เรียนบริหารจากประสบการณ์ (คนอื่น)

BlogTools

ตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจ็กต์ให้บริษัทนึง เนื้องานคร่าวๆ ก็คือการรวบรวมและเรียบเรียงประวัติความเป็นมาของบริษัทนี้ ซึ่งในขั้นตอนของการเก็บข้อมูล นอกจากจะสืบค้นจากเอกสารต่างๆ แล้ว ยังต้องสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของบริษัทนี้เกือบ ๒๐ คน โดยที่แทบทุกคนเลยวัยเกษียณกันมาแล้ว และถ้าเอาอายุงานของทุกคนมารวมกัน (ตอนนี้หลายคนก็ยังทำงานอยู่ เป็นกรรมการบริษัทบ้าง เป็นที่ปรึกษาบ้าง) น่าจะไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ปี ซึ่งประสบการณ์ที่แต่ละคนมีก็หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาว่าในขณะนั้นสถานการณ์ของบริษัทเป็นยังไง

ผมเองนับว่าเป็นโชคที่ได้ทำงานนี้ เพราะพี่ๆ (น้าๆ และลุงๆ) ที่ได้สัมภาษณ์แต่ละคนเล่าเรื่องราวให้ฟังแบบไม่มีกั๊ก ถามเรื่องอะไรไป ตอบหมด แถมบางเรื่องที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่ได้ถาม (เพราะไม่รู้) ก็เล่าให้ฟังด้วย

ประสบการณ์การทำงานที่ได้ฟังมานี่เหมือนกับเรามีโอกาสเข้าไปนั่งเรียนหลักสูตรบริหารซักหลักสูตรนึงที่อาจารย์ผู้สอนเป็นคนทำงานจริง มีประสบการณ์จริงและใช้เคสจริงมาเล่าให้เราฟัง ซึ่งมันเจ๋งมากนะครับ

เรื่องแรกที่ผมอยากเล่าก็คือ การหาสาเหตุของปัญหาตามหลัก Five Whys (เรื่องนี้เป็นความรู้ใหม่ของผม คนที่รู้มาก่อนแล้วข้ามไปเลยก็ได้นะครับ) ซึ่งตอนแรกที่คุณลุงเล่ามาแกเรียกว่า Why Why หลังจากนั้นผมไปเจอในหนังสือ The Lean Startup ถึงได้รู้ว่ามันคือ Five Whys

LeanStartup

หนังสือเล่มนี้ครับที่ช่วยให้กระจ่างเรื่อง Five Whys

หลักการของ Five Whys ก็คือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้เราหาสาเหตุของปัญหาด้วยการถามว่า Why? (ปัญหานี้เกิดจากอะไร?) แล้วหาคำตอบออกมา เมื่อได้คำตอบแล้วก็ตั้งคำถามต่อว่า Why? อีกที เพื่อหาว่าคำตอบของ Why? ครั้งแรกน่ะมันเกิดจากอะไร เมื่อได้แล้วก็ถาม Why? อีก ทำอย่างนี้ไปห้า Why? เราจะได้เจอสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา (หรือบางกรณีอาจจะถามไม่ถึงห้าครั้งก็ได้คำตอบสุดท้ายแล้ว) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งจะเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึงเลยว่า ไอ้นี่แหละคือต้นตอของปัญหาที่กำลังปวดหัวอยู่

ฟังแล้วงงมั้ยครับ?

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างนี้ครับ สมมุติเราตื่นเช้ามา อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยจะออกไปทำงาน สตาร์ตรถ ชึ่ง!! เงียบ สตาร์ตไม่ติด หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์นี้ ถ้าเราใช้หลัก Five Whys เคสนี้ปัญหาคือ รถสตาร์ตไม่ติด

ทำไมสตาร์ตไม่ติดล่ะ? (นี่ Why? แรก)
– แบตฯ หมด

ทำไมแบตฯ หมดล่ะ? (Why? สอง)
– น้ำกลั่นแห้ง

ทำไมถึงแห้งล่ะ? (Why? สามล่ะนะ)
– ก็ (มึง) ไม่เคยเปิดออกมาเช็กมาเติมเลย ใช้มาได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว

สมมุติว่าจบแค่นี้

การตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้อาจฟังดูเหมือนกวนอวัยวะเบื้องล่าง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างจะเห็นว่ามันสามารถนำไปสู่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาได้ โดยกรณีนี้วิธีแก้ปัญหาก็อาจจะเป็นการกำหนดให้มีการตรวจเช็คน้ำกลั่นเป็นระยะ (ก็อย่าลืมอีกล่ะ) หรือจะลดความยุ่งยากด้วยการซื้อแบตฯ แบบแห้งไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาคอยดู ยอมเสียเงินแพงหน่อย แต่สบายใจงี้

หลัก Five Whys นี้ต้นตำรับเป็นชาวญี่ปุ่นชื่อ Taiichi Ohno ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง Toyota Production System และหลักการนี้ก็ได้รับความนิยมทั่วทั้งญี่ปุ่น ต่อมาก็แพร่เข้าไปในประเทศต่างๆ ที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (พารากราฟนี้เป็นโหมดสาระล้วนๆ นะครับ)

จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเป็นกรณีที่หาสาเหตุและทางแก้ได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนและเป็นเรื่องของเราคนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ในชีวิตจริงโดยเฉพาะในการทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นมันจะไม่ง่ายอย่างนี้แถมยังไปเกี่ยวข้องกับหลายคนหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่ว่าก็มักจะไม่มีใครยอมใครกันหรอก ส่วนมากจะมีอีโก้อีกลวงกันทั้งนั้นแหละ ทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้นไปอีก (ถ้าใครไม่เจอปัญหาประเภทนี้ในที่ทำงาน รบกวนช่วยหลังไมค์มาแจ้งชื่อบริษัทไว้ด้วยนะครับ คุณโชคดีมาก)

แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ไปเจอกรณีที่พยายามแก้ปัญหาทุกวิธีทุกรูปแบบแล้ว Five Whys ก็แล้ว ทั้ง inside และ outside the box แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ ก็มีคำแนะนำจากคุณลุงอีกคนนึงที่ให้สัมภาษณ์ไว้ (งานเดียวกันแต่สัมภาษณ์คนละที) เอามาใช้ได้ ถือเป็นกระบวนท่าสุดท้ายจริงๆ

คุณลุงบอกว่า กรณีแบบนี้ให้ยึดหลัก “ช่างมัน ช่างมึง ช่างกู”

สารภาพตามตรงว่า ตอนที่ได้ยินครั้งแรกนี่ชะงักไปนิดนึงเลยนะครับ นึกไม่ถึงว่ากระบวนท่าสุดท้ายของผมกับของคนที่เคยเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ คุมธุรกิจที่รายได้เกินหมื่นล้านจะคล้ายกันขนาดนี้ เพียงแต่กระบวนท่าของผมสั้นกว่าของคุณลุงนิดนึง

ช่างแม่มมมมมมมม…

ใครสนใจจะเอาไปใช้คุณลุงแกไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ

โมบี้-ดิ๊ก ฉบับภาษาไทย หนังสือที่คนอ่านระดมทุนให้ทำ

mobydickbox

เมื่อวานกลับมาถึงบ้านมีพัสดุมากล่องนึงตามรูปด้านบนครับ ดูจากสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนกล่องแล้วก็อุ่นใจได้ว่าของข้างในคงไม่ใช่ระเบิดและก็พอเดาได้ว่าเป็นอะไร หลังจากเปิดกล่องออกมาก็เจอสิ่งนี้ครับ

เปิดกล่อง Moby-dick

พอแกะออกมาก็เป็นเล่มนี้

Moby-dick ฉบับภาษาไทย

ถ้าใครยังพอจำได้ ผมเคยเขียนถึงโครงการระดมทุนเพื่อดำเนินการแปลและจัดพิมพ์ “โมบี้-ดิ๊ก” ฉบับภาษาไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง (ใครยังไม่เคยอ่าน หรืออ่านแล้วและลืมแล้ว เชิญได้ที่นี่ครับ โครงการระดมทุน โมบี้-ดิ๊ก ฉบับประชาชน) สารภาพตามตรงว่า ตอนนั้นพอโอนเงินเรียบร้อยผมลืมเรื่องนี้ไปเลย เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทำต้นฉบับเสร็จแล้วยังต้องมีขั้นตอนการจัดพิมพ์อีก ลืมสนิทครับ

ตอนที่ร่วมลงเงินไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้รู้จักอะไรกันกับทีมงานเป็นการส่วนตัวด้วย แค่อยากเห็นโมเดลใหม่ๆ ของการทำหนังสือเกิดขึ้นในบ้านเรา อยากให้สำเร็จ อยากเห็นมันหยั่งรากและเติบโตเป็นทางเลือกให้คนทำหนังสือได้มีโอกาสทำงานที่ตัวเองอยากทำ (โดยไม่เจ๊ง) และคนอ่านก็มีโอกาสได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้เกิดผลงานที่ตัวเองอยากอ่าน (หรือไม่อ่านก็ได้นะแต่อยากสนับสนุนให้ทำขึ้นมางี้)

การระดมทุนเพื่อจัดพิมพ์หนังสือนี่นอกจากของกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดแล้วก็ยังมีของเจ้าอื่นด้วยเหมือนกัน อย่าง afterword ที่มีรูปแบบเหมือนกับ Kickstarter ของเมืองนอกแต่โฟกัสที่การระดมทุนเพื่อจัดทำหนังสืออย่างเดียวล้วนๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหนังสือหลายเล่มที่ระดมทุนผ่านทาง afterword และประสบความสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายเล่มที่ระดมทุนอยู่ ใครสนใจก็ลองคลิกไปดูได้ตามลิ้งก์ด้านบนนะครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่า ทำไมจะต้องมาระดมทุนพิมพ์หนังสือกันด้วยล่ะ? ทุกวันนี้สำนักพิมพ์ก็มีเยอะแยะ ร้านหนังสือก็มีแทบจะในทุกห้าง ทำไมไม่เอาต้นฉบับเข้าไปคุยกับสำนักพิมพ์เลยล่ะ? อะไรทำนองนี้นะครับ ผมอยากบอกว่าสิ่งที่เห็นมันเป็นภาพลวงตานะครับและปัญหานี้ทาง afterword เขาสรุปเอาไว้ดีมากในภาพเพียงภาพเดียวที่นี่ครับ

ปิดท้ายด้วยกระดาษที่ทางทีมงานกลุ่มวรรณกรรมไม่จำกัดเขาหุ้มหนังสือมา แกะออกมาแล้วเป็นภาพนี้ครับ จะเรียกว่าเป็นโปสเตอร์ก็คงได้มั้ง

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

โปสเตอร์ Moby-dick

เปลี่ยนวิธีอ่านหนังสือ

เปลี่ยนวิธีอ่านหนังสือ

เมื่อก่อนเวลาอ่านหนังสือผมจะถนอมมาก ไม่ขีด ไม่เขียน ไม่ไฮไลต์ใดๆ ทั้งสิ้น อ่านจบเล่มหนังสือยังกริ๊บ ประมาณว่าเอาไปขายเป็นหนังสือใหม่ได้เลย

แต่ช่วงสักสี่ห้าปีมานี้ ลองเปลี่ยนวิธี อ่านไปก็ขีดเส้นใต้หรือไฮไลต์ข้อความสำคัญหรือประโยคโดนๆ ไปด้วย บางทีก็จดโน้ตหรือความคิดจากการอ่านข้อความตรงนั้นเพิ่มลงไปด้วย หรือบางทีก็เป็นความคิดที่เราไม่เห็นด้วยกับคนเขียน หรือเป็นประเด็นที่สนใจแต่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม

ทำอย่างนี้อ่านเสร็จหนังสือเลอะไปหมด ถามว่า เสียดายมั้ย? โคตรเสียดาย แต่คิดว่าสิ่งที่ได้กลับมาแม่มโคตรคุ้ม ความรู้ความเข้าใจและไอเดียที่ได้จากหนังสือแต่ละเล่มเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนเยอะมาก และถ้าวันข้างหน้าหยิบกลับมาเปิดดูใหม่ เรายังได้เห็นว่าในวันนี้เราสนใจประเด็นไหน มีมุมมองหรือความเห็นต่อเรื่องนี้ยังไง ดูได้ว่าเรามีพัฒนาการทางความคิดหรือมีวุฒิภาวะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ที่สำคัญ หนังสือแต่ละเล่มที่อ่านจบมันกลายเป็น special edition เฉพาะตัวของเราด้วย มีเอกลักษณ์ไม่มีทางซ้ำเล่มอื่น มีเล่มเดียวในโลก ขนาดนั้น

ถ้าใครสนใจก็ลองทำดูนะฮะ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังบ้าง… ❤

เขียนถึงคุณวิโรจน์ นวลแข เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

เมื่อวานมีข่าวที่ทำให้ใจหายมาก

ตลอดชีวิตการทำงานเป็นนักข่าวมา ๒๐ กว่าปี (ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าวอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนสถานภาพไป) มีแหล่งข่าวไม่กี่คนที่ผมให้ความนับถือและยิ่งเป็นแหล่งข่าวในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก

คุณวิโรจน์ นวลแข เป็นหนึ่งในนั้น

ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์ไม่บ่อยครั้งนักเนื่องจากสายงานที่ทำในช่วงแรกไม่ตรงกับคุณวิโรจน์ แต่ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมมีโอกาสได้ทำข่าวปรส. ซึ่งเป็นช่วงที่ทำข่าวสนุกที่สุดและได้พัฒนาตัวเองมากที่สุด (ในขณะที่สถานการณ์การเงินในช่วงนั้นย่ำแย่ที่สุดด้วย) ผมมีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์คุณวิโรจน์แบบ exclusive หลายครั้งด้วยกัน เนื่องจากผู้บริหารคนหนึ่งที่บริษัทเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนวชิราวุธกับคุณวิโรจน์ ทำให้เราสามารถเชิญคุณวิโรจน์มาให้ความรู้และให้สัมภาษณ์ได้ถึงที่ออฟฟิศ

ครั้งหนึ่งทีมงานเรานั่งเตรียมตัวกันอยู่ในส่วนรับรองแขกในห้องทำงานท่านเจ้าสำนัก เมื่อคุณวิโรจน์มาถึงสิ่งแรกที่ทำ (โดยที่ยังไม่นั่งลง) คือยื่นมือมาจับมือกับผู้บริหารที่เป็นเพื่อนโรงเรียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาจนถึงวันนี้ หลังจากวันนั้นเวลาได้ยินใครพูดถึงเรื่องความผูกพันกันของเด็กวชิราวุธผมไม่มีข้อกังขาอีกเลย ด้วยภาพคุณวิโรจน์จับมือกับเพื่อนโดยที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาเลยแต่สีหน้าและแววตามันบอกออกมาแทน

ในช่วงนั้นนอกจากการสัมภาษณ์แบบเจอตัวกันแล้ว บางครั้งที่ได้ประเด็นใหม่ๆ มาผมยังต้องโทรศัพท์ไปรบกวนขอความรู้และความเห็นจากคุณวิโรจน์ด้วย โดยที่ท่านเจ้าสำนักให้เบอร์โทรศัพท์มือถือมาพร้อมกับบอกว่า “บวก มึงเอาเบอร์คุณวิโรจน์ไป บอกว่าได้เบอร์มาจากพี่” ด้วยความเกรงใจ ผมโทรศัพท์ไปรบกวนคุณวิโรจน์เพียงสองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งได้รับความกรุณาจากคุณวิโรจน์เป็นอย่างดี

หลังจากช่วงนั้นผมได้พบคุณวิโรจน์อีกเพียงสองครั้ง โดยเป็นช่วงที่คุณวิโรจน์พ้นจากตำแหน่งที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว ครั้งแรกผมไปทำข่าวเปิดตัวบัตรเครดิตเจ้าหนึ่งที่เกาะสมุย ระหว่างที่เดินรอเวลาเริ่มงานอยู่กับเพื่อนนักข่าวสองสามคน เราเจอคุณวิโรจน์ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าวิ่ง ในตอนนั้นคุณวิโรจน์น่าจะอายุใกล้ๆ ๖๐ หรือ ๖๐ กว่าแล้ว แต่ยังดูฟิตมาก เมื่อยกมือไหว้สวัสดีเป็นที่เรียบร้อยเราถามถึงชีวิตในช่วงนั้น รายละเอียดผมจำไม่ได้แต่ที่จำได้คือ คุณวิโรจน์บอกว่าช่วงนี้อ่านหนังสือ เมื่อถามว่าอ่านหนังสือแนวไหน คุณวิโรจน์ตอบว่า พวกแมเนจเมนต์ไม่ได้อ่านแล้วเพราะไม่ได้ใช้ ช่วงนี้อ่านหนังสือธรรมมะ

อีกหลายปีต่อมาผมได้พบคุณวิโรจน์อีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นบรรณาธิการนิตยสารธุรกิจฉบับหนึ่ง เรามีกิจกรรมอีเวนต์เล็กๆ กับคนอ่านและสมาชิก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาพูดให้คนอ่านที่สนใจได้เข้ามาฟัง ครั้งหนึ่งเราเลือกสถานที่จัดเป็นบูทีกโฮเต็ลย่านใจกลางเมือง ซึ่งมาทราบก่อนจัดงานไม่กี่วันว่าเป็นของลูกคุณวิโรจน์

ในวันงาน ระหว่างที่ผู้อ่านทยอยเข้ามาลงทะเบียน คุณวิโรจน์เดินผ่านประตูเข้ามา เมื่อเห็นมีการลงทะเบียนกันอยู่ก็เดินมาถามว่าจัดงานอะไร หลังจากที่ผมอธิบายเสร็จคุณวิโรจน์ก็ถามถึงนิตยสารที่ทำอยู่ ซึ่งในเวลานั้นเป็นนิตยสารธุรกิจหัวนอกที่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นฉบับภาษาไทยเล่มแรกในวงการ คุยกันสักพักคุณวิโรจน์ก็ปลีกตัวไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าถึงคุณวิโรจน์ก็คือ ช่วงที่คุณวิโรจน์เป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย หลายคนอาจโตไม่ทันหรือบางคนอาจจำไม่ได้ ช่วงนั้นเพิ่งพ้นจากต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน ธนาคารในประเทศยังอาการหนักและเข็ดขยาดกับการจัดการลูกหนี้ ทำให้แทบทุกธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ซึ่งในทางเศรษฐกิจเมื่อแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อภาค real sector ก็เดินไม่ได้ แบงก์เองก็แย่เพราะเงินฝากท่วมแบงก์ มีแต่ดอกเบี้ยจ่ายไม่มีดอกเบี้ยรับ

ธนาคารกรุงไทยภายใต้การคุมบังเหียนของคุณวิโรจน์เป็นแบงก์แรก (ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลในเวลานั้น เพราะเป็นแบงก์รัฐ) ที่ลุกขึ้นมาปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง หลายคนอาจพอจะจำเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน…” ได้
อันนี้แหละครับที่เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่ออีกครั้งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ในตอนนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ที่ผมพอจะทำได้คือ ขอคุณอำนาจพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้เคราะห์หรือกรรมเก่าของคุณวิโรจน์หมดไปโดยเร็ว

นิตยสาร OPTIMISE จากเกียรตินาคินภัทร

OPTIMISE

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้จัดทำนิตยสารเพื่อแจกให้กับลูกค้า Priority (ซึ่งเป็นกลุ่ม high net worth) ในชื่อว่า OPTIMISE โดยฉบับปฐมฤกษ์ที่ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามี คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรขึ้นประเดิมบนปก พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์ใหญ่ภายในเล่มที่กล่าวถึงมุมมองในด้านโลกาภิวัตน์ การมุ่งไปสู่มาตรฐานสากลและการสร้างองค์กรการเงินเพื่อตลาดไทยที่ดีที่สุดในโลก

การนำคุณบรรยงมาขึ้นปกในครั้งนี้คาดว่าไม่ใช่กรณีลูกน้องเอาใจนาย แต่น่าจะเป็นเพราะคุณบรรยงเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนบ้านเรา รวมไปถึงในระยะหลังนี้ยังอยู่ในสถานะเน็ตไอดอลด้วยกลายๆ หลังจากที่ได้ลุกขึ้นมาเขียนบทความใน facebook (facebook คุณบรรยง คลิกที่นี่) ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก คือมีทั้งคนชอบและคนเกลียด (และที่หมั่นไส้ก็คงไม่น้อย) บทความที่คุณบรรยงเขียนมีการแชร์ผ่านโลกออนไลน์และมีสื่อหลักนำไปลงและเผยแพร่อยู่เป็นระยะ

เนื้อหาที่คุณบรรยงเขียนไว้ใน facebook นอกจากจะมีเรื่องราวประวัติชีวิตตนเองทั้งในวัยเด็กจนมาถึงยามทำงานแล้ว ที่สำคัญยังมีเรื่องมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การปราบคอร์รัปชั่น ระบอบทุนนิยม (ที่คุณบรรยงยึดถือและใช้เป็นหัวข้อในการไปพูดที่ TEDxBangkok เมื่อเร็วๆ นี้) และอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แก่ผู้อ่านแล้วยังกระตุ้นให้เกิดความคิดและการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย (แต่คอมเม้นต์ที่ไม่สร้างสรรค์ก็มีอยู่ไม่น้อย)

เรียกว่า การที่ทีมงานนำคุณบรรยงมาขึ้นปกครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็คงหวังเรียกแขกที่เป็นแฟนคลับคุณบรรยงด้วย

เนื้อหาอื่นๆ ภายในเล่มนอกจากบทสัมภาษณ์หลักแล้วก็มีคละกันไปทั้งที่เป็นสาระและไลฟ์สไตล์ อาทิ Economic Review โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ แคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ Investment Review โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงคอลัมน์ในสไตล์กิน-เที่ยว-ดื่ม ตามรูปแบบนิตยสารทั่วไป

เนื้อหาโดยรวมค่อนข้างน่าสนใจอ่านได้เพลินๆ ใช้เวลาไม่นาน ไม่หนักมากไปแต่ก็ไม่ถึงกับเบาหวิว ได้ครบทั้งสาระและบันเทิงในแนว intellectual ครับ

OPTIMISE

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในแนวองค์กรของผู้เขียนชาวไทยที่ผมคิดว่าดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยมีการตีพิมพ์ออกวางจำหน่าย และที่น่าสนใจก็คือ เล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ เพิ่งครบรอบ ๒๕ ปีไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองและดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีหนังสือแนวนี้เพียงไม่กี่เล่มที่ทำได้ถึงระดับนี้ (ถ้าจะมี)

คุณสมใจ วิริยะบัณฑิตกุล เขียนหนังสือเล่มนี้ขณะทำงานเป็นผู้สื่อข่าวอยู่ที่นิตยสารผู้จัดการ (หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผู้จัดการรายเดือน) โดยได้รับมอบหมายจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าสำนักผู้จัดการ ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมถึงต้องทำหนังสือเล่มนี้และทำไมต้องเป็นสหพัฒนฯ นั้น คงไม่มีใครอธิบายได้ดีไปกว่าคุณสนธิที่ได้เล่าเอาไว้ในคำนำสำนักพิมพ์ตามภาพด้านล่าง

sahapat_sondhi

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและการเติบโตของสหพัฒนฯ เท่านั้น แต่ยังได้รวบรวมแง่มุมการดำเนินธุรกิจของสหพัฒนฯ เอาไว้อย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารงาน บริหารคน การตลาด วัฒนธรรมองค์กร โดยไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องราวของความสำเร็จ แต่ยังมีความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เป็นบทเรียนอีกด้วย

การเปิดเผยเรื่องราวอย่างหมดเปลือกเช่นนี้ในด้านหนึ่งต้องนับถือความใจกว้างของสหพัฒนฯ เพราะตามปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นความลับของธุรกิจ อีกทั้งคนทั่วไปย่อมไม่อยากเล่าถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง

ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า ค่ายผู้จัดการและคุณสมใจสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพัฒนฯ ได้ว่า มีความรู้และภูมิปัญญาที่จะสามารถค้นคว้าข้อมูล กลั่นกรอง วิเคราะห์และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์ได้มากกว่าการเขียนตามคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว

ความมั่นใจที่ว่านั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากบรรณาธิการที่ปรึกษา นามว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ในห้วงเวลานั้นดร.สมคิดทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับทั้งสหพัฒนฯ และผู้จัดการ อาจกล่าวได้ว่าการที่ดร.สมคิดตกลงรับบทบาทบรรณาธิการที่ปรึกษาให้กับหนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นหลักประกันให้สหพัฒนฯ มั่นใจในหนังสือที่จะออกมาได้มากขึ้น

หากจะกล่าวถึงความสำเร็จในด้านเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ คงต้องยกคำนิยมของคุณทวี บุตรสุนทร อดีตผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ตีพิมพ์อยู่ที่ปกหลังมาให้ดูกัน

“ผมได้อ่านหนังสือของสหกรุ๊ปแล้ว ได้ความรู้มากมายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการด้านการขายและการตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค คนเขียนคงต้องใช้เวลาในการค้นคว้านาน การดำเนินเรื่องในแต่ละบทดี อ่านจบบทหนึ่งแล้วก็ชวนให้ติดตามอยากอ่านบทต่อๆ ไป ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง นักการตลาดทุกคนต้องไม่พลาดที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้”

ก่อนจะจบขอปิดท้ายด้วยการอัพเดตกันหน่อยว่า ๒๕ ปีผ่านไป ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง เริ่มที่คุณสนธิ เจ้าของโปรเจ็กต์ คนนี้ชีวิตถ้าเป็นเส้นกราฟก็ต้องบอกว่าขึ้นสุดลงสุด ผ่านยุครุ่งเรืองร่ำรวยก่อนจะพลิกมาเป็นบุคคลล้มละลายหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ต่อมาเป็นบุคคลผู้ปลุกกระแสต้านนายกรัฐมนตรีที่เรืองอำนาจที่สุดคนหนึ่งของไทย ขยับมาเป็นผู้นำม็อบเรือนแสน ถูกลอบสังหารชนิดที่ไม่น่ารอดแต่รอด สุดๆ จริงๆ

คุณสมใจ ผู้เขียน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ณรินณ์ทิพ เป็นเจ้าของบริษัท พีเพิล มีเดีย จำกัด ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ ส่วนดร.สมคิด เคยก้าวขึ้นถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

สำหรับสหพัฒนฯ เองเปลี่ยนตัวผู้นำจากนายห้างเทียม มาเป็นคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา และขยายกิจการออกไปอีกมาก ล่าสุดได้รับพระราชทานครุฑตราตั้งและจะมีพิธีอัญเชิญครุฑขึ้นประดิษฐานในวันที่ ๙ สิงหาคมที่จะถึงนี้

 

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต
ผู้เขียน : สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล
สำนักพิมพ์ : โครงการหนังสือผู้จัดการ
ราคา : ๕๐๐ บาท

sahapat_back

รุกสยามในนามของพระเจ้า

รุกสยาม

[แนะนำโดย คุณนพพร พวงสมบัติ]

ฝรั่งรุกอุกอาจเอื้อม เอาสยาม
สนั่นทัพโอ่พระนาม แอบอ้าง
กลทูตกึ่งสงคราม กลศึก
กลกลอกกำปั่นย่าง สยบย่ำ อยุธยา [น.๙ คำนำสำนักพิมพ์]

Pour la plus grande gloire de Dieu หรือในชื่อภาษาไทย รุกสยามในนามของพระเจ้า เป็นนวนิยายยั่วล้อประวัติศาสตร์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครเอกที่เดินทางอยู่ในช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างสองประเทศนี้จวบจนกระทั่งผลัดแผ่นดินเข้าสู่รัชสมัยของพระเพทราชา ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลจากบันทึกจดหมายเหตุเอกสารทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก แล้ว “…อนุญาตให้ตัวเอง ‘แต่งเติม’ (เฉพาะตรงที่บางประโยคหรือบางคำพูดถูกเจ้าตัวหนอนแห่งกาลเวลากัดกร่อนแทะเล็มแหว่งวิ่นไป)”–[น.๒๑] และตรงที่แต่งเติมเข้ามานี่แหละที่เป็นสีสันของเรื่องราว สีสันของการใช้ภาษาที่ทำให้เรื่องราวที่บอกเล่าในเรื่องเป็นไปด้วยความ “ฮา” แต่ก็ด้วยความที่เป็นนิยายอิง (เอกสารทาง) ประวัติศาสตร์นี่แหละที่ทำให้เรา “…เห็นภาพการปะทะสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เป็นการปะทะขัดแย้งทางความคิดและวิถีชีวิตระหว่างคนสองวัฒนธรรม โดยมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสายใยในการดำเนินเรื่อง ถ้าจะอ่านเอาความให้เป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ก็ได้ หรือจะหารสชาติจากการสังเคราะห์ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ดี” –[น.๑๑ คำนำผู้แปล]

และแม้ว่าผู้แปลจะเกริ่นนำถึง “วาทกรรม” พื้นฐานในทางประวัติศาสตร์ไว้แล้วว่า “นวนิยายเรื่องนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจให้เสวนากันต่ออยู่สองประเด็น ประการแรกคือเรื่องของการเขียนประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้อเท็จจริง’ แม้ในหลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้ตรงต้องกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใคร’ เป็นผู้ ‘เล่าเรื่อง’ จากมุมมองและจุดประสงค์อย่างไร ประการที่สองคือ เราจะขีดเส้นพรมแดนระหว่างโลกของ ‘ความเป็นจริง’ และโลกของ ‘ความลวง’ อันเป็นเรื่องของจินตนาการของมนุษย์ไว้ ณ ที่ใด” แต่ตัวโปรยที่ผู้เขียนวางไว้ในบทสุดท้ายซึ่งหยิบมาจากบันทึกของลาลูแบร์ก็สะกิดใจคนอ่านอย่างเราเหมือนกันว่า ตกลงข้อความในบันทึกนั้นมันเป็นแค่วาทกรรมหรืออัตลักษณ์ของคนไทยจริงๆ ใช่เปล่าว้า…..

ลักษณะสำคัญที่สะท้อนการสยบเป็นทาสของคนสยาม อยู่ตรงที่พวกเขาไม่กล้า แม้แต่จะเอ่ยปากพูดถึงเหตุการณ์เรื่องราวใดในบ้านเมืองของตัวเอง —ซิมง เดอ ลาลูแบร์, ราชอาณาจักรสยาม, ค.ศ.๑๖๙๑ [น.๖๙๕]

รุกสยามในนามของพระเจ้า
ผู้เขียน : มอร์กาน สปอร์แตช
ผู้แปล : กรรณิกา จรรย์แสง

รีวิวหนังสือ : ผู้ยิ่งใหญ่ (First Among Equals)

ผู้ยิ่งใหญ่

นิยายของ Jeffrey Archer เล่มนี้แปลมาจาก First Among Equals ที่ออกมาในปี ๑๙๘๔ ส่วนฉบับแปลเล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๕ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๒๘) ผมซื้อมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ยังไม่เคยได้หยิบมาอ่าน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่นิยายของคุณพี่ Archer นี่สนุกมาก เท่าที่อ่านมานี่สนุกทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็ด้วย

เรื่องราวของเล่มนี้เล่าถึงเส้นทางชีวิตนักการเมืองสี่คนที่เริ่มต้นชีวิตส.ส.อังกฤษในปีเดียวกัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ “นายกรัฐมนตรี” โดยที่ทั้งสี่คนนี้มีภูมิหลังและเส้นทางแตกต่างกัน

เรย์มอนด์ โกลด์ เด็กหนุ่มจากเมืองลีดส์ผู้เกิดชั้นบนของร้านขายเนื้อ ต้องถลำตัวติดแน่นอยู่กับภรรยาชาวบ้านนอก

แอนดรูว์ เฟรเซอร์ บุตรชายของนายกเทศมนตรีแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขาเข้าพรรคแรงงานเพื่อพิชิตตำแหน่งของบิดาในสภา

ไซม่อน เคิร์สเลค ประธานสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด นักการเมืองอาชีพแห่งพรรคอนุรักษ์นิยมผู้ได้รับการหนุนหลังจากภรรยาผู้เป็นแพทย์

ชาร์ลส์ ซีย์มัวร์ ชายผู้อำมหิตแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขามาจากตระกูลร่ำรวย เป็นผู้ดีมีสกุล ไม่มีสิ่งใดจะขวางหน้าเขาได้ในการทะยานก้าวสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี”

(ข้อความจากหนังสือ ผู้ยิ่งใหญ่)

Archer เล่าถึงเส้นทางชีวิตการเมืองของชายหนุ่มแต่ละคน ที่มีทั้งความสำเร็จและอุปสรรค บางคนเลือกเดินในทางที่สร้างปัญหาให้กับตัวเองในบางขณะ บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหักหลังเพื่อทำลายคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของตัวละครที่ไม่ต่างอะไรจากคนในความเป็นจริง อ่านไปก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้าเป็นเรื่องราวของนักการเมืองไทยมันจะขั้นกว่าขึ้นไปอีกขนาดไหน

ขณะที่ผู้อ่านตามติดชีวิตนักการเมืองหนุ่มเหล่านี้ Archer ก็ได้แทรกเรื่องราวเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสตรีเหล็กมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ สงครามฟอล์คแลนด์ พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ไดอาน่า แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนคาดการณ์ไว้ผิดพลาดเช่นกัน จะเป็นเรื่องอะไร อันนี้ต้องอ่านเอาเอง

Archer เฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญของตัวละครทั้งสี่เอาไว้ใกล้เคียงกันและแต่ละคนมีช่วงขาขึ้นและขาลงพอๆ กัน ทำให้การเดาว่าใครจะบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดนั้นยากมาก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นว่าใครที่ค่อยๆ หมดโอกาสไปและเหลือใครที่เป็นคู่แข่งขันในตอนท้าย

บอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องนี้เฉลยอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายจริงๆ เพราะฉะนั้นห้ามมือซนไปพลิกดูก่อนเป็นอันขาด ตอนอ่านมาถึงหน้ารองสุดท้ายถ้าเป็นไปได้ก็เอามือปิดหน้าสุดท้ายเอาไว้ เพื่ออรรถรสของเรื่องนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้เขียน : Jeffrey Archer
ผู้แปล : กัณหา แก้วไทย
สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ราคา : ๑๐๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

 

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

ผู้ยิ่งใหญ่

นิยายของ Jeffrey Archer เล่มนี้แปลมาจาก First Among Equals ที่ออกมาในปี ๑๙๘๔ ส่วนฉบับแปลเล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๕ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๒๘) ผมซื้อมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ยังไม่เคยได้หยิบมาอ่าน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่นิยายของคุณพี่ Archer นี่สนุกมาก เท่าที่อ่านมานี่สนุกทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็ด้วย

เรื่องราวของเล่มนี้เล่าถึงเส้นทางชีวิตนักการเมืองสี่คนที่เริ่มต้นชีวิตส.ส.อังกฤษในปีเดียวกัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ “นายกรัฐมนตรี” โดยที่ทั้งสี่คนนี้มีภูมิหลังและเส้นทางแตกต่างกัน

เรย์มอนด์ โกลด์ เด็กหนุ่มจากเมืองลีดส์ผู้เกิดชั้นบนของร้านขายเนื้อ ต้องถลำตัวติดแน่นอยู่กับภรรยาชาวบ้านนอก

แอนดรูว์ เฟรเซอร์ บุตรชายของนายกเทศมนตรีแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขาเข้าพรรคแรงงานเพื่อพิชิตตำแหน่งของบิดาในสภา

ไซม่อน เคิร์สเลค ประธานสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด นักการเมืองอาชีพแห่งพรรคอนุรักษ์นิยมผู้ได้รับการหนุนหลังจากภรรยาผู้เป็นแพทย์

ชาร์ลส์ ซีย์มัวร์ ชายผู้อำมหิตแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขามาจากตระกูลร่ำรวย เป็นผู้ดีมีสกุล ไม่มีสิ่งใดจะขวางหน้าเขาได้ในการทะยานก้าวสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี”

(ข้อความจากหนังสือ ผู้ยิ่งใหญ่)

Archer เล่าถึงเส้นทางชีวิตการเมืองของชายหนุ่มแต่ละคน ที่มีทั้งความสำเร็จและอุปสรรค บางคนเลือกเดินในทางที่สร้างปัญหาให้กับตัวเองในบางขณะ บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหักหลังเพื่อทำลายคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของตัวละครที่ไม่ต่างอะไรจากคนในความเป็นจริง อ่านไปก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้าเป็นเรื่องราวของนักการเมืองไทยมันจะขั้นกว่าขึ้นไปอีกขนาดไหน

ขณะที่ผู้อ่านตามติดชีวิตนักการเมืองหนุ่มเหล่านี้ Archer ก็ได้แทรกเรื่องราวเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสตรีเหล็กมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ สงครามฟอล์คแลนด์ พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ไดอาน่า แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนคาดการณ์ไว้ผิดพลาดเช่นกัน จะเป็นเรื่องอะไร อันนี้ต้องอ่านเอาเอง

Archer เฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญของตัวละครทั้งสี่เอาไว้ใกล้เคียงกันและแต่ละคนมีช่วงขาขึ้นและขาลงพอๆ กัน ทำให้การเดาว่าใครจะบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดนั้นยากมาก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นว่าใครที่ค่อยๆ หมดโอกาสไปและเหลือใครที่เป็นคู่แข่งขันในตอนท้าย

บอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องนี้เฉลยอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายจริงๆ เพราะฉะนั้นห้ามมือซนไปพลิกดูก่อนเป็นอันขาด ตอนอ่านมาถึงหน้ารองสุดท้ายถ้าเป็นไปได้ก็เอามือปิดหน้าสุดท้ายเอาไว้ เพื่ออรรถรสของเรื่องนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้เขียน : Jeffrey Archer
ผู้แปล : กัณหา แก้วไทย
สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ราคา : ๑๐๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

 

นิตยสาร delight กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘

delight Jul - Sept 2015

นิตยสาร delight เป็นนิตยสารราย ๓ เดือนที่แจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สำหรับเล่มล่าสุด (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘) มาในธีม FOOD culture

เล่มนี้คนชอบเรื่องอาหารน่าจะถูกใจ เพราะเรื่องจากปกนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมด้านอาหารของภูมิภาคต่างๆ ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเสริมด้วย เรื่องเล่าขาน “พระกระยาหารโปรด” ของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ได้รวบรวมความเป็นมาของเมนูโปรดของรัชกาลที่ ๕ บางเมนู อาทิ น้ำพริกลงเรือ หมี่กรอบจีนหลี เป็ดอัด และขนมจีนน้ำยา

รวมทั้งคอลัมน์แนะนำร้านอาหารที่คัดมาหลากหลาย และที่ไม่พลาดก็คือ คอลัมน์การทำอาหาร โดยในเล่มนี้เป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวคั่วกรอบ และเชียบัตตา ใครสนใจแนวไหนก็ทดลองทำกันดูได้

สำหรับคอลัมน์อื่นๆ ก็จัดมาครบ มีทั้งธุรกิจ สุขภาพ ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ หนังสือน่าอ่าน ฯลฯ เรียกได้ว่า ถึงจะเป็นนิตยสารแจกฟรีแต่เนื้อหาไม่ได้ด้อยไปกว่าที่มีวางขายอยู่บนแผงเลย

สำหรับผู้สนใจ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเล่มนี้เป็นนิตยสารแจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของ SCG เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหุ้นกู้ที่ว่าอาจต้องลองถามไปที่ SCG ดูนะครับ