ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็น อะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

แนะนำหนังสือ : ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย

๗๒ ปีธนาคารแห่งประเทศไทย

มีหนังสือดีมาแนะนำครับ สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และการเงินการธนาคาร เล่มนี้เลยครับ ๗๒ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๒ ปีของการก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

เนื้อหาด้านในเล่าถึงประวัติของธปท. ตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีธนาคารชาติ ซึ่งมีชาวต่างชาติเสนอตัวมาขอตั้งธนาคารชาติให้กับสยามประเทศหลายรายด้วยกัน มาจนถึงความพยายามของคนไทยเอง แต่ก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่เห็นพ้องต้องกันนัก รวมทั้งยังโดนขัดขวางจากที่ปรึกษาต่างชาติ ทำให้กว่าจะก่อตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารชาติของเราได้ก็กินเวลาล่วงเลยมานับสิบปีเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องราวและประวัติของผู้ว่าการธปท. ทุกคน (พร้อมภาพประกอบ) ตั้งแต่คนแรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย มาจนถึง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ คนปัจจุบัน (ที่กำลังจะหมดวาระในปีนี้และได้ยินมาว่าจะไม่เสนอตัวเข้ารับคัดเลือกเป็นวาระสอง) โดยผู้เขียนได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคของผู้ว่าการแต่ละคน ซึ่งในหลายกรณีเป็นการมีส่วนร่วมของธปท. ต่อเหตุการณ์สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ประเภทที่ว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงขั้นประเทศล่มจมกันได้เลย

บางเหตุการณ์ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประเภทที่คนชอบเรื่องราวทำนองนี้น่าจะถูกใจ อาทิเช่น น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเมื่อแรกเปิดดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำลูกกุญแจทองคำขึ้น โดยลูกกุญแจนี้ใช้เพื่อไขประตูหน้าของที่ทำการในวันนั้น หรือความเป็นมาของโรงพิมพ์ธนบัตรของไทยที่ต้องถึงระดับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งการถึงจะได้ดำเนินการ

หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายนะครับ ใครสนใจลองสอบถามไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเอง โชคดีครับ

————————-

อัพเดตครับ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งก์นี้นะครับ https://www.bot.or.th/Broadcast/EBook/72BOT/72BOT/book/files/extfile/72BOT.pdf

ปีนี้ตั้งใจจะอ่าน “หนังสือ”

Gone Girl

เมื่อตอนวันหยุดช่วงปลายปีที่ผ่านมาใช้เวลานั่งคิดว่าวาระของปีนี้จะเป็นอะไรดี แล้วก็นึกได้ว่าช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือ (ที่เป็นเล่ม) น้อยลงมาก ถึงแม้จะซื้อในปริมาณเท่าๆ กับเมื่อก่อน แต่ก็ซื้อมาเก็บมากองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้หยิบมาอ่านจริงจังมากนัก นี่ยังดีว่าปีที่แล้วกลับมาอ่านนิยายแปลได้หลายเล่ม พอคิดได้อย่างนี้ก็เลยสรุปว่า เอาล่ะวะ ปี ๒๕๕๘ นี่จะตั้งใจอ่านหนังสือเป็นจริงเป็นจัง

ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะอ่านให้ได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ฟังแล้วดูเหมือนน้อยเนอะ แต่ต้องเผื่อเอาไว้หน่อย เพราะจะอ่านทั้งที่เป็นนิยายและ non-fiction แล้วบางเล่มก็เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดจากระดับความชำนาญด้านภาษาของตัวเองแล้วคงใช้เวลาพอสมควร ก็เอามาเฉลี่ยกับเล่มที่เป็นภาษาไทย กะคร่าวๆ ว่าเดือนละเล่มนี่น่าจะเอาอยู่ (พอพิมพ์ “เอาอยู่” แล้วหน้าคนบางคนลอยมาเลยทีเดียว)

ประเดิมเดือนแรกของปีด้วย Gone Girl นิยายขายดีติดอันดับ ๑ ของ New York Times เอามาสร้างเป็นหนังก็ทำรายได้ถล่มทลาย แถมด้วยเสียงวิจารณ์ด้านบวก ก่อนจะอ่านพยายามไม่รับรู้เรื่องราวจากใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะสปอยล์ซะก่อน ผลจากการอ่านเก็บไปเรื่อยๆ วันละสิบยี่สิบหน้า ช่วงเสาร์-อาทิตย์ว่างๆ ก็อ่านยาวไป สำเร็จตามเป้านะ ๕๕๕ หน้า จบได้ภายในเดือนนึงพอดี (จำนวนหน้านี่ไม่ได้มุข เท่านี้จริงๆ)

เดือนกุมภาฯ นี้จะเริ่มเล่มใหม่แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย มันยากอีตรงเลือกว่าจะอ่านเล่มไหนนี่แหละ รักพี่เสียดายน้อง พลิกไปพลิกมา บางเล่มหยิบมาตั้งท่าจะอ่านแล้วก็เปลี่ยนใจ

แล้วจะมาอัพเดทใหม่นะครับ

หนังสือที่ซื้อครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗

หนังสือที่ซื้อในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗

ที่เห็นในรูปข้างบนคือหนังสือที่ผมซื้อเป็นครั้งสุดท้ายของปี ๒๕๕๗ (ซื้อในวันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗) ดูเผินๆ เหมือนเก็บกด เหมือนมันอั้นมานาน ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่ทำงานปัจจุบันไม่ได้อยู่ใกล้กับร้าน Kinokuniya เอาเสียเลย (Kinokuniya เป็นร้านหนังสือที่ถูกจริตผมมากที่สุดในเวลานี้ อ่านได้จากโพสต์นี้ครับ) แม้จะมีโอกาสได้แวะร้านหนังสือภาษาอังกฤษเจ้าอื่นบ้าง แต่ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน ช่วงปลายปีก็เลยจัดเวลาให้หนึ่งวันสำหรับไปเดินดูหนังสือที่นี่ให้เต็มที่ พร้อมกับลิสต์รายการไปคร่าวๆ ว่ามีเล่มไหนบ้างที่อยากได้ ส่วนนอกจากนี้ไปว่ากันหน้างาน

อยู่ที่ Kinokuniya ตั้งแต่ ๑๑ โมงถึง ๕ โมงเย็น นั่งละเลียดเลือกเข้าเลือกออก รักพี่เสียดายน้อง เล่มไหนคัดออกก็จดใส่รายการเอาไว้สำหรับรอบหน้า สรุปเก็บกลับมาได้ ๑๑ เล่ม อย่างที่เห็น ประกอบด้วย (ผมใส่ลิงค์ไว้ด้วย เผื่อใครสนใจเล่มไหนจะได้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ)

หมายเหตุ : ๒ เล่มสุดท้ายนี่เป็นนิยายนะครับ

ป.ล. การซื้อหนังสือครั้งนี้ได้คอนเฟิร์มสัจธรรมหนึ่งข้อ ก็คือ การช็อปปิ้งนี่ช่วยบำบัดได้จริงด้วยนะครับ ทีแรกผมนึกว่าผู้หญิงพูดกันเล่นๆ งวดนี้เจอกับตัวเอง จ่ายเงินเสร็จรู้สึกสารให้ความสุขทุกตัวหลั่งไหลรอบกาย (ปลายเดือนมาว่ากันอีกที 5555)

 

แนะนำหนังสือ : Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล

Digital Transformation พลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล
เพื่อให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังจะตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมขอแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจครับ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล (หรือคุณพอลลี่) ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่งในแวดวงดิจิทัลบ้านเรา (ปกติผมจะใช้ ดิจิตอล แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับคำที่คุณพอลลี่ใช้และเป็นไปตามที่ราชบัณฑิตท่านกำหนดนะครับ) คุณพอลลี่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas Idea ที่อยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งดอทคอมบูมในยุคแรก ในยุคนั้น Thomas Idea ดังมากในเรื่องการออกแบบและทำเว็บไซต์ให้กับลูกค้าและหลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกกระจาย หลายบริษัทล้มหายตายจากไป บริษัทนี้ก็ยังอยู่และเติบโตขยายกิจการมาทำด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ผมรู้จักกับคุณพอลลี่ครั้งแรกในฐานะนักข่าวกับแหล่งข่าว ต่อมาเมื่อจะเพิ่มคอลัมน์ด้านธุรกิจไอทีและออนไลน์ในนิตยสารธุรกิจรายเดือนที่ผมรับหน้าที่บรรณาธิการอยู่ก็นึกถึงคุณพอลลี่เป็นคนแรกซึ่งคุณพอลลี่ก็ตอบรับด้วยดี (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง) และคุณพอลลี่ในฐานะคอลัมนิสต์ได้สร้างความประทับใจให้ผมหลายประการด้วยกัน

ประการแรก คุณพอลลี่ไม่เคยเบี้ยว ไม่ว่างานจะยุ่งหรือมีธุระต้องไปเมืองนอกก็ไม่เคยขาดส่งต้นฉบับ ประการต่อมา จากการอ่านต้นฉบับทุกเดือน ผมสัมผัสได้เลยว่าคุณพอลลี่ใส่ใจกับการเขียนคอลัมน์มาก (แม้ไม่ได้ค่าเรื่อง – ย้ำอีกครั้ง) เนื้อหาที่หยิบมาเขียนในแต่ละเดือนจะเป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงนั้นเสมอ แถมด้วยข้อมูล สถิติและตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงได้ ประการสุดท้าย คุณพอลลี่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมาก เพราะบางครั้งคุณพอลลี่ ต้องใช้ภาพประกอบในคอลัมน์ที่เขียน ก็จัดแจงซื้อภาพจาก stock photo จนเรียบร้อยก่อนจะส่งมาให้ทีมงานผมจัดอาร์ตเวิร์ค

ขอบอกว่าที่เล่ามาในพารากราฟข้างบนมีอยู่ครบในหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วน่าจะเหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปจนถึงผู้ที่สนใจอยากได้ไอเดียที่จะนำดิจิทัลไปใช้กับธุรกิจของตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจและเห็นภาพรวมกว้างๆ ก่อน แล้วค่อยนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดกันอีกที โดยคุณพอลลี่ได้เล่าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคในยุคนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น mobile payment หรือ social media ไปจนถึงการใช้ mobile app รวมไปถึงตัวอย่างขององค์กรที่นำดิจิทัลมาใช้จริง

ก่อนหน้านี้คุณพอลลี่มีงานเขียนมาแล้วสองเล่ม เล่มแรกคือ Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด (ดูรูปด้านล่าง) และเล่มต่อมา Digital Commerce: Turn Browsers to Buyers หากใครสนใจก็ลองหาซื้อกันดูนะครับ

Digital Marketing ไอเดียลัดปฏิวัติการตลาด

แนะนำหนังสือ : กาหลมหรทึก

กาหลมหรทึก

หนังสือเล่มที่แล้วว่าชื่อแปลกแล้ว เล่มนี้แปลกกว่าอีก ถึงขนาดเล่นเอาไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไงกันเลยนะ

บอกตามตรงว่าเห็นครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจ ถึงจะพะหน้าปกว่าได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดมาก็เถอะ แต่มาสะดุดตรงความเห็นของคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดสรร เธอบอกว่า

“ทึ่งกับโครงเรื่อง ทึ่งกับชั้นเชิงการเล่า กระทั่งตอนจบที่คิดว่าเรื่องคงจบตรงที่คิด ผู้เขียนกลับหักมุมให้จบได้ลึกลงไปอีก ท้าทายขอบเขตจินตนาการของคน เป็นกลซ้อนกลที่เกินกว่าการคาดเดา”

นี่ระดับผู้แปลนิยายสืบสวนสอบสวนมาแล้วไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มยังว่าไว้ขนาดนี้ ก็เลยลองดู

บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังนะครับ แล้วก็ทึ่งกับโครงเรื่องที่ผู้เขียนวางไว้ แถมด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่มีการปูทั้งเรื่องจริงเรื่องหลอก มีหยอดเกร็ดประวัติศาสตร์ไว้เป็นระยะ แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ ฉากไคลแมกซ์ตอนเฉลยตัวจอมบงการนี่แหละ นิยายแนวนี้หลายเล่มปูเรื่องมาดีหมดแต่ดันมาตายเอาตอนเฉลยผู้ร้าย แต่เล่มนี้ไม่เป็นอย่างนั้นครับ อย่างที่คุณมณฑารัตน์ว่าเอาไว้นั่นแหละ ผู้เขียนสามารถหักมุมให้จบลึกลงไปได้อีก

แนะนำครับ

หมายเหตุ : ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า ที่โปรยหราเอาไว้บนปกว่าผู้เขียนอาจจะเทียบได้เป็น “แดน บราวน์ แห่งสยามประเทศ” นี่ สำหรับผมแทนที่จะชวนให้หยิบกลับได้ผลตรงกันข้ามนะครับ ที่ผมหยิบอ่านเล่มนี้เพราะความเห็นของคุณมณฑารัตน์โดยแท้

 

กาหลมหรทึก
ผู้เขียน : ปราปต์
ราคา : ๑๗๕ บาท

แนะนำหนังสือ : คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

ก่อนจะอ่านรายละเอียดด้านล่าง ผมสรุปให้ก่อนเลยว่า หนังสือเล่มนี้น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจ หรือคนที่มีความฝันอยากจะทำอะไร แต่คิดว่า “ยังไม่พร้อม”

จบ…

อ่านมาถึงตรงนี้ใครที่มีเวลาน้อย ไปทำอย่างอื่นได้เลย แต่ถ้าว่างขอเชิญอ่านต่อนะครับ

ผมได้ยินชื่อ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นผมไปงาน Digital Matters ที่จัดโดยทีมงาน thumbup ธีมของงานในวันนั้นคือ Content Marketing และคุณรวิศ มาในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตผงหอมศรีจันทร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นานได้สร้างความฮือฮาด้วยแคมเปญการตลาดออนไลน์ที่จับเอาแม่นางศรีจันทร์ ออกพญาหงส์ทอง และแม่บ้านมีหนวด มาสร้างสตอรีให้ออกพญาหงส์ทองมาจีบแม่นางศรีจันทร์ โดยที่แม่บ้านมีหนวดเป็นตัวอิจฉา แล้วนำเสนอเรื่องราวและภาพผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คของทั้งสามเจ้า

วันนั้น คุณรวิศมาเล่าถึงที่มาที่ไปและวิธีคิดของแคมเปญนี้ รวมทั้งผลที่ได้ ซึ่งน่าสนใจมาก

ผมกลับจากงานวันนั้นจำชื่อ คุณรวิศ ไม่ได้นะครับ จำได้แค่ “เจ้าของผงหอมศรีจันทร์”

หลังจากนั้นอีกหลายเดือน บริษัทที่ผมทำงานอยู่จะจัดอบรมด้านการตลาด เตรียมจะเชิญวิทยากรมาบรรยาย บอกมาว่าเป็นคนเขียนหนังสือการตลาดขายดีชื่อ Marketing Everything! ซึ่งวันนั้นบอกตรงๆ ว่า ผมฟังแล้วก็เฉยๆ แต่แล้วทางแผนกที่จัดเกิดแจ้งมาให้ผมคิดหัวข้อที่อยากฟังให้วิทยากรหน่อย แกจะได้เตรียมตัวมาถูก แล้วก็ส่งโปรไฟล์มาให้

พอเห็นโปรไฟล์ถึงได้รู้ว่าเป็น คุณรวิศ นี่เอง ไม่ยักรู้มาก่อนว่าเขียนหนังสือด้วย แต่ที่ทึ่งก็คือ ในโปรไฟล์บอกไว้ว่าก่อนหน้าที่จะมารับช่วงธุรกิจครอบครัว แกเป็นคนสายไฟแนนซ์มาก่อนนะครับ แล้วก็เป็นไฟแนนซ์ที่เรียนวิศวะมาก่อนด้วย เรียกว่ามาตามสูตรคนจบ MBA เลย

วันที่คุณรวิศมาบรรยาย แกบอกว่าแกเพิ่งมาจับเรื่องมาร์เก็ตติ้งตอนที่มาทำกิจการที่บ้านนี่เอง แต่หลังจากได้คุยกันแล้วก็ไม่แปลกใจ แกเป็นนักอ่านนะครับ อ่านเยอะด้วย โคตรเยอะ

เนื้อหาที่บรรยายวันนั้นออกแนวกึ่งมาร์เก็ตติ้งกึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ฟังแล้วจุดไฟติดเลยนะครับ ที่พิเศษก็คือคุณรวิศเล่าให้ฟังเรื่องที่กำลังจะรีแบรนด์ผงหอมศรีจันทร์ เอาข้อมูลที่สำรวจมาแชร์ให้ฟัง แถมด้วยดีไซน์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้เปิดตัว

จบการบรรยายวันนั้นผมจำได้แม่นเลยทีนี้ว่าคนๆ นี้ชื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ

หลังจากนั้น คุณรวิศออกหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งจากการบรรยายวันนั้นด้วย ก็เล่มนี้แหละครับ

ผลงานคุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ ที่วังบางขุนพรหม

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๓)

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมมีโอกาสได้อ่านบทความด้านศิลปะชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่ทำงานอยู่ (ใช่ครับ บทความด้านศิลปะในหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน คุณอ่านไม่ผิดครับ) บทความชิ้นนี้เขียนโดยผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เล่าถึงศิลปินไทยท่านหนึ่งที่มีชีวิตยากลำบาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะศิลปินผู้นี้เป็นผู้มาก่อนกาล แนวทางการวาดภาพของท่านยังไม่เป็นที่นิยมในสังคมไทยในเวลานั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่นับเป็นเรื่องปกติของศิลปินเอกหลายท่าน

ศิลปินท่านนี้คือ คุณสุเชาว์ ศิษย์คเณศ

สิ่งที่กระทบใจผมมากที่สุดในบทความชิ้นนั้นก็คือ ข้อความที่บอกว่าคุณสุเชาว์มักจะวาดรูปบ้าน เนื่องจากในชีวิตจริงคุณสุเชาว์ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าและย้ายไปมาอยู่ตลอด บ้านจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณสุเชาว์เสมอเมื่อจะวาดรูปก็เลยมักจะออกมาเป็นรูปบ้าน

ภาพผลงานของคุณสุเชาว์ที่ลงประกอบในบทความนั้นเป็นภาพวาดลักษณะเดียวกับภาพด้านบน แม้ภาพที่ตีพิมพ์จะเป็นเพียงภาพขาวดำ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ต้องบอกว่าได้เห็นแล้วทำให้คนไม่ประสาด้านศิลปะอย่างผมทึ่ง อึ้งและประทับใจอย่างมาก หลังจากนั้นถ้ามีโอกาสแวะเวียนผ่านงานแสดงศิลปะหรือแกลเลอรีที่ไหน ผมพยายามดูว่ามีผลงานของคุณสุเชาว์บ้างไหม เพราะอยากเห็นของจริงด้วยตาตัวเองซักครั้ง แต่ไม่มีโอกาสเลยนะครับ

จนกระทั่งวันนึงมีกิจธุระต้องเข้าไปที่วังบางขุนพรหม ซึ่งเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างที่เดินๆ อยู่สายตาก็มองงานศิลปินเอกของไทยแต่ละท่านไปเพลินๆ ก็ต้องมาสะดุดกับภาพวาดที่มีองค์ประกอบคุ้นตา ใช้โทนสีหม่น เป็นภาพของคุณสุเชาว์จริงๆ แต่น่าเสียดายที่แบงก์ชาติเป็นสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ผมมีโอกาสยืนดูอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกมา

จากวันนั้นมาสิบกว่าปีก็ยังไม่มีโอกาสได้เจองานของคุณสุเชาว์ที่ไหนอีก

จนกระทั่งสัปดาห์ก่อนผมมีได้เข้าไปประชุมงานในวังบางขุนพรหมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือโชคชะตาชักนำประการใด ในห้องประชุมมีภาพวาดของคุณสุเชาว์สามภาพแขวนเรียงกันประชันอยู่ตรงหน้าเลย ในระหว่างที่การประชุมดำเนินไปผมก็รอจังหวะไป พอสบโอกาสก็เดินไปชม ขยับเข้าไปดูรอยฝีแปรงรอยปาดเกรียงใกล้ๆ แล้วถอยออกมาดูภาพในระยะห่าง ขยับเข้าขยับออกอยู่นาน จากนั้นก็ถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพเก็บไว้เป็นภาพชุดนี้นี่แหละครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๒)

มีอีกภาพครับ

ภาพวาดผลงานอาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (๑)

ไม่รู้เหมือนกันว่าที่วังบางขุนพรหมยังมีภาพของคุณสุเชาว์อีกมั้ย เพราะในพื้นที่ที่ผมเข้าไปเห็นมีอยู่เพียงสามภาพนี้ครับ

ปอลิง ทราบมาว่าที่ธนาคารทิสโก้ มีภาพของคุณสุเชาว์อยู่จำนวนหนึ่งด้วยครับ หากใครมีภาพถ่ายจะแชร์มาให้ชมบ้างก็ขอบคุณมากครับ

ครบรอบ ๓ ปีการจากไปของ Steve Jobs

Steve Jobs

วันนี้เป็นวันครบรอบ ๓ ปีการเสียชีวิตของพี่’ตีฟ จ็อบส์นะครับ ในฐานะติ่งของพี่จ็อบส์ ผมขอไว้อาลัยด้วยคลิปการกล่าว speech ปี ๒๐๐๕ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งผมฟันธงเป็นการส่วนตัวว่า นี่เป็นสปีชที่ดีที่สุดที่กล่าวโดยบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้นำประชาชน

สปีชนี้อาจไม่มีข้อความจับใจทำนอง “Don’t ask what your country can do for you. Ask instead what you can do for your country” ของคุณพี่เคนเนดี้ หรือไม่ยิ่งใหญ่เท่า “I have a dream” ของพี่คิง จูเนียร์ แต่ถ้ายังไม่เคยฟัง ลองฟังเถอะครับ จะเป็นเวลา ๑๕ นาทีที่ไม่เสียเปล่าแน่นอน

ปอลิง ขอปิดท้ายด้วยอีเมลที่พี่ทิม คุก ซีอีโอที่รับไม้ต่อจากจ็อบส์ส่งถึงพนักงาน Apple ในโอกาสนี้ครับ

Team,

Sunday will mark the third anniversary of Steve’s passing. I’m sure that many of you will be thinking of him on that day, as I know I will.

I hope you’ll take a moment to appreciate the many ways Steve made our world better. Children learn in new ways thanks to the products he dreamed up. The most creative people on earth use them to compose symphonies and pop songs, and write everything from novels to poetry to text messages. Steve’s life’s work produced the canvas on which artists now create masterpieces.

Steve’s vision extended far beyond the years he was alive, and the values on which he built Apple will always be with us. Many of the ideas and projects we’re working on today got started after he died, but his influence on them — and on all of us — is unmistakeable.

Enjoy your weekend, and thanks for helping carry Steve’s legacy into the future.

Tim

๒๐ หนังสือในดวงใจของผู้ใช้ Facebook

ช่วง ๒ – ๓ สัปดาห์ก่อนในกลุ่มผู้ใช้ Facebook มีกิจกรรมอีกอย่างที่ฮิตกัน นั่นคือ การแชร์รายชื่อหนังสือ ๑๐ เล่มในดวงใจ แล้วแท็กต่อๆ กันไป เข้าใจว่าคงมีคนเล่นเยอะพอสมควรจนถึงขนาดที่ทีม Facebook Data Science เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วเอามาเปิดเผยกัน โดยบอกว่าข้อมูลนี้สุ่มเก็บมาจากตัวอย่าง “หลักแสน” คน (ไม่ได้บอกว่ากี่แสน) และกลุ่มตัวอย่างนี้อยู่ในอเมริกา ๖๓% ในอินเดีย ๙.๓% ในสหราชอาณาจักร ๖.๓% ที่เหลือก็ที่อื่นๆ นะ และอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างนี้อยู่ที่ ๓๗ ปี เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนเกินกว่า ๓ ต่อ ๑

ได้ผลมาตามนี้ (มีหนังสือในดวงใจของใครหลายคนอยู่เหมือนกัน)

๑. ชุด The Harry Potter, J.K. Rowling (๒๑.๐๘%)
๒. To Kill a Mockingbird, Harper Lee (๑๔.๔๘%)
๓. ชุด The Lord of the Rings, J.R.R. Tolkien (๑๓.๘๖%)
๔. The Hobbit, J.R.R. Tolkien (๗.๔๘%)
๕. Pride and Prejudice, Jane Austen (๗.๒๘%)
๖. The Holy Bible (๗.๒๑%)
๗. The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy, Douglas Adams (๕.๙๗%)
๘. The Hunger Games Trilogy, Suzanne Collins (๕.๘๒%)
๙. Catcher in the Rye, J.D. Salinger (๕.๗๐%)
๑๐. The Great Gatsby, F. Scott Fitzgerald (๕.๖๑%)
๑๑. ๑๙๘๔, George Orwell (๕.๓๗%)
๑๒. Little Women, Louisa May Alcott (๕.๒๖%)
๑๓. Jane Eyre, Charlotte Bronte (๕.๒๓%)
๑๔. The Stand, Stephen King (๕.๑๑%)
๑๕. Gone with the Wind, Margaret Mitchell (๔.๙๕%)
๑๖. A Wrinkle in Time, Madeleine L’Engle (๔.๓๘%)
๑๗. The Handmaid’s Tale, Margaret Atwood (๔.๒๗%)
๑๘. The Lion, the Witch, and the Wardrobe, C.S. Lewis (๔.๐๕%)
๑๙. The Alchemist, Paulo Coelho (๔.๐๑%)
๒๐. Anne of Green Gables, L.M. Montgomery (๓.๙๕%)

เจ๊ Rowling มาอันดับ ๑ นี่ไม่ค่อยแปลกใจนะ แต่หลายเล่มนี่คาดไม่ถึง ซึ่งก็คงเป็นเพราะอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ ๓๗ นี่แหละ