สรุปชีวิตปี ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่องราวชีวิตปีนี้มีอะไรมั่ง?

๑. ในหลวงร.๙ สวรรคต

๒. กลับมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดไปปีกว่า ตั้งแต่ที่พดด้วงไม่สบาย ตอนนี้วิ่งมาหกเดือนยังวิ่งได้ระยะไม่เท่าเดิมที่เคยวิ่ง แต่ไม่รีบ ค่อย ๆ เพิ่ม ปีหน้าน่าจะได้แล้ว

สิ่งที่ได้จากการวิ่งประจำคือ สุขภาพโอเค อันนี้วัดจากผลการตรวจร่างกายประจำปี ชีพจร ความดัน ไขมันดี ไขมันเลว คลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แล้วก็อะไรอีกหลายอย่างทั้งหลายทั้งปวงโอเคหมด (ขอสารภาพว่าค่าผลการตรวจทั้งหมดนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้มาก็ส่งให้คุณภรรยาดู แล้วคุณภรรยาสรุปให้อีกที  นี่ไง ที่บอกว่าเราคอยให้นโยบายกับดูภาพรวมก็พอ เรื่องปลีกย่อยอย่าไปทำเอง put the right woman to the right job นะ)

๓. ปักหมุดแรกของแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นทางการ สบายใจล่ะกู

๔. โครงสร้างทีมงานลงตัว หลังจากที่ปีก่อนทดลองมาปีนึง ปีนี้เดินหน้าเอาจริง ได้ผลอย่างที่คิดไว้ มีต้องปรับต้องจูนบ้างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องปกติ ขออีกสองปีทีมนี้จะสุดยอด

๕. ปีนี้เหนื่อยกับการหาคนมากถึงมากที่สุด เดิมก็ต้องหาอยู่แล้วเพราะคนไม่เคยมีพอกับงาน แต่ปีนี้หนักหน่อยเพราะคนออกตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีรวมแล้ว ๑๘ คน ปีนี้เลยต้องสัมภาษณ์คนเยอะมาก แต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะอยู่

๖. ปีนี้มานั่งศึกษาเรื่อง digital content กับ content marketing เยอะ เพราะต้องวางก้าวต่อไปของแผนกที่ต้องต่อยอดจากสิ่งพิมพ์ล่ะ (ถ้าใครอยู่สายดิจิทัลได้มาอ่านก็อย่าด่าว่าเชยเลยนะ นี่มาสายสิ่งพิมพ์)

๗. ปลายปีได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ดูงานอีกตัวนึง ต้องปั้นทีมงาน สางปัญหา แล้ววาง strategy ที่จะเดิน สนุกดี แล้วด้วยเหตุนี้ก็เลยมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงาน dscoop asia ที่สิงคโปร์ ไปฟังคนในวงการดิจิทัลมาเล่ามาให้ข้อมูลเรื่องการสร้างแบรนด์ การทำมาร์เก็ตติ้ง เปิดกะโหลกดีมาก

๘. สิ่งที่น่าผิดหวังของปีนี้คือ อ่านหนังสือน้อยลง ปีที่แล้วอ่านไป ๑๕ เล่ม ปีนี้อ่านจบไปแค่ ๔ เล่ม (นี่กำลังอ่านเล่มที่ห้า แต่จบไม่ทันแน่นอน) สาเหตุนึงที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสองข้อที่แล้วนี่แหละ พอไปดู digital content หนักเข้าแล้วเหมือนสมาธิสั้นลง ตอนอ่านหนังสือเหมือนไม่มีสมาธิ อ่านแล้วไม่เข้าหัว ตอนหลังต้องเพลา ๆ ลดการใช้จอลงแล้วโฟกัสมากขึ้น พอเริ่มทำได้ก็มาเจองานใหม่พอดี ต้องใช้เวลาไปกับการคิดเยอะ หยิบอะไรมาอ่านก็ไม่เข้าหัวอยู่ดีก็เลยไม่อ่านแม่มล่ะ นี่เริ่มซา ๆ แล้วถึงหยิบเล่มใหม่มาอ่านได้

๙. ไม่ได้นับจำนวนชัด ๆ  แต่มีความรู้สึกเหมือนปีนี้เขียนบล็อกน้อยลง คิดเยอะ เตรียมประเด็นไว้เยอะ แต่ไม่ได้เขียน อันนี้ไม่ดี ปีหน้าอย่าทำ

๑๐. Winter is coming, finally ความรู้สึกปนเปกันนะเรื่องนี้ เห็นใจเพื่อนร่วมวงการที่ได้รับผลกระทบทุกคน แล้วก็ดีใจที่แม่มมาซักที จะได้หายคาใจว่าในที่สุดที่คิดไว้ก็เป็นจริง คิดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว ยอมเปลี่ยนสายมาทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ (โชคดีที่นายให้โอกาส) แล้วยังต้องแข็งใจตอบปฏิเสธงานที่เฮดฮันเตอร์ติดต่อมาสองครั้งสองหน แกว่งเหมือนกันแต่เชื่อว่าสุดท้าย Winter แม่มต้องมาแน่ ๆ ปีนี้ก็มาแล้ว สบายใจล่ะว่าการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ยังใช้ได้

จบล่ะ เดี๋ยวนั่งคิดต่อว่าปีหน้าอยากทำอะไรนะฮะ…

บล็อกระทึก…

เมื่อวานเกิดเหตุการณ์อยู่ ๆ ยอดคนเข้าบล็อกก็พุ่งพรวดผิดปกติเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่สัปดาห์ แล้วทราฟฟิกที่เข้ามาก็มาที่โพสต์เดียวเลย แถมยังมาจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา กระจายกันไปไม่มีรูปแบบ พาให้หนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วยความกังวลว่า บล็อกเรื่อยเปื่อยที่เขียนถึงนิตยสารเล่มนึง (ซึ่งก็ปิดตัวไปแล้ว) ทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีคนเข้ามาเยอะผิดปกติอย่างนี้

ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ยอด referrer กว่า ๙๐% มาจาก facebook ตอนที่เกิดเหตุครั้งแรกก็พยายามกดลิ้งก์ referrer กลับไปเพื่อจะดูว่าใครกันหนอที่เอาไปแชร์ แต่ก็ดูไม่ได้ เพราะกดไปแล้วมันวิ่งกลับไปที่หน้า feed ของตัวเอง

มารอบนี้ทีแรกก็ยังมืดแปดด้าน แล้วก็เพิ่งเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเมื่อคืนตอนก่อนนอนว่า ทำไมมึงโง่อย่างนี้ กดลิ้งก์กลับไปไม่ได้ก็เสิร์ชใน facebook ดูสิเว้ย!! ใช้คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ในบล็อกโพสต์นั่นแหละหาเอา (นี่แหละหนาที่เขาบอกว่า คนเราต้องโง่มาก่อนฉลาด)

หลังจากนั่งอิ่มเอมใจในสติปัญญาของตัวเองสักพักแล้ว ก็ลองเอาคำในโพสต์นั้นแหละมาเป็นคีย์เวิร์ดเสิร์ชดูเลย คำแรกก็โป๊ะเลยจ้า

มีคนแชร์โพสต์อันที่ว่านี้จากในบล็อกเข้าไปในกลุ่ม facebook กลุ่มนึงที่มีสมาชิกอยู่สี่พันกว่าคน ลองไล่ดูเนื้อหาส่วนใหญ่ที่โพสต์ในกลุ่มนี้ก็พอเห็นแนวความคิดและทัศนคติร่วมบางอย่าง ซึ่งบังเอิญว่าคำพาดหัวของโพสต์นี้ไปเข้าทางเขาพอดี

นอกจากคนในกลุ่ม facebook นี้จะกดลิ้งก์เข้ามาดูแล้ว หลายคนก็ยังปรารถนาดีกดแชร์เพื่อเผื่อแผ่ไปให้เฟรนด์ที่มีอยู่ได้รับรู้ด้วย ก็เลยยิ่งลามออกนอกกลุ่มไปอีก กระทั่งตอนนี้ (ค่ำวันที่ ๗) ยอดคนเข้าบล็อกก็ยังมีต่อเนื่องอยู่ แต่ไม่แรงเท่าเมื่อวานแล้ว

เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล

ถามว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ได้รู้อะไรบ้าง? อันนี้ถามตัวเองนะฮะ เพราะคนอื่นน่าจะรู้กันทั่วอยู่แล้ว ผมมันพวกอนาล็อก เพิ่งจะรู้

๑. facebook ยังคงเป็น traffic driver เบอร์หนึ่งในโลกออนไลน์

ของคนอื่นเป็นไงไม่รู้นะ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยทำบล็อกเกี่ยวกับ personal finance มีคนอ่านคนเดียวเหมือนกัน คือเขียนเองอ่านเอง แล้วอยู่ ๆ ยอดก็พุ่งพรวดแบบนี้เลย ปรากฎว่า มีคนอ่านแล้วเอาลิ้งก์ไปโพสต์ใน pantip คนเข้า pantip แล้วก็คลิกมาอ่าน ยอดทะลักมากแต่ก็ยังได้ยอดไม่เท่าครั้งนี้เลยนะ เดี๋ยวนี้เป็นไงบ้างไม่รู้ อันนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญ pantip แหละ ผมไม่ได้เล่น pantip ไม่สามารถบอกได้

๒. การแชร์หรือเผยแพร่ content เข้าไปในแหล่งชุมนุมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วเป็น content ที่โดนใจหรือตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เถอะจะได้ผลตอบรับดีมากกกกกกก (กอ ไก่ เจ็ดล้านตัว) ดีจนหนาวเลย (เพราะอันนี้ไม่ได้เป็นคนแชร์)

๓. การพาดหัว (หรือหัวเรื่อง / headline) ถ้าตั้งได้ดีจะมีชัย (ซึ่งไม่ได้แปลว่าถุงยาง) ไปกว่าครึ่ง

ควรตั้งให้คนอ่านเข้าใจได้เร็ว ตัดสินใจได้เลยว่าจะคลิกเข้าไปอ่านดีมั้ย ไม่ใช่เจอพาดหัวแล้ว เออ พาดหัวแม่มคมว่ะ แต่ต้องเอากลับไปคิดสามวันว่าคนเขียนมันหมายถึงอะไรวะ แบบนั้นใช้กับสิ่งพิมพ์อาจจะได้ แต่ออนไลน์นี่ไม่น่ารอด เพราะกรณีของผมนี่คิดว่าคนที่คลิกมาอ่านโพสต์ตัดสินใจจากพาดหัวอย่างเดียวเลย บังเอิญว่าคำมันโดนนะฮะ

๔. เสิร์ชของ facebook ดีขึ้นเยอะ จำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยจะเสิร์ชหาอะไรใน facebook แล้วขัดใจมาก หาอะไรไม่ค่อยเจอ ไม่รู้มันโง่หรือเราโง่ แต่ครั้งนี้ดีขึ้นมากนะ

ชักจะยาวล่ะ พอแค่นี้เถอะ ถ้าใครมีความเห็นยังไงก็เชิญนะฮะ…

คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ

ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ)

เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ

ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่

ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา

แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก สามสิบปลาย สี่สิบกว่า สี่สิบปลาย จนถึงห้าสิบก็ยังมี จากที่ได้สอบถามตอนสัมภาษณ์สามารถสรุปได้ว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นผลมาจากภาวะวิกฤติของแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์นะฮะ หลายคนยังทำงานอยู่แต่พอจะดูออกว่าสถานการณ์ออฟฟิศไม่ค่อยดี ก็หางานเผื่อไว้ก่อน เกิดปุบปับมีอะไรขึ้นมาจะได้ไม่เคว้ง บางคนก็เพิ่งออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะหนังสือปิดตัว (ปีนี้หลายเล่มแล้วนะ) หรือสมัครใจเข้าโครงการ early retire หรือไม่ได้สมัครใจแต่ถูกจิ้มออก

สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามานี่น่าสะท้อนใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลายคนที่ได้สัมภาษณ์ช่วงหลังนี่ทำงานที่ออฟฟิศปัจจุบันหรือล่าสุดมาสิบกว่าปีเลยนะ บางคนทำมา ๑๙ ปี แต่จำใจต้องเข้าโครงการ early retire บางคนทำมาสิบกว่าปีแต่ออฟฟิศทำท่าจะไปไม่รอด ก็จำเป็นต้องหางานใหม่

สถานการณ์แบบนี้คงจะมีไปอีกสักพัก จนกว่าจะเขย่ากันเสร็จเรียบร้อยว่าใครจะอยู่ใครจะไป ขอให้เพื่อนร่วมวงการทุกคนโชคดีนะครับ

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง : สละอวัยวะรักษาชีวิต

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิกฤติต้มยำกุ้งนะ ถึงจะทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากแสนสาหัส แต่ก็ได้ข้อคิดได้บทเรียนสอนใจอะไรหลายอย่างที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้ เข้าตำราที่ฝรั่งว่าไว้ don’t waste a crisis

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบล็อกพูดถึงข้อดีของวิกฤติต้มยำกุ้งไว้บ้างแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอื่นบ้างแล้วกัน

วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (ซึ่งในทางปฏิบัติคือ การลดค่าเงินนั่นแหละ แต่เรียกให้สวย ๆ เหมือน ประชารัฐ ไม่ใช่ ประชานิยม อ่ะนะ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างเป็นทางการ

ผลที่ตามมาก็คือ ธุรกิจไทยหลายร้อยหลายพันแห่งที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา (เพราะดอกเบี้ยถูก ตอนนั้นดอกเบี้ยแบงก์ไทยแพง ก็กู้นอกสิเธอ ใครไม่กู้นี่มีโดนหยามว่าโง่ เอ๊ย ฉลาดน้อยนะฮะ) อ้วกแตกทันที เพราะค่าเงินบาทจากที่แข็งโป๊ก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ กลับเหลวเป๋วเป็นขี้เด็ก ไหลไปทำสถิติที่ ๕๕ บาทต่อดอลลาร์กันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า หนี้ที่มีอยู่เพิ่มพรวดเป็นสองเท่าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร รัฐจัดให้สวย ๆ

ทุกบริษัทไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ต่างต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดสุดชีวิต มีบริษัทในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รอดต้องเลิกกิจการไป ทั้งที่เมื่อตอนก่อนวิกฤติยังเป็นพยัคฆ์คำรามในแวดวงธุรกิจบ้านเรากันอยู่เลย

การหาทางรอดของแต่ละคนแต่ละรายก็แตกต่างกันไป มีทั้งขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองให้คนอื่นไป หาเงินทุนใหม่เข้ามา เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ โฮ้ยยยย สารพัด

อย่างซีพียักษ์ใหญ่บิ๊กบึ้มยังต้องยอมตัดใจขายโลตัสให้ Tesco ไป พี่ยังจำที่คุณก่อศักดิ์ ณ เซเว่น ให้สัมภาษณ์ตอนนั้นได้เลยว่า รู้ทั้งรู้ว่าธุรกิจนี้ดีแน่ ๆ กำไรแน่ ๆ แต่ในเวลานั้นต้องใช้เงินลงทุนอีกนับพันล้านหมื่นล้าน ในขณะที่ธุรกิจอื่นของเครือก็กำลังแย่ การตัดสินใจขายตอนนั้นนอกจากจะปลดเปลื้องภาระที่ต้องหาเงินมาลงทุนเป็นพันล้านหมื่นล้านอย่างที่ว่าแล้ว ยังทำให้ได้เงินกลับมาช่วยธุรกิจอื่นได้เป็นพันล้านหมื่นล้านด้วย อันนี้ต้องยอมกลืนเลือด ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น (ประโยคหลังนี่พี่ว่าเองนะฮะ)

หรือดีแทคของค่ายยูคอมที่เคยเป็นหนึ่งในจตุรยักษ์วงการเทเลคอมเมืองไทยก็ตุปัดตุเป๋หาทางไปไม่เป็นเหมือนกัน ตอนนั้นมีทั้งหนี้สถาบันการเงินที่ไปกู้เขามา แล้วก็ยังมีหนี้การค้าที่ไปซื้ออุปกรณ์ระบบเครือข่ายมาอีก ทำท่าจะไปไม่รอดจนสุดท้ายตระกูลเบญจรงคกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ นำโดยคุณบุญชัย สามีตั๊ก บงกช ต้องยอมตัดใจดึงเทเลนอร์มาถือหุ้นใหญ่ ก็รอดมาได้

บรรดาเจ้าสัวธนาคารตอนนั้นก็ต้องวิ่งเจรจาหาเงินเข้ามาเพิ่มทุนกันเหนื่อย ต้องยอมลดสัดส่วนหุ้นตัวเองหรือครอบครัวตัวเองลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

ที่เล่าเรื่องไร้สาระมายืดยาวนี่เพื่อจะบอกว่า เมื่อถึงคราวคับขันมันก็ต้องยอมสละอวัยวะรักษาชีวิตกันไว้ก่อน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

การเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในธุรกิจที่เติบโต ย่อมดีกว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจที่ตกต่ำนะฮะ…

คนเก่งมีอยู่เยอะ…

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ บางเรื่องก็รู้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดมิได้แถมยังรู้อยู่แล้ว แต่การได้มาเจอความจริงกระแทกหน้านี่มันก็ช่วยกระตุ้นเตือน แถมยังสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าไปเสียเงินนั่งฟังนักพูดค่าตัวชั่วโมงละหลายหมื่นก็คือ

๑. ประเทศไทยนี่แม่มเล็กมาก เล็กกว่าสิงคโปร์ เล็กกว่ามาเลเซีย เล็กจนกระทั่งเวลาซีอีโอธุรกิจดิจิตอลพูดถึงตลาดในภูมิภาคนี้แม่มไม่พูดถึงไทยแลนด์ หรือ แบงค็อก เลย แต่พูดถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นอันดับต้น ๆ (ทำไมถึงเล็กขนาดนี้ อันนี้พี่ไม่รู้)

๒. คนเก่งแม่มมีเยอะมากกกกกกกก (ก ไก่ ๗ ล้านตัว) นี่แค่ในภูมิภาคนี้ยังเยอะขนาดนี้ เยอะจนน่ากลัว แล้วออกไปภูมิภาคอื่นอีกจะขนาดไหน

๓. เดิมก็คิดว่าตัวเองไม่เท่าไหร่อยู่แล้ว (อันนี้คิดจริง ไม่ได้มา humble brag) พอมาเจอคนเก่ง ๆ ตัวเป็น ๆ เข้าให้ก็เลยต้องกลับมานั่งคิดว่า พี่จะเอาอะไรมาเป็น competitiveness กะ competitive advantage ของพี่ดีวะ?

๔. อันนี้ส่วนตัวนิดนึง การเป็น introvert แล้วต้องมางานที่เป็นแนว networking event นี่กระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกเลยนะ

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…

อู๋ม่งต๊ะกับเฟอรารีเหลืองที่สิงคโปร์

ผมเพิ่งกลับมาจากไปงานสัมมนาที่สิงคโปร์ ไม่ได้ไปสิงคโปร์มาหลายปีไปเที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง ทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดไม่ได้เลยคือ ตอนกำลังเดินข้ามถนนจะไปโรงแรมที่จัดสัมมนา มองไปเจอเฟเรโร่ เฮ้ย เฟอรารี เทสตารอสซา สีเหลือง จอดติดไฟแดง กระจกเปิดอยู่ มองเข้าไปเห็นคนขับเป็นอาแปะ ท้วม ๆ ขาว ๆ หน้าตาแบบคนในแก๊งค์มาเฟียหนังฮ่องกง แต่งตัวธรรมดา ดูหน้าตาไม่มีออร่าคนรวยสักนิด

ถ้าให้นึกเห็นภาพง่าย ๆ คือ อู๋ม่งต๊ะ อ่ะ (คนที่ทันคงนึกออก) พอข้ามเสร็จก็ไฟเขียว พี่อู๋ม่งต๊ะแม่มเหยียบออกตัวไปเสียงดังชิ_หายที่เล่ามานี่จะบอกว่า

๑. อย่าประมาทคนหน้าตาแบบอู๋ม่งต๊ะ บางคนแม่มรวยเฮีย เฮีย

๒. คนเราไม่ควรตัดสินกันที่หน้าตา ควรตัดสินกันที่เฟอรารี เฮ้ย ที่ความดีมั้ย

๓. อย่าเชื่อการมองคนของพี่ ถึงจะเจอคนมาเยอะ แต่พี่ก็โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ บางคนก็ดูออกได้เร็ว บางคนแม่มก็ต้องใช้เวลาหลายปี ของแบบนี้มันไม่แน่นอน

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…

ถึงคราวเกษตรกรต้องปรับตัว

ปัญหาเรื่องราคาข้าวนี่ไม่รู้ยังไงนะ เล่าประสบการณ์ที่เคยเจอแล้วกัน เมื่อหลายปีก่อนเคยทำงานที่ต้องออกไปเจอชาวนาในต่างจังหวัด เป็นช่วงที่รัฐบาลสมัยนั้นมีโครงการตำบลละล้าน เลยถามกลุ่มชาวนาว่า ในเมื่อมีปัญหาเรื่องโรงสีกดราคาข้าวเปลือก ตอนนี้รัฐบาลมีเงินให้ตำบลละล้าน ทำไมไม่เอามาทำโรงสีเอง จะได้รวมกลุ่มกันสีข้าวขายเอง ไม่ต้องพึ่งโรงสี

คำตอบที่ได้คือ ไม่เอา ไม่อยากทำ อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ที่เล่ามาต้องบอกก่อนว่าเป็นแค่กลุ่มเดียวไม่ใช่เกษตรกรทั้งหมดที่เป็นอย่างนี้ รวมทั้งอีกเรื่องที่จะเล่านี่ด้วย

หลังจากเจอชาวนาเรื่องข้าวไปแล้ว ต่อมาอีกสามสี่ปีได้ไปทำเรื่องของวงการน้ำตาล ได้คุยกับโรงงานน้ำตาลเล่าว่า เกษตรกรที่รับเงินจากโรงงานน้ำตาลไป (อันนี้เป็นระบบของวงการนี้ คือ เกษตรกรมาเอาเงินจากโรงงานน้ำตาลไปก่อน เป็นค่าพันธุ์อ้อย ค่าปุ๋ย ค่ายา พอปลูกอ้อยได้แล้วก็ตัดอัอยมาขายที่โรงงานนี้ในราคาที่ตกลงกันไว้) ปรากฎว่า เอาเงินไปแล้ว พอปลูกอ้อยได้ ถ้าปีนั้นอ้อยราคาดี จะมีโรงงานน้ำตาลโรงอื่นมาให้ราคาสูงกว่า (เพราะไม่ได้จ่ายล่วงหน้าให้ไง) เกษตรกรก็ขนอ้อยไปขายโรงงานอื่นแทนซะงั้น แล้วมาบอกโรงงานนี้ว่า อ้อยผลผลิตไม่ดี ปีนี้ได้น้อย

ที่เล่ามานี่ไม่ต้องเชื่อ ไปลองถามโรงงานน้ำตาลดู แล้วก็ไม่ได้บอกว่า โรงงานน้ำตาลเป็นคนดีที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะบางเจ้าก็ชักดาบค่าอ้อยของเกษตรกรด้วยเหมือนกันนะฮะ…

ข้อคิดจากการไปหาหมอจับเส้น…ชีวิตนี้ไม่แน่นอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙) ไปหาหมอจับเส้น (คุณภรรยาไปเจอที่งาน BIG ทดลองแล้วรู้สึกว่าของจริงเลยไปหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วก็เลยมา รายละเอียดเอาไว้เล่าอีกที) ที่อยากจะเล่าคือ ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนไข้ทยอยมาเรื่อย ๆ มีคนนึงนั่งรถเข็นมา เป็นผู้หญิง อายุน่าจะสามสิบต้น ๆ ผิวพรรณดี

ระหว่างที่นั่งรอ คนไข้คนนี้กับคนอื่นก็นั่งคุยกันไป เรื่องในหลวงบ้าง เรื่องทั่ว ๆ ไปบ้าง เราไม่ได้อยากร่วมวงสนทนาก็นั่งอ่านอะไรไปเงียบ ๆ แต่สถานที่มันแคบ แล้วก็คุยกันอยู่ตรงหน้าเรานี่เองก็เลยได้ยินชัด

สักพักมีคนถามว่า นี่เป็นอะไร? เขาตอบว่า เป็นอัมพาต ช่วงล่างไม่มีความรู้สึก เราได้ยินแล้วก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรขึ้นมาในคอ ไม่กล้าเงยขึ้นมาดูเขา กลัวทำหน้าไม่ถูก แต่เขาก็เล่าต่อว่า แต่ก่อนก็ดี ๆ ทำงานได้ปกติ แต่อยู่มาวันนึงมันเหมือนไม่มีช่วงล่างเลย ไม่มีความรู้สึกอะไร หลังจากไปหาหมอแล้วสรุปว่า เส้นเลือดแตกแล้วเลือดไหลเข้าไปในกระดูกสันหลังหรือไขสันหลังนี่แหละ แล้วลิ่มเลือดไปขวางการทำงานของอะไรซักอย่าง จบด้วยการเป็นอัมพาต

แล้วเขาเล่าว่า ทุกวันนี้ช่วงขาเขาเป็นแผลเยอะเลย เพราะบางทีโดนน้ำร้อนลวกแล้วไม่รู้สึก มาเห็นอีกที อ้าว เป็นแผลพุพองไปแล้ว ก็ต้องมารักษาแผลน้ำร้อนลวกเพิ่ม

ตอนนี้เขาออกจากงานเพราะทำงานไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน แต่ขาก็ยังขยับไม่ได้ ยังดีที่ความรู้สึกพอจะได้บ้างแล้วถ้าโดนตีหรือโดนกระแทกแรง ๆ

ตลอดเวลาที่เขาเล่าเรื่องนี้ ไม่ได้แสดงอาการโศกเศร้ากับชีวิตหรือน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง น้ำเสียงเหมือนบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไป คิดว่าเขาคงผ่านจุดแห่งความเสียใจมาแล้ว

ที่เล่ามานี่ไม่ใช่อะไร ส่วนตัวคิดว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริง ๆ ทำงานอยู่ดี ๆ ใครจะคิดว่าจะเป็นอัมพาตช่วงล่าง เดินไม่ได้ กลายเป็นภาระคนอื่น ต้องออกจากงาน แล้วมานั่งรักษาตัว นึกถึงตัวเองที่ร่างกายยังดี แขนขายังอยู่ครบก็พยายามใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบนะฮะ

สวัสดี

ชีวิตสาวมหา’ลัย

เมื่อวันเสาร์ไปบรรยายที่วิทยาลัยการจัดการมหิดล ได้ความรู้ใหม่ๆ (ซึ่งบางอย่างคนอื่นอาจจะรู้กันทั่วไปหมดแล้ว) ที่น้อง ๆ เก็บข้อมูลมา ขอเอามาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นประโยชน์ ดังนี้

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำศัลยกรรมในสัดส่วนอย่างน้อย ๑๐% (จากสัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง จริง ๆ อาจมากกว่านี้ก็ได้) นับรวมทั้งที่ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ในส่วนของการผ่าตัดที่ทำมากที่สุดคือ จมูก

– สาเหตุของการทำคือ อยากสวย มีปัญหาหรือคิดว่ามีปัญหา เห็นเพื่อนทำแล้วสวยก็เลยอยากทำบ้าง และมีบ้าง (ในสัดส่วนยังไม่มาก) ที่ทำเพื่อจะเข้าวงการบันเทิง พริตตี้ ฯลฯ

– คนที่ทำไม่ได้ปกปิด เปิดเผยว่าทำเป็นเรื่องปกติ มีบางคนแม่เป็นคนพาไปทำด้วยซ้ำ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำงานหารายได้เองด้วย และหลายคนรายได้เกินหมื่นหรือหลายหมื่น งานที่ทำส่วนใหญ่คือ การขายของผ่าน IG ไม่ต้องสต็อกสินค้า เอาเสื้อผ้าจากร้านมาถ่ายลง IG มีคนซื้อก็ค่อยส่งให้ บางคนก็เริ่มทำงานตามสายงานที่เรียน เช่น เรียนบัญชีก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยที่บริษัทผู้สอบบัญชี

– จากการที่ทำงานและมีรายได้ตามที่ว่ามา ทำให้สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) มีกำลังซื้อสูง หลายคน (จากกลุ่มตัวอย่าง) ใช้สินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ สนีกเกอร์ รุ่นและยี่ห้อที่เป็นที่นิยม การไปเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศ (ไปกันเอง ไม่ได้ไปกับครอบครัว) ฯลฯ

– การตัดสินใจซื้อสนีกเกอร์ของสาวกลุ่มนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ influencer ซึ่งได้แก่ ดาราและเซเล็บฯ ตอนนี้คนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ชมพู่ อารยา และ Kendall Jenner (ใครวะ?) โดยที่ influencer ไม่ต้องเป็นพรีเซนเตอร์ตรง ๆ แต่ถ่ายรูปให้เห็นว่าใส่ แล้วไม่ต้องถ่ายเน้นรองเท้าด้วย (น้อง ๆ จะไปส่องกันเองว่าใส่อะไร) แล้วจะไปตามซื้อกัน เช่น น้องเล่าว่า ครั้งหนึ่งชมพู่ใส่ converse สีขาวถ่ายรูปขึ้น IG ก็ทำให้รุ่นนี้สีนี้แทบจะขาดตลาด กลายเป็นของหายากกันเลย ในเรื่องนี้สื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดจึงเป็น IG นะฮะ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) กลุ่มที่เก็บตัวอย่างมา มีแบรนด์โลยัลตี้ในสินค้าเครื่องสำอางสูง ถ้ารุ่นที่ใช้ขาดตลาดก็ยินดีที่จะเปลี่ยนรุ่นแต่เป็นยี่ห้อเดิมมากกว่าเปลี่ยนยี่ห้อ ปัจจัยสำคัญอีกประการนึงของการซื้อเครื่องสำอางคือ พนักงานขาย มีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจซื้อ

– การไปเที่ยวต่างจังหวัด การเลือกว่าจะไปที่ไหนสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ pantip น้อง ๆ จะเข้ามาดูกระทู้ใน pantip ถ้าดูแล้วชอบก็จะตามไป โดยการไปเที่ยวจะไม่มีการแพลนล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง จะเอาแค่ว่ามีตั๋วไป-กลับ มีที่พัก พอแล้ว ไปถึงแล้วค่อยว่ากันเฉพาะหน้า

ชักยาวล่ะ ขอจบแต่เพียงแค่นี้นะฮะ…