หนังสือในดวงใจ ๑๐ เล่ม (ตอนที่ ๒)

ต่อจากโพสต์ที่แล้วที่เล่าถึงหนังสือในดวงใจ ๕ เล่มไปแล้วนะครับ โพสต์นี้มาว่ากันต่อ ๖. ฤทธิ์มีดสั้น โดย โกวเล้ง นิยายกำลังภายในนี่ผมถือว่าเป็นหนังสือที่มี learning curve สูงมากนะครับ พยายามจะอ่านมาตั้งแต่ช่วงมอปลาย แต่ก็ไปไม่รอด เข้ามหา'ลัยลองเช่ามาอ่านอีกทีก็ยังไม่รอด สาเหตุเป็นเพราะรายละเอียดมันเยอะเหลือเกิน ต้องใช้เซลล์สมองเยอะมาก ตัวละครมีเพียบ และในบรรดานั้นแต่ละคนมีไม่ต่ำกว่า ๓ ชื่อ มีทั้งชื่อปกติสามัญ มีฉายาอีก แล้วมีชื่อแบบไม่ปกติด้วย ยกตัวอย่างเรื่องฤทธิ์มีดสั้น ตัวเอกชื่อ ลี้คิมฮวง แต่ฉายาพี่เค้าคือ เซี่ยวลี้ปวยตอ เท่านั้นยังไม่พอ คุณพี่ยังมีชื่อที่เรียกขานกันว่า ลี้ถ้ำฮวย อีกชื่อนึง นี่ยังไม่นับคำเรียกนับญาติกันอีกนะ จะเป็น ตั่วกอ อาอึ้ม อาเจ่ก อีกสารพัดอ่ะ และตัวละครแต่ละตัวก็มีวิชาฝีมือแตกต่างหลากหลายจากหลายสำนักวิชา อ่านๆ ไปก็นึกในใจ กูจะรอดมั้ย? สุดท้ายตัดสินใจ เอาวะ เห็นใครบอกเป็นเสียงเดียวว่า เล่มนี้แหละ แม่มสุดยอด ผมอดทนอ่านจนพ้นช่วง learning curve มาได้ ทีนี้ยาวเลยครับ จบฤทธิ์มีดสั้น ต่อด้วยเหยี่ยวเดือนเก้า... Continue Reading →

หนังสือในดวงใจ ๑๐ เล่ม (ตอนที่ ๑)

สืบเนื่องจากน้องเมย์ แห่ง openrice ได้แถ่กมาในเรื่อง ๑๐ อันดับหนังสือในดวงใจ หลังจากที่ใช้เวลาพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว (แปลว่า อู้) ก็ได้มาดังรายการต่อไปนี้ครับ (หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบ ความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น ชอบแม่มเท่ากันหมด) ๑. หนังสือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ผมได้อ่านหนังสือฝีมือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด มาตั้งแต่ช่วงเรียนมอปลาย อ่านแล้วชอบสไตล์ เรื่องที่พี่เค้าเลือกมาแปลก็ใช่เลย บู๊ ล้างผลาญ เขย่าขวัญ สั่นประสาท อะไรแนวนี้ ตามอ่านได้สักพักมั่นใจว่าใช่แน่ ก็ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสำนักพิมพ์วรรณวิภาของคุณพี่ เป็นแบบพรีเพด ส่งเงินไปให้ก่อน (นี่มาก่อนบริษัทมือถืออีกนะ ใครว่าวงการหนังสือเชย) เวลาหนังสือเล่มใหม่ออกก็จะส่งมาให้ที่บ้าน ทางสำนักพิมพ์ก็ตัดยอดเงินไป ให้ส่วนลดด้วย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ ๓๐% วิธีนี้คนอ่านกับสำนักพิมพ์ซื้อใจกันขนาดที่ว่า คนอ่านไม่ต้องรู้ว่าเล่มหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ของนักเขียนคนไหน ขอให้เชื่อมือเชื่อรสนิยมคุณสุวิทย์เถอะว่า ไม่มีผิดหวัง ส่วนสำนักพิมพ์ก็แฟร์ว่า ถ้าส่งไปแล้ว ลองอ่านดูแล้วคิดว่าไม่ใช่แนว ก็ส่งมาคืนได้ ไม่คิดเงินด้วย เชื่อใจกันขนาดนั้นเลย ผมได้อ่านงานของนักเขียนดังๆ หลายคนในสมัยนั้นก็จากการแปลของคุณสุวิทย์และนักแปลคนอื่นในสำนักพิมพ์นี่เอง อย่าง Stephen... Continue Reading →

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๒๕๕๗

เมื่อหลายวันก่อนมีข่าวแจ้งมาจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๗ เมษายนที่ผ่านมามียอดคนเข้างานและยอดขายภายในงานสูงกว่าปีที่แล้วอยู่ราว ๒๐% โดยประเมินว่า ยอดคนเข้างานอยู่ที่ ๑.๙ ล้านคนและมียอดขายถึง ๗๐๐ ล้านบาท ผมเองเป็นหนึ่งในเกือบ ๒ ล้านคนที่ว่านั่น ก่อนหน้านี้ผมว่างเว้นการไปงานสัปดาห์หนังสือฯ มาหลายปีจากหลายสาเหตุด้วยกัน มีทั้งเบื่อคนเยอะ ขี้เกียจเดินทาง ไปจนถึงเหตุผลสุดคลาสสิคสำหรับใครอีกหลายๆ คนก็คือ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้อ่าน เพราะเวลาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ เรามักจะขาดความยับยั้งชั่งใจและความยั้งคิดทั้งปวง ซื้อหนังสือหอบกลับมาทีละเป็นตั้งๆ เพื่อจะพบว่า เราวางกองเอาไว้โดยไม่ได้หยิบมาอ่านซักที แล้วปีหน้ากองนั้นมันก็สูงขึ้นจากปริมาณหนังสือที่ไปหอบหิ้วกลับมาอีก จนวันนึงถึงได้ข้อสรุปว่า พอกันที ถ้าอยากอ่านก็ซื้อเอาจากร้านหนังสือก็ได้ (วะ) ก็เลยงดไปงานสัปดาห์หนังสือฯ อย่างที่ว่า จนกระทั่งเปลี่ยนงาน จากการทำนิตยสารธุรกิจรายเดือนมาเป็นคนรับจ้างทำหนังสือให้ลูกค้า คราวนี้ต้องเปลี่ยนบทบาทล่ะ จากเดิมเป็นคนซื้อคนอ่าน คราวนี้ต้องมาเป็นคนทำ มุมมองมันก็ต้องเปลี่ยนไป จำเป็นต้องออกไปดูโลกภายนอกเขาบ้างว่าเดี๋ยวนี้วงการเขาเป็นยังไงกันบ้าง หนังสือแบบไหนที่ขายได้ขายดีที่คนสนใจ เขาออกแบบปก อาร์ตเวิร์คเนื้อในหวือหวาน่าสนใจขนาดไหนกันแล้ว ก็คงไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่างานสัปดาห์หนังสือฯ นี่แล้วล่ะ บังเอิญว่า ผมตั้งใจไปแวะ Kinokuniya ที่สยามพารากอนก่อน เพราะมีหนังสือเล่มนึงที่ตั้งใจไปซื้อเป็นการเฉพาะ (คือ The Art of Thinking... Continue Reading →

ซ่อน (Stay Close)

ซ่อน (Stay Close) นิยายแนวสืบสวนสอบสวนโดยฮาร์ลาน โคเบน เล่มนี้เป็นเล่มเดี่ยว ไม่ได้อยู่ในชุด Myron Bolitar และ Mickey Bolitar ที่เคยเขียนถึงมาก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีผู้ชายที่หายตัวไปเมื่อ ๑๗ ปีก่อนและผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนั้นต่างก็แยกย้ายไปดำเนินชีวิตของตัวเอง บางคนเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เปลี่ยนประวัติความเป็นมาแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ บางคนชีวิตและหน้าที่การงานตกต่ำลง เรื่องคงจะไม่มีอะไรถ้าหากไม่ได้เกิดเหตุการณ์คนหายในลักษณะที่คล้ายคลึงกันขึ้นมาอีก แล้วก็พอดีกับตัวเอกบางตัวเกิดโหยหาชีวิตในอดีตขึ้นมา ทำให้มีการขุดคุ้ยและปะติดปะต่อเหตุการณ์คนหายทั้งสองกรณีขึ้นมาเพื่อตามหาความจริง พลอตเรื่องและการเล่าเรื่องน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะตอนเฉลยตัวฆาตกรที่ต้องบอกว่าฝีมือเหนือชั้นจริงๆ เพราะความจริงมันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง เพียงแต่เรามองไม่เห็น เพิ่งอ่านงานของฮาร์ลาน โคเบน มาสามเรื่อง สนุกทุกเรื่องแต่เรื่องนี้สนุกที่สุด...ขนาดนั้น ซ่อน (Stay Close) ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ ราคา : ๒๙๕ บาท หมายเหตุ : มีจุดที่ผู้แปลแปลผิดที่หน้า ๒๙๙ เข้าใจว่าเป็นเพราะผู้แปลไม่คุ้นเคยกับสำนวนกีฬาทางฝั่งอเมริกัน หวังว่าทางสำนักพิมพ์จะมีการแก้ไขในการพิมพ์ครั้งต่อไปครับ

เฉียด (Seconds Away)

นิยายสืบสวนสอบสวนจากฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben) ชุดนี้ตัวเอกชื่อ Mickey Bolitar ซึ่งเป็นหลานของ Myron Bolitar (ตัวเอกของชุดก่อนหน้า) Mickey Bolitar เป็นนักเรียนมัธยมปลายที่บังเอิญสาวสวยเพื่อนร่วมโรงเรียนและแม่ถูกยิง จนแม่ของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยต้องออกแรงสืบเพื่อหาตัวผู้ลงมือตามแนว Whodunit โดยในระหว่างนั้นก็มีความวุ่นวายในชีวิตประจำวันตามประสาวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลายเข้ามาประกอบเป็นน้ำจิ้ม สนุกไม่แพ้ชุด Myron Bolitar นะครับ เฉียด (Seconds Away) ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben) ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ หมายเหตุ : เล่มนี้พบจุดที่ปรู๊ฟผิดอยู่ ๓-๔ จุด คาดว่าทางสำนักพิมพ์จะแก้ไขให้เรียบร้อยถ้ามีโอกาสพิมพ์ซ้ำ

พลาด (One False Move)

นิยายสืบสวนสอบสวนในชุด Myron Bolitar ซึ่งเป็นชื่อของตัวเอกที่ไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้เป็นนักสืบ แต่เป็นตัวแทนนักกีฬา (แบบเดียวกับ Tom Cruise ใน Jerry Maguire) ในเล่มนี้ตัวเอกเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ทำให้ต้องสืบหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อนและส่งผลต่อเนื่องให้มีคนตายหลายคน นอกจากพลอตเรื่องแล้วจุดที่ชอบอีกอย่างคือ ตัวเอกมีลักษณะชอบกล่าวถึงเหตุการณ์หรือคนอื่นเชิงเปรียบเทียบในแบบ "เหน็บ" และเสียดสี เช่น เอ่อ...อย่าเล่าดีกว่า ต้องอ่านเจอเอง อ่านสนุกจนตั้งใจว่าต้องหาเล่มอื่นในชุดเดียวกันมาอ่านอีก ขนาดนั้น... พลาด (One False Move) ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben) ผู้แปล : อริณี เมธเศรษฐ สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์

แง่มุมธุรกิจจาก The Godfather

หมายเหตุก่อนอ่าน : บทความชิ้นนี้ลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Corporate Thailand ฉบับ July 2004 การนำมาโพสต์ครั้งนี้ไม่ได้มีการดัดแปลง เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงข้อความหรือเนื้อหาใดๆ ยกเว้นเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นเลขไทย ช่วงปลายปี ๒๕๔๕ นิตยสาร Forbes ของสหรัฐอเมริกาได้ทำการคัดเลือกภาพยนตร์ด้านธุรกิจที่ดีเด่นสุดยอด ๑๐ อันดับแรก โดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ นักวิจารณ์ คนเขียนบทและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ซึ่งถึงแม้ภาพยนตร์ด้านธุรกิจจะมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาพยนตร์แอคชั่นและรักโรแมนติค แต่ภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมเรื่องหนึ่งอย่าง Citizen Kane ก็เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวในแวดวงธุรกิจนั้นก็มีสีสันและ Story ที่ดีพอจะสร้างเป็นภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมได้เช่นเดียวกัน ผลจากการคัดเลือกของคณะกรรมการในครั้งนั้นมีภาพยนตร์บางเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ทราบผล นั่นคือ The Godfather ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ติดอยู่ในอันดับ ๔ และ The Godfather Part II ที่ครองอันดับ ๒ เพราะเมื่อดูจากเนื้อเรื่องและแนวทางของภาพยนตร์ทั้ง ๒ เรื่องนี้แล้ว ไม่น่าจะมาติดอันดับภาพยนตร์ด้านธุรกิจได้ แต่คณะกรรมการก็ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้เหมาะสมแล้วที่จะได้รับการจัดอันดับตามที่ประกาศออกมา The Godfather ฉบับภาพยนตร์สร้างขึ้นจากบทประพันธ์ในชื่อเดียวกันของ Mario Puzo ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี... Continue Reading →

เอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นใคร?

ช่วง ๓-๔ วันมานี้คงไม่มีใครได้พื้นที่ข่าวเท่ากับ เอกยุทธ อัญชันบุตร เรื่องราวของเอกยุทธที่นำเสนอผ่านสื่อออกมาส่วนใหญ่บอกเพียงว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับแชร์ชาร์เตอร์เมื่อราว ๓๐ ปีก่อน แต่รายละเอียดของเรื่องนี้ก็ไม่มีมากนัก แต่คนหนึ่งที่รู้เรื่องราวของเอกยุทธดีน่าจะเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้เขียนเรื่องราวของเอกยุทธลงในนิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๒๘ ในชื่อเรื่องว่า "เอกยุทธ อัญชันบุตร ดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาว แล้วก็กลายเป็นธุลี" ผมโตไม่ทันนิตยสารฉบับที่ว่า แต่โชคดีที่เมื่อหลายปีก่อนทางผู้จัดการได้รวบรวมงานเขียนของสนธิ ลิ้มทองกุลมารวมเล่มและหนึ่งในนั้นคือ เจ้าพ่อ ซึ่งมีข้อเขียนชิ้นนี้รวมอยู่ด้วย เรื่องราวในบทความนี้เล่าถึงประวัติและความเป็นมาของเอกยุทธก่อนที่จะมาเริ่มแชร์ชาเตอร์ และต่อเนื่องไปถึงเรื่องราวของแชร์ชาเตอร์ตั้งแต่ต้นจนถึงบทสุดท้ายที่ต้องล้มโต๊ะแชร์ เพราะเอกยุทธผู้เป็นเจ้ามือหายตัวไปเสียเฉยๆ คงเหลือไว้เพียงตำนานให้คนกล่าวถึงกัน นอกจากเรื่องราวของเอกยุทธตามที่เล่ามาแล้ว งานเขียนในหนังสือเล่มนี้อ่านสนุกตามสไตล์สนธิ ลิ้มทองกุล โดยเฉพาะเรื่องราวของแชร์แม่ชม้อย ในชื่อ "ชม้อย ทิพย์โส วีรสตรีหรือซาตานกันแน่!" ที่ต้องบอกว่าไม่ควรพลาด ลองหาอ่านกันดูครับ

Blog at WordPress.com.

Up ↑