รีวิวหนังสือ : The Blind Side – เรื่องราวของชนชั้นที่เล่าผ่านโลกกีฬา

หลังจากจบหนังสือเล่มล่าสุดของพี่ชาติ กอบจิตติ ไป (อ่านได้ที่นี่ครับ) ผมหยิบเล่มนี้มาอ่าน The Blind Side ของคุณพี่ Michael Lewis คนเดียวกับที่เขียน Flash Boys แต่เล่มนี้ออกมาก่อนหลายปีแล้ว เปิดดูที่จดไว้ถึงเห็นว่าซื้อมาตั้งแต่ปี ๕๒ นี่ปาเข้าไปปี ๕๙ แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่เห็นข้อความบนปกว่า กำลังจะเอาไปสร้างเป็นหนัง เล่มนี้ซื้อมาตั้งแต่ก่อนสร้างหนังอีกนะฮะ ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ดูหนังที่สร้างจากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่าทีมงานมีการดัดแปลงบทไปจากเนื้อเรื่องแค่ไหน มีเก็บรายละเอียดประเด็นย่อยไปด้วยมั้ย ในที่นี้ก็เลยจะพูดถึงตัวหนังสืออย่างเดียวนะฮะ พี่ Lewis เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจมากในทุกเล่มที่แกเขียน วันก่อนฟัง podcast สัมภาษณ์ Malcolm Gladwell (ซึ่งเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องเก่งมากอีกคนนึง พี่แกสามารถเอาเรื่องยากมาย่อยให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โคตรเทพอ่ะ) คนสัมภาษณ์ถามว่า ในความเห็นของ Gladwell ใครเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้ดี แกตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยว่า Michael Lewis แกบอกว่าอยากเล่าให้ได้แบบพี่ Lewis เลยนะฮะ นี่ขนาดมือระดับ Gladwell นะ เล่มนี้ Lewis เล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นผิวดำยากจนคนนึงที่บังเอิญสรีระเอื้อต่อการเล่นอเมริกันฟุตบอลในตำแหน่ง... Continue Reading →

facebook โลกอันซ้อนกันอยู่ – การกลับมาของชาติ กอบจิตติ

ตามที่ตั้งใจไว้เมื่อตอนต้นปีว่า ปีนี้จะอ่านหนังสือ non-fiction เพียว ๆ เลย จะพยายามไม่อ่านนิยาย ทั้งเรื่องไทยเรื่องเทศ เริ่มเล่มแรก (Flash Boys อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) ก็ผ่านไปได้สวย ก็ต่อด้วยเล่มสอง แต่พออ่านไปสักพักปรากฎว่า พี่ชาติ กอบจิตติ นักเขียนคนโปรดของผมแกออกหนังสือเล่มใหม่ออกมา ก็เลยต้องวางเล่มนั้นเอาไว้แล้วหยิบเล่มนี้แซงหน้ามาอ่านก่อน facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ หนังสือเล่มนี้ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไป ดูเผิน ๆ จะนึกว่าพี่ชาติหากินง่าย เอาข้อความที่โพสต์ไว้บนเฟซบุ๊กมารวมเล่มขายแฟน ๆ แต่จริง ๆ มันไม่ง่ายอย่างนั้น (เชื่อว่าต่อให้แกทำจริง แฟน ๆ ก็ยังตามซื้อกันนะ เหนียวแน่นกันซะขนาดนี้) พี่ชาติเล่าความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า แกวางแผนจะทำหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรก โดยจะเขียนเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่สนใจและเป็นประเด็นที่อยู่ในใจ (หนึ่งในนั้นคือเรื่อง อี-บุ๊ก) แล้วให้บรรดาเฟรนด์ มาร่วมแสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูลและความรู้ที่แต่ละคนมี แล้วพอครบปีก็จะคัดเลือกและรวบรวมทั้งข้อความของแกเองและคอมเม้นต์ของคนอื่น ๆ มารวมเป็นเล่ม จากนั้นถึงเปิดเฟซบุ๊กแล้วคัดกรองคนที่จะมาเป็นเฟรนด์ (ประมาณ ๕ พันคน) แล้วก็เริ่มโพสต์ข้อความตามที่คิดเอาไว้ หลายเรื่องเป็นไปตามแผน หลายเรื่องงอกขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น... Continue Reading →

สดุดี (คนอื่น) : หนังสือ (เล่มแรก) ของหม่อมเต่า

ปกหน้าดูเรียบ ๆ แต่มีลูกเล่นซ่อนอยู่ (ดูท้ายโพสต์) ชื่อ หม่อมเต่า (หรือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล) หายไปจากแวดวงสื่อ ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีมานานหลายปี แต่ถ้าเป็นคนวัยใกล้ ๆ ๔๐ ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง (รวมทั้งสื่อมวลชน) ด้วยแล้วก็น่าจะยังจำกันได้ดีในฐานะที่หม่อมเต่าเป็นหนึ่งในน้อยคน (หรืออาจจะแค่คนเดียว อันนี้ยังไม่ได้เช็ค) ของประเทศไทยที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการแบงก์ชาติ (แต่ไม่ได้นั่งควบพร้อมกันนะฮะ) แล้วก็สร้างผลงานเอาไว้พอสมควร แต่จะว่าไป ชื่อเสียงที่โดดเด่นนำหน้าและเป็นที่เลื่องลือของหม่อมเต่าน่าจะเป็น ฝีปาก ด้วยเหตุที่เป็นคนพูดตรงและดูเหมือนไม่ค่อยจะเกรงกลัวใคร (กิตติศัพท์เรื่องนี้มี urban legend อยู่หลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องได้รับการคอนเฟิร์มจากเจ้าตัวแล้วว่า จริง นะฮะ) แถมยังไม่ค่อยจะได้ยินหม่อมเต่าชมใครนะ ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อหม่อมเต่าลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต ซึ่งตามปกติแล้วคนวัยนี้มักจะเขียน (หรือให้คนอื่นเขียน) เพื่อเล่าถึงประวัติชีวิตและคุณงามความดีของตัวเอง แต่ของหม่อมเต่านี่กลับเป็นการเขียนชมคนอื่นล้วน ๆ ทั้งเล่ม จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า คนอย่างหม่อมเต่าจะชมใคร? ชีวิตนี้ไม่เคยนึกว่าจะเห็นหม่อมเต่าใน looks นี้ หนังสือ สดุดี (คนอื่น) เล่มนี้มีอยู่... Continue Reading →

รีวิวหนังสือ : Flash Boys – เมื่อเวลา (เสี้ยววินาที) เป็นของมีค่า (มหาศาล)

ตามที่เล่าไว้แล้วว่าปีนี้จะมุ่งอ่านหนังสือ non-fiction เป็นหลัก ประเดิมเล่มแรกของปีด้วยเล่มนี้ครับ Flash Boys ที่เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่คนนึงแนะนำว่า ดี น่าอ่าน (จากโพสต์นี้ครับ) พอจบเล่มส่งท้ายปีที่แล้วเรียบร้อยก็หยิบเล่มนี้มาต่อเลย Flash Boys เป็นผลงานของ Michael Lewis พี่คนนี้เป็นหนึ่งในนักเขียนด้านการเงินที่ดีและดังที่สุดคนนึงของโลก เขียนเข้าใจง่าย ใช้ภาษาอ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ ผลงานแต่ละเล่มติดระดับเบสต์เซลเลอร์แทบทั้งนั้น เอาที่ดัง ๆ ไล่มาตั้งแต่เล่มแรกที่เป็นผลงานสร้างชื่อ คือ Liar's Poker ที่เล่าถึงชีวิตการทำงานที่ Salomon Brothers (ซึ่งในวันนั้นเป็นเจ้าพ่อตลาดบอนด์ของโลก) เป็นเล่มแรก ๆ ที่คนวอลล์ สตรีตออกมาเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวในแวดวงวอลล์ สตรีต เล่มนี้ขายดิบขายดีและดังถึงขนาดที่ว่า ในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ พูดกันว่า ก่อนเข้าทำงานในวอลล์ สตรีตต้องอ่านหนังสือสองเล่มและดูหนังเรื่องนึงก่อนเพื่อจะได้เข้าใจวัฒนธรรมของวงการนี้ หนังสือสองเล่มที่ว่าก็คือ Liar' Poker กับ The Bonfire of the Vanities (ของ Tom Wolfe) ส่วนหนังก็แน่นอน... Continue Reading →

หนังสือที่ CEO แนะนำ (และแจก) ให้อ่าน

เมื่อวานมีโอกาสได้เข้าฟังนโยบายจากซีอีโอ และผู้เข้าร่วมฟังนโยบายทุกคนได้รับแจกหนังสือ แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙% (ตามภาพด้านบนครับ) ซีอีโออธิบายว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับคนทำงานในระดับหัวหน้า อ่านแล้วชอบมาก เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยเอามาแจกให้บรรดาคนที่เข้าฟังนโยบาย (ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง) ได้เอาไปอ่าน ซีอีโอบอกว่า วลีเด็ดที่ประทับใจมากในเล่มนี้คือ หัวหน้าต้องเป็นคนที่ลูกน้องอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่ไฟลุกโชน พอพูดจบประโยคก็มีเสียงฮืออออออออออ ทั่วทั้งห้องประชุมนะครับ ตัวผมตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเพราะติดคิวเล่มอื่นอยู่ ถ้าอ่านแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

รีวิวหนังสือ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน – นิยายนักสืบจากนักเขียนสองซีไรต์

หลังจากจบเล่มที่ ๑๓ (ตามล่านาซี) ทะลุเป้าที่ตั้งใจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ผมก็หยิบ Flash Boys มาตั้งท่าจะอ่าน ตามที่เคยเล่าไว้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำว่า เล่มนี้ดี อ่านเถอะ!! (เล่าไว้ในโพสต์นี้ครับ) เปิดอ่านไปได้สักสิบหน้าเหมือนมันล้ามาจากการอ่านเล่มยาวก็เลยวางไว้ก่อน เปลี่ยนไปหยิบรวมเรื่องสั้นชุดพุ่มรัก พานสิงห์ ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาเปิดอ่านก่อนดีกว่า เล่มนี้ชื่อว่า คดีเจ็ดแพะ เกริ่นกันนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดพุ่มรัก พานสิงห์ พุ่มรัก นี่เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งนะครับ เป็นคนอีสาน เว้าอีสานกันเลยล่ะ แต่แกมีความสามารถพิเศษในด้านการสืบสวนคดีต่าง ๆ ก็เลยถูกตำรวจตามตัวมาช่วยไขคดีโน้นคดีนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่คดีใหญ่จำพวกฆาตกรรม จี้ ปล้น ไปจนถึงคดีอย่างลักเล็กขโมยน้อย จนดูเหมือนจะกลายเป็นงานหลักของแกไปแล้วด้วยซ้ำ จุดเด่นอีกประการของแกที่ต่างจากนักสืบดัง ๆ ของเมืองนอกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือ ปัวโรต์ ก็คือ พี่แกมีอารมณ์ขันและความกวน (อวัยวะเบื้องล่าง) อย่างล้นเหลือ สำหรับคดีเจ็ดแพะ นี่เป็นกรณีที่ผู้ช่วยสาวของพุ่มรักถูกจับตัวไป และคนร้ายสั่งให้พุ่มรักไขคดีทั้งหมดเจ็ดคดีด้วยกัน ซึ่งแต่ละคดีจริง ๆ ก็จับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วและศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่คนร้ายมีเหตุที่เชื่อได้ว่า คนที่ถูกลงโทษทั้งเจ็ดคดีที่ว่าเป็น "แพะ" โดยที่คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ หน้าที่ของพุ่มรักในครั้งนี้คือการสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงของทั้งเจ็ดคดี โดยเมื่อไขคดีได้หนึ่งคดี... Continue Reading →

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่านหนังสือ (ตามที่เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้นะครับ) แล้วกะเอาคร่าวๆ ว่าน่าจะอ่านได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ก็ทยอยเก็บมาเรื่อยๆ บางช่วงก็เร็ว บางช่วงก็ช้าหน่อย แล้วแต่หน้าที่การงาน (และความขี้เกียจ) เมื่อเล่มที่แล้วผมก็บรรลุจุดหมาย ๑๒ เล่มเป็นที่เรียบร้อย และคราวนี้ถือว่าทำได้เกินเป้า เป็นเล่มที่ ๑๓ ซึ่งก็คือ... ตามล่านาซี ซึ่งแปลมาจาก The Odessa File ของ Frederick Forsyth นักเขียนชาวอังกฤษผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักข่าว เรื่องราวของเล่มนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาเรื่องจริงมาแต่งเติมเพิ่มเนื้อหาและความบันเทิงเข้าไป เพราะตัวละครหลายคนมีอยู่จริง เนื้อเรื่องโดยย่อก็คือ ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต ชายชราเชื้อสายยิวคนหนึ่งที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ฆ่าตัวตายและทิ้งสมุดบันทึกเอาไว้ ซึ่งได้ตกมาอยู่ในมือของนักข่าวหนุ่มผู้เป็นตัวเอกในเรื่อง เนื้อหาในสมุดบันทึกที่นักข่าวหนุ่มได้อ่านทำให้เขาอยู่ไม่สุข เพราะมันบอกเล่าถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายนรกนาซี เป็นเรื่องราวที่ทำใจเชื่อได้ยากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่ได้ฟังจากคนที่ผ่านชีวิตตรงนั้นมาจริงๆ ในช่วงท้ายของบันทึก ชายชราเล่าว่า นาซีที่เป็นหัวหน้าค่ายนรกแห่งนั้นยังมีชีวิตอยู่แถมยังสุขสบายดี เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถกระชากหน้ากากนาซีและนำตัวมาลงโทษได้ ด้วยความคับแค้นใจจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกแล้ว นักข่าวหนุ่มตัดสินใจที่จะตามล่าหาตัวนาซีอดีตหัวหน้าค่ายนรกผู้นี้เพื่อนำตัวมารับโทษในฐานะอาชญากรสงคราม ซึ่งทำให้เขาต้องทำอะไรหลายอย่างที่เขาไม่เคยทำ แถมยังต้องทำผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกตามฆ่า นอกจากนี้เรื่องราวยังขยายวงออกไปเกินกว่าที่นักข่าวหนุ่มคาดคิดไว้ในตอนแรก เพราะมีมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล กับโอเดสซา ที่เป็นหน่วยงานของนาซีโดดเข้ามาร่วมด้วย... Continue Reading →

รีวิวหนังสือ : ตามล่านาซี (The Odessa File)

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่านหนังสือ (ตามที่เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้นะครับ) แล้วกะเอาคร่าวๆ ว่าน่าจะอ่านได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ก็ทยอยเก็บมาเรื่อยๆ บางช่วงก็เร็ว บางช่วงก็ช้าหน่อย แล้วแต่หน้าที่การงาน (และความขี้เกียจ) เมื่อเล่มที่แล้วผมก็บรรลุจุดหมาย ๑๒ เล่มเป็นที่เรียบร้อย และคราวนี้ถือว่าทำได้เกินเป้า เป็นเล่มที่ ๑๓ ซึ่งก็คือ... ตามล่านาซี ซึ่งแปลมาจาก The Odessa File ของ Frederick Forsyth นักเขียนชาวอังกฤษผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักข่าว เรื่องราวของเล่มนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาเรื่องจริงมาแต่งเติมเพิ่มเนื้อหาและความบันเทิงเข้าไป เพราะตัวละครหลายคนมีอยู่จริง เนื้อเรื่องโดยย่อก็คือ ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต ชายชราเชื้อสายยิวคนหนึ่งที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ฆ่าตัวตายและทิ้งสมุดบันทึกเอาไว้ ซึ่งได้ตกมาอยู่ในมือของนักข่าวหนุ่มผู้เป็นตัวเอกในเรื่อง เนื้อหาในสมุดบันทึกที่นักข่าวหนุ่มได้อ่านทำให้เขาอยู่ไม่สุข เพราะมันบอกเล่าถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายนรกนาซี เป็นเรื่องราวที่ทำใจเชื่อได้ยากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่ได้ฟังจากคนที่ผ่านชีวิตตรงนั้นมาจริงๆ ในช่วงท้ายของบันทึก ชายชราเล่าว่า นาซีที่เป็นหัวหน้าค่ายนรกแห่งนั้นยังมีชีวิตอยู่แถมยังสุขสบายดี เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถกระชากหน้ากากนาซีและนำตัวมาลงโทษได้ ด้วยความคับแค้นใจจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกแล้ว นักข่าวหนุ่มตัดสินใจที่จะตามล่าหาตัวนาซีอดีตหัวหน้าค่ายนรกผู้นี้เพื่อนำตัวมารับโทษในฐานะอาชญากรสงคราม ซึ่งทำให้เขาต้องทำอะไรหลายอย่างที่เขาไม่เคยทำ แถมยังต้องทำผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกตามฆ่า นอกจากนี้เรื่องราวยังขยายวงออกไปเกินกว่าที่นักข่าวหนุ่มคาดคิดไว้ในตอนแรก เพราะมีมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล กับโอเดสซา ที่เป็นหน่วยงานของนาซีโดดเข้ามาร่วมด้วย... Continue Reading →

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

เหมือนเป็นธรรมเนียมของ Toyota ไปแล้วว่าในช่วงปลายปีจะมีหนังสือท่องเที่ยวออกมาแจกให้กับบรรดาลูกค้าผู้ใช้รถของโตโยต้า และในปีนี้ก็ยังคงมีเช่นกัน ใช้ชื่อว่า โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข และมีหน้าตาตามรูปด้านบน เนื้อหาของเล่มนี้แบ่งออกเป็นห้าบทใหญ่ แต่ละบทก็จะอิงตามกิจกรรมยอดฮิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเวลานี้ ได้แก่ การอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก การส่องกล้องดูนก การปั่นจักรยาน การช็อปปิ้ง และการกินอาหารเพื่อสุขภาพ โดยในแต่ละบทก็จะพาไปเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ที่เข้ากับกิจกรรมของบทนั้นๆ พร้อมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะช่วยให้ผู้อ่านทำกิจกรรมได้ดีขึ้น เช่น ในบทแรกที่เป็นเรื่องของการอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กก็จะมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนถ่ายรูปยังไงให้ออกมาสวย หรือในเรื่องของการกินอาหารเพื่อสุขภาพจะมีเกร็ดเกี่ยวกับการกินผักให้ถูกวิธี เพราะผักแต่ละประเภทอาจจะเหมาะกับการปรุงอาหารที่ต่างกัน นอกจากเนื้อหาจะอ่านง่ายแล้ว ยังมีภาพประกอบทั้งที่เป็นภาพถ่ายและภาพกราฟฟิก แถมขนาดรูปเล่มก็เหมาะมือ ที่สำคัญคือ ไม่ได้ขายแต่ แจกฟรี ใครที่สนใจก็ลองสอบถามไปที่ศูนย์โตโยต้าที่เป็นลูกค้าหรือใช้บริการอยู่นะครับ

Blog at WordPress.com.

Up ↑