รุกสยามในนามของพระเจ้า

รุกสยาม

[แนะนำโดย คุณนพพร พวงสมบัติ]

ฝรั่งรุกอุกอาจเอื้อม เอาสยาม
สนั่นทัพโอ่พระนาม แอบอ้าง
กลทูตกึ่งสงคราม กลศึก
กลกลอกกำปั่นย่าง สยบย่ำ อยุธยา [น.๙ คำนำสำนักพิมพ์]

Pour la plus grande gloire de Dieu หรือในชื่อภาษาไทย รุกสยามในนามของพระเจ้า เป็นนวนิยายยั่วล้อประวัติศาสตร์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครเอกที่เดินทางอยู่ในช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างสองประเทศนี้จวบจนกระทั่งผลัดแผ่นดินเข้าสู่รัชสมัยของพระเพทราชา ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลจากบันทึกจดหมายเหตุเอกสารทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก แล้ว “…อนุญาตให้ตัวเอง ‘แต่งเติม’ (เฉพาะตรงที่บางประโยคหรือบางคำพูดถูกเจ้าตัวหนอนแห่งกาลเวลากัดกร่อนแทะเล็มแหว่งวิ่นไป)”–[น.๒๑] และตรงที่แต่งเติมเข้ามานี่แหละที่เป็นสีสันของเรื่องราว สีสันของการใช้ภาษาที่ทำให้เรื่องราวที่บอกเล่าในเรื่องเป็นไปด้วยความ “ฮา” แต่ก็ด้วยความที่เป็นนิยายอิง (เอกสารทาง) ประวัติศาสตร์นี่แหละที่ทำให้เรา “…เห็นภาพการปะทะสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เป็นการปะทะขัดแย้งทางความคิดและวิถีชีวิตระหว่างคนสองวัฒนธรรม โดยมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสายใยในการดำเนินเรื่อง ถ้าจะอ่านเอาความให้เป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ก็ได้ หรือจะหารสชาติจากการสังเคราะห์ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ดี” –[น.๑๑ คำนำผู้แปล]

และแม้ว่าผู้แปลจะเกริ่นนำถึง “วาทกรรม” พื้นฐานในทางประวัติศาสตร์ไว้แล้วว่า “นวนิยายเรื่องนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจให้เสวนากันต่ออยู่สองประเด็น ประการแรกคือเรื่องของการเขียนประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้อเท็จจริง’ แม้ในหลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้ตรงต้องกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใคร’ เป็นผู้ ‘เล่าเรื่อง’ จากมุมมองและจุดประสงค์อย่างไร ประการที่สองคือ เราจะขีดเส้นพรมแดนระหว่างโลกของ ‘ความเป็นจริง’ และโลกของ ‘ความลวง’ อันเป็นเรื่องของจินตนาการของมนุษย์ไว้ ณ ที่ใด” แต่ตัวโปรยที่ผู้เขียนวางไว้ในบทสุดท้ายซึ่งหยิบมาจากบันทึกของลาลูแบร์ก็สะกิดใจคนอ่านอย่างเราเหมือนกันว่า ตกลงข้อความในบันทึกนั้นมันเป็นแค่วาทกรรมหรืออัตลักษณ์ของคนไทยจริงๆ ใช่เปล่าว้า…..

ลักษณะสำคัญที่สะท้อนการสยบเป็นทาสของคนสยาม อยู่ตรงที่พวกเขาไม่กล้า แม้แต่จะเอ่ยปากพูดถึงเหตุการณ์เรื่องราวใดในบ้านเมืองของตัวเอง —ซิมง เดอ ลาลูแบร์, ราชอาณาจักรสยาม, ค.ศ.๑๖๙๑ [น.๖๙๕]

รุกสยามในนามของพระเจ้า
ผู้เขียน : มอร์กาน สปอร์แตช
ผู้แปล : กรรณิกา จรรย์แสง

รีวิวหนังสือ : ผู้ยิ่งใหญ่ (First Among Equals)

ผู้ยิ่งใหญ่

นิยายของ Jeffrey Archer เล่มนี้แปลมาจาก First Among Equals ที่ออกมาในปี ๑๙๘๔ ส่วนฉบับแปลเล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๕ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๒๘) ผมซื้อมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ยังไม่เคยได้หยิบมาอ่าน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่นิยายของคุณพี่ Archer นี่สนุกมาก เท่าที่อ่านมานี่สนุกทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็ด้วย

เรื่องราวของเล่มนี้เล่าถึงเส้นทางชีวิตนักการเมืองสี่คนที่เริ่มต้นชีวิตส.ส.อังกฤษในปีเดียวกัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ “นายกรัฐมนตรี” โดยที่ทั้งสี่คนนี้มีภูมิหลังและเส้นทางแตกต่างกัน

เรย์มอนด์ โกลด์ เด็กหนุ่มจากเมืองลีดส์ผู้เกิดชั้นบนของร้านขายเนื้อ ต้องถลำตัวติดแน่นอยู่กับภรรยาชาวบ้านนอก

แอนดรูว์ เฟรเซอร์ บุตรชายของนายกเทศมนตรีแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขาเข้าพรรคแรงงานเพื่อพิชิตตำแหน่งของบิดาในสภา

ไซม่อน เคิร์สเลค ประธานสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด นักการเมืองอาชีพแห่งพรรคอนุรักษ์นิยมผู้ได้รับการหนุนหลังจากภรรยาผู้เป็นแพทย์

ชาร์ลส์ ซีย์มัวร์ ชายผู้อำมหิตแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขามาจากตระกูลร่ำรวย เป็นผู้ดีมีสกุล ไม่มีสิ่งใดจะขวางหน้าเขาได้ในการทะยานก้าวสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี”

(ข้อความจากหนังสือ ผู้ยิ่งใหญ่)

Archer เล่าถึงเส้นทางชีวิตการเมืองของชายหนุ่มแต่ละคน ที่มีทั้งความสำเร็จและอุปสรรค บางคนเลือกเดินในทางที่สร้างปัญหาให้กับตัวเองในบางขณะ บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหักหลังเพื่อทำลายคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของตัวละครที่ไม่ต่างอะไรจากคนในความเป็นจริง อ่านไปก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้าเป็นเรื่องราวของนักการเมืองไทยมันจะขั้นกว่าขึ้นไปอีกขนาดไหน

ขณะที่ผู้อ่านตามติดชีวิตนักการเมืองหนุ่มเหล่านี้ Archer ก็ได้แทรกเรื่องราวเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสตรีเหล็กมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ สงครามฟอล์คแลนด์ พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ไดอาน่า แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนคาดการณ์ไว้ผิดพลาดเช่นกัน จะเป็นเรื่องอะไร อันนี้ต้องอ่านเอาเอง

Archer เฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญของตัวละครทั้งสี่เอาไว้ใกล้เคียงกันและแต่ละคนมีช่วงขาขึ้นและขาลงพอๆ กัน ทำให้การเดาว่าใครจะบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดนั้นยากมาก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นว่าใครที่ค่อยๆ หมดโอกาสไปและเหลือใครที่เป็นคู่แข่งขันในตอนท้าย

บอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องนี้เฉลยอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายจริงๆ เพราะฉะนั้นห้ามมือซนไปพลิกดูก่อนเป็นอันขาด ตอนอ่านมาถึงหน้ารองสุดท้ายถ้าเป็นไปได้ก็เอามือปิดหน้าสุดท้ายเอาไว้ เพื่ออรรถรสของเรื่องนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้เขียน : Jeffrey Archer
ผู้แปล : กัณหา แก้วไทย
สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ราคา : ๑๐๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

 

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

ผู้ยิ่งใหญ่

นิยายของ Jeffrey Archer เล่มนี้แปลมาจาก First Among Equals ที่ออกมาในปี ๑๙๘๔ ส่วนฉบับแปลเล่มนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ ออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๕ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๒๘) ผมซื้อมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ยังไม่เคยได้หยิบมาอ่าน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่นิยายของคุณพี่ Archer นี่สนุกมาก เท่าที่อ่านมานี่สนุกทุกเรื่อง เรื่องนี้ก็ด้วย

เรื่องราวของเล่มนี้เล่าถึงเส้นทางชีวิตนักการเมืองสี่คนที่เริ่มต้นชีวิตส.ส.อังกฤษในปีเดียวกัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ “นายกรัฐมนตรี” โดยที่ทั้งสี่คนนี้มีภูมิหลังและเส้นทางแตกต่างกัน

เรย์มอนด์ โกลด์ เด็กหนุ่มจากเมืองลีดส์ผู้เกิดชั้นบนของร้านขายเนื้อ ต้องถลำตัวติดแน่นอยู่กับภรรยาชาวบ้านนอก

แอนดรูว์ เฟรเซอร์ บุตรชายของนายกเทศมนตรีแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขาเข้าพรรคแรงงานเพื่อพิชิตตำแหน่งของบิดาในสภา

ไซม่อน เคิร์สเลค ประธานสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด นักการเมืองอาชีพแห่งพรรคอนุรักษ์นิยมผู้ได้รับการหนุนหลังจากภรรยาผู้เป็นแพทย์

ชาร์ลส์ ซีย์มัวร์ ชายผู้อำมหิตแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม เขามาจากตระกูลร่ำรวย เป็นผู้ดีมีสกุล ไม่มีสิ่งใดจะขวางหน้าเขาได้ในการทะยานก้าวสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี”

(ข้อความจากหนังสือ ผู้ยิ่งใหญ่)

Archer เล่าถึงเส้นทางชีวิตการเมืองของชายหนุ่มแต่ละคน ที่มีทั้งความสำเร็จและอุปสรรค บางคนเลือกเดินในทางที่สร้างปัญหาให้กับตัวเองในบางขณะ บางคนใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหักหลังเพื่อทำลายคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์พร้อมของตัวละครที่ไม่ต่างอะไรจากคนในความเป็นจริง อ่านไปก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่ถ้าเป็นเรื่องราวของนักการเมืองไทยมันจะขั้นกว่าขึ้นไปอีกขนาดไหน

ขณะที่ผู้อ่านตามติดชีวิตนักการเมืองหนุ่มเหล่านี้ Archer ก็ได้แทรกเรื่องราวเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสตรีเหล็กมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ สงครามฟอล์คแลนด์ พิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ไดอาน่า แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เขียนคาดการณ์ไว้ผิดพลาดเช่นกัน จะเป็นเรื่องอะไร อันนี้ต้องอ่านเอาเอง

Archer เฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญของตัวละครทั้งสี่เอาไว้ใกล้เคียงกันและแต่ละคนมีช่วงขาขึ้นและขาลงพอๆ กัน ทำให้การเดาว่าใครจะบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุดนั้นยากมาก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นว่าใครที่ค่อยๆ หมดโอกาสไปและเหลือใครที่เป็นคู่แข่งขันในตอนท้าย

บอกไว้ก่อนเลยว่า เรื่องนี้เฉลยอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายจริงๆ เพราะฉะนั้นห้ามมือซนไปพลิกดูก่อนเป็นอันขาด ตอนอ่านมาถึงหน้ารองสุดท้ายถ้าเป็นไปได้ก็เอามือปิดหน้าสุดท้ายเอาไว้ เพื่ออรรถรสของเรื่องนะครับ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

 

ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้เขียน : Jeffrey Archer
ผู้แปล : กัณหา แก้วไทย
สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ราคา : ๑๐๐ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

 

นิตยสาร delight กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘

delight Jul - Sept 2015

นิตยสาร delight เป็นนิตยสารราย ๓ เดือนที่แจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สำหรับเล่มล่าสุด (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๘) มาในธีม FOOD culture

เล่มนี้คนชอบเรื่องอาหารน่าจะถูกใจ เพราะเรื่องจากปกนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมด้านอาหารของภูมิภาคต่างๆ ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเสริมด้วย เรื่องเล่าขาน “พระกระยาหารโปรด” ของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ได้รวบรวมความเป็นมาของเมนูโปรดของรัชกาลที่ ๕ บางเมนู อาทิ น้ำพริกลงเรือ หมี่กรอบจีนหลี เป็ดอัด และขนมจีนน้ำยา

รวมทั้งคอลัมน์แนะนำร้านอาหารที่คัดมาหลากหลาย และที่ไม่พลาดก็คือ คอลัมน์การทำอาหาร โดยในเล่มนี้เป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวคั่วกรอบ และเชียบัตตา ใครสนใจแนวไหนก็ทดลองทำกันดูได้

สำหรับคอลัมน์อื่นๆ ก็จัดมาครบ มีทั้งธุรกิจ สุขภาพ ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ หนังสือน่าอ่าน ฯลฯ เรียกได้ว่า ถึงจะเป็นนิตยสารแจกฟรีแต่เนื้อหาไม่ได้ด้อยไปกว่าที่มีวางขายอยู่บนแผงเลย

สำหรับผู้สนใจ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเล่มนี้เป็นนิตยสารแจกฟรีให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของ SCG เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหุ้นกู้ที่ว่าอาจต้องลองถามไปที่ SCG ดูนะครับ

ฉากประทับใจ : Wall Street

wallstreet

ในโลกทุนนิยม สิ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวถึงเป็นสัญลักษณ์คือ Wall Street (เนื่องจากถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และสถาบันการเงินชื่อดังอีกมาก) และหนังในชื่อเดียวกันนี้เองก็ได้สะท้อนภาพของโลกทุนนิยมที่ถูกขับดันด้วยความโลภไว้อย่างชัดเจน

Oliver Stone กำกับหนังเรื่องนี้ต่อจากความสำเร็จของ Platoon นักวิจารณ์หลายคนบอกว่า Wall Street ก็คือ Platoon ที่เปลี่ยนสมรภูมิจากป่าทึบที่เวียดนามมาอยู่ในป่าคอนกรีตที่นิวยอร์ก แต่ระดับของการต่อสู้ ห้ำหั่นและแย่งชิงเพื่อให้มีชีวิตรอดนั้นแทบไม่ได้ต่างกันเลย

Stone เคยเล่าถึงที่มาของการสร้างหนังเรื่องนี้ว่า เพื่ออุทิศให้กับพ่อของเขาที่เคยทำงานเป็นนายหน้าค้าหุ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และตลาดหุ้นพังพินาศทั่วโลก (เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๒๙ และต่อเนื่องมาถึงทศวรรษ ๑๙๓๐)

ตอนที่เริ่มเดินหน้าโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในยุครุ่งเรืองสุดขีด มีดีลซื้อกิจการ ควบรวมกิจการมูลค่ามหาศาลเกิดขึ้นมากมาย นักการเงินหลายคนมีสถานสภาพโด่งดังเป็นที่รู้จักไม่แพ้ดาราฮอลลีวูด ขณะเดียวกันก็มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นมากมายอยู่หลังฉากด้วยเช่นกัน ซึ่ง Stone ได้หยิบเอาสิ่งเหล่านี้มาเล่าไว้ในหนังได้อย่างครบรส

ในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีทั้งการทำ Leverage Buyout (LBO) มี insider trading มี hostile takeover แถมด้วยการทำ greenmail และมีโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยในยุคนั้นปรากฎอยู่ด้วย แต่ฉากที่เด็ดที่สุดในหนังและเป็นการแสดงที่โดดเด่นมากของ Michael Douglas ตัวเอกของเรื่องคือ ฉากการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีวลีเด็ดและเป็นวลีที่สะท้อนแนวคิดผู้คนในตลาดหุ้นยุคนั้นได้ดีที่สุด นั่นคือ

Greed is good.

วลีนี้เป็นอมตะพอๆ กับ “I am your father.” ใน The Empire Strikes Back นะครับ

และการแสดงที่เด็ดขาดของ Douglas ก็ได้ทำให้ตัวละครในชื่อ Gordon Gekko กลายเป็นที่จดจำและมักจะถูกอ้างถึงในเวลาที่กล่าวถึงคนในแวดวงวอลล์สตรีทอยู่เสมอ (ถึงขนาดที่ได้ขึ้นปก Fortune ล่ะเอ้า นี่ไปขุดกรุหนังสือส่วนตัวมาถ่ายภาพประกอบเลยนะ) ขณะที่ Douglas เองก็ได้รางวัลออสการ์ดารานำชายไปจากบทนี้ด้วย

FortuneGordon Gekko ขึ้นปก Fortune ฉบับ June 20, 2005 (เฮ้ย นี่มันสิบปีพอดีเลยนะ Fortune เล่มนี้อ่ะ)

Wall Street โชคไม่ดีตรงที่ก่อนที่หนังจะเข้าฉายได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ Black Monday (วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๑๙๘๗) ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงไป ๕๐๘ จุด (๒๒%) เมื่อหนังเข้าฉายในเดือนธันวาคมก็เป็นช่วงที่ผู้คนรู้สึกเหม็นเบื่อกับเรื่องราวของตลาดหุ้นกันหมดแล้วทำให้หนังทำเงินได้ไม่มากนัก (๔๓ ล้านเหรียญ) แต่ต่อมาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังชั้นดีและกลายเป็นต้นแบบให้หนังแนวเดียวกันในยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง (โอกาสหน้ามาว่ากันต่อ) รวมทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากเดินเข้าสู่แวดวงการเงินกันอีกด้วย

สำหรับฉาก Greed is good ที่ว่า ดูได้จากลิ้งก์ด้านล่างครับ

หมายเหตุ : เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน ผมไปเจอหนังสือที่แปลมาจากหนังสือที่เขียนขึ้นจากบทภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ ความที่ชอบหนังเรื่องนี้มากก็เลยซื้อเก็บไว้ และก็ไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้จากที่ไหนอีกเลย (จริงๆ คนอื่นก็คงมีแหละนะ พูดซะเว่อร์ไป) ถือว่าฟลุ๊คมาก รวมทั้งแมกกาซีนเมืองนอกที่เอา Douglas มาขึ้นปกในฐานะ Gordon Gekko ก็จะเก็บๆ เอาไว้เหมือนกันอย่าง Fortune ด้านบนครับ

วอลล์สตรีท

รีวิวหนังสือ : สาบสูญ (Six Years)

สาบสูญ

ถ้าจู่ๆ แฟนคุณบอกเลิกคุณแล้วไปแต่งงานกับไอ้หนุ่มที่ไหนซักคนแบบไม่มีวี่แววมาก่อน แถมยังบอกให้คุณเลิกติดต่อกับเธอไม่ว่าจะทางไหน เจอตัว โทรศัพท์ อีเมล ฯลฯ เรียกง่ายๆ ว่า เลิกคบกันไปเลยนั่นแหละ

คุณจะว่ายังไง?

ถ้าคุณทำได้อย่างที่ว่ามาหกปี แล้วบังเอิญไปเจอข่าวการเสียชีวิตของไอ้หนุ่มคนที่แต่งงานกับแฟนคุณ พอคุณไปงานศพกลับเจอว่า เมียของไอ้หนุ่มนั่นดันไม่ใช่แฟนเก่าคุณ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ พอคุณไปตามหาคนที่ไปงานแต่งงานแฟนคุณ ทุกคนปฎิเสธว่าไม่รู้จักคุณและงานแต่งที่ว่าไม่เคยมีมาก่อน ทั้งๆ ที่คุณเองก็อยู่ในงานนั้นด้วย

ที่เด็ดคือ ไม่มีใครรู้ว่าแฟนคุณอยู่ไหน เป็นหรือตายยังไง เสิร์ชจากแหล่งไหนก็ไม่มีข้อมูลแฟนคุณหลังจากวันแต่งงานอีกเลย เหมือนเธอหายไปเฉยๆ และทุกคนก็บอกให้คุณเลิกตามหาเสียที

เพราะยิ่งตามก็ยิ่งมีคนตายเพิ่มขึ้น

ที่เล่ามาข้างบนคือเรื่องย่อๆ ของ สาบสูญ ที่แปลจาก Six Years ของพี่ Harlan Coben โดยคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เจ้าเก่าที่แปลมาแล้วหลายเล่มนะครับ เล่มนี้ออกมาก่อน ลวง ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว (ดูที่นี่ครับ)

ปกติแล้วงานของพี่ Coben จะเด่นมากเรื่องการหักมุม สร้างเซอร์ไพรส์อะไรทำนองนั้น แต่เล่มนี้ประเด็นการหักมุมไม่ค่อยเท่าไหร่ ที่เด่นมากๆ แซงหน้าขึ้นมาคือ การผูกปมและเล่าเรื่อง เตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้ามีงานที่อะไรที่ต้องทำไปทำให้เสร็จก่อนจะหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะหยิบแล้วจะวางลงยากมาก ปมเรื่องที่วางไว้จะทำให้คนอ่านอ่านแล้วอยากรู้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง ตัวเอกจะเจออะไรต่อ (วะ)

สำหรับคนที่มีนิสัยชอบอ่านหนังสือก่อนนอน เล่มนี้ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะคืนนั้นคุณอาจจะนอนน้อยหรือไม่ได้นอนเลยนะครับ

เล่มนี้มีที่ตินิดเดียวคือ เจอจุดที่ปรู๊ฟผิดสี่ห้าจุด ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ระดับนี้ แถมเล่มที่เจอนี่เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ แล้วด้วย

 

สาบสูญ
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๓๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

สาบสูญ

ถ้าจู่ๆ แฟนคุณบอกเลิกคุณแล้วไปแต่งงานกับไอ้หนุ่มที่ไหนซักคนแบบไม่มีวี่แววมาก่อน แถมยังบอกให้คุณเลิกติดต่อกับเธอไม่ว่าจะทางไหน เจอตัว โทรศัพท์ อีเมล ฯลฯ เรียกง่ายๆ ว่า เลิกคบกันไปเลยนั่นแหละ

คุณจะว่ายังไง?

ถ้าคุณทำได้อย่างที่ว่ามาหกปี แล้วบังเอิญไปเจอข่าวการเสียชีวิตของไอ้หนุ่มคนที่แต่งงานกับแฟนคุณ พอคุณไปงานศพกลับเจอว่า เมียของไอ้หนุ่มนั่นดันไม่ใช่แฟนเก่าคุณ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ พอคุณไปตามหาคนที่ไปงานแต่งงานแฟนคุณ ทุกคนปฎิเสธว่าไม่รู้จักคุณและงานแต่งที่ว่าไม่เคยมีมาก่อน ทั้งๆ ที่คุณเองก็อยู่ในงานนั้นด้วย

ที่เด็ดคือ ไม่มีใครรู้ว่าแฟนคุณอยู่ไหน เป็นหรือตายยังไง เสิร์ชจากแหล่งไหนก็ไม่มีข้อมูลแฟนคุณหลังจากวันแต่งงานอีกเลย เหมือนเธอหายไปเฉยๆ และทุกคนก็บอกให้คุณเลิกตามหาเสียที

เพราะยิ่งตามก็ยิ่งมีคนตายเพิ่มขึ้น

ที่เล่ามาข้างบนคือเรื่องย่อๆ ของ สาบสูญ ที่แปลจาก Six Years ของพี่ Harlan Coben โดยคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เจ้าเก่าที่แปลมาแล้วหลายเล่มนะครับ เล่มนี้ออกมาก่อน ลวง ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว (ดูที่นี่ครับ)

ปกติแล้วงานของพี่ Coben จะเด่นมากเรื่องการหักมุม สร้างเซอร์ไพรส์อะไรทำนองนั้น แต่เล่มนี้ประเด็นการหักมุมไม่ค่อยเท่าไหร่ ที่เด่นมากๆ แซงหน้าขึ้นมาคือ การผูกปมและเล่าเรื่อง เตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้ามีงานที่อะไรที่ต้องทำไปทำให้เสร็จก่อนจะหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพราะหยิบแล้วจะวางลงยากมาก ปมเรื่องที่วางไว้จะทำให้คนอ่านอ่านแล้วอยากรู้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง ตัวเอกจะเจออะไรต่อ (วะ)

สำหรับคนที่มีนิสัยชอบอ่านหนังสือก่อนนอน เล่มนี้ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะคืนนั้นคุณอาจจะนอนน้อยหรือไม่ได้นอนเลยนะครับ

เล่มนี้มีที่ตินิดเดียวคือ เจอจุดที่ปรู๊ฟผิดสี่ห้าจุด ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ระดับนี้ แถมเล่มที่เจอนี่เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ แล้วด้วย

 

สาบสูญ
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๓๕ บาท

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

แนะนำหนังสือ : เครื่องเบญจรงค์และลายน้ำทอง

เครื่องเบญจรงค์และลายน้ำทอง ปกหน้า

มีหนังสือดีมาแนะนำอีกแล้วครับ เมื่อช่วงต้นปีทางศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดทำหนังสือ เครื่องเบญจรงค์และลายน้ำทอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

หนังสือเล่มนี้เก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเครื่องเบญจรงค์ในประเทศไทย ไล่มาแต่ละยุค ตั้งแต่สมัยยังเป็นเครื่องถ้วยของจีน จนมาในสมัยสุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ แถมด้วยเรื่องราวของผู้ผลิตเครื่องเบญจรงค์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ที่พิเศษสุดคือ ภาพถ่ายเครื่องเบญจรงค์ที่ผู้จัดทำเก็บภาพมาทั้งจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและจากคอลเล็กชั่นส่วนตัวของนักสะสมหลายท่านที่ปกติแล้วจะไม่เปิดให้ใครชมได้ง่ายๆ เรียกได้ว่า หนังสือเล่มนี้คัดของดีที่หาชมได้ยากมารวบรวมไว้ในเล่มเดียว

ใครที่สนใจสามารถติดต่อซื้อได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ราคาเล่มละ ๓,๖๐๐ บาท หรือถ้าใครจะซื้อฝากชาวต่างชาติก็มีฉบับภาษาอังกฤษด้วยครับ

เครื่องเบญจรงค์และลายน้ำทอง ปกหลัง

รีวิวหนังสือ : แม่ลาวเลือด – ภารกิจภาคต่อจากสารวัตรเถื่อน

แม่ลาวเลือด เล่ม ๑

จากเล่มที่แล้ว สารวัตรเถื่อน ที่ได้เริ่มย้อนตำนานบุรุษร่างสูง ผิวคล้ำ ถือเป็นการเปิดตัว ธนุส นิราลัย เป็นครั้งแรก ผมตามมาด้วยภารกิจที่สองใน แม่ลาวเลือด ซึ่งเวอร์ชั่นนี้แบ่งออกเป็นสองเล่ม หน้าปกดูไม่ค่อยคุ้นและไม่เข้าพวกกับเล่มอื่นๆ ในชุดเดียวกันเท่าไหร่ เพราะเล่มนี้ทางประพันธ์สาส์นเป็นผู้จัดพิมพ์ไม่ใช่มติชนที่เป็นเจ้าประจำของคุณวสิษฐ เดชกุญชร

เนื้อหาในเล่มนี้เล่าให้ผู้อ่านรับรู้ถึงเรื่องราวในอดีตของชายร่างสูง ผิวคล้ำมากขึ้น (เพราะในสารวัตรเถื่อนแทบไม่ได้บอกความเป็นมาอะไรของพี่เค้าเลย) นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว ลำเพา เจ้าหน้าที่สาวของบราโว่ ที่ต้องมาปฎิบัติภารกิจร่วมกันและต่อมาได้กลายมาเป็นคนรักของธนุส

สำหรับภารกิจของธนุสในเล่มนี้ ต้องเรียกว่ามาด้วยความไม่ตั้งใจ เพราะหลังจากปฎิบัติภารกิจครั้งก่อนหน้าเสร็จ เขาปฎิเสธภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพราะตั้งใจจะไปพักผ่อนที่เกสต์เฮ้าส์ทางภาคเหนือของอดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง แต่เมื่อไปถึงก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่บีบให้เขาต้องกลับมาปฎิบัติภารกิจให้กับบราโว่อีกครั้ง โดยเป็นการต่อสู้กับขบวนการค้าเสพติดที่มีกองกำลังติดอาวุธทำหน้าที่คล้ายกับบราโว่ด้วย

เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้นอกจากจะมีการต่อสู้ในป่าแล้ว เล่มนี้ยังมีการถล่มกันด้วยอาวุธหนักในเขตเมืองเชียงใหม่ด้วย

สนุกและดำเนินเรื่องรวดเร็ว ไม่ทำให้แฟนแนวนี้ผิดหวังแน่นอน

แม่ลาวเลือด เล่ม ๒

 

แม่ลาวเลือด ๑ & ๒
ผู้เขียน : วสิษฐ เดชกุญชร
สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาส์น
ราคา : ๑๖๐ บาท (๒ เล่ม)

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

แม่ลาวเลือด เล่ม ๑

จากเล่มที่แล้ว สารวัตรเถื่อน ที่ได้เริ่มย้อนตำนานบุรุษร่างสูง ผิวคล้ำ ถือเป็นการเปิดตัว ธนุส นิราลัย เป็นครั้งแรก ผมตามมาด้วยภารกิจที่สองใน แม่ลาวเลือด ซึ่งเวอร์ชั่นนี้แบ่งออกเป็นสองเล่ม หน้าปกดูไม่ค่อยคุ้นและไม่เข้าพวกกับเล่มอื่นๆ ในชุดเดียวกันเท่าไหร่ เพราะเล่มนี้ทางประพันธ์สาส์นเป็นผู้จัดพิมพ์ไม่ใช่มติชนที่เป็นเจ้าประจำของคุณวสิษฐ เดชกุญชร

เนื้อหาในเล่มนี้เล่าให้ผู้อ่านรับรู้ถึงเรื่องราวในอดีตของชายร่างสูง ผิวคล้ำมากขึ้น (เพราะในสารวัตรเถื่อนแทบไม่ได้บอกความเป็นมาอะไรของพี่เค้าเลย) นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว ลำเพา เจ้าหน้าที่สาวของบราโว่ ที่ต้องมาปฎิบัติภารกิจร่วมกันและต่อมาได้กลายมาเป็นคนรักของธนุส

สำหรับภารกิจของธนุสในเล่มนี้ ต้องเรียกว่ามาด้วยความไม่ตั้งใจ เพราะหลังจากปฎิบัติภารกิจครั้งก่อนหน้าเสร็จ เขาปฎิเสธภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพราะตั้งใจจะไปพักผ่อนที่เกสต์เฮ้าส์ทางภาคเหนือของอดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง แต่เมื่อไปถึงก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่บีบให้เขาต้องกลับมาปฎิบัติภารกิจให้กับบราโว่อีกครั้ง โดยเป็นการต่อสู้กับขบวนการค้าเสพติดที่มีกองกำลังติดอาวุธทำหน้าที่คล้ายกับบราโว่ด้วย

เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้นอกจากจะมีการต่อสู้ในป่าแล้ว เล่มนี้ยังมีการถล่มกันด้วยอาวุธหนักในเขตเมืองเชียงใหม่ด้วย

สนุกและดำเนินเรื่องรวดเร็ว ไม่ทำให้แฟนแนวนี้ผิดหวังแน่นอน

แม่ลาวเลือด เล่ม ๒

 

แม่ลาวเลือด ๑ & ๒
ผู้เขียน : วสิษฐ เดชกุญชร
สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาส์น
ราคา : ๑๖๐ บาท (๒ เล่ม)

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน