ฉายในไทย! ทำให้รู้จัก งานถ่ายภาพแนวสตรีทยุคทศวรรษ ๕๐ – ๖๐ ระดับยอดฝีมือของวิเวียน ไมเออร์ สตรีโนเนมฯ ที่ตลอดชีวิตเธอยึดอาชีพเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และไม่ยอมให้ใครได้เห็นรูปที่เธอถ่าย จนกระทั่งจากโลกนี้ไป จึงค่อยมีผู้ประมูลกล่องเก็บภาพที่เธอทิ้งไว้ มาเผยแพร่ในภายหลัง

เรื่องนี้ผมนี่คิดถึงเต๋า ในเรื่อง โนเนมฯ เลย – ในโลกมีอะไรอีกมากมายที่ยังไม่ถูกพบเจอ หรือบัญญัติชื่อ ยังมีผู้รู้มากมาย ที่ไม่เคยสอนฯ มีนักเขียนยิ่งใหญ่ที่ไม่พิมพ์หนังสือสักเล่ม วิเวียน ผู้เก็บภาพถ่ายฯ ไว้เพียงในลิ้นชัก ก็เหมือนกัน … ‘เต๋า ที่มีชื่อที่เรียกขานได้ ยังมิใช่ชื่ออันยั่งยืน … เพราะ “ไร้ชื่อ” จึงเป็นต้นกำเนิดแห่งฟ้าดิน … ประโยคนี้ ทำผมคิดนานเลยเนี่ย

(ปล. เต๋าเต็กเก็ง เป็นคัมภีร์ที่เล่าจื๊อแต่งขึ้นเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมชาติและปรัชญาในเรื่องโลกและชีวิต)

tao
หนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านเป็นเล่มต่อไป? เพราะอะไร
ปฏิจจสมุปบาทกับอานาปานสติ
(พุทธทาสภิกขุ)

เช่นกัน…ด้วยรู้สึกตัวเองว่า ตั้งแต่จำความได้ (น่าจะตั้งแต่อายุ ๑๑ ขวบเป็นต้นมา) เราไม่เคยมีชีวิตแบบ ‘อยู่ ณ ตรงนั้น เวลานั้น’ เลย คือ พอเลยอายุวัยเด็กมานี่ ก็จะเป็นชีวิตแบบจริงมั่ง คิดมั่ง ฝันมั่ง อุปาทานมั่ง แถมยังไม่รู้ตัว ไม่รู้ทันกระแสวงจรเกิด-ดับ ครั้งแล้วครั้งเล่า ของความคิดที่กระพริบอยู่ในหัวตลอดเวลา (ไม่ความคิดที่หนึ่ง ก็ความคิดที่ ๒-๓-๔) ว่ากันที่จริง คือไม่เคยสัมผัสชีวิตตรงๆ ณ ตรงนั้นๆ แบบไร้ปรุงแต่งเจือปนอย่างเด็กเล็กๆ อีกเลย

จริงๆ ไม่กล้าคุยเรื่องธรรมะ ตามความเข้าใจน้อยนิดของผม ‘ปฏิจจสมุปบาท’ อธิบายถึงปฏิกริยาลูกโซ่พฤติแห่งความคิด ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ อาศัยเป็นปัจจัยส่งต่อกันจนครบวงจรสารพัดแห่งเครียด คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัสบนกองสมมติเสมือนจริง HD ถ้าเราหยุดปฏิกริยาลูกโซ่นี้ไม่ได้ เราก็ไม่เคยสัมผัส มีหรือเห็นชีวิตตามความเป็นจริงเลย (มีเห็นชีวิตตามความคิดไปอย่างเดียว)

ส่วน ‘อานาปานสติ’ คืออุปกรณ์เบรคสำคัญ สามารถฝึกเพื่อหยุดวงล้อปฏิจจสมุปบาท ที่หมุนเร็วรอบจัด ก่อนที่มันจะครบวงจรกลายเป็นตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ …

dhamma
หนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านจบแล้วและอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมเหตุผล
อาจจะเฉพาะตัว และฮาวทูไปหน่อยครับ ที่จะแนะนำใคร (นอกจากลูกเรา) The Greatest Secret in the World, Og Mandino (ภิรมย์ พุทธรัตน์ แปล, เล่มนี้ซื้อเมื่อปี ๒๕๒๕ เพิ่งจะหยิบเสนอขายกับลูกที่กำลังวัยรุ่น เหตุผลคือ … ตอนเราวัยรุ่น (๓๐ ฝ่าปีก่อน) รู้ตัวเลยต้องเผชิญหน้ากับความคิด ความรู้สึกของตัวเองอย่างไร้ประสบการณ์ … ‘ความรู้สึก นึกคิด’ มันแรงงส์ พอที่ทำให้คนดีๆ ก็บ้าได้ … ทำร้ายตัวเองก็ได้ ทำร้ายคนอื่นก็ได้ … หนังสือเล่มนี้ มาในเวลาที่เรา เด็ก ๑๕ ขวบ กำลังต้องการพอดี

๑๐ บท ในเล่มนี้ จัดกระบวนความคิดบางอย่างในเวลาที่สำคัญที่สุดของผม ไม่ว่าจะเป็น ‘ชะตากรรมของคนมาจากนิสัย / ความรักความจริงใจ มีอานุภาพ / อุตสาหะคือหยาดฝนทำลายขุนเขา /เราไม่ได้เกิดมาโดยบังเอิญ / ใช้ชีวิตราววันสุดท้าย / เท่าทันวัฎฎะของอารมณ์ / หัวเราะคือ คุณสมบัติพิเศษของมนุษย์ / น้อมระลึกถึงพลังสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา ฯลฯ

thegreatestsecret

What We Read: เดียร์

Dear

ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้นครับ

ชื่อ-นามสกุล : เดียร์ (twitter: @ailadear)

อาชีพ : International Marketing officer

คุณจัดสรรเวลาสำหรับการอ่านอย่างไร?
ที่บ้านฝึกให้อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ มันก็เลยกลายเป็นนิสัยติดตัวมาตลอด เวลาเข้าร้านหนังสือจะอยู่ได้เป็นชั่วโมง มีความสุขกับการหยิบเล่มนั้นเล่มนี้มาดู เรื่องการจัดสรรเวลาในการอ่าน ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ จะใช้เวลาช่วงระหว่างไป-กลับจากบ้าน-ที่ทำงานในการอ่านหนังสืออยู่บ่อยๆ เพราะต้องนั่งรถไฟใต้ดินหลายสถานี พอออกมาจากเมืองหลวง ช่วงเวลาแบบนั้นก็หายไปแล้ว เดี๋ยวนี้ก็จะพยายามอ่านหนังสือเท่าที่จะทำได้ ไปร้านกาแฟก็หยิบหนังสือพิมพ์ นิตยสารที่เค้าวางๆ ไว้มาอ่าน ก่อนนอนก็หยิบหนังสือมาอ่าน คือพยายามให้มันแทรกซึมเป็นกิจกรรมประจำวันของเราไป เดี๋ยวนี้มีนิสัยใหม่เพิ่มมาอีกอย่างคือ หยิบหนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์มาอ่านด้วย

ตอนนี้คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร?
เคยมีคนรู้จักคนนึงเค้าบอกว่าทำไมเราต้องอ่านหนังสือให้จบทีละเล่ม อ่านสองเล่มพร้อมๆ กันไม่ได้เหรอ เราก็เออ จริงด้วย เดี๋ยวนี้เราเลยอ่านหนังสือสองเล่มไปพร้อมๆ กัน คนอื่นว่าไงไม่รู้นะ แต่เราว่ามันก็สนุกดี คล้ายๆ สลับโหมดไปมา

เล่มนึงที่อ่านอยู่ตอนนี้ก็ Message in a Bottle ของ Nicholas Sparks เนื้อเรื่องก็ฟรุ้งฟริ้งมาก

น่าจะรู้กันอยู่แล้ว หญิงสาววิ่งริมหาดแล้วบังเอิญไปเจอจดหมายรักในขวดแก้วที่ชายหนุ่มเขียนถึงภรรยาที่จากไป นางก็ตกหลุมรักชายหนุ่มคนนั้นเข้าซะอย่างนั้น คือจริงๆ เคยอ่านแล้ว แต่วันก่อนไปรื้อเจอ ก็เลยหยิบมาอ่านใหม่ อยากรู้ว่ามาอ่านอีกทีตอนอายุเท่านี้จะอินมั้ย คือเราเชื่อว่าการอ่านหนังสือแต่ละเล่มในช่วงอายุที่ต่างกันมันให้ความรู้สึกทางจิตใจต่างกันนะ

Message in a Bottle

กับอีกเล่ม Like a Virgin เล่มนี้อยากอ่านเพราะชอบ Sir Richard Branson เค้าเป็นคนที่เจ๋ง กล้าได้กล้าเสีย เนื้อหาในหนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นการหยิบเอาประสบการณ์ทำธุรกิจของตัวเองมาเล่า ทั้งเรื่องวิสัยทัศน์การทำงาน หลักการบริหาร การเป็นนักคิด การมีความเป็นนักคิดเป็นต้นทุนในชีวิตนี่มันก็ได้เปรียบไปแล้วระดับนึง คือคิดอย่างเดียวไม่พอต้องทำด้วย

Like A Virgin

เวลาอ่านหนังสือแบบนี้แล้วรู้สึกฮึกเหิม มันทำให้เราไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาตัวเอง พออ่านแล้วรู้สึกว่าถ้าเราได้ทำงานกับคนเก่งๆ นี่ชีวิตมันดีนะ คืออ่านแล้วก็อยากสมัครงานกับบริษัทนี้เลย

หนังสือที่คุณอ่านจบเล่มล่าสุดคือเล่มไหน? เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
A day : Human Ride ฉบับ Portland

Human Ride : Portland

คือถ้าคนที่เป็นแฟน Human Ride ก็คงรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นนิตยสารสำหรับคนรักจักรยาน เราไม่ได้อินกับกิจกรรมนี้เท่าไหร่หรอก แต่เราได้ยินถึง Portland มาซักพักแล้วว่ามันเวรี่ Hipster แถมยังเป็นสวรรค์ของคนปั่นจักรยานอีก เกิดอยากรู้จัก เลยสอยมาอ่าน

เออ เวรี่สนุก I love Portland.

(จะบอกว่า ผมเองไปเห็นทวีตของเดียร์ว่า เล่มนี้โอเค สนุกดี ก็เลยไปซื้อมาอ่านบ้าง สรุปได้ว่า การอ่านเป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งนะครับ – Buak Bangbuathong)

หนังสือที่คุณตั้งใจจะอ่านเป็นเล่มต่อไป? เพราะอะไร
หันไปมองชั้นวางหนังสือแล้วก็ อืม น่าจะเป็น The Kite Runner

The Kite Runner

คือซื้อมานานมาก จากร้านหนังสือมือสองที่ไหนซักแห่ง เคยอ่านไปได้ซักสองสามบท แล้วก็หยุดอ่านไป เนื้อเรื่องมันหนัก เกี่ยวกับเด็กผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนกัน มีสงครามเป็นฉากหลัง มันไม่ได้อ่านเอาเพลินไง เลยรู้สึกว่าต้องใช้พลังในการอ่าน แต่ก็คิดว่าจะหยิบมาอ่านใหม่ให้จบให้ได้!

หนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านจบแล้วและอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่าน พร้อมเหตุผล
เราขอเสนอ Eat Pray Love ตอนนั้นซื้อมาเพราะได้ยินว่าจะเป็นหนัง ไอ้เราก็อยากอ่านหนังสือก่อนจะดูหนัง ก็สั่งซื้อจากร้านหนังสือมือสองออนไลน์ กะว่าอ่านขำๆ อ่านไป มันใช่เลย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกคนเขียนจะเล่าจากชีวิตจริงของเค้าด้วย

จริงๆ คนเราควรค้นพบตัวเองให้ได้ก่อน ควรจะใช้ชีวิตกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้มากที่สุด ก่อนที่จะไปเติมเต็มชีวิตใคร คือไม่งั้นจะกลายเป็นรู้ไปหมดเลยเรื่องคนอื่น แต่กลับไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร การได้ทำอะไรคนเดียว ออกเดินทางคนเดียว มันสอนให้เราเผชิญหน้าและรับมือกับสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง แต่มันทำให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดี ชีวิตจะได้ไม่ต้องมัวแต่กลัว ยิ่งได้ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ซึมซับวัฒนธรรมใหม่ๆ มันเปิดโลกเราไปเลย

ตอนอ่านเล่มนี้เป็นจังหวะที่ไปได้ไปใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลีย เลยรู้สึกว่าเรื่องราวในหนังสือกับสิ่งที่เราเจอ ณ ขณะนั้นมัน connect กัน คนอื่นอ่านแล้วอาจจะไม่อินก็ได้ แต่เราคิดว่ามันก็เป็นหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านนะ