ถึงคราวเกษตรกรต้องปรับตัว

ปัญหาเรื่องราคาข้าวนี่ไม่รู้ยังไงนะ เล่าประสบการณ์ที่เคยเจอแล้วกัน เมื่อหลายปีก่อนเคยทำงานที่ต้องออกไปเจอชาวนาในต่างจังหวัด เป็นช่วงที่รัฐบาลสมัยนั้นมีโครงการตำบลละล้าน เลยถามกลุ่มชาวนาว่า ในเมื่อมีปัญหาเรื่องโรงสีกดราคาข้าวเปลือก ตอนนี้รัฐบาลมีเงินให้ตำบลละล้าน ทำไมไม่เอามาทำโรงสีเอง จะได้รวมกลุ่มกันสีข้าวขายเอง ไม่ต้องพึ่งโรงสี

คำตอบที่ได้คือ ไม่เอา ไม่อยากทำ อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ที่เล่ามาต้องบอกก่อนว่าเป็นแค่กลุ่มเดียวไม่ใช่เกษตรกรทั้งหมดที่เป็นอย่างนี้ รวมทั้งอีกเรื่องที่จะเล่านี่ด้วย

หลังจากเจอชาวนาเรื่องข้าวไปแล้ว ต่อมาอีกสามสี่ปีได้ไปทำเรื่องของวงการน้ำตาล ได้คุยกับโรงงานน้ำตาลเล่าว่า เกษตรกรที่รับเงินจากโรงงานน้ำตาลไป (อันนี้เป็นระบบของวงการนี้ คือ เกษตรกรมาเอาเงินจากโรงงานน้ำตาลไปก่อน เป็นค่าพันธุ์อ้อย ค่าปุ๋ย ค่ายา พอปลูกอ้อยได้แล้วก็ตัดอัอยมาขายที่โรงงานนี้ในราคาที่ตกลงกันไว้) ปรากฎว่า เอาเงินไปแล้ว พอปลูกอ้อยได้ ถ้าปีนั้นอ้อยราคาดี จะมีโรงงานน้ำตาลโรงอื่นมาให้ราคาสูงกว่า (เพราะไม่ได้จ่ายล่วงหน้าให้ไง) เกษตรกรก็ขนอ้อยไปขายโรงงานอื่นแทนซะงั้น แล้วมาบอกโรงงานนี้ว่า อ้อยผลผลิตไม่ดี ปีนี้ได้น้อย

ที่เล่ามานี่ไม่ต้องเชื่อ ไปลองถามโรงงานน้ำตาลดู แล้วก็ไม่ได้บอกว่า โรงงานน้ำตาลเป็นคนดีที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะบางเจ้าก็ชักดาบค่าอ้อยของเกษตรกรด้วยเหมือนกันนะฮะ…

ข้อคิดจากการไปหาหมอจับเส้น…ชีวิตนี้ไม่แน่นอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙) ไปหาหมอจับเส้น (คุณภรรยาไปเจอที่งาน BIG ทดลองแล้วรู้สึกว่าของจริงเลยไปหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วก็เลยมา รายละเอียดเอาไว้เล่าอีกที) ที่อยากจะเล่าคือ ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนไข้ทยอยมาเรื่อย ๆ มีคนนึงนั่งรถเข็นมา เป็นผู้หญิง อายุน่าจะสามสิบต้น ๆ ผิวพรรณดี

ระหว่างที่นั่งรอ คนไข้คนนี้กับคนอื่นก็นั่งคุยกันไป เรื่องในหลวงบ้าง เรื่องทั่ว ๆ ไปบ้าง เราไม่ได้อยากร่วมวงสนทนาก็นั่งอ่านอะไรไปเงียบ ๆ แต่สถานที่มันแคบ แล้วก็คุยกันอยู่ตรงหน้าเรานี่เองก็เลยได้ยินชัด

สักพักมีคนถามว่า นี่เป็นอะไร? เขาตอบว่า เป็นอัมพาต ช่วงล่างไม่มีความรู้สึก เราได้ยินแล้วก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรขึ้นมาในคอ ไม่กล้าเงยขึ้นมาดูเขา กลัวทำหน้าไม่ถูก แต่เขาก็เล่าต่อว่า แต่ก่อนก็ดี ๆ ทำงานได้ปกติ แต่อยู่มาวันนึงมันเหมือนไม่มีช่วงล่างเลย ไม่มีความรู้สึกอะไร หลังจากไปหาหมอแล้วสรุปว่า เส้นเลือดแตกแล้วเลือดไหลเข้าไปในกระดูกสันหลังหรือไขสันหลังนี่แหละ แล้วลิ่มเลือดไปขวางการทำงานของอะไรซักอย่าง จบด้วยการเป็นอัมพาต

แล้วเขาเล่าว่า ทุกวันนี้ช่วงขาเขาเป็นแผลเยอะเลย เพราะบางทีโดนน้ำร้อนลวกแล้วไม่รู้สึก มาเห็นอีกที อ้าว เป็นแผลพุพองไปแล้ว ก็ต้องมารักษาแผลน้ำร้อนลวกเพิ่ม

ตอนนี้เขาออกจากงานเพราะทำงานไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน แต่ขาก็ยังขยับไม่ได้ ยังดีที่ความรู้สึกพอจะได้บ้างแล้วถ้าโดนตีหรือโดนกระแทกแรง ๆ

ตลอดเวลาที่เขาเล่าเรื่องนี้ ไม่ได้แสดงอาการโศกเศร้ากับชีวิตหรือน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง น้ำเสียงเหมือนบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไป คิดว่าเขาคงผ่านจุดแห่งความเสียใจมาแล้ว

ที่เล่ามานี่ไม่ใช่อะไร ส่วนตัวคิดว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริง ๆ ทำงานอยู่ดี ๆ ใครจะคิดว่าจะเป็นอัมพาตช่วงล่าง เดินไม่ได้ กลายเป็นภาระคนอื่น ต้องออกจากงาน แล้วมานั่งรักษาตัว นึกถึงตัวเองที่ร่างกายยังดี แขนขายังอยู่ครบก็พยายามใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบนะฮะ

สวัสดี

ชีวิตสาวมหา’ลัย

เมื่อวันเสาร์ไปบรรยายที่วิทยาลัยการจัดการมหิดล ได้ความรู้ใหม่ๆ (ซึ่งบางอย่างคนอื่นอาจจะรู้กันทั่วไปหมดแล้ว) ที่น้อง ๆ เก็บข้อมูลมา ขอเอามาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นประโยชน์ ดังนี้

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำศัลยกรรมในสัดส่วนอย่างน้อย ๑๐% (จากสัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง จริง ๆ อาจมากกว่านี้ก็ได้) นับรวมทั้งที่ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ในส่วนของการผ่าตัดที่ทำมากที่สุดคือ จมูก

– สาเหตุของการทำคือ อยากสวย มีปัญหาหรือคิดว่ามีปัญหา เห็นเพื่อนทำแล้วสวยก็เลยอยากทำบ้าง และมีบ้าง (ในสัดส่วนยังไม่มาก) ที่ทำเพื่อจะเข้าวงการบันเทิง พริตตี้ ฯลฯ

– คนที่ทำไม่ได้ปกปิด เปิดเผยว่าทำเป็นเรื่องปกติ มีบางคนแม่เป็นคนพาไปทำด้วยซ้ำ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำงานหารายได้เองด้วย และหลายคนรายได้เกินหมื่นหรือหลายหมื่น งานที่ทำส่วนใหญ่คือ การขายของผ่าน IG ไม่ต้องสต็อกสินค้า เอาเสื้อผ้าจากร้านมาถ่ายลง IG มีคนซื้อก็ค่อยส่งให้ บางคนก็เริ่มทำงานตามสายงานที่เรียน เช่น เรียนบัญชีก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยที่บริษัทผู้สอบบัญชี

– จากการที่ทำงานและมีรายได้ตามที่ว่ามา ทำให้สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) มีกำลังซื้อสูง หลายคน (จากกลุ่มตัวอย่าง) ใช้สินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ สนีกเกอร์ รุ่นและยี่ห้อที่เป็นที่นิยม การไปเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศ (ไปกันเอง ไม่ได้ไปกับครอบครัว) ฯลฯ

– การตัดสินใจซื้อสนีกเกอร์ของสาวกลุ่มนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ influencer ซึ่งได้แก่ ดาราและเซเล็บฯ ตอนนี้คนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ชมพู่ อารยา และ Kendall Jenner (ใครวะ?) โดยที่ influencer ไม่ต้องเป็นพรีเซนเตอร์ตรง ๆ แต่ถ่ายรูปให้เห็นว่าใส่ แล้วไม่ต้องถ่ายเน้นรองเท้าด้วย (น้อง ๆ จะไปส่องกันเองว่าใส่อะไร) แล้วจะไปตามซื้อกัน เช่น น้องเล่าว่า ครั้งหนึ่งชมพู่ใส่ converse สีขาวถ่ายรูปขึ้น IG ก็ทำให้รุ่นนี้สีนี้แทบจะขาดตลาด กลายเป็นของหายากกันเลย ในเรื่องนี้สื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดจึงเป็น IG นะฮะ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) กลุ่มที่เก็บตัวอย่างมา มีแบรนด์โลยัลตี้ในสินค้าเครื่องสำอางสูง ถ้ารุ่นที่ใช้ขาดตลาดก็ยินดีที่จะเปลี่ยนรุ่นแต่เป็นยี่ห้อเดิมมากกว่าเปลี่ยนยี่ห้อ ปัจจัยสำคัญอีกประการนึงของการซื้อเครื่องสำอางคือ พนักงานขาย มีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจซื้อ

– การไปเที่ยวต่างจังหวัด การเลือกว่าจะไปที่ไหนสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ pantip น้อง ๆ จะเข้ามาดูกระทู้ใน pantip ถ้าดูแล้วชอบก็จะตามไป โดยการไปเที่ยวจะไม่มีการแพลนล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง จะเอาแค่ว่ามีตั๋วไป-กลับ มีที่พัก พอแล้ว ไปถึงแล้วค่อยว่ากันเฉพาะหน้า

ชักยาวล่ะ ขอจบแต่เพียงแค่นี้นะฮะ…

Samsung Galaxy Note 7 เจ็บแต่จบ

credit: Ariel Gonzalez / YouTube

จากกรณีซัมซุงประกาศหยุดจำหน่าย Note 7 และเรียกคืนเครื่องที่ส่งมอบไปแล้วทั่วโลก ความเห็นส่วนตัวคิดว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีในสองเรื่อง

เรื่องแรก ซัมซุงตกม้าตายในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เพราะปัญหาที่เจอคือ แบตฯ ระเบิดตอนชาร์จ ซึ่งเรื่องแบบนี้มันต้องมีการเทสต์ตั้งแต่ตอนที่เป็นเครื่องต้นแบบก่อนส่งเข้าทำการผลิตจริง พอผลิตเสร็จก็ต้องเทสต์กันชิบหายกว่าจะปล่อยออกมาขายได้ การที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็เลยไม่รู้ว่าไปพลาด QC กันตอนไหน เสียชื่อเสียง เสียโอกาสในเรื่องง่าย ๆ แท้ ๆ

เรื่องที่สอง ต้องขอชมกระบวนการแก้ปัญหา Crisis Management ของซัมซุงที่ตัดสินใจระงับการขายและเรียกเครื่องกลับคืนมาทำการแก้ปัญหาให้เรียบร้อยก่อนจะส่งมอบอีกครั้ง

การตัดสินใจแบบนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญมาก เพราะเสียโอกาสในการขายไปไม่รู้กี่เดือน แต่สิ่งที่จะได้กลับคืนมาคือ ความเชื่อถือของผู้บริโภค ซึ่งน่าจะมีค่ามากกว่ายอดขายที่หายไปหลายเท่า และเชื่อได้ว่าเมื่อกลับมาวางขาย Note 7 อีกครั้ง ลูกค้าจะมั่นใจมากขึ้นและทำยอดขายได้ถล่มทลายแน่นอน

เรียกได้ว่า ซัมซุงยอมที่จะเจ็บแต่จบ

เห็นกรณีของซัมซุงแล้วก็ชวนให้นึกถึงอีกเรื่องที่คล้ายคลึงกันแต่การแก้ปัญหาต่างกันสุดขั้ว นั่นคือกรณีของบริษัทรถยนต์จากสหรัฐฯ ค่ายหนึ่ง ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปภาพลักษณ์ในสายตาผู้บริโภคก็จมดิ่งไปทุกที จนชวนให้สงสัยว่า หลังจากนี้จะไม่ค้าขายในไทยกันแล้วใช่มั้ย?

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งนี้หนักกว่า “ต้มยำกุ้ง”

จากกรณี Winter is coming ที่ค่ายสื่อยักษ์ใหญ่บางแห่ง และยักษ์เล็กที่ไม่เป็นข่าวอีกหลายแห่ง (อ่านเรื่องค่ายสื่อยักษ์ใหญ่ได้ ที่นี่) ความเห็นส่วนตัวคิดว่านี่เป็นวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งถัดจากเมื่อครั้ง “ต้มยำกุ้ง”

และขอฟันธงว่า วิกฤติครั้งนี้หนักหนาและสาหัสกว่าเมื่อครั้งต้มยำกุ้งอย่างมาก

ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?

ในฐานะคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยผ่าน “ต้มยำกุ้ง” มาต้องบอกว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น ในครั้งนั้นเป็นการเจ๊งที่คนทั่วประเทศรู้ว่าเจ๊ง และก็เจ๊งกันเกือบหมดทั่วทุกวงการ มันก็เลยไม่มีเม็ดเงินมาลงโฆษณา (ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของวงการสิ่งพิมพ์)

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ฟื้นได้เร็วที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นธุรกิจก็กลับมาโฆษณากันอีกครั้ง และทุ่มเงินโฆษณากันก้อนใหญ่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่หายไป สิ่งพิมพ์รายไหนที่ “อึด” พอที่จะอยู่ถึงวันนั้นก็รอด

แต่วิกฤติครั้งนี้ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอ่านและภาคธุรกิจ (หรือแบรนด์) ที่ลงโฆษณา

ในส่วนของคนอ่านหันไปรับสารจากสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดคนอ่านสิ่งพิมพ์ลดลง ในขณะเดียวกันแบรนด์ต่าง ๆ ที่เคยลงโฆษณาและอึดอัดขัดใจกับความไร้ประสิทธิภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ (ไม่ว่าจะเรื่องยอดพิมพ์ที่เคลมเกินจริง การที่วัดผลไม่ได้ เก็บข้อมูลคนอ่านก็ไม่ได้ ฯลฯ) ก็มีทางเลือกใหม่ คือ สื่อออนไลน์ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า สามารถตอบโจทย์และวัดผลได้จริง แถมยังเก็บข้อมูลคนเห็นโฆษณาได้อีก

สิ่งเหล่านี้ทำให้เม็ดเงินโฆษณาหันเหจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปทุกที และคาดเดาได้ไม่ยากว่า แม้เศรษฐกิจจะกลับมาเฟื่องฟูได้อีก แต่สื่อสิ่งพิมพ์ก็คงไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้เหมือนเดิม

เหตุการณ์ Winter is coming ในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นหนาวที่ยาวนานสำหรับคนในวงการสิ่งพิมพ์นะฮะ…

หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น ตอนที่ ๒

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ

ตอนที่แล้วแนะนำหนังสือจากผู้เขียนที่เป็นอดีตผู้จัดการกองทุนต่างชาติไปแล้ว (อ่านได้ที่นี่ครับ หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น) คราวนี้จะแนะนำหนังสือของผู้เขียนชาวไทยกันบ้าง เล่มนี้ชื่อว่า กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ เขียนโดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกออกมาในเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ ด้วยยอดพิมพ์ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ประสบความสำเร็จขายดีจนต้องพิมพ์ครั้งที่สองตามมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันอีก ๑๐,๐๐๐ เล่ม ที่ขายดีขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ และถ้าใครได้ลองหยิบมาพลิกอ่านก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงขายดี

คุณเทพเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Corporate Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ (ภาพปกตามรูปด้านล่าง)  ว่า แนวทางการลงทุนของเขาจะเน้นไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี โดยอย่างน้อยควรจะได้ในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (เพราะถ้าได้น้อยกว่าจะไปเสี่ยงทำไม ฝากเงินเอาก็ได้ ใช่มั้ย?)

ที่เป็นอย่างนี้เพราะเดิมคุณเทพก็เป็นนักลงทุนขาลุยสไตล์รายย่อย (แปลว่า แมงเม่า) ทั่วไปนั่นแหละ แต่หลังจากที่รับประทาน “ต้มยำกุ้ง” หม้อใหญ่เข้าไปในช่วงปี ๒๕๔๐ ทำให้ต้องตัดใจขายขาดทุนไปก้อนโต แกเล่าว่ายังโชคดีที่มีเงินเหลืออยู่บ้าง ก็เลยปรับตัวปรับใจ เอาใหม่ ต้องหาความรู้มากขึ้น

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับสิงหาคม ๒๕๔๗

ประกอบกับคุณเทพตั้งใจว่า หากเกษียณจากการทำงานก็หวังรายได้จากเงินปันผลที่จะเอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ต้องไปควักเนื้อเงินก้อนเงินเก็บที่มีอยู่ นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมแกถึงลงทุนโดยตั้งเป้าไปที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี

ในการหาความรู้ของคุณเทพ แกอ่านหนังสือหลายเล่มด้วยกัน และสองเล่มในนั้นคือหนังสือที่เขียนโดยคุณพี่ Peter Lynch คือ One Up On Wall Street (ที่เขียนแนะนำไปครั้งที่แล้ว อ่านได้ที่นี่) และ Beating the Street ซึ่งเป็นเล่มที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย เล่มนี้รอเวลาเหมาะ ๆ จะมาแนะนำกันอีกที ใครที่อดใจไม่ไหวจะอ่านก่อนเลยก็ยิ่งดีนะฮะ (บอกแล้วว่า พี่ Lynch แกของแท้ ไม่มีโม้ ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อสร้างโพรไฟล์มาขายคอร์สฝึกอบรม)

หลังจากที่แกเอาวิชาความรู้ที่ได้มาไปปรับใช้เป็นแนวทางตัวเองและพิสูจน์มาแล้วว่า เออ เฮ้ย ทำได้จริงเว้ย เงินปันผลก็ได้ ราคาหุ้นก็ไม่ขาดทุน แกก็สกัดเป็นเคล็ดวิชามาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้นี่แหละ

จุดเด่นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย อันนี้สำคัญ บางเล่มอ่านง่ายก็จริง แต่โคตรเข้าใจยากนะ แล้วก็เน้นตามหลักการลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐาน ไล่เรียงเรื่องที่สำคัญไปทีละหัวข้อ โดยที่บทท้าย ๆ มีตัวอย่างการพิจารณาจริง หุ้นจริง ตัวเลขกำไรและปันผลจริง (แต่เปลี่ยนชื่อหุ้นซะนิดนึง เพื่อไม่ให้เข้าข่ายชี้นำ) เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สรุปสั้น ๆ ว่า ใครที่อยากเล่นหุ้น ใครที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน หรือกำไรมั่งขาดทุนมั่งแล้วแต่ดวง หาหนังสือสองเล่มที่แนะนำมาอ่านได้เลยเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเล่นหุ้นอย่างยั่งยืนนะฮะ ขนาดนั้น

และถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วชอบใจ อยากอ่านเล่มสองที่แอดวานซ์ขึ้น ขอเชิญเล่มนี้ครับ วิถีแห่งเซียน หุ้นห่านทองคำ จากผู้เขียนคนเดียวกัน

ขอให้โชคดีครับ ❤

กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/ ครับ

นิตยสาร The Wisdom ฉบับพิเศษ สิงหาคม ๒๕๕๙

นิตยสาร The Wisdom ฉบับพิเศษ สิงหาคม ๒๕๕๙นิตยสาร The Wisdom เป็นนิตยสารรายสามเดือนที่ธนาคารกสิกรไทย ทำแจกให้กับลูกค้าในกลุ่ม Wisdom (แปลว่า รวยโคตร) ตามปกติแล้วจะมีธีมของแต่ละฉบับแตกต่างกันไป แต่ฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

เนื้อหาในฉบับนี้นอกจากจะมีคอลัมน์ที่เป็นสาระและไลฟ์สไตล์ตามปกติแล้ว จึงมีเพิ่มในส่วนของบทสัมภาษณ์ของผู้คนที่ได้ทำงานใกล้ชิดหรือชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระราชินี อาทิ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการ หรือสมพร ธรรมวงค์ ชาวอาข่าที่จังหวัดเชียงราย และคุณลุงน้อง เปี้ยวน้อย เกษตรกรนาเกลือที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

ใครที่สนใจ The Wisdom ฉบับนี้ ง่ายนิดเดียว สอบถามไปที่ธนาคารกสิกรไทยนะฮะ แต่ถ้าไม่ใช่ลูกค้า Wisdom (แปลว่า รวยโคตร) ไม่รู้เขาจะให้หรือเปล่านะฮะ อันนี้คงต้องลองเอง ❤

หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น

One Up On Wall Street

มีเพื่อนฝูงรวมไปถึงน้องนุ่งบางคนที่มาถามผมต่างกรรมต่างวาระว่า ถ้าจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (ต่อจากนี้จะขอเรียกตามที่ติดปากกันว่า “เล่นหุ้น” นะฮะ) จะเริ่มยังไง? จะหาความรู้ยังไง?

ซึ่งทุกครั้งที่เจอคำถามทำนองนี้ผมจะแนะนำหนังสือให้ไปอ่านสองเล่ม จะอ่านเล่มใดเล่มหนึ่งหรือจะอ่านทั้งสองเล่มก็แล้วแต่ถนัด ถือว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นการประเดิมเริ่มต้น พออ่านจบแล้วจะไปหาเล่มอื่นอ่านต่ออันนี้ก็แล้วแต่ความขยันและเอาจริงของแต่ละคน

หมายเหตุ : บอกไว้ก่อนว่า หนังสือสองเล่มนี้สำหรับคนเริ่มต้น ถ้าใครที่ระดับเซียนเหยียบเมฆหรือเชี่ยวแล้ว ข้ามไปได้เลยครับ อีกประการหนึ่งก็คือ หนังสือสองเล่มนี้มาในแนวทางของปัจจัยพื้นฐาน ไม่ได้ดูกราฟ ไม่มีเครื่องมือทางเทคนิค ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว อะไรทั้งนั้น แถมอ่านแล้วยังไม่ทำให้เป็นเซียนหุ้นขึ้นมาได้ในหนึ่งเดือนหรือสามเดือนด้วย นักลงทุนคนไหนที่ไม่สนใจในแนวปัจจัยพื้นฐาน หรืออยากรวยเร็ว ก็ข้ามไปได้เหมือนกันครับ

เล่มแรก เป็นหนังสือต่างประเทศ ชื่อว่า One Up On Wall Street เล่มนี้ออกมานานมากแล้วคือตั้งแต่ปี ๑๙๘๙ เท่ากับ ๒๗ ปีมาแล้ว เป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่คลาสสิกมากเล่มหนึ่ง และเขียนโดยผู้บริหารกองทุนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งด้วย นั่นคือ Peter Lynch

เล่าประวัติพี่ Lynch กันนิดนึง แกเป็นผู้จัดการกองทุนที่ชื่อ Magellan Fund ในสังกัดบริษัท Fidelity Investments เกียรติประวัติของแกก็คือ แกเข้ามาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ว่านี้ในปี ๑๙๗๗ ตอนนั้นกองทุนมีสินทรัพย์ให้บริหาร ๑๘ ล้านเหรียญ แต่ในปี ๑๙๙๐ ที่แกลาออกสินทรัพย์ของกองทุนนี้มันเบ่งบานทะยานขึ้นมาเป็น ๑.๔ หมื่นล้านเหรียญ ย้ำ หมื่นล้านนะฮะ

ในขณะที่สถิติการสร้างผลตอบแทนต่อปีของแกทำเอาไว้ที่เฉลี่ยปีละ ๒๙.๒% (เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ คุณลุง Warren Buffett ซึ่งคนรู้จักกันทั่วโลก มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ ๒๒.๓% จากการลงทุนมารวม ๓๖ ปี) เคยมีคนคำนวณไว้ว่า ถ้าเราลงทุนในกองทุน Magellan ๑,๐๐๐ เหรียญในปีที่พี่ Lynch เริ่มเป็นผู้จัดการกองทุน แล้วขายออกตอนที่พี่ Lynch ลาออก เงิน ๑,๐๐๐ เหรียญที่ว่าจะงอกมาเป็น ๒๘,๐๐๐ เหรียญนะฮะ

นี่ถ้าจะดัดจริต ต้องอุทานว่า โฮลี่ ชิต!! ขี้ศักดิ์สิทธิ์ชัด ๆ

ด้วยเครดิตขนาดนี้ เมื่อพี่ Lynch ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือแนะนำการเล่นหุ้นก็ทำให้หนังสือเล่มนี้ดังระเบิดระเบ้อ แถมติดอันดับขายดีได้ไม่ยาก ยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื้อหาของหนังสือนี่ของแท้แน่นอนมากครับ เพราะแกเขียนหนังสือออกมาเพื่อให้ความรู้กันจริงจัง ไม่ใช่สร้างโพรไฟล์เพื่อเอาไปขายคอร์สอบรมอีกต่อ

ในเล่มนี้ พี่ Lynch บอกว่า นักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็สามารถเล่นหุ้นให้ได้กำไรได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกมืออาชีพเสมอไป เพียงแต่ต้องรู้จักหลักการที่ถูกต้อง เลือกหุ้นเป็น รู้ว่าจะดูข้อมูลอะไรในแต่ละบริษัท นอกจากนี้ยังจัดประเภทบริษัทให้เข้าใจได้ว่ามันมีหลายแบบ มีทั้งที่เป็นบริษัทโตเร็ว โตช้า พวกยักษ์ใหญ่ บริษัทที่ผลกำไรขึ้นลงเป็นไซเคิล หรือบริษัทที่เคยแย่แต่กำลังจะฟื้น ฯลฯ อะไรพวกนี้ ไปจนกระทั่งหุ้นแบบไหนที่อย่าไปยุ่งกับมันเลย พี่เตือนแล้วนะ

รวมไปถึงพวกความคิดหรือความเข้าใจผิด ๆ บางอย่างที่หลายเรื่องตรงกันเป๊ะกับนักลงทุนรายย่อยของไทยเลยนะฮะ ขอยกตัวอย่างบางประการ เช่น

“หุ้นมันตกมาขนาดนี้แล้ว มันไม่ตกไปมากกว่านี้แล้วล่ะ” – พอช้อนเข้าไปแล้วเป็นไงฮะ ไอ้ที่ว่าถูกแล้วยังมีถูกกว่า

ในทางกลับกัน “หุ้นมันขึ้นมาขนาดนี้แล้ว มันไม่ขึ้นไปมากกว่านี้แล้วล่ะ” – พอขายแล้วเป็นไงฮะ แม่มวิ่งเป็นกระทิงเปลี่ยวเลย ขายหมูชัด ๆ

หรืออารมณ์เสียดายแบบ “โอยยยย ไม่ได้ซื้อตัวนี้ ราคาวิ่งไปแล้ว รู้งี้…” – ใช่ฮะ ถ้ารู้งี้ ถึงได้มีคนบอกว่า รู้อะไร ไม่สู้รู้งี้

เรื่องพวกนี้ พี่ Lynch มีคำอธิบายและมีเคสจริง (จากอเมริกา) ยกมาให้อ่านสั้น ๆ เพื่อความเข้าใจด้วย

เล่มนี้ผมซื้อมานาน ๒๐ กว่าปีแล้ว สภาพกระดาษเหลืองกรอบ ปกก็จะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ จะว่าไปนี่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมนั่งอ่านจริง ๆ จัง ๆ จนจบเล่ม อ่านไปเปิดดิกฯ ไป ขีดไฮไลต์คำศัพท์ที่ไม่รู้คำแปลจนพรืดไปทั้งหน้า ทำอยู่ได้สามสิบสี่สิบหน้า ไม่ไหวแล้วเว้ย เอาหลักการของคุณชายคึกฤทธิ์มาใช้ดีกว่า คุณชายบอกว่า อ่านไปเลย อย่าไปสะดุดเปิดดิกฯ อ่านไปสักพักมันจะเข้าใจเอง เออ ได้ผลจริงนะฮะ อันนี้ขอแนะนำ

ถึงเล่มนี้จะออกมานานแล้วอย่างที่ว่าแต่หลักการลงทุนก็ยังใช้ได้ในปัจจุบัน ถ้าใครสนใจไม่ต้องกังวลว่าจะไปหาซื้อได้ที่ไหนเพราะมีการพิมพ์ซ้ำออกมาเรื่อย ๆ ในร้านหนังสือภาษาอังกฤษบ้านเราก็เห็นมีอยู่นะฮะ ส่วนใครที่อยากอ่านฉบับภาษาไทยตอนนี้ก็มีแล้วเหมือนกัน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนไทยที่ประสบความสำเร็จมากและมีชื่อเสียงมากแกแปลออกมาแล้ว ไม่แน่ใจว่าใช้ชื่อภาษาไทยว่าอะไร ลองเสิร์ชดูน่าจะเจอได้ไม่ยาก

ถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้วอยากอ่านเพิ่ม พี่ Lynch เขียนหนังสือออกมาอีกสองเล่ม ชื่อว่า Beating the Street กับ Learn to Earn ถ้าสนใจลองหาอ่านดูได้ครับ

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนแนะนำสองเล่มแต่แค่เล่มแรกนี่ก็ยาวแล้ว อีกเล่มขอยกยอดไปคราวหน้านะครับ

One Up On Wall Street

อ่าน หนังสือแนะนำสำหรับคน (เริ่ม) เล่นหุ้น ตอนที่ ๒ ได้ที่นี่ครับ

 

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog นะครับ ❤