โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

เหมือนเป็นธรรมเนียมของ Toyota ไปแล้วว่าในช่วงปลายปีจะมีหนังสือท่องเที่ยวออกมาแจกให้กับบรรดาลูกค้าผู้ใช้รถของโตโยต้า และในปีนี้ก็ยังคงมีเช่นกัน ใช้ชื่อว่า โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข และมีหน้าตาตามรูปด้านบน

เนื้อหาของเล่มนี้แบ่งออกเป็นห้าบทใหญ่ แต่ละบทก็จะอิงตามกิจกรรมยอดฮิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเวลานี้ ได้แก่ การอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก การส่องกล้องดูนก การปั่นจักรยาน การช็อปปิ้ง และการกินอาหารเพื่อสุขภาพ โดยในแต่ละบทก็จะพาไปเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ที่เข้ากับกิจกรรมของบทนั้นๆ พร้อมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะช่วยให้ผู้อ่านทำกิจกรรมได้ดีขึ้น เช่น ในบทแรกที่เป็นเรื่องของการอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กก็จะมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนถ่ายรูปยังไงให้ออกมาสวย หรือในเรื่องของการกินอาหารเพื่อสุขภาพจะมีเกร็ดเกี่ยวกับการกินผักให้ถูกวิธี เพราะผักแต่ละประเภทอาจจะเหมาะกับการปรุงอาหารที่ต่างกัน

นอกจากเนื้อหาจะอ่านง่ายแล้ว ยังมีภาพประกอบทั้งที่เป็นภาพถ่ายและภาพกราฟฟิก แถมขนาดรูปเล่มก็เหมาะมือ ที่สำคัญคือ ไม่ได้ขายแต่ แจกฟรี

ใครที่สนใจก็ลองสอบถามไปที่ศูนย์โตโยต้าที่เป็นลูกค้าหรือใช้บริการอยู่นะครับ

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

รีวิวหนังสือ : ห้องสมควรตาย (The Incite Mill)

ห้องสมควรตาย (The Incite Mill)

เล่มนี้ผมลองเปลี่ยนบรรยากาศ จากที่อ่านหนังสือนิยายฝรั่งไปแล้ว นิยายแปล (ฝรั่ง) ไปแล้ว นิยายไทยก็อ่านแล้ว มาลองนิยายแปลจากญี่ปุ่นดูบ้าง ต้องบอกก่อนว่านิยายญี่ปุ่นนี่ถือเป็นของแปลกใหม่สำหรับผมมาก อ่านมาไม่น่าจะถึงห้าเล่มนะครับ (แต่ถ้าการ์ตูนญี่ปุ่นนี่ถึงไหนถึงกัน) แต่ที่ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะดูเรื่องย่อแล้วน่าสนใจมากถึงมากที่สุด

คน ๑๒ คนไปอยู่ด้วยกันในสถานที่ปิดตายเจ็ดวัน ได้อาวุธไปคนละอย่าง ไม่มีใครรู้ว่าใครมีอาวุธอะไร (ยกเว้นจะแอบบอกกันเอง) ถ้าใครอยู่รอดจนครบกำหนดได้เงินคนละเกือบ ๑๙ ล้านเยน แต่ถ้าฆ่าคนตายโดยไม่ถูกจับได้จะได้เงินเพิ่ม และถ้ามีคนตายแล้วบอกได้ว่าใครฆ่าก็จะได้เงินเพิ่ม จะหวังซ่อนตัวอยู่ในห้องให้ครบกำหนดเวลาก็ไม่ได้เพราะประตูไม่มีล็อก แถมห้ามมานอนรวมกันด้วย

โอ้โฮ เรื่องย่อมาแบบนี้เดาได้เลยว่ามันต้องระทึกสุดๆ คงจะหลอนหวาดระแวงกันมั่วไปหมด แล้วก็น่าจะฆ่ากันมันหยดสะใจกันไปข้างนึง แต่กลับผิดคาดแฮะ เรื่องมันกลับอึนๆ มึนๆ ไปไม่สุด ไม่สนุกสำหรับผม อ่านไปก็อึดอัดไป เมื่อไหร่มึงจะฆ่ากันซะที แถมตัวละครก็มีพฤติกรรมขัดใจจริงๆ ประมาณนี้ สารภาพว่าวางไปหลายทีตัดใจว่าไม่เอาแล้ว แต่ก็อดทนอ่านจนจบเพราะอยากรู้ว่าตอนท้ายเรื่องมันจะหายอึนหายมึนมั้ย

ที่เล่ามานี้ผมสรุปว่าเป็นที่ตัวผมเองนะครับที่ไม่ชินกับเรื่องแนวนี้ของทางฝั่งญี่ปุ่น หากใครที่เป็นคอหนังสือแนวนี้อยู่แล้วอาจจะถูกใจและชอบมากก็ได้ครับ

 

ห้องสมควรตาย
ผู้เขียน : โยเนซาวะ โฮโนบุ
ผู้แปล : มโนภาพ
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๖๕ บาท

ห้องสมควรตาย (The Incite Mill)

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

ห้องสมควรตาย (The Incite Mill)

เล่มนี้ผมลองเปลี่ยนบรรยากาศ จากที่อ่านหนังสือนิยายฝรั่งไปแล้ว นิยายแปล (ฝรั่ง) ไปแล้ว นิยายไทยก็อ่านแล้ว มาลองนิยายแปลจากญี่ปุ่นดูบ้าง ต้องบอกก่อนว่านิยายญี่ปุ่นนี่ถือเป็นของแปลกใหม่สำหรับผมมาก อ่านมาไม่น่าจะถึงห้าเล่มนะครับ (แต่ถ้าการ์ตูนญี่ปุ่นนี่ถึงไหนถึงกัน) แต่ที่ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะดูเรื่องย่อแล้วน่าสนใจมากถึงมากที่สุด

คน ๑๒ คนไปอยู่ด้วยกันในสถานที่ปิดตายเจ็ดวัน ได้อาวุธไปคนละอย่าง ไม่มีใครรู้ว่าใครมีอาวุธอะไร (ยกเว้นจะแอบบอกกันเอง) ถ้าใครอยู่รอดจนครบกำหนดได้เงินคนละเกือบ ๑๙ ล้านเยน แต่ถ้าฆ่าคนตายโดยไม่ถูกจับได้จะได้เงินเพิ่ม และถ้ามีคนตายแล้วบอกได้ว่าใครฆ่าก็จะได้เงินเพิ่ม จะหวังซ่อนตัวอยู่ในห้องให้ครบกำหนดเวลาก็ไม่ได้เพราะประตูไม่มีล็อก แถมห้ามมานอนรวมกันด้วย

โอ้โฮ เรื่องย่อมาแบบนี้เดาได้เลยว่ามันต้องระทึกสุดๆ คงจะหลอนหวาดระแวงกันมั่วไปหมด แล้วก็น่าจะฆ่ากันมันหยดสะใจกันไปข้างนึง แต่กลับผิดคาดแฮะ เรื่องมันกลับอึนๆ มึนๆ ไปไม่สุด ไม่สนุกสำหรับผม อ่านไปก็อึดอัดไป เมื่อไหร่มึงจะฆ่ากันซะที แถมตัวละครก็มีพฤติกรรมขัดใจจริงๆ ประมาณนี้ สารภาพว่าวางไปหลายทีตัดใจว่าไม่เอาแล้ว แต่ก็อดทนอ่านจนจบเพราะอยากรู้ว่าตอนท้ายเรื่องมันจะหายอึนหายมึนมั้ย

ที่เล่ามานี้ผมสรุปว่าเป็นที่ตัวผมเองนะครับที่ไม่ชินกับเรื่องแนวนี้ของทางฝั่งญี่ปุ่น หากใครที่เป็นคอหนังสือแนวนี้อยู่แล้วอาจจะถูกใจและชอบมากก็ได้ครับ

 

ห้องสมควรตาย
ผู้เขียน : โยเนซาวะ โฮโนบุ
ผู้แปล : มโนภาพ
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๖๕ บาท

ห้องสมควรตาย (The Incite Mill)

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

O-lunla นิตยสารเพื่อผู้สูงวัย ฉบับปฐมฤกษ์

O-lunla, October 2015

มีนิตยสารใหม่มาแนะนำครับ ชื่อว่า O-lunla ออกเสียงว่า โอ-ลั้นลา นี่ถ้าไม่บังเอิญเห็นชื่อภาษาไทยเสียก่อน ผมคงจะออกเสียงว่า โอ้-หลั่นล้า นะครับ

เล่มนี้เป็นนิตยสารรายเดือนแจกฟรีที่วางกลุ่มคนอ่านเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเห็นได้ชัดจากปกฉบับปฐมฤกษ์ (ตุลาคม ๒๕๕๘) ที่มีนางแบบสูงวัยทั้งบนปกหน้าและปกหลัง พร้อมด้วยคาแรกเตอร์มุ้งมิ้งอย่างเจ้า Cony และหมี Brown จาก Line และที่ใต้หัวนิตยสารก็มีข้อความบอกถึงเป้าหมายของนิตยสารเอาไว้ชัดเจน

เพื่อความเบิกบานของผู้สูงวัย
วันนี้ คุณกอดพ่อแม่แล้วหรือยัง

จากความรู้อันจำกัดของผม ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนสูงวัยเล่มแรก หรือแรกๆ ของไทย (ใครมีข้อมูลช่วยแจ้งมาด้วยนะครับ) ซึ่งต้องนับถือ “ใจ” ของทีมผู้ผลิตมากที่ “กล้า” และ “บ้า” พอที่จะทำออกมา

ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะในบรรดาผู้บริโภคที่นักการตลาดจำแนกออกมาเป็นกลุ่มๆ ตามวัย ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มเด็ก พรีทีน วัยรุ่น คนเริ่มทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย กลุ่มที่มีโอกาสทางการตลาดน้อยที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัยนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้อยู่ในช่วงใกล้เกษียณหรือเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว มีฐานะมั่นคง หนี้สินอะไรก็ไม่ควรจะมีแล้ว แต่ก็นั่นแหละ พอมาอยู่ในวัยนี้ความอยากได้ใคร่มีอะไรก็แทบจะหมดไป จะกินอะไรตามใจปากมากก็ไม่ได้ เพราะต้องระวัง ถ้าจะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่ต้องใช้ส่วนมากก็จะเป็นทางด้านสุขภาพ การแพทย์และการท่องเที่ยว

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับโอกาสในการขายโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของนิตยสารก็อยู่ในวงจำกัดไปด้วย ถึงบอกว่างานนี้ผมนับถือใจของทีมผู้ผลิตมากที่ทำออกมา และเมื่อดูถึงเนื้อหาของนิตยสารก็มีค่อนข้างครบเครื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะบรรณาธิการของนิตยสารเล่มนี้อยู่ในแวดวงทำสื่อมานาน ผ่านการเป็นบรรณาธิการนิตยสารมาแล้วหลายเล่ม ใช้คำว่า เชี่ยวพอ ก็น่าจะได้

เนื้อหาในฉบับแรกประกอบด้วย เรื่องจากปก เป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Line ในกลุ่มผู้สูงวัย ที่ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกหลาน ญาติมิตรและเพื่อนฝูงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ไม่เหงา สุขภาพจิตก็ดีขึ้น นอกจากนี้ก็มีเรื่องของสุขภาพ อาหารที่เหมาะกับผู้สูงวัย และข่าวคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการอัปเดต

ตามปกติแล้วนิตยสารแจกฟรีจะมีวางแจกอยู่ตามร้านกาแฟ สถานีรถไฟฟ้า ร้านหนังสือ และสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เนื่องจากเล่มนี้จับกลุ่มคนอ่านที่เฉพาะเจาะจง อาจไม่ได้มีวางเป็นการทั่วไป หากใครสนใจก็ลองเข้าไปดูที่ facebook fan page ของเขาได้ที่ olunlaclub นะครับ (นี่โฆษณาให้ฟรีๆ เพราะหนังสือเขาน่าสนับสนุนจริงๆ)

O-lunla

National Geographic ฉบับธันวาคม ๑๙๘๕

National Geographic magazine, December 1985

เมื่อวันก่อนเห็นข่าวว่าทาง National Geographic ที่เพิ่งเปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าพ่อสื่อ Rupert Murdoch มีการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ก็เลยสะกิดใจให้นึกถึงเล่มนี้ครับ ฉบับเดือนธันวาคม ๑๙๘๕

ในบรรดานิตยสาร National Geographic ที่ผมมีอยู่ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่ได้มีมากมายอะไรนะครับ) เล่มนี้จัดว่าเป็นเล่มโปรดที่สุด ทั้งๆ ที่ปกไม่สวยเอาเสียเลย สวนทางกับตามปกติที่ภาพปกนิตยสารเล่มนี้จะโดดเด่นติดตาเป็นพิเศษ ต้องอ่านคำโปรยปกถึงจะรู้ว่านี่เป็นภาพของเรือ Titanic ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร

แล้วมันพิเศษยังไง?

มันพิเศษหยั่งงี้ครับ นี่เป็นสื่อแรกที่นำภาพเรือ Titanic กลับมาสู่สายตาสาธารณชนอีกครั้งหลังจากที่จมหายไปพร้อมกับชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า ๑,๕๐๐ คนในเดือนเมษายน ปี ๑๙๑๒ ที่พิเศษขึ้นไปอีกก็คือเรื่องจากปกเล่มนี้มีชื่อว่า How We Found Titanic เขียนโดย Robert D. Ballard ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมสำรวจที่พบเรือในครั้งนี้

คุณพี่ Ballard เป็นนักสำรวจใต้น้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก นอกจาก Titanic ที่ส่งให้ดังเปรี้ยงปร้างแล้ว อีกไม่กี่ปีต่อมาคุณพี่ยังเป็นคนสำรวจพบเรือรบ Bismarck ของเยอรมันที่ถูกรุมกินโต๊ะจนจมลงในปี ๑๙๔๑ ด้วย

ในเล่มนี้คุณพี่ Ballard เล่าถึงเรื่องราวของการสำรวจไปจนถึงวินาทีของความสำเร็จที่รู้ว่าใช่ Titanic แน่แล้ว พร้อมด้วยภาพประกอบที่เป็นภาพถ่ายจากใต้น้ำเทียบกับภาพชิ้นส่วนหรือบริเวณเดียวกันก่อนที่เรือจะจม

ความประทับใจจากการค้นพบในครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ James Cameron เก็บไปสร้างหนัง Titanic ออกมาโกยทั้งรางวัลและเงินจากผู้ชมทั่วโลก

แค่เรื่องจากปกเรื่องเดียวนี่ก็เด็ดแล้วนะครับ ยังมีเรื่องที่สอง Vatican City และ Treasures of The Vatican เสริมเข้ามาอีก

ในเรื่อง Treasures of The Vatican จะมีภาพของสิ่งล้ำค่าที่เป็นสมบัติของวาติกันหลายชิ้นด้วยกัน แต่ชิ้นที่เป็นไฮไลต์สำหรับผมก็คือ หนังสือคำร้องของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ของอังกฤษที่ส่งไปยังวาติกันเพื่อให้พระสันตะปาปาในขณะนั้นมีคำสั่งให้การอภิเษกสมรสของพระองค์กับพระมเหสีเป็นโมฆะ เพื่อที่พระองค์จะได้ไปอภิเษกสมรสกับพระนางแอนน์ โบลีน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้อ่านจากหนังสือประวัติศาสตร์มานาน เป็นสตอรี่ที่สนุกมาก ถูกหยิบมาสร้างหนังก็หลายครั้งหลายหน เมื่อได้มาเห็นภาพเอกสารของจริงแบบนี้ก็ช่วยเติมเต็มจินตนาการได้เยอะมาก

ที่เล่ามานี่แค่ความประทับใจที่ผมได้จากนิตยสาร National Geographic เพียงเล่มเดียว ความที่คุ้นเคยกันมานาน (ในฐานะคนอ่าน) เมื่อได้ข่าวการเปลี่ยนแปลงของนิตยสารและการเลิกจ้างคนทำงานก็อดใจหายไม่ได้ แม้จะรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อยากให้อยู่สร้างประโยชน์สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไปอีกนานๆ ครับ

National Geographic, December 1985

ดูปกหน้าไปแล้ว นี่ปกหลังครับ

‘ศุขเล็ก’ หนังสือพิเศษวาระ ๑๐๐ ปี คุณประยูร จรรยาวงษ์

ศุขเล็ก

วันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้จะเป็นวาระครบ ๑๐๐ ปี คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนผู้มีสมญานามว่า “ราชาการ์ตูนไทย” ในโอกาสนี้เองคุณศุขเล็กและคุณสุดรัก ผู้เป็นทายาทได้จัดทำหนังสือ ศุขเล็ก ขึ้นเพื่อรวบรวมประวัติและผลงานบางส่วนของคุณประยูรเพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังที่อาจจะเคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยอ่านผลงานของคุณประยูร รวมทั้งให้แฟนๆ ที่รู้จักคุณประยูรอยู่แล้วได้เก็บรวบรวมให้หายคิดถึงกันด้วย

หนังสือ ศุขเล็ก แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนอ่านจากปกคนละด้าน ด้านแรก ปกเป็นรูปนายศุขเล็ก ตัวการ์ตูนที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณประยูร (และต่อมาก็นำมาตั้งเป็นชื่อบุตรชายคนโตด้วย) เนื้อหาในส่วนนี้เป็นเรื่องราวของนายศุขเล็กที่เริ่มต้นจากการเป็นพระเอกลิเกในเรื่องพื้นบ้านและเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ต่อมาก็มาเป็นตัวละครในการ์ตูนล้อการเมือง

แต่สิ่งที่ทำให้ศุขเล็กโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศก็คือการ์ตูนขบวนการแก้จน  ซึ่งเป็นการ์ตูนที่แนะนำอาชีพต่างๆ รวมไปถึงการทำอาหาร การทำการเกษตร ไปจนถึงการใช้ชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้จนให้คนอ่าน และที่น่ายินดีก็คือ มีคนอ่านจำนวนไม่น้อยที่นำเอาสิ่งที่เผยแพร่ในขบวนการแก้จนไปประกอบอาชีพและประสบความความสำเร็จ แก้จนได้จริงๆ

ศุขเล็ก

เนื้อหาอีกส่วนอ่านจากปกอีกด้านที่เป็นลายมือคุณประยูร ในส่วนนี้จะเป็นประวัติของตัวคุณประยูรเอง ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องราวที่คุณประยูรได้ไปฝึกงานที่ Disney Productions ของ Walt Disney ถึง ๖ เดือนและการได้รับรางวัลแมกไซไซเมื่อปี ๒๕๑๔ แล้วปิดท้ายด้วยทัศนะสั้นๆ จากผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ๑๑ คนที่มีต่อคุณประยูร

๑๑ คนนี้จะมีใครบ้าง อยากให้ลองเปิดดู เพราะผมเชื่อว่าบางคนนี่นึกไม่ถึงแน่ๆ

ความพิเศษอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ เป็นหนังสือที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงเข้ามาประกอบด้วย คนอ่านที่ใช้ iOS สามารถดาวน์โหลดแอปจาก App Store เพื่อมาส่องดูเนื้อหาดิจิทัลเพิ่มเติมจากในหนังสือได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

อีกไม่กี่วันก็น่าจะวางในร้านหนังสือแล้ว ราคาเล่มละ ๒๘๕ บาทครับ

‘เรื่องไม่เคยเล่า’ ของอดีตปลัดคลัง

rangsan_front

เมื่อครบรอบปีงบประมาณ สิ่งหนึ่งที่มีให้เห็นเป็นประจำแทบทุกปีก็คือ หนังสือประวัติข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุในปีนั้นๆ บางเล่มเจ้าตัวเป็นคนจัดทำเอง บางเล่มลูกน้องจัดทำให้ ซึ่งมีทั้งที่ใช้เงินส่วนตัวและใช้เงินหลวง จะใส่ในงบอะไรก็ว่ากันไป และโดยปกติแล้วเนื้อหาในเล่มก็จะกล่าวถึงประวัติของบุคคลต้นเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ครอบครัว การศึกษา ประวัติการทำงาน ผลงานเด่นๆ ที่แต่ละคนภาคภูมิใจ

สำหรับปีนี้ เล่มแรกที่ผมมีโอกาสได้เห็นและพลิกดูก็คือ เรื่องไม่เคยเล่า จากเด็กข้างวัดสู่ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องราวของคุณรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังหมาดๆ ผมเองไม่เคยรู้จักคุณรังสรรค์ทั้งโดยส่วนตัวและการติดตามข่าวสารทางสื่อมาก่อน เมื่อได้เห็นหนังสือเล่มนี้และพลิกๆ ดูแล้วต้องบอกว่า ชีวิตคุณรังสรรค์มี story น่าสนใจไม่น้อย

ประการแรก คุณรังสรรค์เป็นปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นลูกชาวสวน เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเปิด (ทั้งรามคำแหงและสุโขทัยธรรมาธิราช) แถมยังไม่เคยไปเรียนเมืองนอก เมื่อเข้ารับราชการก็เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติการที่ต่างจังหวัด จากนั้นจึงค่อยๆ เติบโตในหน้าที่การงานมาจนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตข้าราชการที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง (ผมเชื่อว่าปลัดคลังที่มีโพรไฟล์แบบนี้ไม่น่าจะมีมากนักนะครับ)

ประการถัดมา ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ของคุณรังสรรค์อยู่ที่กรมสรรพากร กรมที่ประชาชนคนมีรายได้ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากให้มายุ่ง แต่ถึงแม้จะมีข้อจำกัดในด้านการทำงานดังกล่าว คุณรังสรรค์ก็สามารถสร้างผลงานเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนในการตรวจสอบคดีโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม มูลค่าถึง ๔,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง

เท่าที่พลิกอ่านเร็วๆ ถือว่าเป็นหนังสือที่มีเรื่องราวน่าอ่าน ไม่ออกแนวอวยอูเชิดชูอย่างเดียว จำนวนหน้าก็กำลังพอดี ใครสนใจก็ลองสอบถามไปที่คุณรังสรรค์ดูนะครับ

rangsan_back

Flash Boys หนังสือ (ที่มีคน) แนะนำ

Flash Boys
มีเรื่องมาเล่าสั้นๆ ว่า เมื่อวานมีโอกาสได้พบอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ท่านเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งท่านบอกว่า “ดีมาก!! คุณไปอ่านดู ผมไม่อยากเล่า”

เพื่อความแน่ใจเราก็ถามไปว่า Flash Boys ของ Michael Lewis นะครับ ท่านตอบว่า ใช่

เล่มนี้ซื้อไว้ตั้งแต่ที่ออกวางขาย Hardcover วันแรกๆ ในเมืองไทย แต่ด้วยความที่ยังมีเล่มอื่นอยู่ในคิวอีกหลายเล่มก็เลยยังไม่ได้หยิบมาอ่านซักที พอคนระดับนี้มาแนะนำอย่างนี้ก็เลยแซงขึ้นมาเป็นคิวแรก รอให้นิยายเกี่ยวกับการตามล่านาซีที่กำลังอ่านอยู่จบเล่มก่อนก็จะเป็นคิวต่อไป แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

นิตยสาร OPTIMISE จากเกียรตินาคินภัทร

OPTIMISE

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้จัดทำนิตยสารเพื่อแจกให้กับลูกค้า Priority (ซึ่งเป็นกลุ่ม high net worth) ในชื่อว่า OPTIMISE โดยฉบับปฐมฤกษ์ที่ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามี คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรขึ้นประเดิมบนปก พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์ใหญ่ภายในเล่มที่กล่าวถึงมุมมองในด้านโลกาภิวัตน์ การมุ่งไปสู่มาตรฐานสากลและการสร้างองค์กรการเงินเพื่อตลาดไทยที่ดีที่สุดในโลก

การนำคุณบรรยงมาขึ้นปกในครั้งนี้คาดว่าไม่ใช่กรณีลูกน้องเอาใจนาย แต่น่าจะเป็นเพราะคุณบรรยงเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนบ้านเรา รวมไปถึงในระยะหลังนี้ยังอยู่ในสถานะเน็ตไอดอลด้วยกลายๆ หลังจากที่ได้ลุกขึ้นมาเขียนบทความใน facebook (facebook คุณบรรยง คลิกที่นี่) ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก คือมีทั้งคนชอบและคนเกลียด (และที่หมั่นไส้ก็คงไม่น้อย) บทความที่คุณบรรยงเขียนมีการแชร์ผ่านโลกออนไลน์และมีสื่อหลักนำไปลงและเผยแพร่อยู่เป็นระยะ

เนื้อหาที่คุณบรรยงเขียนไว้ใน facebook นอกจากจะมีเรื่องราวประวัติชีวิตตนเองทั้งในวัยเด็กจนมาถึงยามทำงานแล้ว ที่สำคัญยังมีเรื่องมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การปราบคอร์รัปชั่น ระบอบทุนนิยม (ที่คุณบรรยงยึดถือและใช้เป็นหัวข้อในการไปพูดที่ TEDxBangkok เมื่อเร็วๆ นี้) และอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แก่ผู้อ่านแล้วยังกระตุ้นให้เกิดความคิดและการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย (แต่คอมเม้นต์ที่ไม่สร้างสรรค์ก็มีอยู่ไม่น้อย)

เรียกว่า การที่ทีมงานนำคุณบรรยงมาขึ้นปกครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็คงหวังเรียกแขกที่เป็นแฟนคลับคุณบรรยงด้วย

เนื้อหาอื่นๆ ภายในเล่มนอกจากบทสัมภาษณ์หลักแล้วก็มีคละกันไปทั้งที่เป็นสาระและไลฟ์สไตล์ อาทิ Economic Review โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ แคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ Investment Review โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงคอลัมน์ในสไตล์กิน-เที่ยว-ดื่ม ตามรูปแบบนิตยสารทั่วไป

เนื้อหาโดยรวมค่อนข้างน่าสนใจอ่านได้เพลินๆ ใช้เวลาไม่นาน ไม่หนักมากไปแต่ก็ไม่ถึงกับเบาหวิว ได้ครบทั้งสาระและบันเทิงในแนว intellectual ครับ

OPTIMISE

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในแนวองค์กรของผู้เขียนชาวไทยที่ผมคิดว่าดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยมีการตีพิมพ์ออกวางจำหน่าย และที่น่าสนใจก็คือ เล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ เพิ่งครบรอบ ๒๕ ปีไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองและดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีหนังสือแนวนี้เพียงไม่กี่เล่มที่ทำได้ถึงระดับนี้ (ถ้าจะมี)

คุณสมใจ วิริยะบัณฑิตกุล เขียนหนังสือเล่มนี้ขณะทำงานเป็นผู้สื่อข่าวอยู่ที่นิตยสารผู้จัดการ (หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผู้จัดการรายเดือน) โดยได้รับมอบหมายจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าสำนักผู้จัดการ ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมถึงต้องทำหนังสือเล่มนี้และทำไมต้องเป็นสหพัฒนฯ นั้น คงไม่มีใครอธิบายได้ดีไปกว่าคุณสนธิที่ได้เล่าเอาไว้ในคำนำสำนักพิมพ์ตามภาพด้านล่าง

sahapat_sondhi

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาและการเติบโตของสหพัฒนฯ เท่านั้น แต่ยังได้รวบรวมแง่มุมการดำเนินธุรกิจของสหพัฒนฯ เอาไว้อย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารงาน บริหารคน การตลาด วัฒนธรรมองค์กร โดยไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องราวของความสำเร็จ แต่ยังมีความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เป็นบทเรียนอีกด้วย

การเปิดเผยเรื่องราวอย่างหมดเปลือกเช่นนี้ในด้านหนึ่งต้องนับถือความใจกว้างของสหพัฒนฯ เพราะตามปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นความลับของธุรกิจ อีกทั้งคนทั่วไปย่อมไม่อยากเล่าถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง

ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า ค่ายผู้จัดการและคุณสมใจสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพัฒนฯ ได้ว่า มีความรู้และภูมิปัญญาที่จะสามารถค้นคว้าข้อมูล กลั่นกรอง วิเคราะห์และเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์ได้มากกว่าการเขียนตามคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว

ความมั่นใจที่ว่านั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากบรรณาธิการที่ปรึกษา นามว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ในห้วงเวลานั้นดร.สมคิดทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับทั้งสหพัฒนฯ และผู้จัดการ อาจกล่าวได้ว่าการที่ดร.สมคิดตกลงรับบทบาทบรรณาธิการที่ปรึกษาให้กับหนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นหลักประกันให้สหพัฒนฯ มั่นใจในหนังสือที่จะออกมาได้มากขึ้น

หากจะกล่าวถึงความสำเร็จในด้านเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ คงต้องยกคำนิยมของคุณทวี บุตรสุนทร อดีตผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ตีพิมพ์อยู่ที่ปกหลังมาให้ดูกัน

“ผมได้อ่านหนังสือของสหกรุ๊ปแล้ว ได้ความรู้มากมายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการด้านการขายและการตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค คนเขียนคงต้องใช้เวลาในการค้นคว้านาน การดำเนินเรื่องในแต่ละบทดี อ่านจบบทหนึ่งแล้วก็ชวนให้ติดตามอยากอ่านบทต่อๆ ไป ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง นักการตลาดทุกคนต้องไม่พลาดที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้”

ก่อนจะจบขอปิดท้ายด้วยการอัพเดตกันหน่อยว่า ๒๕ ปีผ่านไป ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง เริ่มที่คุณสนธิ เจ้าของโปรเจ็กต์ คนนี้ชีวิตถ้าเป็นเส้นกราฟก็ต้องบอกว่าขึ้นสุดลงสุด ผ่านยุครุ่งเรืองร่ำรวยก่อนจะพลิกมาเป็นบุคคลล้มละลายหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ต่อมาเป็นบุคคลผู้ปลุกกระแสต้านนายกรัฐมนตรีที่เรืองอำนาจที่สุดคนหนึ่งของไทย ขยับมาเป็นผู้นำม็อบเรือนแสน ถูกลอบสังหารชนิดที่ไม่น่ารอดแต่รอด สุดๆ จริงๆ

คุณสมใจ ผู้เขียน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ณรินณ์ทิพ เป็นเจ้าของบริษัท พีเพิล มีเดีย จำกัด ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ ส่วนดร.สมคิด เคยก้าวขึ้นถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

สำหรับสหพัฒนฯ เองเปลี่ยนตัวผู้นำจากนายห้างเทียม มาเป็นคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา และขยายกิจการออกไปอีกมาก ล่าสุดได้รับพระราชทานครุฑตราตั้งและจะมีพิธีอัญเชิญครุฑขึ้นประดิษฐานในวันที่ ๙ สิงหาคมที่จะถึงนี้

 

สหพัฒนฯ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต
ผู้เขียน : สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล
สำนักพิมพ์ : โครงการหนังสือผู้จัดการ
ราคา : ๕๐๐ บาท

sahapat_back