พดด้วง ออน เดอะ บีช

090

เมื่อหลายปีก่อนมีโอกาสพาพดด้วงไปปราณบุรี เป็นการไปเที่ยวทะเลครั้งแรกของพดด้วงหลังจากที่ขึ้นเหนือไปรับอากาศหนาวมาแล้วหลายครั้ง ภาพชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้จากการไปทะเลครั้งนั้น

051
ครั้งแรกที่ลงไปชายหาด คุณพี่ไปผูกมิตรกับเจ้าถิ่นก่อน

052
แล้วบังเอิญว่าเจ้าถิ่นเป็นตัวเมีย ก็เลยเกิดการขอสำรวจกันนิดนึง

082
ตอนนี้หลังจากลงเล่นน้ำทะเลมาแล้วก็ขึ้นมาพักผ่อนอิริยาบถ

083
แต่ เอ๊ะ นอนคลุกแล้วสนุกดีนี่หว่า ที่บ้านไม่มีอย่างนี้ให้เล่น เอาซะหน่อย

089
สภาพก็เลยเป็นอย่างนี้แหละครับ

ซ่อน (Stay Close)

ซ่อน (Stay Close)

ซ่อน (Stay Close) นิยายแนวสืบสวนสอบสวนโดยฮาร์ลาน โคเบน เล่มนี้เป็นเล่มเดี่ยว ไม่ได้อยู่ในชุด Myron Bolitar และ Mickey Bolitar ที่เคยเขียนถึงมาก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีผู้ชายที่หายตัวไปเมื่อ ๑๗ ปีก่อนและผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนั้นต่างก็แยกย้ายไปดำเนินชีวิตของตัวเอง บางคนเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เปลี่ยนประวัติความเป็นมาแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ บางคนชีวิตและหน้าที่การงานตกต่ำลง

เรื่องคงจะไม่มีอะไรถ้าหากไม่ได้เกิดเหตุการณ์คนหายในลักษณะที่คล้ายคลึงกันขึ้นมาอีก แล้วก็พอดีกับตัวเอกบางตัวเกิดโหยหาชีวิตในอดีตขึ้นมา ทำให้มีการขุดคุ้ยและปะติดปะต่อเหตุการณ์คนหายทั้งสองกรณีขึ้นมาเพื่อตามหาความจริง

พลอตเรื่องและการเล่าเรื่องน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะตอนเฉลยตัวฆาตกรที่ต้องบอกว่าฝีมือเหนือชั้นจริงๆ เพราะความจริงมันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง เพียงแต่เรามองไม่เห็น

เพิ่งอ่านงานของฮาร์ลาน โคเบน มาสามเรื่อง สนุกทุกเรื่องแต่เรื่องนี้สนุกที่สุด…ขนาดนั้น

ซ่อน (Stay Close)
ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๙๕ บาท

หมายเหตุ : มีจุดที่ผู้แปลแปลผิดที่หน้า ๒๙๙ เข้าใจว่าเป็นเพราะผู้แปลไม่คุ้นเคยกับสำนวนกีฬาทางฝั่งอเมริกัน หวังว่าทางสำนักพิมพ์จะมีการแก้ไขในการพิมพ์ครั้งต่อไปครับ

เฉียด (Seconds Away)

เฉียด (Seconds Away)

นิยายสืบสวนสอบสวนจากฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben) ชุดนี้ตัวเอกชื่อ Mickey Bolitar ซึ่งเป็นหลานของ Myron Bolitar (ตัวเอกของชุดก่อนหน้า)

Mickey Bolitar เป็นนักเรียนมัธยมปลายที่บังเอิญสาวสวยเพื่อนร่วมโรงเรียนและแม่ถูกยิง จนแม่ของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยต้องออกแรงสืบเพื่อหาตัวผู้ลงมือตามแนว Whodunit โดยในระหว่างนั้นก็มีความวุ่นวายในชีวิตประจำวันตามประสาวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลายเข้ามาประกอบเป็นน้ำจิ้ม

สนุกไม่แพ้ชุด Myron Bolitar นะครับ

เฉียด (Seconds Away)
ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben)
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์

หมายเหตุ : เล่มนี้พบจุดที่ปรู๊ฟผิดอยู่ ๓-๔ จุด คาดว่าทางสำนักพิมพ์จะแก้ไขให้เรียบร้อยถ้ามีโอกาสพิมพ์ซ้ำ

พลาด (One False Move)

พลาด (One False Move) ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben) ผู้แปล : อริณี เมธเศรษฐ สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์ ราคา : ๒๓๕ บาท

นิยายสืบสวนสอบสวนในชุด Myron Bolitar ซึ่งเป็นชื่อของตัวเอกที่ไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้เป็นนักสืบ แต่เป็นตัวแทนนักกีฬา (แบบเดียวกับ Tom Cruise ใน Jerry Maguire) ในเล่มนี้ตัวเอกเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ทำให้ต้องสืบหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อนและส่งผลต่อเนื่องให้มีคนตายหลายคน

นอกจากพลอตเรื่องแล้วจุดที่ชอบอีกอย่างคือ ตัวเอกมีลักษณะชอบกล่าวถึงเหตุการณ์หรือคนอื่นเชิงเปรียบเทียบในแบบ “เหน็บ” และเสียดสี เช่น เอ่อ…อย่าเล่าดีกว่า ต้องอ่านเจอเอง

อ่านสนุกจนตั้งใจว่าต้องหาเล่มอื่นในชุดเดียวกันมาอ่านอีก ขนาดนั้น…

พลาด (One False Move)
ผู้เขียน : ฮาร์ลาน โคเบน (Harlan Coben)
ผู้แปล : อริณี เมธเศรษฐ
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์

วาระแห่งปี ๒๕๕๗

2014 resolution

ปกติแล้วปีใหม่แต่ละปีที่มาถึงผมไม่เคยมีวาระที่จะทำอะไรเป็นพิเศษ (อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า resolution) แต่เมื่อต้นปีนี้ (๒๕๕๖) เกิดนึกคึกอะไรขึ้นมาไม่รู้ นั่งทำรายการสิ่งที่อยากจะทำให้ได้ในปีนี้เอาไว้ ๔-๕ ข้อ แล้วก็พยายามตั้งใจทำให้ต่อเนื่อง ปรากฎว่าเวิร์ค ทำได้หลายข้อ แล้วก็รู้สึกดีเพราะแต่ละข้อเป็นเรื่องที่อยากทำมานานแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จซักที อย่างเช่น การออกกำลังกาย ซึ่งทีแรกเขียนไว้ว่าจะปั่นจักรยาน แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นการวิ่งตอนเช้าแทน ซึ่งก็โอเคมาก หรือการเขียนบันทึก (journal) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เขียนๆ หยุดๆ พอลิสต์ลงรายการเอาไว้ก็ทำได้บ่อยครั้งขึ้น

สำหรับปี ๒๕๕๗ นี้ หลังจากลิสต์รายการสิ่งที่อยากทำมาแล้ว ตัดเอาเฉพาะเนื้อๆ คัดเฉพาะที่อยากทำให้ได้จริงๆ จะเหลืออยู่ ๓ ข้อ

  • Learn to code
  • Live minimally
  • Keep blogging

ถ้าทำได้จริง ปีนี้จะฟินมาก สาธุ…

ฉากประทับใจ : Jerry Maguire

Jerry Maguire poster
Jerry Maguire poster

หมายเหตุก่อนอ่าน : ถ้ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้อาจไม่ปะติดปะต่อถึงประเด็นที่เขียนถึงครับ

ในบรรดาหนังที่ดูมา Jerry Maguire เป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบมากที่สุด ชอบโดยที่ไม่ได้มีสเปเชี่ยลเอฟเฟคต์ตื่นตาตื่นใจ ไม่ได้บู๊ล้างผลาญประเภทถล่มภูเขาเผากระท่อม แต่ชอบที่เนื้อเรื่องล้วนๆ และคิดเอาเองว่าคนที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบเลยทันทีน่าจะต้องมีอายุสักยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบกว่าๆ ขึ้นไปและผ่านชีวิตการทำงานมาแล้วระยะหนึ่ง ถึงจะเข้าใจหรือมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องของหนังได้

ตัวผมเอง ช่วงแรกๆ ก็ชอบฉากโน้นฉากนี้ จะเพราะพระเอกเท่ หรือเพราะมันดราม่าอะไรก็ว่าไป แต่พอย้อนกลับไปดูหนังเรื่องนี้ในช่วงหลังๆ ผมกลับชอบฉากที่ Jerry คุยเปิดใจกับ Rod Tidwell ในห้องแต่งตัว (ขอเรียกว่าฉาก Help Me Help You ก็แล้วกัน) มากกว่า

สิ่งที่ Jerry คุยกับ Rod ในฉากนี้เป็นเรื่องจริงที่คนทำงานส่วนใหญ่ต้องเจอสักครั้งในชีวิต นั่นก็คือหลังจากทำงานไปได้สักพักเราจะเริ่มมองเห็นแต่ปัญหา เราจะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันมีแต่เรื่องวุ่นวาย ลูกน้องก็สร้างแต่เรื่อง นายก็จะเอาโน่นเอานี่ ลูกค้าอีกล่ะ เงินเดือนก็ได้น้อย โบนัสก็น้อย กฎระเบียบก็ยุ่บยั่บหยุมหยิม อะไรกันวะ ฯลฯ

แล้วความรู้สึกดีใจอยากทำงานเมื่อตอนที่บริษัทตอบรับเราเข้ามาทำงานมันหายไปไหน เพราะงานก็งานเดิม บริษัทก็บริษัทเดิม หัวหน้าก็คนเดิมนั่นแหละ

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือใจของเราต่างหาก

ถ้าเรารักษาความรู้สึกของการทำงานวันแรกเอาไว้ได้ ทำงานทุกวันให้เหมือนกับเป็นการทำงานวันแรก เราจะสนุกและมีความสุขกับการทำงานได้ทุกวัน ไม่เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคิดให้วุ่นวาย เหมือนกับที่ Jerry ให้ Rod ย้อนนึกถึงความรู้สึกในวันที่เริ่มเล่นอเมริกันฟุตบอลนั่นแหละครับ

จุด ‘ไฟ’ ในใจตน

การเสวนาในงาน Digital Matters ครั้งที่ ๔ / ภาพจาก thumbsup.in.th

เมื่อคืนผมกลับบ้านดึกกว่าปกติ

เปล่าครับ ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนแล้วก็ไม่ได้ติดงานอยู่ที่ออฟฟิศ ผมแวะไปงาน Digital Matters ครั้งที่ ๔ มา ธีมของงานครั้งนี้ก็คือ Content Marketing ทำอย่างไรให้ work

สำหรับรายละเอียดว่างาน Digital Matters เป็นงานเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นคนจัด สาระของงานเมื่อคืนนี้มีอะไรบ้าง ขอเชิญติดตามได้ที่ลิ้งค์นี้ http://thumbsup.in.th/2013/10/digital-matters-4-slides-dmatters/ ซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วนดีมากอยู่แล้ว

สิ่งที่ผมอยากเล่าไม่ได้เป็นเรื่องของเนื้อหาและสาระภายในงาน แต่เป็นเรื่องของบรรยากาศของงาน

งานเมื่อคืนเป็นการรวมตัวกันของคน ๓๐๐ กว่าคน ตั้งแต่วัย ๒๐ กว่าๆ จนถึง ๔๐ ปลายๆ ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน นั่นคือ สื่อดิจิตอล แม้ว่าแต่ละคนจะอยู่ในสถานะและบทบาทที่แตกต่างกันไป มีตั้งแต่เจ้าของเว็บไซต์ สื่อมวลชน นักการตลาด ดิจิตอล เอเจนซี่ ไปจนถึงผู้บริหารแบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มมองเห็นความสำคัญของการใช้สื่อดิจิตอลเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เคยมาร่วมงานนี้แล้วในครั้งก่อนๆ แต่มีอีกไม่น้อยที่มาเป็นครั้งแรก (ผมเป็นหนึ่งในนั้น)

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เลยจากบรรยากาศที่อบอวลอยู่ภายในงานก็คือ แทบทุกคนในที่นั้นทำบทบาทของตัวเองด้วยความสนุก ทำเพราะอยากจะทำ ไม่ได้ทำเพราะคิดแค่ว่ามันเป็นหน้าที่

แปลกเหมือนกันที่เราสามารถสัมผัสได้ถึงพลังและความมุ่งมั่นที่คนอื่นส่งออกมาได้ โดยที่ไม่ต้องเปิดปากคุยกันด้วยซ้ำ

ตลอดเวลาสองชั่วโมงกว่าที่อยู่ในงาน พลังที่ว่านี้ค่อยๆ จุด ‘ไฟ’ บางอย่างในตัวขึ้นมา และพาผมนึกย้อนไปถึงบางสิ่งบางอย่างที่เคยริเริ่มเอาไว้แต่ก็ไม่ได้สานต่อมานานแล้วด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา

ผมจะลองลบข้ออ้างออกทีละข้อ แล้วเอากลับมาทำด้วยความสนุก ทำเพราะอยากทำเหมือนเมื่อครั้งที่เริ่มต้นดูอีกซักที ผลจะออกมายังไงก็ช่างมัน

นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จากการไปงาน Digital Matters เมื่อคืนครับ