คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ

ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ)

เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ

ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่

ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา

แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก สามสิบปลาย สี่สิบกว่า สี่สิบปลาย จนถึงห้าสิบก็ยังมี จากที่ได้สอบถามตอนสัมภาษณ์สามารถสรุปได้ว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นผลมาจากภาวะวิกฤติของแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์นะฮะ หลายคนยังทำงานอยู่แต่พอจะดูออกว่าสถานการณ์ออฟฟิศไม่ค่อยดี ก็หางานเผื่อไว้ก่อน เกิดปุบปับมีอะไรขึ้นมาจะได้ไม่เคว้ง บางคนก็เพิ่งออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะหนังสือปิดตัว (ปีนี้หลายเล่มแล้วนะ) หรือสมัครใจเข้าโครงการ early retire หรือไม่ได้สมัครใจแต่ถูกจิ้มออก

สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามานี่น่าสะท้อนใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลายคนที่ได้สัมภาษณ์ช่วงหลังนี่ทำงานที่ออฟฟิศปัจจุบันหรือล่าสุดมาสิบกว่าปีเลยนะ บางคนทำมา ๑๙ ปี แต่จำใจต้องเข้าโครงการ early retire บางคนทำมาสิบกว่าปีแต่ออฟฟิศทำท่าจะไปไม่รอด ก็จำเป็นต้องหางานใหม่

สถานการณ์แบบนี้คงจะมีไปอีกสักพัก จนกว่าจะเขย่ากันเสร็จเรียบร้อยว่าใครจะอยู่ใครจะไป ขอให้เพื่อนร่วมวงการทุกคนโชคดีนะครับ

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง : สละอวัยวะรักษาชีวิต

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิกฤติต้มยำกุ้งนะ ถึงจะทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากแสนสาหัส แต่ก็ได้ข้อคิดได้บทเรียนสอนใจอะไรหลายอย่างที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้ เข้าตำราที่ฝรั่งว่าไว้ don’t waste a crisis

ก่อนหน้านี้เคยเขียนบล็อกพูดถึงข้อดีของวิกฤติต้มยำกุ้งไว้บ้างแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอื่นบ้างแล้วกัน

วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (ซึ่งในทางปฏิบัติคือ การลดค่าเงินนั่นแหละ แต่เรียกให้สวย ๆ เหมือน ประชารัฐ ไม่ใช่ ประชานิยม อ่ะนะ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างเป็นทางการ

ผลที่ตามมาก็คือ ธุรกิจไทยหลายร้อยหลายพันแห่งที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา (เพราะดอกเบี้ยถูก ตอนนั้นดอกเบี้ยแบงก์ไทยแพง ก็กู้นอกสิเธอ ใครไม่กู้นี่มีโดนหยามว่าโง่ เอ๊ย ฉลาดน้อยนะฮะ) อ้วกแตกทันที เพราะค่าเงินบาทจากที่แข็งโป๊ก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ กลับเหลวเป๋วเป็นขี้เด็ก ไหลไปทำสถิติที่ ๕๕ บาทต่อดอลลาร์กันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า หนี้ที่มีอยู่เพิ่มพรวดเป็นสองเท่าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร รัฐจัดให้สวย ๆ

ทุกบริษัทไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ต่างต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดสุดชีวิต มีบริษัทในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รอดต้องเลิกกิจการไป ทั้งที่เมื่อตอนก่อนวิกฤติยังเป็นพยัคฆ์คำรามในแวดวงธุรกิจบ้านเรากันอยู่เลย

การหาทางรอดของแต่ละคนแต่ละรายก็แตกต่างกันไป มีทั้งขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองให้คนอื่นไป หาเงินทุนใหม่เข้ามา เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ โฮ้ยยยย สารพัด

อย่างซีพียักษ์ใหญ่บิ๊กบึ้มยังต้องยอมตัดใจขายโลตัสให้ Tesco ไป พี่ยังจำที่คุณก่อศักดิ์ ณ เซเว่น ให้สัมภาษณ์ตอนนั้นได้เลยว่า รู้ทั้งรู้ว่าธุรกิจนี้ดีแน่ ๆ กำไรแน่ ๆ แต่ในเวลานั้นต้องใช้เงินลงทุนอีกนับพันล้านหมื่นล้าน ในขณะที่ธุรกิจอื่นของเครือก็กำลังแย่ การตัดสินใจขายตอนนั้นนอกจากจะปลดเปลื้องภาระที่ต้องหาเงินมาลงทุนเป็นพันล้านหมื่นล้านอย่างที่ว่าแล้ว ยังทำให้ได้เงินกลับมาช่วยธุรกิจอื่นได้เป็นพันล้านหมื่นล้านด้วย อันนี้ต้องยอมกลืนเลือด ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น (ประโยคหลังนี่พี่ว่าเองนะฮะ)

หรือดีแทคของค่ายยูคอมที่เคยเป็นหนึ่งในจตุรยักษ์วงการเทเลคอมเมืองไทยก็ตุปัดตุเป๋หาทางไปไม่เป็นเหมือนกัน ตอนนั้นมีทั้งหนี้สถาบันการเงินที่ไปกู้เขามา แล้วก็ยังมีหนี้การค้าที่ไปซื้ออุปกรณ์ระบบเครือข่ายมาอีก ทำท่าจะไปไม่รอดจนสุดท้ายตระกูลเบญจรงคกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ นำโดยคุณบุญชัย สามีตั๊ก บงกช ต้องยอมตัดใจดึงเทเลนอร์มาถือหุ้นใหญ่ ก็รอดมาได้

บรรดาเจ้าสัวธนาคารตอนนั้นก็ต้องวิ่งเจรจาหาเงินเข้ามาเพิ่มทุนกันเหนื่อย ต้องยอมลดสัดส่วนหุ้นตัวเองหรือครอบครัวตัวเองลง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

ที่เล่าเรื่องไร้สาระมายืดยาวนี่เพื่อจะบอกว่า เมื่อถึงคราวคับขันมันก็ต้องยอมสละอวัยวะรักษาชีวิตกันไว้ก่อน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

การเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในธุรกิจที่เติบโต ย่อมดีกว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจที่ตกต่ำนะฮะ…

คนเก่งมีอยู่เยอะ…

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ บางเรื่องก็รู้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดมิได้แถมยังรู้อยู่แล้ว แต่การได้มาเจอความจริงกระแทกหน้านี่มันก็ช่วยกระตุ้นเตือน แถมยังสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าไปเสียเงินนั่งฟังนักพูดค่าตัวชั่วโมงละหลายหมื่นก็คือ

๑. ประเทศไทยนี่แม่มเล็กมาก เล็กกว่าสิงคโปร์ เล็กกว่ามาเลเซีย เล็กจนกระทั่งเวลาซีอีโอธุรกิจดิจิตอลพูดถึงตลาดในภูมิภาคนี้แม่มไม่พูดถึงไทยแลนด์ หรือ แบงค็อก เลย แต่พูดถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นอันดับต้น ๆ (ทำไมถึงเล็กขนาดนี้ อันนี้พี่ไม่รู้)

๒. คนเก่งแม่มมีเยอะมากกกกกกกก (ก ไก่ ๗ ล้านตัว) นี่แค่ในภูมิภาคนี้ยังเยอะขนาดนี้ เยอะจนน่ากลัว แล้วออกไปภูมิภาคอื่นอีกจะขนาดไหน

๓. เดิมก็คิดว่าตัวเองไม่เท่าไหร่อยู่แล้ว (อันนี้คิดจริง ไม่ได้มา humble brag) พอมาเจอคนเก่ง ๆ ตัวเป็น ๆ เข้าให้ก็เลยต้องกลับมานั่งคิดว่า พี่จะเอาอะไรมาเป็น competitiveness กะ competitive advantage ของพี่ดีวะ?

๔. อันนี้ส่วนตัวนิดนึง การเป็น introvert แล้วต้องมางานที่เป็นแนว networking event นี่กระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกเลยนะ

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…

อู๋ม่งต๊ะกับเฟอรารีเหลืองที่สิงคโปร์

ผมเพิ่งกลับมาจากไปงานสัมมนาที่สิงคโปร์ ไม่ได้ไปสิงคโปร์มาหลายปีไปเที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง ทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย

ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดไม่ได้เลยคือ ตอนกำลังเดินข้ามถนนจะไปโรงแรมที่จัดสัมมนา มองไปเจอเฟเรโร่ เฮ้ย เฟอรารี เทสตารอสซา สีเหลือง จอดติดไฟแดง กระจกเปิดอยู่ มองเข้าไปเห็นคนขับเป็นอาแปะ ท้วม ๆ ขาว ๆ หน้าตาแบบคนในแก๊งค์มาเฟียหนังฮ่องกง แต่งตัวธรรมดา ดูหน้าตาไม่มีออร่าคนรวยสักนิด

ถ้าให้นึกเห็นภาพง่าย ๆ คือ อู๋ม่งต๊ะ อ่ะ (คนที่ทันคงนึกออก) พอข้ามเสร็จก็ไฟเขียว พี่อู๋ม่งต๊ะแม่มเหยียบออกตัวไปเสียงดังชิ_หายที่เล่ามานี่จะบอกว่า

๑. อย่าประมาทคนหน้าตาแบบอู๋ม่งต๊ะ บางคนแม่มรวยเฮีย เฮีย

๒. คนเราไม่ควรตัดสินกันที่หน้าตา ควรตัดสินกันที่เฟอรารี เฮ้ย ที่ความดีมั้ย

๓. อย่าเชื่อการมองคนของพี่ ถึงจะเจอคนมาเยอะ แต่พี่ก็โดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ บางคนก็ดูออกได้เร็ว บางคนแม่มก็ต้องใช้เวลาหลายปี ของแบบนี้มันไม่แน่นอน

จบล่ะ นึกอะไรได้จะมาเล่าต่อนะฮะ…

ถึงคราวเกษตรกรต้องปรับตัว

ปัญหาเรื่องราคาข้าวนี่ไม่รู้ยังไงนะ เล่าประสบการณ์ที่เคยเจอแล้วกัน เมื่อหลายปีก่อนเคยทำงานที่ต้องออกไปเจอชาวนาในต่างจังหวัด เป็นช่วงที่รัฐบาลสมัยนั้นมีโครงการตำบลละล้าน เลยถามกลุ่มชาวนาว่า ในเมื่อมีปัญหาเรื่องโรงสีกดราคาข้าวเปลือก ตอนนี้รัฐบาลมีเงินให้ตำบลละล้าน ทำไมไม่เอามาทำโรงสีเอง จะได้รวมกลุ่มกันสีข้าวขายเอง ไม่ต้องพึ่งโรงสี

คำตอบที่ได้คือ ไม่เอา ไม่อยากทำ อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ที่เล่ามาต้องบอกก่อนว่าเป็นแค่กลุ่มเดียวไม่ใช่เกษตรกรทั้งหมดที่เป็นอย่างนี้ รวมทั้งอีกเรื่องที่จะเล่านี่ด้วย

หลังจากเจอชาวนาเรื่องข้าวไปแล้ว ต่อมาอีกสามสี่ปีได้ไปทำเรื่องของวงการน้ำตาล ได้คุยกับโรงงานน้ำตาลเล่าว่า เกษตรกรที่รับเงินจากโรงงานน้ำตาลไป (อันนี้เป็นระบบของวงการนี้ คือ เกษตรกรมาเอาเงินจากโรงงานน้ำตาลไปก่อน เป็นค่าพันธุ์อ้อย ค่าปุ๋ย ค่ายา พอปลูกอ้อยได้แล้วก็ตัดอัอยมาขายที่โรงงานนี้ในราคาที่ตกลงกันไว้) ปรากฎว่า เอาเงินไปแล้ว พอปลูกอ้อยได้ ถ้าปีนั้นอ้อยราคาดี จะมีโรงงานน้ำตาลโรงอื่นมาให้ราคาสูงกว่า (เพราะไม่ได้จ่ายล่วงหน้าให้ไง) เกษตรกรก็ขนอ้อยไปขายโรงงานอื่นแทนซะงั้น แล้วมาบอกโรงงานนี้ว่า อ้อยผลผลิตไม่ดี ปีนี้ได้น้อย

ที่เล่ามานี่ไม่ต้องเชื่อ ไปลองถามโรงงานน้ำตาลดู แล้วก็ไม่ได้บอกว่า โรงงานน้ำตาลเป็นคนดีที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะบางเจ้าก็ชักดาบค่าอ้อยของเกษตรกรด้วยเหมือนกันนะฮะ…

ข้อคิดจากการไปหาหมอจับเส้น…ชีวิตนี้ไม่แน่นอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙) ไปหาหมอจับเส้น (คุณภรรยาไปเจอที่งาน BIG ทดลองแล้วรู้สึกว่าของจริงเลยไปหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วก็เลยมา รายละเอียดเอาไว้เล่าอีกที) ที่อยากจะเล่าคือ ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนไข้ทยอยมาเรื่อย ๆ มีคนนึงนั่งรถเข็นมา เป็นผู้หญิง อายุน่าจะสามสิบต้น ๆ ผิวพรรณดี

ระหว่างที่นั่งรอ คนไข้คนนี้กับคนอื่นก็นั่งคุยกันไป เรื่องในหลวงบ้าง เรื่องทั่ว ๆ ไปบ้าง เราไม่ได้อยากร่วมวงสนทนาก็นั่งอ่านอะไรไปเงียบ ๆ แต่สถานที่มันแคบ แล้วก็คุยกันอยู่ตรงหน้าเรานี่เองก็เลยได้ยินชัด

สักพักมีคนถามว่า นี่เป็นอะไร? เขาตอบว่า เป็นอัมพาต ช่วงล่างไม่มีความรู้สึก เราได้ยินแล้วก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรขึ้นมาในคอ ไม่กล้าเงยขึ้นมาดูเขา กลัวทำหน้าไม่ถูก แต่เขาก็เล่าต่อว่า แต่ก่อนก็ดี ๆ ทำงานได้ปกติ แต่อยู่มาวันนึงมันเหมือนไม่มีช่วงล่างเลย ไม่มีความรู้สึกอะไร หลังจากไปหาหมอแล้วสรุปว่า เส้นเลือดแตกแล้วเลือดไหลเข้าไปในกระดูกสันหลังหรือไขสันหลังนี่แหละ แล้วลิ่มเลือดไปขวางการทำงานของอะไรซักอย่าง จบด้วยการเป็นอัมพาต

แล้วเขาเล่าว่า ทุกวันนี้ช่วงขาเขาเป็นแผลเยอะเลย เพราะบางทีโดนน้ำร้อนลวกแล้วไม่รู้สึก มาเห็นอีกที อ้าว เป็นแผลพุพองไปแล้ว ก็ต้องมารักษาแผลน้ำร้อนลวกเพิ่ม

ตอนนี้เขาออกจากงานเพราะทำงานไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน แต่ขาก็ยังขยับไม่ได้ ยังดีที่ความรู้สึกพอจะได้บ้างแล้วถ้าโดนตีหรือโดนกระแทกแรง ๆ

ตลอดเวลาที่เขาเล่าเรื่องนี้ ไม่ได้แสดงอาการโศกเศร้ากับชีวิตหรือน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง น้ำเสียงเหมือนบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไป คิดว่าเขาคงผ่านจุดแห่งความเสียใจมาแล้ว

ที่เล่ามานี่ไม่ใช่อะไร ส่วนตัวคิดว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริง ๆ ทำงานอยู่ดี ๆ ใครจะคิดว่าจะเป็นอัมพาตช่วงล่าง เดินไม่ได้ กลายเป็นภาระคนอื่น ต้องออกจากงาน แล้วมานั่งรักษาตัว นึกถึงตัวเองที่ร่างกายยังดี แขนขายังอยู่ครบก็พยายามใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบนะฮะ

สวัสดี

ชีวิตสาวมหา’ลัย

เมื่อวันเสาร์ไปบรรยายที่วิทยาลัยการจัดการมหิดล ได้ความรู้ใหม่ๆ (ซึ่งบางอย่างคนอื่นอาจจะรู้กันทั่วไปหมดแล้ว) ที่น้อง ๆ เก็บข้อมูลมา ขอเอามาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นประโยชน์ ดังนี้

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำศัลยกรรมในสัดส่วนอย่างน้อย ๑๐% (จากสัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง จริง ๆ อาจมากกว่านี้ก็ได้) นับรวมทั้งที่ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ในส่วนของการผ่าตัดที่ทำมากที่สุดคือ จมูก

– สาเหตุของการทำคือ อยากสวย มีปัญหาหรือคิดว่ามีปัญหา เห็นเพื่อนทำแล้วสวยก็เลยอยากทำบ้าง และมีบ้าง (ในสัดส่วนยังไม่มาก) ที่ทำเพื่อจะเข้าวงการบันเทิง พริตตี้ ฯลฯ

– คนที่ทำไม่ได้ปกปิด เปิดเผยว่าทำเป็นเรื่องปกติ มีบางคนแม่เป็นคนพาไปทำด้วยซ้ำ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) ตอนนี้มีการทำงานหารายได้เองด้วย และหลายคนรายได้เกินหมื่นหรือหลายหมื่น งานที่ทำส่วนใหญ่คือ การขายของผ่าน IG ไม่ต้องสต็อกสินค้า เอาเสื้อผ้าจากร้านมาถ่ายลง IG มีคนซื้อก็ค่อยส่งให้ บางคนก็เริ่มทำงานตามสายงานที่เรียน เช่น เรียนบัญชีก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยที่บริษัทผู้สอบบัญชี

– จากการที่ทำงานและมีรายได้ตามที่ว่ามา ทำให้สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) มีกำลังซื้อสูง หลายคน (จากกลุ่มตัวอย่าง) ใช้สินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ สนีกเกอร์ รุ่นและยี่ห้อที่เป็นที่นิยม การไปเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศ (ไปกันเอง ไม่ได้ไปกับครอบครัว) ฯลฯ

– การตัดสินใจซื้อสนีกเกอร์ของสาวกลุ่มนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ influencer ซึ่งได้แก่ ดาราและเซเล็บฯ ตอนนี้คนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ชมพู่ อารยา และ Kendall Jenner (ใครวะ?) โดยที่ influencer ไม่ต้องเป็นพรีเซนเตอร์ตรง ๆ แต่ถ่ายรูปให้เห็นว่าใส่ แล้วไม่ต้องถ่ายเน้นรองเท้าด้วย (น้อง ๆ จะไปส่องกันเองว่าใส่อะไร) แล้วจะไปตามซื้อกัน เช่น น้องเล่าว่า ครั้งหนึ่งชมพู่ใส่ converse สีขาวถ่ายรูปขึ้น IG ก็ทำให้รุ่นนี้สีนี้แทบจะขาดตลาด กลายเป็นของหายากกันเลย ในเรื่องนี้สื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดจึงเป็น IG นะฮะ

– สาวมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) กลุ่มที่เก็บตัวอย่างมา มีแบรนด์โลยัลตี้ในสินค้าเครื่องสำอางสูง ถ้ารุ่นที่ใช้ขาดตลาดก็ยินดีที่จะเปลี่ยนรุ่นแต่เป็นยี่ห้อเดิมมากกว่าเปลี่ยนยี่ห้อ ปัจจัยสำคัญอีกประการนึงของการซื้อเครื่องสำอางคือ พนักงานขาย มีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจซื้อ

– การไปเที่ยวต่างจังหวัด การเลือกว่าจะไปที่ไหนสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ pantip น้อง ๆ จะเข้ามาดูกระทู้ใน pantip ถ้าดูแล้วชอบก็จะตามไป โดยการไปเที่ยวจะไม่มีการแพลนล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง จะเอาแค่ว่ามีตั๋วไป-กลับ มีที่พัก พอแล้ว ไปถึงแล้วค่อยว่ากันเฉพาะหน้า

ชักยาวล่ะ ขอจบแต่เพียงแค่นี้นะฮะ…

วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งนี้หนักกว่า “ต้มยำกุ้ง”

จากกรณี Winter is coming ที่ค่ายสื่อยักษ์ใหญ่บางแห่ง และยักษ์เล็กที่ไม่เป็นข่าวอีกหลายแห่ง (อ่านเรื่องค่ายสื่อยักษ์ใหญ่ได้ ที่นี่) ความเห็นส่วนตัวคิดว่านี่เป็นวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งถัดจากเมื่อครั้ง “ต้มยำกุ้ง”

และขอฟันธงว่า วิกฤติครั้งนี้หนักหนาและสาหัสกว่าเมื่อครั้งต้มยำกุ้งอย่างมาก

ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?

ในฐานะคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยผ่าน “ต้มยำกุ้ง” มาต้องบอกว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น ในครั้งนั้นเป็นการเจ๊งที่คนทั่วประเทศรู้ว่าเจ๊ง และก็เจ๊งกันเกือบหมดทั่วทุกวงการ มันก็เลยไม่มีเม็ดเงินมาลงโฆษณา (ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของวงการสิ่งพิมพ์)

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ฟื้นได้เร็วที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นธุรกิจก็กลับมาโฆษณากันอีกครั้ง และทุ่มเงินโฆษณากันก้อนใหญ่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่หายไป สิ่งพิมพ์รายไหนที่ “อึด” พอที่จะอยู่ถึงวันนั้นก็รอด

แต่วิกฤติครั้งนี้ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอ่านและภาคธุรกิจ (หรือแบรนด์) ที่ลงโฆษณา

ในส่วนของคนอ่านหันไปรับสารจากสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดคนอ่านสิ่งพิมพ์ลดลง ในขณะเดียวกันแบรนด์ต่าง ๆ ที่เคยลงโฆษณาและอึดอัดขัดใจกับความไร้ประสิทธิภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ (ไม่ว่าจะเรื่องยอดพิมพ์ที่เคลมเกินจริง การที่วัดผลไม่ได้ เก็บข้อมูลคนอ่านก็ไม่ได้ ฯลฯ) ก็มีทางเลือกใหม่ คือ สื่อออนไลน์ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า สามารถตอบโจทย์และวัดผลได้จริง แถมยังเก็บข้อมูลคนเห็นโฆษณาได้อีก

สิ่งเหล่านี้ทำให้เม็ดเงินโฆษณาหันเหจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปทุกที และคาดเดาได้ไม่ยากว่า แม้เศรษฐกิจจะกลับมาเฟื่องฟูได้อีก แต่สื่อสิ่งพิมพ์ก็คงไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้เหมือนเดิม

เหตุการณ์ Winter is coming ในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นหนาวที่ยาวนานสำหรับคนในวงการสิ่งพิมพ์นะฮะ…

มาทำปุ๋ยหมักกันเถอะ

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรก

หลายคนเห็นรูปประกอบแล้วคงเกิดคำถามว่า นี่กระถางอะไร (ของมึง)? มันมีที่มาอย่างนี้ครับ เมื่อซักสองสามเดือนก่อนหน้าเฟซบุ๊กของผมมันโชว์เพจเพจนึงขึ้นมา จำไม่ได้แล้วว่ามีใครแชร์มาหรือเป็นการแนะนำจากระบบของเฟซบุ๊กเอง เพจที่ว่าคืออันนี้ครับ

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกในตะกร้า

จะบอกว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือฟ้าประทานก็ได้ เพราะช่วงนั้นผมกำลังสนใจเรื่องนี้อยู่พอดี ด้วยเหตุว่าที่บ้านปลูกต้นไม้เอาไว้พอสมควร บรรดาใบไม้และดอกไม้ที่ร่วงลงมานี่เต็มไปหมด แถมบางทีต้องตัดหญ้า ตัดแต่งต้นไม้ก็มีเศษกิ่งไม้ใบหญ้าที่ต้องเอาใส่ถุงขยะให้เทศบาลมาเอาไปจัดการก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราก็อยากจะเอามาทำปุ๋ย เพราะนอกจากจะกำจัดของพวกนี้ได้แล้ว ยังกลับมาเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ที่มีอยู่ได้อีก ได้ประโยชน์สองต่อเลยนะ แล้วเราก็เรียนมาตั้งแต่เด็กว่าไอ้ของพวกนี้มันเอามาทำปุ๋ยหมักได้นี่นา แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันค่อนข้างยุ่งยาก ต้องคอยพลิกกลับกอง แถมยังอาจมีกลิ่นด้วย แล้วก็ต้องทำทีละเยอะ ๆ ก็เลยรีรออยู่ ก็มีเพจที่ว่านี่มาช่วยตอบโจทย์ได้พอดี

ถ้าคลิกเข้าไปดูในลิงก์ที่เอามาลง (คลิกเถอะ อยากให้ดู) เขาตอบโจทย์ (ของผม) ได้หมดเลย ข้อแรก ทำง่าย ไม่ต้องพลิกกอง (ไม่เหนื่อย เหมาะกับคนขี้เกียจ) สอง ไม่เหม็น สาม ทำน้อย ๆ ก็ได้ ใส่ตะกร้ายังทำได้ แล้วที่เป็นโบนัสก็คือ เอาพวกเศษผักผลไม้ที่เหลือจากการทำกับข้าวมาทำได้ด้วย อันนี้เด็ดมาก

ก็ใช้เวลานั่งอ่านวิธีทำอยู่สักพัก พอจะลงมือปฎิบัติก็เจอปัญหาว่า ถ้าจะขึ้นกองมันต้องมีปริมาณเยอะพอสมควร เศษไม้ใบหญ้าของเรายังมีน้อย แต่ก็ขี้เกียจซื้อตะกร้ามาทำ อีกปัญหานึงก็คือ ที่บ้านมีกระรอกเยอะ ก็กลัวว่าถ้ามันมาคุ้ยเขี่ยเศษผักผลไม้แล้วมันจะเลอะเทอะวุ่นวาย แล้วก็ยังไม่แน่ใจเรื่องกลิ่น เกรงใจเพื่อนบ้าน ยังต้องอยู่กันไปอีกนาน หันไปหันมา เอาไงดีวะ

สรุป ลองเอาเองเลย ปรับจากวิธีต้นตำรับอีกที ใช้ขุดหลุมฝังเอา ก็เลยเลือกพื้นที่เหมาะ ๆ ขุดหลุมเล็ก ๆ ลองดูก่อน แล้วเอาเศษผักผลไม้ใส่ลงไป มีตั้งแต่เปลือกเมล่อน เปลือกมะม่วง เปลือกแก้วมังกร เปลือกกล้วย ก้านคะน้าที่แข็ง ๆ ก้านโหระพา โคนเห็ดเข็มทอง สารพัดอ่ะ แล้วก็เอาเศษใบไม้ที่ร่วง ๆ อยู่แถวนั้นแหละกอบใส่ลงหลุมไปด้วย ส่วนมูลสัตว์ไม่มี ขี้เกียจออกไปซื้อ จะใช้ขี้ตัวเองก็เกรงใจเพื่อนบ้านอย่างที่ว่า ก็ไม่ใช้แล้วกันวะ ลองดูให้รู้ก่อนว่าเวิร์กไม่เวิร์ก

หลังจากนั้นคอยรดน้ำบ้างตามตำรา พอมีเศษผักผลไม้ก็ทยอยเอาไปเติมเรื่อย ๆ จนมันเต็มหลุมนั่นแหละ ซึ่งก็แป๊บเดียว เพราะหลุมแรกนี่หลุมนิดเดียว ก็ขยายสาขาไปเปิดหลุมสอง ทำเหมือนเดิมจนเต็ม พอไปหลุมสามทีนี้หาที่ใหม่ ขุดหลุมให้ใหญ่กว่าเดิม ระหว่างที่ทำในหลุมสามก็รอเวลาให้หลุมหนึ่งกับหลุมสองย่อยสลาย

ผ่านไปสองหรือสามเดือนอย่างที่ว่า ช่วงวันหยุดติดกันหลายวันที่ผ่านมาก็ลองไปเปิดหลุมคุ้ย ๆ ขึ้นมาดู เออ เฮ้ย มันย่อยสลายได้จริง ๆ นะ อย่างที่บอกว่า ตอนที่ใส่ไปนอกจากเศษใบไม้แล้วยังมีเศษผักกับเปลือกผลไม้ด้วย แต่ตอนที่เปิดหลุมขึ้นมานี่ กลายเป็นเศษร่วน ๆ ไม่มีสภาพเดิมอยู่เลย เปลือกกล้วยหรือเปลือกแก้วมังกรชิ้นใหญ่ ๆ นี่ย่อยสลายจนดูสภาพไม่ออกไปเลยนะ

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรกสภาพที่ได้เป็นอย่างนี้

ตอนที่โกยขึ้นมาจากหลุมนี่รู้สึกเนื้อสัมผัสดีมาก เป็นวัสดุที่ร่วน ๆ ซุย ๆ น่าเอาไปใส่ให้ต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง จากสองหลุมเล็ก ๆ ที่ว่ามาก็โกยขึ้นมาได้ปริมาณเท่าที่เห็นในกระถางดำนั่นแหละครับ ตำราบอกว่าต้องเอาไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่จะได้ฆ่าหรือหยุดการทำงานของจุลินทรีย์ ไม่งั้นตอนเอาไปใส่ต้นไม้มันจะไปส่งผลกับรากพืช กลายเป็นผลเสียได้ ที่เห็นนี่ยังไม่ได้ตาก

ปุ๋ยหมักทำเองชุดแรกดูใกล้ ๆ จะเห็นว่ายังไม่ได้ป่นละเอียดมาก

ปุ๋ยหมักที่ทดลองทำครั้งนี้อาจจะไม่มีสารอาหารมากเท่ากับในตำรา (เพราะวิธีที่เปลี่ยนไป) แต่เป็นวิธีที่เหมาะกับสันดานตัวเองมาก เพราะแทบไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย ลงแรงขุดหลุมตอนแรกแล้วเมื่อไหร่ที่มีเศษผักผลไม้ เศษใบไม้ใบหญ้าก็เอามาใส่ลงไป คอยรดน้ำวันละครั้งสองวันครั้ง ปัญหาเรื่องกลิ่นก็ไม่มีกวนใจ ที่เหลือก็ให้เวลาทำหน้าที่ของมันไป ลืม ๆ ไปสักพักก็ได้ปุ๋ยหมักมาใช้แล้ว

ถ้าบ้านใครพอมีที่หรือมีบริเวณซักหน่อย อยากให้ลองทำดู ไม่ยากเลย ผมทำได้คุณก็ทำได้

มาทำปุ๋ยหมักกันเถอะ…