สรุปชีวิตปี ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่องราวชีวิตปีนี้มีอะไรมั่ง?

๑. ในหลวงร.๙ สวรรคต

๒. กลับมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดไปปีกว่า ตั้งแต่ที่พดด้วงไม่สบาย ตอนนี้วิ่งมาหกเดือนยังวิ่งได้ระยะไม่เท่าเดิมที่เคยวิ่ง แต่ไม่รีบ ค่อย ๆ เพิ่ม ปีหน้าน่าจะได้แล้ว

สิ่งที่ได้จากการวิ่งประจำคือ สุขภาพโอเค อันนี้วัดจากผลการตรวจร่างกายประจำปี ชีพจร ความดัน ไขมันดี ไขมันเลว คลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แล้วก็อะไรอีกหลายอย่างทั้งหลายทั้งปวงโอเคหมด (ขอสารภาพว่าค่าผลการตรวจทั้งหมดนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้มาก็ส่งให้คุณภรรยาดู แล้วคุณภรรยาสรุปให้อีกที  นี่ไง ที่บอกว่าเราคอยให้นโยบายกับดูภาพรวมก็พอ เรื่องปลีกย่อยอย่าไปทำเอง put the right woman to the right job นะ)

๓. ปักหมุดแรกของแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นทางการ สบายใจล่ะกู

๔. โครงสร้างทีมงานลงตัว หลังจากที่ปีก่อนทดลองมาปีนึง ปีนี้เดินหน้าเอาจริง ได้ผลอย่างที่คิดไว้ มีต้องปรับต้องจูนบ้างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องปกติ ขออีกสองปีทีมนี้จะสุดยอด

๕. ปีนี้เหนื่อยกับการหาคนมากถึงมากที่สุด เดิมก็ต้องหาอยู่แล้วเพราะคนไม่เคยมีพอกับงาน แต่ปีนี้หนักหน่อยเพราะคนออกตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีรวมแล้ว ๑๘ คน ปีนี้เลยต้องสัมภาษณ์คนเยอะมาก แต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะอยู่

๖. ปีนี้มานั่งศึกษาเรื่อง digital content กับ content marketing เยอะ เพราะต้องวางก้าวต่อไปของแผนกที่ต้องต่อยอดจากสิ่งพิมพ์ล่ะ (ถ้าใครอยู่สายดิจิทัลได้มาอ่านก็อย่าด่าว่าเชยเลยนะ นี่มาสายสิ่งพิมพ์)

๗. ปลายปีได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ดูงานอีกตัวนึง ต้องปั้นทีมงาน สางปัญหา แล้ววาง strategy ที่จะเดิน สนุกดี แล้วด้วยเหตุนี้ก็เลยมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงาน dscoop asia ที่สิงคโปร์ ไปฟังคนในวงการดิจิทัลมาเล่ามาให้ข้อมูลเรื่องการสร้างแบรนด์ การทำมาร์เก็ตติ้ง เปิดกะโหลกดีมาก

๘. สิ่งที่น่าผิดหวังของปีนี้คือ อ่านหนังสือน้อยลง ปีที่แล้วอ่านไป ๑๕ เล่ม ปีนี้อ่านจบไปแค่ ๔ เล่ม (นี่กำลังอ่านเล่มที่ห้า แต่จบไม่ทันแน่นอน) สาเหตุนึงที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสองข้อที่แล้วนี่แหละ พอไปดู digital content หนักเข้าแล้วเหมือนสมาธิสั้นลง ตอนอ่านหนังสือเหมือนไม่มีสมาธิ อ่านแล้วไม่เข้าหัว ตอนหลังต้องเพลา ๆ ลดการใช้จอลงแล้วโฟกัสมากขึ้น พอเริ่มทำได้ก็มาเจองานใหม่พอดี ต้องใช้เวลาไปกับการคิดเยอะ หยิบอะไรมาอ่านก็ไม่เข้าหัวอยู่ดีก็เลยไม่อ่านแม่มล่ะ นี่เริ่มซา ๆ แล้วถึงหยิบเล่มใหม่มาอ่านได้

๙. ไม่ได้นับจำนวนชัด ๆ  แต่มีความรู้สึกเหมือนปีนี้เขียนบล็อกน้อยลง คิดเยอะ เตรียมประเด็นไว้เยอะ แต่ไม่ได้เขียน อันนี้ไม่ดี ปีหน้าอย่าทำ

๑๐. Winter is coming, finally ความรู้สึกปนเปกันนะเรื่องนี้ เห็นใจเพื่อนร่วมวงการที่ได้รับผลกระทบทุกคน แล้วก็ดีใจที่แม่มมาซักที จะได้หายคาใจว่าในที่สุดที่คิดไว้ก็เป็นจริง คิดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว ยอมเปลี่ยนสายมาทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ (โชคดีที่นายให้โอกาส) แล้วยังต้องแข็งใจตอบปฏิเสธงานที่เฮดฮันเตอร์ติดต่อมาสองครั้งสองหน แกว่งเหมือนกันแต่เชื่อว่าสุดท้าย Winter แม่มต้องมาแน่ ๆ ปีนี้ก็มาแล้ว สบายใจล่ะว่าการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ยังใช้ได้

จบล่ะ เดี๋ยวนั่งคิดต่อว่าปีหน้าอยากทำอะไรนะฮะ…

รีวิวหนังสือ : อย่าหลอกกัน (Fool Me Once) – ใครหลอกใคร?

foolmeonce

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานล่าสุดของ Harlan Coben ที่มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทย โดยคุณมณฑารัตน์ ทรงเผ่า เจ้าเก่าที่แปลงานของคุณพี่ Coben มาแล้วหลายเล่ม ถ้าใครเป็นแฟนประจำก็น่าจะคุ้นเคยกันดีทั้งสไตล์คนเขียนและสำนวนคนแปล

ที่ว่าน่าจะคุ้นเคยสไตล์ของคนเขียนก็คือ อยู่ดี ๆ ตัวเอกของเรื่องมักจะมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างหรือสองอย่างมาทำให้เสียศูนย์ โดยที่มักจะเป็นการเสียชีวิตของคนใกล้ตัว หรือบางทีเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวที่เสียชีวิตไปสักพักแล้วแต่กลับมีอะไรมาทำให้เกิดสงสัยทำนองว่า เอ๊ะ หรือยังไม่ตาย (วะ)

จากนั้นก็เป็นช่วงตามสืบ ตามไขปริศนา ซึ่งสุดท้ายจะพาไปหาต้นเรื่องที่เป็นฆาตกรหรือจอมบงการ ที่มักจะมีปมอยู่กับเหตุการณ์อะไรซักอย่างในอดีต และที่เป็นทีเด็ดของเรื่องแนวนี้คือ ฆาตกรที่ว่าต้องเซอร์ไพรส์ คาดไม่ถึง เฉลยออกมาแล้วคนอ่านต้องร้อง ว้าว!!

ทีนี้ความยากของคนเขียนก็คือเมื่อคนอ่านรู้อยู่เต็มอกว่า มึงต้องเซอร์ไพรส์กูแน่ ก็พยายามดักทางเดาตัวฆาตกร ส่วนคนเขียนก็ต้องพยายามวางพล็อตวางปมยังไงก็ได้ให้คนอ่านเดาไม่ได้ เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเบื่อกันไปข้างนึง

เล่มนี้ก็เหมือนกันนะฮะ

ตัวเอกของเรื่องเป็นหญิงสาว อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ประสบเหตุโดนปล้นในสวนสาธารณะขณะที่อยู่กับสามีและสามีโดนยิงตาย โดยที่ก่อนหน้านี้พี่สาวก็เพิ่งโดนฆ่าในช่วงที่เธอประจำการอยู่ที่ตะวันออกกลาง

ฟังแค่นี้ก็เศร้าแทนแล้ว แต่ยัง ยังไม่พอ พี่ Coben ยังซ้ำเข้าไปอีกเมื่อจู่ ๆ สามีที่เธอเพิ่งไปงานศพมาไม่นานกลับมาโผล่ให้เห็นในกล้องวงจรปิดว่ามาเล่นกับลูกสาวตัวน้อยอยู่ในบ้าน แถมตำรวจยังมาบอกอีกว่า ผลการตรวจสอบกระสุนพบว่า ปืนที่ใช้ฆ่าสามีเธอเป็นกระบอกเดียวกับที่ฆ่าพี่สาวเธอ

ตัวเอกของเรื่องก็เลยต้องตามสืบให้รู้ว่าใครกันที่เป็นฆาตกร ซึ่งแน่นอนว่า ระหว่างนี้คนอ่านก็จะโดนถล่มด้วยข้อมูลที่ท่วมท้น ถูกดึงไปทางโน้นที ทางนี้ที ไปเจอเรื่องในอดีตของคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แถมด้วยความสงสัยว่า ตกลงสามีมันตายรึยัง? พร้อมกับเดาตัวฆาตกรไปเรื่อย ๆ ว่า ไอ้นี่แน่ อีกสักพักก็ เอ๊ะ หรือไอ้นี่ อีกเดี๋ยวก็ หรือจะเป็นคนนี้ (วะ)

จนกระทั่งเฉลย แล้วเราก็ร้องว่า เหยดดดดดดดดดดด กูนึกไม่ถึง

มิน่า ถึงได้มีข้อความขึ้นบนปกว่า คุณไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนลงมือ

ถ้าเป็นแฟนของ Coben ก็อ่านเถอะครับ แต่ถ้าใครยังไม่เคยอ่านงานของ Coben ก็อยากให้ลองอ่านดู เผื่อจะชอบนะฮะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ ❤

อย่าหลอกกัน (Fool Me Once)
ผู้เขียน : Harlan Coben
ผู้แปล : มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ราคา : ๒๘๕ บาท

fool me once

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไปแล้วบ้าง

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๙ : Flash Boys
หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๙ : facebook โลกอันซ้อนกันอยู่
หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๙ : The Blind Side

ติดตาม What We Read Blog อีกหนึ่งช่องทางได้ที่ https://www.facebook.com/whatwereadblog/

วิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว

houseชีวิตคนทำงานพอทำงานมาได้สักพัก เริ่มเก็บเงิน มีครอบครัว (บางคนก็ยังโสดนะ) ก็มองหาที่อยู่ของตัวเอง ซึ่งถ้าไม่มีเงินถุงเงินถังมาก่อน แทบจะร้อยละร้อยจะต้องกู้แบงก์ทั้งนั้น

หลังจากผ่านช่วงแห่งความปิติยินดีที่กู้แบงก์ผ่าน และได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแสนสุขพร้อมกับหนี้ก้อนโตในชีวิตแล้ว ทีนี้แหละความจริงอันเจ็บปวดก็เริ่มตามมา เมื่อพบว่ารายได้ในแต่ละเดือนจะถูกตัดก้อนใหญ่ออกมาจ่ายเป็นค่างวดบ้าน ซึ่งบางทีมันมากกว่าค่ากินค่าอยู่ของเราซะอีก

หลายคนคงจะเคยนั่งมองยอดผ่อนบ้านแล้วนึกเคลิ้มไปว่า ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าบ้านแล้วนะ เราจะมีเงินไปทำอะไรได้อีกเยอะ จะไปเที่ยวญี่ปุ่นแม่มทุกปีก็ได้ จะออกรถใหม่มาแทนคันเก่าที่เดี๋ยวซ่อมเดี๋ยวซ่อมก็ได้ จะกินอาหารนอกบ้านร้านใหม่ร้านไหนเขาว่าดีมิชลินกี่ดาวทุกวันหยุดแม่มยังได้ คิดไปคิดมากำลังเคลิ้มได้ที่แต่พอมานึกถึงระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่ บางคนกู้ ๑๕ ปี ก็หมดเร็วหน่อย บางคน ๒๐ ปี หลายคนจัดเต็ม ๓๐ ปี ถ้าตอนนี้อายุ ๓๐ กว่าจะผ่อนหมด ๖๐ เกษียณพอดี ชิ_หาย จะผ่อนหมดมั้ยหรือต้องส่งให้ลูกมันผ่อนต่อ อย่ากระนั้นเลย เรามาหาวิธีผ่อนบ้านยังไงให้หมดเร็วกันดีกว่า

หมายเหตุ บอกไว้ก่อนว่า ๑. วิธีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเพียงแค่วิธีเดียวในหลาย ๆ วิธี แล้วแต่ว่าใครจะเลือกใช้วิธีไหน หรือจะปรับยังไงให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองก็ได้
๒. วิธีที่จะเล่าต่อไปนี้ใช้ได้จริง เพราะใช้กับตัวเองมาแล้ว ไม่ได้มาเล่าให้ดูหล่อ ๆ สวย ๆ แต่ทำจริงไม่ได้
๓. วิธีที่จะเล่านี้เป็นหลักการ ไม่มีตารางเอ็กเซล ไม่มีสูตรคำนวณเป๊ะ เป๊ะ และไม่ต้องถามมา เพราะตอบไม่ได้ ทำไม่ได้เหมือนกัน พี่เป็นพวกมวยวัด โอเคนะ

เอาล่ะ อยากผ่อนบ้านหมดเร็วต้องทำไงบ้าง?

ประการแรก ต้องตั้งใจจริง

เดี๋ยว เดี๋ยว อย่าเพิ่งด่า นี่พูดจริงเลย ข้อนี้สำคัญมาก มากถึงขนาดเอามาเป็นข้อแรก ทำไมถึงสำคัญ? ก็เพราะเรื่องผ่อนบ้านนี่มันใช้เวลาหลายปี ให้เร็วยังไงก็ยังหลายปี ถ้าไม่ตั้งใจจริงอาจจะล้มเลิก เกิดอาการ #ทิ้งไว้กลางทาง ซะเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเตือนไว้ก่อนเลยว่า ต้องตั้งใจจริง

นึกถึงวันที่ชีวิตปลอดหนี้ debt free life เอาไว้นะ

ข้อถัดมา ดูว่าดอกเบี้ยที่แบงก์คิดเราอยู่ตอนนี้น่ะ มันเท่าไหร่?

หลายคนไม่ทันคิด นึกว่าส่วนต่างของดอกเบี้ยแค่สลึงนึง ห้าสิบตังค์จะเท่าไหร่กันเชียว อ๊ะ อ๊ะ เงินต้นล้านสองล้าน บางคนก็หลายล้าน ส่วนต่างสลึงนึงก็หลายตังค์อยู่นะ เพราะฉะนั้น อย่ากระไรเลย ลองเอาใบสลิปมาดูซิโดนดอกเบี้ยอยู่เท่าไหร่ แล้วลองดูของแบงก์อื่นซิ เขาคิดอยู่เท่าไหร่ ถ้าต่างกันเยอะก็ควรจะรีไฟแนนซ์ (แปลว่า เปลี่ยนเจ้าหนี้) เปลี่ยนแบงก์ซะ ไม่ต้องเกรงใจแบงก์ ไม่ต้องเกรงใจพนักงานแบงก์ ไม่ต้องมีลอยัลตี้ นี่มันเงินเรา เขาไม่เกี่ยว

นี่เล่าจากประสบการณ์ตรง ช่วงต้มยำกุ้งพี่ผ่อนบ้านอยู่กับธนาคารแห่งนึง ขณะที่ลูกหนี้คนอื่นเขาชักดาบกันโครม ๆ พี่นี่เป็นลูกหนี้ชั้นดี กัดฟันจ่ายเต็ม จ่ายตรงเวลา โดนดอกไป ๑๖% เงินงวดแต่ละเดือนหักดอกเบี้ยแล้วเหลือหักต้นแค่ไม่กี่ร้อย ปรากฎว่า แบงก์เรียกลูกหนี้ที่ชักดาบมาเจรจา บอกจะลดดอกเบี้ยให้ อ้าว เฮ้ย แล้วพี่ล่ะ ไม่มีเจรจา ไม่มีลดใด ๆ ทั้งสิ้น พี่ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ พอถึงเวลาก็รีไฟแนนซ์สิจ๊ะ จะอยู่ทำป๊ะอะไร

(หมายเหตุ ๑. ปกติแบงก์จะทำสัญญามัดมือชกเอาไว้ ห้ามไม่ให้ลูกหนี้รีไฟแนนซ์ก่อนสามปี เพราะฉะนั้นลองดูในสัญญาเงินกู้ของเรานะฮะว่ามีระบุเอาไว้มั้ย ถ้ามีและยังไม่ถึงสามปีก็รอก่อน ไปทำข้ออื่นก่อน
๒. โดยทั่วไปแบงก์ที่เราจะรีไฟแนนซ์ไปมักจะคิดค่าธรรมเนียมโน่นนิดนี่หน่อย ให้ลองเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายดูว่าคุ้มกับดอกเบี้ยที่ลดลงมั้ย ถ้าไม่คุ้มก็รอไปรีไฟแนนซ์ตอนเขามีแคมเปญก็ได้นะฮะ)

ข้อที่สาม โปะสิจ๊ะ จะรออะไร

ข้อนี้เป็นข้อที่ทำยากที่สุด เพราะโดยทั่วไปแล้วถ้าเดือนไหนเรามีเงินเหลือเราก็จะนั่งคิดว่าจะเอาไปทำอะไรดีใช่มะ เชื่อเถอะร้อยละน้อยมากไม่มีใครคิดจะเอาเงินไปโปะหนี้บ้านหรอก มีแต่จะออกแอปเปิ้ลวอทช์รุ่นใหม่ หรือไปทริปดูเหมยขาบทางเหนือดีกว่า นี่แหละคือที่มาของข้อแรก ที่บอกว่าต้องตั้งใจจริง เพราะมันต้องอดทน อดกลั้นและอดออม ครบสูตร

ปกติแล้วแบงก์จะแจ้งยอดมาว่า ค่างวดที่เราต้องจ่ายน่ะเดือนละเท่าไหร่ เอามาซะดี ๆ งี้ ทีนี้ถ้าเราอยากให้หนี้หมดเร็วมันก็ง่าย ๆ จ่ายให้มากกว่าที่แบงก์บอก เช่น แบงก์บอกจ่ายเดือนละหมื่น เดือนไหนเรามีเงินเหลือก็โปะไปเลยหมื่นสองสวย ๆ (ส่วนเรื่องที่ว่าจะเอาที่ไหนมาโปะ เอาไว้ว่ากันคราวหน้านะ) ยอดสองพันที่เพิ่มไปมันก็จะไปหักยอดหนี้ให้หมดเร็วขึ้น อย่าดูถูกว่า แอร๊ยยยยยย เงินพันสองพันจะไปช่วยอะไรได้ เอาไปกินอาหารญี่ปุ่นแล้วถ่ายรูปอัปเฟซไอจีดีกว่า จากประสบการณ์พี่ เงินพันสองพันนี่แหละช่วยได้ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้เดือนชนเดือน จะเอาเงินหมื่นเงินแสนจากที่ไหนมาโปะ ถ้าเดือนละพันสองพัน สิบเดือนก็หมื่นสองหมื่นแล้วเห็นมะ ช่วงไหนโบนัสออก (สาธุ ขอให้ปีนี้มีโบนัสด้วยเถิดดดดดด) ก็จัดเต็มโปะทั้งก้อนไปเลย

ฟังอย่างนี้แล้วอยากจะกำเงินไปโปะเลยใช่มะ แต่เดี๋ยวก่อน!!! ลองเอาสัญญาเงินกู้มาดูนิดนึง ตอนกู้เคยดูกันมั่งมั้ยว่าแบงก์ใส่เงื่อนไขอะไรเข้ามาบ้าง อย่าคิดว่าแบงก์จะรักเรา ประโยคที่ว่า นายแบงก์ก็คือ คนที่เอาร่มให้เรายามแดดออก และเรียกเอาร่มคืนในยามฝนตกน่ะไม่ได้มากันง่าย ๆ เพราะบางแบงก์จะใส่เงื่อนไขว่า ถ้าหากเดือนไหนเราจะเอาเงินไปจ่ายค่างวดมากกว่าที่แบงก์กำหนด แบงก์ขอคิดค่าธรรมเนียมจากเงินส่วนที่เกินมาด้วย

เงื่อนไขนี้แปลว่าอะไร แปลว่า ถ้าแบงก์บอกให้เราจ่ายค่างวดเดือนละหมื่น เดือนไหนเราทะลึ่งไปจ่ายหมื่นสอง แบงก์ขอคิดค่าธรรมเนียมจากเงินสองพันที่เกินมาด้วย จะกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไปจ้า

อ่านแล้วถ้าคิดว่า เฮ้ย พี่พูดเป็นเล่น แบงก์ที่ไหนจะเขี้ยวขนาดนี้ พี่บอกเลยว่า มีจริง หลายปีก่อนตอนน้องสาวซื้อคอนโดฯ ไปใช้แบงก์ที่มีประวัติเรื่องนี้ ขนาดย้ำแล้วย้ำอีกว่าขอไม่ให้มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้ ในสัญญายังใส่มาเลย พอทวงถามก็ทำมึน แต่พอยืนยันว่าไม่ยอม ถึงได้ทำใบแนบท้ายสัญญามาให้ เรื่องถึงได้จบ

เพราะฉะนั้นอยู่ว่าง ๆ ลองเอาสัญญาเงินกู้มานั่งดูบ้างก็ดีว่ามีอะไรอยู่ในนั้นมั่ง บางเรื่องที่เคยบอกพนักงานไป มันอาจยังมาโผล่ในสัญญาก็ได้นะ ทำเป็นเล่นไป

ถ้าเจอเงื่อนไขนี้ก็ลองไปคุยกับแบงก์ดูว่า ขอเอาเงื่อนไขนี้ออกได้มั้ย ถ้าแบงก์ไม่ยอมก็ดูว่า ผ่อนมาเกินสามปีรึยัง รีไฟแนนซ์เปลี่ยนแบงก์ได้มั้ย แล้วก็ทำใจได้มั้ยถ้าจะเอาเงินไปโปะแล้วต้องเสียค่าโง่ที่ว่า ถ้าทำใจไม่ได้ก็เอาเงินที่จะโปะน่ะไปฝากเก็บไว้ก่อน รอให้รีไฟแนนซ์แล้วค่อยโปะทีเดียว

ข้อที่สี่ อย่าตกหลุมพรางของแบงก์

เวลาเราจ่ายค่างวดอยู่เนี่ยเราก็มักจะคิดว่า ถ้าจ่ายแต่ละเดือนน้อยลงกว่านี้ก็จะดี ชีวิตจะได้ไม่กระเบียดกระเสียรขนาดนี้ใช่มะ แล้วบางทีเหมือนแบงก์จะรู้ใจว่าเราคิดอะไร จะเสนอมาให้ว่า เนื่องจากท่านเป็นลูกค้าชั้นดีของธนาคารเรา เราจึงยินดีมอบเงื่อนไขพิเศษสุดนี้ให้กับท่าน นั่นคือ เราจะลดเงินค่างวดที่ท่านจะจ่ายลง จากเดือนละหมื่นเหลือแปดพันกว่าอะไรก็ว่าไป

อา นี่มันฟ้าประทาน ไหนใครว่าแบงก์หน้าเลือด ดูสิ มีแต่สิ่งดี ๆ มาเสนอให้ ใช่มะ

อยากบอกว่า ถ้าไม่ลำบาก ไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริง ๆ อย่าไปเอา จ่ายมันเต็มเท่าเดิมไปนั่นแหละ ถ้าเรารับเงื่อนไขนี้จะทำให้ระยะเวลาในการผ่อนยาวออกไปอีก แต่ถ้าเรายังจ่ายในยอดเดิมมันจะช่วยลดเวลาลงได้เป็นปีเลยนะเอ้อ

จบแล้ว ง่าย ๆ แค่สี่ข้อนี้ ถ้าทำได้ (นี่ทำมาแล้ว) รับรองว่า ยอดหนี้ลดฮวบ ๆ ผ่อนบ้านหมดเร็วแน่นอนฮะ…

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ : ความเห็นจากคนทำ PR

เมื่อวานเจอน้องที่ทำงานพีอาร์เอเจนซี่คนนึงโดยบังเอิญ หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันเรียบร้อยก็ถามน้องเขาว่า ช่วงนี้สื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวกันไปหลายเล่มกระทบการทำงานมั่งมั้ย?

น้องตอบว่า ยังไม่กระทบ เพราะยังเหลืออีกหลายเล่ม แต่ปีหน้าก็ไม่รู้นะ เพราะเห็นนักข่าวที่รู้จักในบางเล่มก็เริ่มมีโพสต์ fb ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีกันบ้างแล้ว ถามน้องต่อว่า แล้วช่วงหลังนี้ลูกค้ายังสนใจสื่อสิ่งพิมพ์กันอยู่อีกเหรอ ไม่ได้ไปสื่อดิจิทัลหมดแล้วเหรอ?

น้องตอบเร็วเลยว่า ม่ายยยยย ลูกค้ายังอยากลงสิ่งพิมพ์อยู่ เราฟังก็ เฮ้ย แปลก ทำไมอ่ะ น้องขยายความว่า เพราะสื่อสิ่งพิมพ์ลูกค้าสามารถวัดมูลค่าได้ ว่าที่ได้ลงน่ะตีเป็นมูลค่าสื่อเท่าไหร่ การลงสื่อดิจิทัลลูกค้าวัดเป็นมูลค่าไม่ได้

แล้วน้องก็เสริมว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ยังอยากลงสิ่งพิมพ์ แต่ก็จะเอาดิจิทัลเป็นของแถมด้วย ยกเว้นรายที่เป็นรุ่นลูกเข้ามาทำแล้ว แบบนั้นจะเริ่มมองสื่อดิจิทัลเป็นตัวเลือกแรกมากขึ้น

ก็เล่าสู่กันฟังนะฮะ อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับข้อมูลที่คนอื่นมีอยู่ก็ขอให้คิดว่าเป็นเพราะกลุ่มลูกค้าอาจจะต่างกัน ที่จริงมีประเด็นอื่นที่คุยกันมากกว่านี้ แต่เป็นข้อมูลภายในของวงการสื่อที่คิดว่ายังไม่น่าจะเล่าตอนนี้ เพราะยังไม่พร้อมจะโดนสหบาทารอบทิศนะ…

บล็อกระทึก…

เมื่อวานเกิดเหตุการณ์อยู่ ๆ ยอดคนเข้าบล็อกก็พุ่งพรวดผิดปกติเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่สัปดาห์ แล้วทราฟฟิกที่เข้ามาก็มาที่โพสต์เดียวเลย แถมยังมาจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา กระจายกันไปไม่มีรูปแบบ พาให้หนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วยความกังวลว่า บล็อกเรื่อยเปื่อยที่เขียนถึงนิตยสารเล่มนึง (ซึ่งก็ปิดตัวไปแล้ว) ทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีคนเข้ามาเยอะผิดปกติอย่างนี้

ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ยอด referrer กว่า ๙๐% มาจาก facebook ตอนที่เกิดเหตุครั้งแรกก็พยายามกดลิ้งก์ referrer กลับไปเพื่อจะดูว่าใครกันหนอที่เอาไปแชร์ แต่ก็ดูไม่ได้ เพราะกดไปแล้วมันวิ่งกลับไปที่หน้า feed ของตัวเอง

มารอบนี้ทีแรกก็ยังมืดแปดด้าน แล้วก็เพิ่งเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเมื่อคืนตอนก่อนนอนว่า ทำไมมึงโง่อย่างนี้ กดลิ้งก์กลับไปไม่ได้ก็เสิร์ชใน facebook ดูสิเว้ย!! ใช้คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ในบล็อกโพสต์นั่นแหละหาเอา (นี่แหละหนาที่เขาบอกว่า คนเราต้องโง่มาก่อนฉลาด)

หลังจากนั่งอิ่มเอมใจในสติปัญญาของตัวเองสักพักแล้ว ก็ลองเอาคำในโพสต์นั้นแหละมาเป็นคีย์เวิร์ดเสิร์ชดูเลย คำแรกก็โป๊ะเลยจ้า

มีคนแชร์โพสต์อันที่ว่านี้จากในบล็อกเข้าไปในกลุ่ม facebook กลุ่มนึงที่มีสมาชิกอยู่สี่พันกว่าคน ลองไล่ดูเนื้อหาส่วนใหญ่ที่โพสต์ในกลุ่มนี้ก็พอเห็นแนวความคิดและทัศนคติร่วมบางอย่าง ซึ่งบังเอิญว่าคำพาดหัวของโพสต์นี้ไปเข้าทางเขาพอดี

นอกจากคนในกลุ่ม facebook นี้จะกดลิ้งก์เข้ามาดูแล้ว หลายคนก็ยังปรารถนาดีกดแชร์เพื่อเผื่อแผ่ไปให้เฟรนด์ที่มีอยู่ได้รับรู้ด้วย ก็เลยยิ่งลามออกนอกกลุ่มไปอีก กระทั่งตอนนี้ (ค่ำวันที่ ๗) ยอดคนเข้าบล็อกก็ยังมีต่อเนื่องอยู่ แต่ไม่แรงเท่าเมื่อวานแล้ว

เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล

ถามว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ได้รู้อะไรบ้าง? อันนี้ถามตัวเองนะฮะ เพราะคนอื่นน่าจะรู้กันทั่วอยู่แล้ว ผมมันพวกอนาล็อก เพิ่งจะรู้

๑. facebook ยังคงเป็น traffic driver เบอร์หนึ่งในโลกออนไลน์

ของคนอื่นเป็นไงไม่รู้นะ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยทำบล็อกเกี่ยวกับ personal finance มีคนอ่านคนเดียวเหมือนกัน คือเขียนเองอ่านเอง แล้วอยู่ ๆ ยอดก็พุ่งพรวดแบบนี้เลย ปรากฎว่า มีคนอ่านแล้วเอาลิ้งก์ไปโพสต์ใน pantip คนเข้า pantip แล้วก็คลิกมาอ่าน ยอดทะลักมากแต่ก็ยังได้ยอดไม่เท่าครั้งนี้เลยนะ เดี๋ยวนี้เป็นไงบ้างไม่รู้ อันนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญ pantip แหละ ผมไม่ได้เล่น pantip ไม่สามารถบอกได้

๒. การแชร์หรือเผยแพร่ content เข้าไปในแหล่งชุมนุมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วเป็น content ที่โดนใจหรือตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เถอะจะได้ผลตอบรับดีมากกกกกกก (กอ ไก่ เจ็ดล้านตัว) ดีจนหนาวเลย (เพราะอันนี้ไม่ได้เป็นคนแชร์)

๓. การพาดหัว (หรือหัวเรื่อง / headline) ถ้าตั้งได้ดีจะมีชัย (ซึ่งไม่ได้แปลว่าถุงยาง) ไปกว่าครึ่ง

ควรตั้งให้คนอ่านเข้าใจได้เร็ว ตัดสินใจได้เลยว่าจะคลิกเข้าไปอ่านดีมั้ย ไม่ใช่เจอพาดหัวแล้ว เออ พาดหัวแม่มคมว่ะ แต่ต้องเอากลับไปคิดสามวันว่าคนเขียนมันหมายถึงอะไรวะ แบบนั้นใช้กับสิ่งพิมพ์อาจจะได้ แต่ออนไลน์นี่ไม่น่ารอด เพราะกรณีของผมนี่คิดว่าคนที่คลิกมาอ่านโพสต์ตัดสินใจจากพาดหัวอย่างเดียวเลย บังเอิญว่าคำมันโดนนะฮะ

๔. เสิร์ชของ facebook ดีขึ้นเยอะ จำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยจะเสิร์ชหาอะไรใน facebook แล้วขัดใจมาก หาอะไรไม่ค่อยเจอ ไม่รู้มันโง่หรือเราโง่ แต่ครั้งนี้ดีขึ้นมากนะ

ชักจะยาวล่ะ พอแค่นี้เถอะ ถ้าใครมีความเห็นยังไงก็เชิญนะฮะ…

คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ

ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ)

เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ

ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่

ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา

แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก สามสิบปลาย สี่สิบกว่า สี่สิบปลาย จนถึงห้าสิบก็ยังมี จากที่ได้สอบถามตอนสัมภาษณ์สามารถสรุปได้ว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นผลมาจากภาวะวิกฤติของแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์นะฮะ หลายคนยังทำงานอยู่แต่พอจะดูออกว่าสถานการณ์ออฟฟิศไม่ค่อยดี ก็หางานเผื่อไว้ก่อน เกิดปุบปับมีอะไรขึ้นมาจะได้ไม่เคว้ง บางคนก็เพิ่งออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะหนังสือปิดตัว (ปีนี้หลายเล่มแล้วนะ) หรือสมัครใจเข้าโครงการ early retire หรือไม่ได้สมัครใจแต่ถูกจิ้มออก

สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามานี่น่าสะท้อนใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลายคนที่ได้สัมภาษณ์ช่วงหลังนี่ทำงานที่ออฟฟิศปัจจุบันหรือล่าสุดมาสิบกว่าปีเลยนะ บางคนทำมา ๑๙ ปี แต่จำใจต้องเข้าโครงการ early retire บางคนทำมาสิบกว่าปีแต่ออฟฟิศทำท่าจะไปไม่รอด ก็จำเป็นต้องหางานใหม่

สถานการณ์แบบนี้คงจะมีไปอีกสักพัก จนกว่าจะเขย่ากันเสร็จเรียบร้อยว่าใครจะอยู่ใครจะไป ขอให้เพื่อนร่วมวงการทุกคนโชคดีนะครับ

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง : สละอวัยวะรักษาชีวิต

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิกฤติต้มยำกุ้งนะ ถึงจะทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากแสนสาหัส แต่ก็ได้ข้อคิดได้บทเรียนสอนใจอะไรหลายอย่างที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้ เข้าตำราที่ฝรั่งว่าไว้ don’t waste a crisis

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบล็อกพูดถึงข้อดีของวิกฤติต้มยำกุ้งไว้บ้างแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอื่นบ้างแล้วกัน

วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (ซึ่งในทางปฏิบัติคือ การลดค่าเงินนั่นแหละ แต่เรียกให้สวย ๆ เหมือน ประชารัฐ ไม่ใช่ ประชานิยม อ่ะนะ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างเป็นทางการ

ผลที่ตามมาก็คือ ธุรกิจไทยหลายร้อยหลายพันแห่งที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา (เพราะดอกเบี้ยถูก ตอนนั้นดอกเบี้ยแบงก์ไทยแพง ก็กู้นอกสิเธอ ใครไม่กู้นี่มีโดนหยามว่าโง่ เอ๊ย ฉลาดน้อยนะฮะ) อ้วกแตกทันที เพราะค่าเงินบาทจากที่แข็งโป๊ก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ กลับเหลวเป๋วเป็นขี้เด็ก ไหลไปทำสถิติที่ ๕๕ บาทต่อดอลลาร์กันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า หนี้ที่มีอยู่เพิ่มพรวดเป็นสองเท่าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร รัฐจัดให้สวย ๆ

ทุกบริษัทไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ต่างต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดสุดชีวิต มีบริษัทในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รอดต้องเลิกกิจการไป ทั้งที่เมื่อตอนก่อนวิกฤติยังเป็นพยัคฆ์คำรามในแวดวงธุรกิจบ้านเรากันอยู่เลย

การหาทางรอดของแต่ละคนแต่ละรายก็แตกต่างกันไป มีทั้งขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองให้คนอื่นไป หาเงินทุนใหม่เข้ามา เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ โฮ้ยยยย สารพัด

อย่างซีพียักษ์ใหญ่บิ๊กบึ้มยังต้องยอมตัดใจขายโลตัสให้ Tesco ไป พี่ยังจำที่คุณก่อศักดิ์ ณ เซเว่น ให้สัมภาษณ์ตอนนั้นได้เลยว่า รู้ทั้งรู้ว่าธุรกิจนี้ดีแน่ ๆ กำไรแน่ ๆ แต่ในเวลานั้นต้องใช้เงินลงทุนอีกนับพันล้านหมื่นล้าน ในขณะที่ธุรกิจอื่นของเครือก็กำลังแย่ การตัดสินใจขายตอนนั้นนอกจากจะปลดเปลื้องภาระที่ต้องหาเงินมาลงทุนเป็นพันล้านหมื่นล้านอย่างที่ว่าแล้ว ยังทำให้ได้เงินกลับมาช่วยธุรกิจอื่นได้เป็นพันล้านหมื่นล้านด้วย อันนี้ต้องยอมกลืนเลือด ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น (ประโยคหลังนี่พี่ว่าเองนะฮะ)

หรือดีแทคของค่ายยูคอมที่เคยเป็นหนึ่งในจตุรยักษ์วงการเทเลคอมเมืองไทยก็ตุปัดตุเป๋หาทางไปไม่เป็นเหมือนกัน ตอนนั้นมีทั้งหนี้สถาบันการเงินที่ไปกู้เขามา แล้วก็ยังมีหนี้การค้าที่ไปซื้ออุปกรณ์ระบบเครือข่ายมาอีก ทำท่าจะไปไม่รอดจนสุดท้ายตระกูลเบญจรงคกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ นำโดยคุณบุญชัย สามีตั๊ก บงกช ต้องยอมตัดใจดึงเทเลนอร์มาถือหุ้นใหญ่ ก็รอดมาได้

บรรดาเจ้าสัวธนาคารตอนนั้นก็ต้องวิ่งเจรจาหาเงินเข้ามาเพิ่มทุนกันเหนื่อย ต้องยอมลดสัดส่วนหุ้นตัวเองหรือครอบครัวตัวเองลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

ที่เล่าเรื่องไร้สาระมายืดยาวนี่เพื่อจะบอกว่า เมื่อถึงคราวคับขันมันก็ต้องยอมสละอวัยวะรักษาชีวิตกันไว้ก่อน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

การเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในธุรกิจที่เติบโต ย่อมดีกว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจที่ตกต่ำนะฮะ…

คนเก่งมีอยู่เยอะ…

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ บางเรื่องก็รู้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดมิได้แถมยังรู้อยู่แล้ว แต่การได้มาเจอความจริงกระแทกหน้านี่มันก็ช่วยกระตุ้นเตือน แถมยังสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าไปเสียเงินนั่งฟังนักพูดค่าตัวชั่วโมงละหลายหมื่นก็คือ

๑. ประเทศไทยนี่แม่มเล็กมาก เล็กกว่าสิงคโปร์ เล็กกว่ามาเลเซีย เล็กจนกระทั่งเวลาซีอีโอธุรกิจดิจิตอลพูดถึงตลาดในภูมิภาคนี้แม่มไม่พูดถึงไทยแลนด์ หรือ แบงค็อก เลย แต่พูดถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นอันดับต้น ๆ (ทำไมถึงเล็กขนาดนี้ อันนี้พี่ไม่รู้)

๒. คนเก่งแม่มมีเยอะมากกกกกกกก (ก ไก่ ๗ ล้านตัว) นี่แค่ในภูมิภาคนี้ยังเยอะขนาดนี้ เยอะจนน่ากลัว แล้วออกไปภูมิภาคอื่นอีกจะขนาดไหน

๓. เดิมก็คิดว่าตัวเองไม่เท่าไหร่อยู่แล้ว (อันนี้คิดจริง ไม่ได้มา humble brag) พอมาเจอคนเก่ง ๆ ตัวเป็น ๆ เข้าให้ก็เลยต้องกลับมานั่งคิดว่า พี่จะเอาอะไรมาเป็น competitiveness กะ competitive advantage ของพี่ดีวะ?

๔. อันนี้ส่วนตัวนิดนึง การเป็น introvert แล้วต้องมางานที่เป็นแนว networking event นี่กระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกเลยนะ

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…

การตัดสินใจด้วย ‘กึ๋น’ : โฆษณาช็อกโกแลตกับกอริลล่า

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง ทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าจะมีสาระอันใดหรือไม่แต่อยากเล่า คือเรื่องนี้

ขณะที่วิทยากรกำลังบรรยายเรื่องการใช้ข้อมูล Big Data ในการทำตลาดและสร้างสินค้า/บริการเฉพาะตัวให้กับลูกค้าแต่ละราย โดยยกตัวอย่าง amazon และ Netflix แต่วิทยากรก็บอกว่า การตัดสินใจควรอิงอยู่กับข้อมูลแต่ก็ไม่ควรตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลอย่างเดียว งงมั้ย?

แล้ววิทยากรก็เปิดคลิปนี้ให้ดู พี่ชอบมาก บอกเลย อยากให้ทุกคนลองดู ถ้าจะให้ดีต้องดูจอเครื่องคอมพ์แล้วเปิดเสียงดังนิดนึงด้วยนะ ถ้าเป็นคนยุค ๘๐ นี่รับรอง โดน!

ตอนนี้ให้ดูคลิปก่อนนะฮะ ดูจบค่อยมาอ่านต่อ

คลิปนี้เป็นโฆษณาช็อกโกแลต Cadbury ออกมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ ตอนนั้น Cadbury มีวิกฤติอะไรซักอย่างที่ต้องเรียกคืนสินค้าแล้วก็ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ย่ำแย่ (อันนี้คุ้น ๆ แฮะ) ก็เลยติดต่อเอเจนซี่ให้ทำโฆษณาช่วยกระตุ้นยอดขาย ครีเอทีฟก็เอาไอเดียนี้มาขาย บอกลูกค้าสั้น ๆ แค่ว่า มันเป็นไอเดียที่ดี ลูกค้าแม่มก็กล้า ยอมเอาด้วย ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งโฆษณาไม่มีอะไรเกี่ยวกับช็อกโกแลตซักนิด

ครีเอทีฟมาเล่าให้ทีมงานฟังทีหลังว่า งานนี้ไม่ได้มีข้อมูลอะไรแบ๊กอัปเลย เพียงแต่แค่อยากใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว นั่นคือ ทำโฆษณาที่มีกอริลล่า

ผลของโฆษณาตัวนี้เหรอ ยอดขาย Cadbury สูงขึ้น ๙% ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีขึ้น ส่วนตัวโฆษณาเองก็ได้รางวัลเพียบ รวมไปถึงกรังปรีซ์ที่คานส์ด้วย

นี่แหละความหมายที่วิทยากรบอกว่า การตัดสินใจอย่าใช้แต่ข้อมูล บางทีอาจไม่ต้องมีข้อมูลอะไรซัพพอร์ตเลยก็ได้ เรียกว่า ใช้กึ๋นล้วน ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนตัดสินใจต้องมี “ความกล้า” เพราะถ้าพลาดก็อ่วมนะฮะ…

อู๋ม่งต๊ะกับเฟอรารีเหลืองที่สิงคโปร์

ผมเพิ่งกลับมาจากไปงานสัมมนาที่สิงคโปร์ ไม่ได้ไปสิงคโปร์มาหลายปีไปเที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง ทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดไม่ได้เลยคือ ตอนกำลังเดินข้ามถนนจะไปโรงแรมที่จัดสัมมนา มองไปเจอเฟเรโร่ เฮ้ย เฟอรารี เทสตารอสซา สีเหลือง จอดติดไฟแดง กระจกเปิดอยู่ มองเข้าไปเห็นคนขับเป็นอาแปะ ท้วม ๆ ขาว ๆ หน้าตาแบบคนในแก๊งค์มาเฟียหนังฮ่องกง แต่งตัวธรรมดา ดูหน้าตาไม่มีออร่าคนรวยสักนิด

ถ้าให้นึกเห็นภาพง่าย ๆ คือ อู๋ม่งต๊ะ อ่ะ (คนที่ทันคงนึกออก) พอข้ามเสร็จก็ไฟเขียว พี่อู๋ม่งต๊ะแม่มเหยียบออกตัวไปเสียงดังชิ_หายที่เล่ามานี่จะบอกว่า

๑. อย่าประมาทคนหน้าตาแบบอู๋ม่งต๊ะ บางคนแม่มรวยเฮีย เฮีย

๒. คนเราไม่ควรตัดสินกันที่หน้าตา ควรตัดสินกันที่เฟอรารี เฮ้ย ที่ความดีมั้ย

๓. อย่าเชื่อการมองคนของพี่ ถึงจะเจอคนมาเยอะ แต่พี่ก็โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ บางคนก็ดูออกได้เร็ว บางคนแม่มก็ต้องใช้เวลาหลายปี ของแบบนี้มันไม่แน่นอน

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…