facebook โลกอันซ้อนกันอยู่ – การกลับมาของชาติ กอบจิตติ

ตามที่ตั้งใจไว้เมื่อตอนต้นปีว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือ non-fiction เพียว ๆ เลย จะพยายามไม่อ่านนิยาย ทั้งเรื่องไทยเรื่องเทศ เริ่มเล่มแรก (Flash Boys อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) ก็ผ่านไปได้สวย ก็ต่อด้วยเล่มสอง แต่พออ่านไปสักพักปรากฎว่า พี่ชาติ กอบจิตติ นักเขียนคนโปรดของผมแกออกหนังสือเล่มใหม่ออกมา ก็เลยต้องวางเล่มนั้นเอาไว้แล้วหยิบเล่มนี้แซงหน้ามาอ่านก่อน facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ หนังสือเล่มนี้ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไป ดูเผิน ๆ จะนึกว่าพี่ชาติหากินง่าย เอาข้อความที่โพสต์ไว้บนเฟซบุ๊กมารวมเล่มขายแฟน ๆ แต่จริง ๆ มันไม่ง่ายอย่างนั้น (เชื่อว่าต่อให้แกทำจริง แฟน ๆ ก็ยังตามซื้อกันนะ เหนียวแน่นกันซะขนาดนี้) พี่ชาติเล่าความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า แกวางแผนจะทำหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรก โดยจะเขียนเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่สนใจและเป็นประเด็นที่อยู่ในใจ (หนึ่งในนั้นคือเรื่อง อี-บุ๊ก) แล้วให้บรรดาเฟรนด์ มาร่วมแสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูลและความรู้ที่แต่ละคนมี แล้วพอครบปีก็จะคัดเลือกและรวบรวมทั้งข้อความของแกเองและคอมเม้นต์ของคนอื่น ๆ มารวมเป็นเล่ม จากนั้นถึงเปิดเฟซบุ๊กแล้วคัดกรองคนที่จะมาเป็นเฟรนด์ (ประมาณ ๕ พันคน) แล้วก็เริ่มโพสต์ข้อความตามที่คิดเอาไว้ หลายเรื่องเป็นไปตามแผน หลายเรื่องงอกขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น... Continue Reading →

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสได้เข้าไปนั่งตัวลีบอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารนิตยสารชื่อดังอยู่ด้วย (ที่ว่าชื่อดังนี่หมายถึงนิตยสารนะ แต่เอาจริง ๆ ผู้บริหารนี่ก็ดังอยู่) นิตยสารนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้วและถือได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในหมวดที่ทำอยู่ ผู้บริหารคนนี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นิตยสารทุกวันนี้ว่า ยอดคนอ่านลดลงและยอดโฆษณาก็ลดลง (ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกัน) ในส่วนของคนอ่าน นิตยสารที่ว่านี้ก็พยายามปรับตัวไปออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากหนังสือไปลง แล้วยังไปทำแฟนเพจด้วย ผู้บริหารเล่าว่า แฟนเพจของนิตยสารนี้ติดอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแฟนเพจที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้ (วัดจากยอดแฟนเพจ) เพราะชื่อเสียงก็เรียกคนได้ แถมยังมีการโพสต์สม่ำเสมอ แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้บริหารเล่ามาก็คือ ในสิบอันดับแฟนเพจที่ว่าจะเป็นเพจของนิตยสารอยู่ไม่กี่เพจ อีกประมาณ ๔-๕ เพจเป็นเพจที่ทำออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีฐานคนอ่านจากสิ่งพิมพ์มาก่อน (นี่เป็นเรื่องน่าสนใจอันดับหนึ่ง) และมีอีกกลุ่มนึงที่มาใหม่และเป็นที่กังวลมากในตอนนี้คือ เพจที่บรรดาสินค้า/บริการต่าง ๆ มาทำคอนเทนต์เอง เรียกว่ายิงตรงจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลางกันเลย และที่น่าตกใจก็คือ คอนเทนต์ในเพจประเภทนี้น่าสนใจเสียด้วย ไม่ใด้เป็นแคตตาล็อกที่จะเอาแต่ขายของอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแบรนด์ก็จ้างคนทำคอนเทนต์นั่นแหละทำให้ เมื่อเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่ ๆ ก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ จะลดการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ลง จากที่ลดลงมาแล้วหลายปีต่อเนื่อง (ดูกราฟประกอบนะฮะ) เท่านั้นยังไม่พอ แบรนด์ยังเปลี่ยนสถานะจากลูกค้ากลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตคอนเทนต์และดึงยอดคนอ่าน (visitor) ไปจากสื่อเดิม ๆ เสียอีก สำหรับเรื่องโฆษณาที่ลดลงนี้ขอให้ดูภาพประกอบที่สอง เล่าให้ฟังก่อนว่า นี่เป็นข้อความในหนังสือ facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่... Continue Reading →

ลายเซ็นนักเขียน : ชาติ กอบจิตติ

เมื่อซักประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ จัดกิจกรรมทุกช่วงบ่ายของวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ด้วยการเชิญนักเขียนมาสนทนาที่บริเวณชั้นสองของร้านแล้วเปิดให้นักอ่านหรือผู้สนใจเข้าฟังได้ฟรี กิจกรรมนี้จัดอยู่นานแค่ไหนผมจำไม่ได้แล้ว แต่จำได้แม่นว่าไปร่วมฟังอยู่สองครั้ง คือ ตอนที่คุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ และคุณชาติ กอบจิตติ มา ที่ไปฟังพี่ชาติวันนั้นนอกจากจะด้วยชอบงานของพี่เค้าแล้ว (พันธุ์หมาบ้านี่คนที่อ่านแล้วไม่โดนคงมีน้อยนะ) ยังอยากไปเจอและไปฟังตัวเป็น ๆ ของนักเขียนที่ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานว่าเป็นคนขี้อำ ซึ่งสิ่งที่ได้ยินวันนั้นไม่ผิดไปจากที่ได้ยินมาเลย สิ่งสำคัญที่เก็บมาจากการไปฟังพี่ชาติวันนั้นและยังจำได้มาถึงวันนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรก พี่ชาติให้คำแนะนำกับคนเขียน (หรืออยากเขียน) หนังสือว่า เวลาอ่านหนังสือแกจะอ่านสองรอบ รอบแรกเป็นการอ่านเรื่องราวของหนังสือ แบบที่คนอ่านหนังสือตามปกติ เมื่ออ่านรอบแรกจบแล้วก็กลับมาอ่านรอบสอง แต่รอบนี้ไม่ใช่การอ่านเอาเรื่อง (เพราะรู้เรื่องจากรอบแรกไปแล้ว) แต่เป็นการอ่านเพื่อศึกษาว่า คนเขียนเล่าเรื่องอย่างไร ทำไมตรงนั้นถึงเล่าแบบนั้น หรือสถานการณ์ที่เกิดตรงนี้มันมีการปูเรื่องมาก่อนจากตรงนั้น ฯลฯ เป็นการอ่านเพื่อศึกษา ซึ่งจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ เรื่องที่สอง พี่ชาติบอกว่า คนเป็น (หรืออยากเป็น) นักเขียน ต้องฝึกเขียนอยู่เสมอ และการฝึกนี้ไม่จำเป็นต้องนั่งเขียนออกมาจริง ๆ ก็ได้ สามารถฝึกเขียนในใจได้ ยกตัวอย่างเวลานั่งรถไปไหนมาไหนก็อย่ามัวแต่นั่งเหม่อฝันหวานอะไรอย่างเดียว (ถ้าเป็นสมัยนี้พี่ชาติคงบอกว่า อย่ามัวแต่นั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์นะพวกมึง) ให้ลองสังเกตสถานที่หรือเหตุการณ์อะไรที่ผ่านตาแล้วลองคิดว่า ถ้าจะต้องเขียนบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือจะเล่ายังไง พี่ชาติบอกว่า... Continue Reading →

หนังสือในดวงใจ ๑๐ เล่ม (ตอนที่ ๑)

หมายเหตุ : โพสต์นี้ผมเขียนและโพสต์เอาไว้ในบลอกส่วนตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๗ แต่เอามาโพสต์ซ้ำอีกครั้งที่นี่เนื่องจากเห็นว่าเนื้อหาเกี่ยวข้องกันครับ สืบเนื่องจากน้องเมย์ แห่ง Openrice.com ได้แถ่กมาในเรื่อง ๑๐ อันดับหนังสือในดวงใจ หลังจากที่ใช้เวลาพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว (แปลว่า อู้) ก็ได้มาดังรายการต่อไปนี้ครับ (หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบ ความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น ชอบเท่ากันหมด) ๑. หนังสือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ผมได้อ่านหนังสือฝีมือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด มาตั้งแต่ช่วงเรียนมอปลาย อ่านแล้วชอบสไตล์ เรื่องที่พี่เค้าเลือกมาแปลก็ใช่เลย บู๊ ล้างผลาญ เขย่าขวัญ สั่นประสาท อะไรแนวนี้ ตามอ่านได้สักพักมั่นใจว่าใช่แน่ ก็ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสำนักพิมพ์วรรณวิภาของคุณพี่ เป็นแบบพรีเพด ส่งเงินไปให้ก่อน (นี่มาก่อนบริษัทมือถืออีกนะ ใครว่าวงการหนังสือเชย) เวลาหนังสือเล่มใหม่ออกก็จะส่งมาให้ที่บ้าน ทางสำนักพิมพ์ก็ตัดยอดเงินไป ให้ส่วนลดด้วย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ ๓๐% วิธีนี้คนอ่านกับสำนักพิมพ์ซื้อใจกันขนาดที่ว่า คนอ่านไม่ต้องรู้ว่าเล่มหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ของนักเขียนคนไหน ขอให้เชื่อมือเชื่อรสนิยมคุณสุวิทย์เถอะว่า ไม่มีผิดหวัง ส่วนสำนักพิมพ์ก็แฟร์ว่า ถ้าส่งไปแล้ว ลองอ่านดูแล้วคิดว่าไม่ใช่แนว... Continue Reading →

หนังสือในดวงใจ ๑๐ เล่ม (ตอนที่ ๑)

สืบเนื่องจากน้องเมย์ แห่ง openrice ได้แถ่กมาในเรื่อง ๑๐ อันดับหนังสือในดวงใจ หลังจากที่ใช้เวลาพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว (แปลว่า อู้) ก็ได้มาดังรายการต่อไปนี้ครับ (หมายเหตุ : ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบ ความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น ชอบแม่มเท่ากันหมด) ๑. หนังสือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด ผมได้อ่านหนังสือฝีมือแปลของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด มาตั้งแต่ช่วงเรียนมอปลาย อ่านแล้วชอบสไตล์ เรื่องที่พี่เค้าเลือกมาแปลก็ใช่เลย บู๊ ล้างผลาญ เขย่าขวัญ สั่นประสาท อะไรแนวนี้ ตามอ่านได้สักพักมั่นใจว่าใช่แน่ ก็ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสำนักพิมพ์วรรณวิภาของคุณพี่ เป็นแบบพรีเพด ส่งเงินไปให้ก่อน (นี่มาก่อนบริษัทมือถืออีกนะ ใครว่าวงการหนังสือเชย) เวลาหนังสือเล่มใหม่ออกก็จะส่งมาให้ที่บ้าน ทางสำนักพิมพ์ก็ตัดยอดเงินไป ให้ส่วนลดด้วย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ ๓๐% วิธีนี้คนอ่านกับสำนักพิมพ์ซื้อใจกันขนาดที่ว่า คนอ่านไม่ต้องรู้ว่าเล่มหน้าจะเป็นเรื่องอะไร ของนักเขียนคนไหน ขอให้เชื่อมือเชื่อรสนิยมคุณสุวิทย์เถอะว่า ไม่มีผิดหวัง ส่วนสำนักพิมพ์ก็แฟร์ว่า ถ้าส่งไปแล้ว ลองอ่านดูแล้วคิดว่าไม่ใช่แนว ก็ส่งมาคืนได้ ไม่คิดเงินด้วย เชื่อใจกันขนาดนั้นเลย ผมได้อ่านงานของนักเขียนดังๆ หลายคนในสมัยนั้นก็จากการแปลของคุณสุวิทย์และนักแปลคนอื่นในสำนักพิมพ์นี่เอง อย่าง Stephen... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑