หนังสือ “ต้องอ่าน” ของ Richard Branson

Richard Branson of Virgin Group
ภาพจาก virgin.com

เมื่อหลายวันก่อน คุณพี่ Richard Branson มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้ง Virgin Group ออกมาโพสต์รายชื่อหนังสือ ๖๕ เล่มที่ไม่ควรพลาด ในรายการนี้มีหนังสือหลากหลาย ทั้งนิยายคลาสสิก นิยายวิทยาศาสตร์ หนังสือเด็ก ชีวประวัติบุคคลสำคัญ หนังสือด้านการบริหาร ฯลฯ สารพัดมาก เอามาลงไว้เผื่อใครสนใจจะไปตามอ่านดูบ้างนะครับ

๑.            Where the Wild Things Are – Maurice Sendak

๒.            Tales of the Unexpected – Roald Dahl

๓.            George’s Marvellous Medicine – Roald Dahl

๔.            The Adventures of Huckleberry Finn – Mark Twain

๕.            Oh, The Place You’ll Go – Dr Seuss

๖.            Peter Pan – J. M. Barrie

๗.            The Jungle Book – Rudyard Kipling

๘.            The Adventures of Tom Sawyer – Mark Twain

๙.            Swallows and Amazons – Arthur Ransome

๑๐.          The Hitchhiker’s Guide To The Galaxy – Douglas Adams

๑๑.          Treasure Island – Robert Louis Stephenson

๑๒.          The Hobbit – JRR Tolkien

๑๓.          Jurassic Park – Michael Crichton

๑๔.          Twenty Thousand Leagues Under the Sea – Jules Verne

๑๕.          1984 – George Orwell

๑๖.          Great Expectations – Charles Dickens

๑๗.          The Quiet American – Graham Greene

๑๘.          The Dice Man – Luke Rhinehart

๑๙.          Shantaram – Gregory Roberts

๒๐.          One Hundred Years of Solitude – Gabriel Garcia Marquez

๒๑.          Mountains Beyond Mountains: The Quest of Dr. Paul Farmer, A Man Who Would Cure the World – Tracy Kidder

๒๒.          The Outermost House – Henry Beston

๒๓.          Wild Swans: Three Daughters of China – Jung Chang

๒๔.          Stalingrad: The Fateful Siege – Antony Beevor

๒๕.          The Right Stuff – Tom Wolfe

๒๖.          In the Heart of the Sea: The Tragedy of the Whaleship Essex – Nathaniel Philbrick

๒๗.          I Know Why the Caged Bird Sings – Maya Angelou

๒๘.          Travels with Charley – John Steinbeck

๒๙.          Long Walk to Freedom: The Autobiography of Nelson Mandela – Nelson Mandela

๓๐.          Mao: The Unknown Story – Jung Chang

๓๑.          A Full Life: Reflections at Ninety – Jimmy Carter

๓๒.          No Future Without Forgiveness – Desmond Tutu

๓๓.          Longitude: The True Story of a Lone Genius Who Solved the Greatest Scientific Problem of His Time – Dava Sobel

๓๔.          Mandela’s Way: Lessons on Life, Love, and Courage – Stengel

๓๕.          Limitless: Leadership That Endures – Ajaz Ahmed

๓๖.          Originals: How Non-Conformists Move the World – Adam Grant

๓๗.          If I Could Tell You Just One Thing: 50 of the world’s most remarkable people pass on their best piece of advice – Richard Reed

๓๘.          Remote: Office Not Required – Jason Fried

๓๙.          Start With Why – Simon Sinek

๔๐.          101 Reasons to Get Out of Bed – Natasha Milne

๔๑.          Letters to a Stranger: A publishing project in aid of MIND – Various

๔๒.          Self Belief: The Vision – Jamal Edwards

๔๓.          The Meaning of the 21st Century – James Martin

๔๔.          Happiness: A Guide to Developing Life’s Most Important Skill – Matthieu Ricard

๔๕.          A Time for New Dreams – Ben Okri

๔๖.          A Brief History of Time – Stephen Hawking

๔๗.          The Overview Effect: Space Exploration and Human Evolution – Frank White

๔๘.          Beyond The Blue – Jim Campbell

๔๙.          Abundance: The Future Is Better Than You Think – Peter Diamandis

๕๐.          Cosmos – Carl Sagan

๕๑.          The Weather Makers: How Man Is Changing the Climate and What It Means for Life on Earth – Tim Flannery

๕๒.          Big World, Small Planet – Johan Rockström and Mattias Klum

๕๓.          An Inconvenient Truth: The Planetary Emergency of Global Warming and What We Can Do About It – Al Gore

๕๔.          Necker: A Virgin Island – Russell James

๕๕.          Lost Ocean – Johanna Basford

๕๖.          Arctica: The Vanishing North – Sebastian Copeland

๕๗.          In Patagonia – Bruce Chatwin

๕๘.          Into Thin Air: A Personal Account of the Mt. Everest Disaster – Jon Krakauer

๕๙.          The World Without Us – Weisman

๖๐.          In-N-Out Burger: A Behind-the-Counter Look at the Fast-Food Chain That Breaks All the Rules – Stacy Perman

๖๑.          In Defense of Food: An Eater’s Manifesto – Michael Pollan

๖๒.          Fast Food Nation: The Dark Side of the All-American Meal – Eric Schlosser

๖๓.          Just Mercy: A Story of Justice and Redemption – Bryan Stevenson

๖๔.          Lean In – Sheryl Sandberg

๖๕.          Ending the War on Drugs – ผู้เขียนหลายคน

ใครสนใจเล่มไหนก็ลองดูนะครับ ❤

 

ติดตาม What We Read Blog ทาง facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/WhatWeReadBlog ครับ

นิตยสาร Corporate Thailand ซีพีกินรวบประเทศไทย

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙
นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ออกวางจำหน่าย คือเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙ นี่ก็เกือบ ๒๐ ปีแล้ว ต้องบอกว่า ตอนที่ออกมานี่เรียกเสียงฮือฮาได้มากเลยทีเดียว เพราะนอกจากเรื่องจากปกแล้ว นิตยสารฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยคอลัมนิสต์ด้านนโยบายและเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าชั้นแนวหน้าที่สุดของประเทศไทยในเวลานั้น

บอกไว้ก่อนว่าแต่ละคนนี่ประวัติการทำงานล้นเหลือมาก ใครอยากรู้ไปเปิดวิกิพีเดียดูเอาเองนะฮะ ไม่ว่าจะเป็น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เห็นชื่อแต่ละคนแล้วต้องบอกว่า ขนาดผ่านมาเกือบ ๒๐ ปียังน่าสนใจ แล้วในเวลานั้นจะขนาดไหน

ในส่วนของเรื่องจากปก ซึ่งได้ไล่เรียงและอธิบายถึงแนวคิดการทำธุรกิจของซีพี รวมถึงการขยายตัวออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเกษตรที่เป็นรากฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาร ค้าปลีก ค้าส่ง และปิโตรเคมี

แต่ธุรกิจของซีพีในวันนั้นกับปัจจุบันอาจต่างกันไปบ้าง เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ ทำให้ซีพีต้องปรับตัว โดยจำใจตัดขายบางธุรกิจออกไปก่อนแม้รู้ว่าวันข้างหน้าธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จแน่นอน เช่น โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่กองบรรณาธิการนำมาลงไว้ก็คือ บรรดาสายสัมพันธ์ทั้งหลายของซีพี ที่มีต่อคนในภาครัฐและการเมือง ทั้งที่มีสีและไม่มีสี ความสัมพันธ์นี้น่าจะช่วยอธิบายอะไรได้หลายอย่าง

อ่านชุดเรื่องจากปกแล้วก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมทีมงานถึงใช้คำโปรยปกว่า ซีพีกินรวบประเทศไทย

นอกจากเรื่องจากปกและคอลัมนิสต์ที่ว่ามาแล้ว ในเล่มนี้ยังมีสัมภาษณ์พิเศษอีกสองคน คือ ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ ผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของดร.สมคิด โดย ณ ขณะนั้นดร.สม เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย (ปัจจุบันถูกธนาคารธนชาตซื้อไปแล้ว) และหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียวได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

บทสัมภาษณ์อีกคนคือ เอกกมล คีรีวัฒน์ อดีตเลขาธิการคนแรกของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพ้นจากตำแหน่งในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เป็นบทสัมภาษณ์ที่คุณเอกกมลมาเล่าถึงชีวิตและความรู้สึกหลังพ้นจากราชการและอยู่ในระหว่างถูกฟ้องดำเนินคดี

เรื่องราวในนิตยสารเล่มนี้หากจะมองว่าเป็นข้อมูลเก่า ล้าสมัย ก็คงได้ แต่การได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเห็นภาพและเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากขึ้นนะครับ

สำหรับนิตยสาร Corporate Thailand ปัจจุบันปิดตัวไปแล้วครับ

 

ติดตาม What We Read Blog ทาง facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/WhatWeReadBlog ครับ

บทสัมภาษณ์เจ้าของร้านหนังสือเดินทาง

อำนาจ รัตนมณี เจ้าของร้านหนังสือเดินทางอำนาจ รัตนมณี เจ้าของร้านหนังสือเดินทาง

 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สัมภาษณ์คุณอำนาจ รัตนมณี เจ้าของร้านหนังสือเดินทาง ถึงมุมมองที่มีต่อร้านหนังสืออิสระในยุคที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์กำลังประสบปัญหา ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงที่ไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังสามารถยืนระยะอยู่ได้จนมีอายุ ๑๕ ปีแล้ว แม้วันนี้จะต้องย้ายจากทำเลเริ่มต้นบนถนนพระอาทิตย์มาอยู่บนถนนพระสุเมรุ แต่มิตรรักนักอ่านก็ยังติดตามมาแวะเวียนไม่ขาดสาย

บทสัมภาษณ์นี้อาจช่วยจุดประกายให้ใครที่มีฝัน สามารถเดินไปสู่ความฝันได้โดยไม่ต้องเลิกราไประหว่างทางนะครับ

http://thaipublica.org/2016/03/print-7/

ติดตาม facebook ของ What We Read Blog ได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog

รีวิวหนังสือ : Flash Boys – เมื่อเวลา (เสี้ยววินาที) เป็นของมีค่า (มหาศาล)

Flash Boys

ตามที่เล่าไว้แล้วว่าปีนี้จะมุ่งอ่านหนังสือ non-fiction เป็นหลัก ประเดิมเล่มแรกของปีด้วยเล่มนี้ครับ Flash Boys ที่เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่คนนึงแนะนำว่า ดี น่าอ่าน (จากโพสต์นี้ครับ) พอจบเล่มส่งท้ายปีที่แล้วเรียบร้อยก็หยิบเล่มนี้มาต่อเลย

Flash Boys เป็นผลงานของ Michael Lewis พี่คนนี้เป็นหนึ่งในนักเขียนด้านการเงินที่ดีและดังที่สุดคนนึงของโลก เขียนเข้าใจง่าย ใช้ภาษาอ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ ผลงานแต่ละเล่มติดระดับเบสต์เซลเลอร์แทบทั้งนั้น เอาที่ดัง ๆ ไล่มาตั้งแต่เล่มแรกที่เป็นผลงานสร้างชื่อ คือ Liar’s Poker ที่เล่าถึงชีวิตการทำงานที่ Salomon Brothers (ซึ่งในวันนั้นเป็นเจ้าพ่อตลาดบอนด์ของโลก) เป็นเล่มแรก ๆ ที่คนวอลล์ สตรีตออกมาเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวในแวดวงวอลล์ สตรีต

เล่มนี้ขายดิบขายดีและดังถึงขนาดที่ว่า ในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ พูดกันว่า ก่อนเข้าทำงานในวอลล์ สตรีตต้องอ่านหนังสือสองเล่มและดูหนังเรื่องนึงก่อนเพื่อจะได้เข้าใจวัฒนธรรมของวงการนี้ หนังสือสองเล่มที่ว่าก็คือ Liar’ Poker กับ The Bonfire of the Vanities (ของ Tom Wolfe) ส่วนหนังก็แน่นอน Wall Street ของเฮียโอลิเวอร์ สโตน นะฮะ

ผลงานของพี่ลิวอิสยังมี Money Ball เล่มนี้ขายดีระเบิดระเบ้อและมีการสร้างเป็นหนังมีพี่แบรด พิตต์ แสดงนำ

แล้วก็มี The Blind Side ที่เป็นเรื่องราวในแวดวงอเมริกันฟุตบอล ที่เอามาสร้างหนังเหมือนกันแล้วก็ส่งให้ป้าแซนดร้า บูลล็อกได้ออสการ์ไป

ล่าสุดที่เพิ่งเข้าโรงบ้านเราไปไม่นานก็ The Big Short ที่เป็นเรื่องราวของแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิสเมื่อหลายปีก่อน หนังสือเล่มนี้ต้องบอกว่า อธิบายที่มาและสาเหตุของวิกฤติครั้งนั้นให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดจากที่อ่านมาหลายเล่ม

(จริง ๆ ยังมีเล่มอื่นอีก แต่แค่นี้ก็คงพอเห็นฝีมือของพี่เค้านะฮะ)

กลับมาที่ Flash Boys เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องของตลาดหุ้นที่สหรัฐฯ ประเด็นก็คือ หลายปีที่ผ่านมานักลงทุนที่สหรัฐฯ เจอปัญหาว่า เวลาส่งคำสั่งซื้อไปที่ตลาดหุ้นแล้ว ปรากฎว่า หุ้นที่เห็น ๆ อยู่ว่ามีออร์เดอร์ขายอยู่เพียบมันกลับหายไปเฉย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตาเลย ถ้ายังอยากได้ก็ต้องขยับราคาให้สูงขึ้นถึงจะซื้อได้ ในทางกลับกัน เวลาส่งคำสั่งขายไป ไอ้ยอดบิดที่เห็นอยู่บนจอมันก็หายไปซะงั้น ขายไม่ได้จ้า ถ้าอยากขายต้องลดราคาลงมาอีก เจอแบบนี้กันถ้วนหน้า นี่ว่ากันระดับนักลงทุนสถาบันด้วยนะ ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยแบบเรา ๆ ท่าน ๆ แล้วทุกคนก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ในที่สุดก็มีคนกลุ่มนึงที่มานั่งสืบสาวราวเรื่องปะติดปะต่อจนรู้ได้ว่า มันมีนักลงทุนกลุ่มนึงที่สหรัฐฯ เรียกกันว่าพวก High-frequency trading firm (อันนี้จนใจ ไม่รู้จะแปลยังไงครับ ใครมีคำแปลดี ๆ ช่วยบอกมาด้วยละกัน ตอนนี้เท่าที่คิดได้ ขอเรียกว่า นักลงทุนแบบเทรดถี่ คือ จากพฤติกรรมมันเทรดกันถี่ยิบ ก็ตรงตามชื่อว่า high frequency trading นะ) นักลงทุนกลุ่มนี้สามารถนำเอาสัจธรรมที่ว่า “เวลาเป็นของมีค่า” มาทำให้เป็นรูปธรรมได้ แต่เวลาที่ว่านี่ไม่ได้นับกันเป็นนาทีหรือวินาที แต่ว่ากันที่ระดับ หนึ่งในพัน หรือหนึ่งในล้านของวินาที เร็วกว่ากระพริบตาอีก

สิ่งที่นักลงทุนพวกนี้ทำก็คือ มันคอยจับสัญญาณว่ามีใครซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน แล้วชิงส่งคำสั่งซื้อ/ขายไปตัดหน้า เพื่อกว้านซื้อหุ้นเอาไว้ก่อนหรือชิงขายหุ้นออกก่อน โดยที่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ในเวลาที่ว่านั่นแหละ หนึ่งในพันหรือในล้านของวินาที วิธีแบบนี้เรียกกันว่า flash trade (ส่วนที่ว่าทำไมถึงชิงตัดหน้าชาวบ้านได้ อันนี้ต้องไปอ่านเองนะครับ สนุกมาก)

ทีเด็ดของการทำแฟลช เทรดก็คือ นักลงทุนที่ถูกเทรดตัดหน้าก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง (เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่ว่า) แล้วคนทำก็ได้กำไรทุกครั้งที่เทรด โดยมีการคำนวณว่า กำไรของพวกไฮ ฟรีเควนซี่ เทรดดิ้ง เฟิร์มพวกนี้จะตกอยู่ที่ประมาณวันละ ๑๖๐ ล้านเหรียญ ต่อวันนะครับ นี่เฉพาะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประเทศเดียว ปีนึงเทรดกันกี่วันก็คูณเพิ่มเข้าไป

ทีนี้พอสืบจนรู้แล้วว่าเรื่องราวมันเป็นไงมาไง ก็มีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งตลาดหุ้นใหม่ขึ้นมา (สหรัฐฯ มีตลาดหุ้นหลายแห่ง ใครอยากตั้งก็ตั้งได้ถ้าผ่านข้อกำหนดที่ทางการตั้งเอาไว้) ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบเดิมที่เป็นอยู่ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนได้ประโยชน์กันหมด ตั้งแต่ตัวไฮ ฟรีเควนซี่ เทรดดิ้ง เฟิร์ม บรรดาโบรกเกอร์ ไปจนถึงตลาดหุ้น (ซึ่งอยู่ในฐานะบริษัทที่ต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น) ส่วนคนเสียประโยชน์มีแค่นักลงทุนฝ่ายเดียว

รายละเอียดมากกว่านี้อยากให้ลองอ่านดู สนุกมาก ได้ความรู้เพียบ แต่ถ้าไม่มีพื้นเรื่องตลาดหุ้นมาก่อนอาจมีงง ๆ อยู่บ้าง

เล่มนี้แนะนำเลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสมาเกิดในบ้านเรา รู้ไว้ก่อนจะได้เป็นการเตรียมตัวสู้ศึกในวันข้างหน้าครับ

ปีนี้ตั้งใจจะอ่านหนังสือ non-fiction

หนังสือวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗

ต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะอ่าน “หนังสือ” (อ่านได้จากโพสต์นี้ครับ) ซึ่งก็ทำได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งเอาไว้เล็กน้อย คือ อ่านไปได้ทั้งหมด ๑๕ เล่มจากที่ตั้งเป้าเอาไว้ ๑๒ เล่ม แต่พอนั่งดูรายการหนังสือที่อ่านไปแล้วมี เอ๊ะ นิดนึง ก็คือ ถ้าตัด Offscreen ที่เป็นนิตยสารออกไปแล้ว (จริง ๆ มีนิตยสารเล่มอื่นอีก แต่ไม่เอามานับรวม) ที่เหลือเป็นนิยายทั้งนั้นเลย จะเป็นผลงานของนักเขียนไทยหรือต่างชาติก็แล้วแต่ ไม่ได้ ไม่ได้ ปีนี้มันต้องท้าทายยิ่งขึ้น (แปลว่า “คึก”)

ผมก็เลยตั้งเป้าว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือ non-fiction (ไม่รู้จะเรียกยังไง ขอเรียกทับศัพท์แบบนี้แล้วกันนะครับ) เป็นหลัก ถ้าจะมีหลุดนิยายมาก็จะต้องเป็นเล่มที่พิเศษมากกกกกก กูอยากอ่านจริง ๆ อะไรแบบนี้ แล้วก็ตั้งเป้าจำนวนเอาไว้ด้วยเลยว่า อย่างน้อยต้องได้ ๑๒ เล่ม คือเฉลี่ยเดือนละเล่มเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าหนังสือประเภทนี้มันจะอ่านได้ช้ากว่านิยายก็เถอะ

จะทำได้แค่ไหน เดี๋ยวปลายปีมาสรุปอีกทีครับ

หมายเหตุ : ภาพนี่เอามาประกอบเฉย ๆ นะครับ ยังไม่ได้คิดว่าจะอ่านเล่มที่เห็นในภาพหรือเปล่านะ

 

ส่วนหนังสือที่อ่านปีที่แล้ว ๑๕ เล่ม มีอะไรบ้าง ตามรายการนี้เลยครับ

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

หนังสือเล่มที่ ๑๔ และ ๑๕ ของปี ๒๕๕๘ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน

 

สาเหตุที่ Ghost ย้ายจากอังกฤษมาสิงคโปร์ (ไม่มาไทย)

Why Ghost is moving to Singapore?

เรื่องนี้น่าสนใจ ใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศไทยได้เลย อยากให้อ่าน

เรื่องก็คือ ซีอีโอของ Ghost มาเขียนเล่าถึงการตัดสินใจย้ายบริษัทจากการจดทะเบียนที่อังกฤษมาเป็นบริษัทสิงคโปร์ (แต่ตัวก็ยังอยู่ที่อังกฤษ) ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ความวุ่นวายด้านภาษีของ EU และความเฮงซวยของหน่วยงานด้านภาษีของอังกฤษ (เทียบได้กับกรมสรรพากรของไทย อ้อ หมายถึงเทียบทางด้านหน้าที่นะฮะ ไม่ใช่ด้านความเฮงซวย)

ซีอีโอคนนี้เล่าถึงปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาว่าจะย้ายบริษัทไปอยู่ที่ไหน มีสี่ห้าข้อด้วยกัน หลังจากพิจารณามาปีนึงเต็ม ๆ ได้ข้อสรุปว่า สิงคโปร์เวิร์กที่สุด เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ทุกข้อที่ต้องการแล้ว ยังมีข้อดีที่ไม่ได้คิดไว้อีกหลายประการ

ตรงนี้แหละที่จี๊ดมาก อ่านแล้วสะอึกนะฮะ ยกมาให้ดูโดยไม่แปลนะ

– Singapore is ranked #1 globally by the World Bank for ease of doing business.
– Ranked #1 in the world for economic investment potential
– Ranked #1 in the world for best business environment
– Ranked #1 in the world for transparency of government policymaking
– Ranked #1 in the world for public trust in politicians
– Ranked #3 in the world least corrupt economy
– Ranked #3 in the world for quality of education

ขอไม่เอาข้อมูลของประเทศที่ภาคภูมิใจกับการเคลมว่า ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาเปรียบเทียบกันนะ

ถามว่า เรื่องพวกนี้สำคัญยังไง?

มันสำคัญก็เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกที่แต่ละประเทศต้องแข่งกันสร้างแรงดึงดูดธุรกิจและเงินทุนเข้ามาในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งที่เป็นเงินลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน และที่มาลงทุนตั้งบริษัทตั้งโรงงาน แบบ foreign direct investment (ใครที่คิดว่าไม่จริง เราอยู่ของเราเองได้ หันไปดูพม่านะครับ ขนาดปิดประเทศมา ๕๐ ปี วันนี้ยังต้องยอมเปิดเลย นี่มันเป็นกระแสโลก คุณฝืนไม่ได้หรอก ตอนนี้เหลือแค่เกาหลีเหนือเองมั๊งที่ยังปิดตัวเองอยู่) การคอร์รัปชั่น เสถียรภาพทางการเมือง ระดับการศึกษา ฯลฯ อะไรพวกนี้มันเป็นปัจจัยที่บริษัทต่างชาติเขาพิจารณากัน

ถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงเรื่องลูกเทพ เรื่องคนกราบไหว้หมาสองหาง ควายห้าขา ฯลฯ หันกลับไปมองที่ภาครัฐเผื่อว่าจะสู้เขาได้ อ้าว ชิบหาย ข้าราชการเบี้ยวหนี้กยศ. หลายหมื่นคนแถมอยู่ในกระทรวงการคลังเป็นพันคน

กูดูมิสเตอร์บีนแก้เครียดดีกว่า…

รายละเอียดคลิกอ่านจากในลิ้งก์ด้านล่างเอานะ

หมายเหตุ : Ghost เป็นบริษัทที่ทำบล็อกแพล็ตฟอร์ม ตัวซีอีโอออกมาจาก WordPress เพราะเห็นว่า WordPress ชักจะเยอะไปแล้ว (เยอะไปในที่นี้หมายถึงทำอะไรมากขึ้นจนเป็น Content Management System ในขณะที่พี่คนนี้อยากโฟกัสอยู่ที่ Blogging Platform) ใครที่สนใจก็ลองดูที่เว็บพี่เค้าได้นะฮะ

https://blog.ghost.org/moving-to-singapore/

หนังสือที่ CEO แนะนำ (และแจก) ให้อ่าน

แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙%
เมื่อวานมีโอกาสได้เข้าฟังนโยบายจากซีอีโอ และผู้เข้าร่วมฟังนโยบายทุกคนได้รับแจกหนังสือ แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙% (ตามภาพด้านบนครับ)

ซีอีโออธิบายว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับคนทำงานในระดับหัวหน้า อ่านแล้วชอบมาก เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยเอามาแจกให้บรรดาคนที่เข้าฟังนโยบาย (ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง) ได้เอาไปอ่าน

ซีอีโอบอกว่า วลีเด็ดที่ประทับใจมากในเล่มนี้คือ หัวหน้าต้องเป็นคนที่ลูกน้องอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่ไฟลุกโชน

พอพูดจบประโยคก็มีเสียงฮืออออออออออ ทั่วทั้งห้องประชุมนะครับ ตัวผมตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเพราะติดคิวเล่มอื่นอยู่ ถ้าอ่านแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

หนังสือที่ CEO แนะนำ (และแจก) ให้อ่าน

แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙%

เมื่อวานมีโอกาสได้เข้าฟังนโยบายจากซีอีโอ และผู้เข้าร่วมฟังนโยบายทุกคนได้รับแจกหนังสือ แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙% (ตามภาพด้านบนครับ)

ซีอีโออธิบายว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับคนทำงานในระดับหัวหน้า อ่านแล้วชอบมาก เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยเอามาแจกให้บรรดาคนที่เข้าฟังนโยบาย (ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง) ได้เอาไปอ่าน

ซีอีโอบอกว่า วลีเด็ดที่ประทับใจมากในเล่มนี้คือ หัวหน้าต้องเป็นคนที่ลูกน้องอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่ไฟลุกโชน

พอพูดจบประโยคก็มีเสียงฮืออออออออออ ทั่วทั้งห้องประชุมนะครับ ตัวผมตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเพราะติดคิวเล่มอื่นอยู่ ถ้าอ่านแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

วิธีดูแลตัวเองไม่ให้เป็นความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์


เมื่อวานนี้มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณหมอท่านนึง เป็นหมอด้านสมองจากสหรัฐฯ ที่ดังระดับโลก (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะคุณหมอมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลแห่งนึงของไทยด้วย) หัวข้อนึงที่ถามไปก็คือ ทำยังไงที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เจออาการความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

ง่ายมาก คุณหมอบอกมายังงี้ ต้องดูแลการใช้ชีวิตของตัวเอง เริ่มจากอาหารที่กิน คุณหมอใช้คำว่า ให้กินเมดดิเทอร์เรเนียน ฟู้ดส์ ซึ่งขยายความว่า ได้แก่ ปลา (ซึ่งก็คงหมายถึงปลาทะเล เพราะคนแถบเมดดิเทอร์เรเนียนคงไม่ได้กินปลาน้ำจืดจำพวกปลาช่อน ปลาสวายกันนะ) ผัก ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง (หมอใช้คำว่า nut เปิดดูคำแปลแล้วมันบอกยังงี้ หมอคงไม่ให้กิน “น็อต” หรอก) ส่วนที่ควรงดคือ เนื้อแดง ซึ่งก็ได้แก่พวกเนื้อวัว เนื้อหมู อะไรแบบนี้

หมายเหตุ ข้อนี้ขอตั้งข้อสงสัยตามประสาคนขี้สงสัย ไม่รู้ว่าหมอแกตอบตามที่ศึกษามาแบบโลกตะวันตกหรือเปล่า แกอาจยังไม่เคยศึกษาพวกอาหารญี่ปุ่น เห็นคนญี่ปุ่นก็อายุยืนแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพเหมือนกันนะ

ประการต่อมา หมอบอกให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนมันมีผลต่อเซลล์สมอง

ถัดมา ให้ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เลือดมีการสูบฉีดและไหลเวียนในสมองได้ดี

ตามด้วย อย่าเครียด อันนี้ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว พูดง่ายแต่ทำยากอิ๊บอ๋าย

ประการสุดท้าย หมอบอกว่าให้ฝึกสมองเอาไว้เรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ต้องเป็นเรื่องที่อยู่นอก comfort zone ของตัวเอง เช่น ถ้าเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องภาษาก็ให้ไปหัดภาษาใหม่ ๆ อย่างตัวหมอเองแกบอกว่า สิ่งที่แกทำตอนนี้คือ หัดขับเฮลิคอปเตอร์จ้าาาาา

แกบอกแกเป็นหมอด้านสมองอยู่แล้ว ถ้าแกมาฝึกสมองด้วยการศึกษาเรื่องสมองอีก ถึงจะเป็นเรื่องยากแต่มันก็เป็นเรื่องที่อยู่ใน comfort zone ของแกงี้ อย่างนี้ไม่ได้ผล

ง่าย ๆ ไม่กี่ข้อเท่านั้นเองนะ จา มา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา…

#อาการกำเริบแล้ว ขอไปกินยาก่อนนะฮะ

ความคิดจากปรากฎการณ์ “ลูกเทพ”

ปรากฎการณ์ “ลูกเทพ” ที่โด่งดังอยู่ตอนนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ มันทำให้หลาย ๆ เรื่องในสังคมไทยที่เกิดมานานจนดูเป็นเรื่องปกติไปแล้วกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะลูกเทพมาทำให้มัน “สุดขั้ว” จนเกิดการพูดคุยและถกเถียงกัน

อะไรบ้าง?

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า งมงาย ไร้สาระ มานั่งบูชาตุ๊กตา

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงไหว้พระเครื่อง ศาลพระภูมิ ราหู ปลัดขิก ฯลฯ มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า เอาตุ๊กตาไปให้พระทำพิธี

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงให้พระเจิมบ้าน เจิมออฟฟิศ เจิมรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า ตุ๊กตาตัวละเป็นพันเป็นหมื่น ก็ยังซื้อกันได้

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงซื้อพระเครื่ององค์ละเป็นหมื่น เป็นแสน มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า เอาข้าว เอาน้ำไปให้ตุ๊กตากิน

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงเอาข้าว เอาน้ำไปถวายศาลพระภูมิ เอาอาหารคาวหวาน ผลไม้ไปถวายพระพุทธรูป พระอินทร์ เทพสารพัด มึงไม่บ้า?

 

บอกตรง ๆ ผมชอบเรื่องนี้มาก มันจะได้มาดูกันจริง ๆ เสียทีว่า นี่แม่มเมืองพุทธหรือเมืองผี