แม่พดด้วงลงงานวิ่งครั้งแรก

RunforWheels

เมื่อวานนี้แม่พดด้วงไปลงงานวิ่งครั้งแรก!!

[ในฐานะพ่อบ้านที่บิลต์คุณภรรยาให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายได้ เริ่มจากการเดินตอนเย็นวันเสาร์อาทิตย์ จนมาถึงลงงานวิ่งระยะมินิ (๑๐.๕ กิโลเมตร) ได้ นี่เป็นความปลื้มปริ่มส่วนตัวเป็นอย่างมาก]

งานวิ่งที่ว่าชื่อว่างาน Run for Wheels วิ่ง ให้หมาได้ วิ่ง เป็นงานวิ่งการกุศลที่เอารายได้บริจาคให้มูลนิธิ ศ.ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งจะใช้ในการผลิตวีลแชร์สำหรับหมาพิการ เพื่อให้เดินได้สะดวกขึ้น

ก่อนลงวิ่งงานนี้แม่พดด้วงเตรียมตัวฝึกซ้อมมาเดือนกว่า ๆ วิ่งซ้อมเก็บระยะจริงเพื่อให้มั่นใจว่าวันจริงจะวิ่งได้ครบระยะ ไม่มีหยุดเดิน แล้วก็ไม่เจ็บแน่ ๆ

เมื่อวานเราตื่นตีสี่ เพื่อออกเดินทางไปมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จอดรถเสร็จเดินต่อไปที่โรงพยาบาลสัตว์ ที่เป็นจุดจัดงาน จุดสตาร์ตและเส้นชัย ก่อนปล่อยตัวก็มีการวอร์มกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สลับกับเล็งหมาสารพัดสายพันธุ์ที่เจ้าของพามาวิ่งด้วย มีตั้งแต่ตัวเล็กกว่ากำปั้นอย่างชิวาว่า ไปจนถึงตัวใหญ่บิ๊กบึ้มอย่างไซบีเรียนและลาบราดอร์ โดยเราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าพดด้วงยังอยู่และถ้าเราพามันมางานนี้คงสนุกแน่ แม่มคงป่วนงานเขากระจุยแหง ๆ 5555

ตอนหกโมงปล่อยตัวนักวิ่งชุดแรก (ระยะมินิ) แม่พดด้วงไปวิ่ง เราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยส่องนักวิ่ง เฮ้ย หมาที่มาวิ่งไปพลาง ๆ ระหว่างที่เขาทยอยปล่อยตัวนักวิ่งทีละชุด

จนใกล้เวลาตามที่แม่พดด้วงซ้อมเอาไว้ก็ไปยืนรอที่เส้นชัย รอถ่ายรูปจังหวะเข้าเส้นชัยไว้เป็นที่ระลึก ก่อนแม่พดด้วงเข้ามาแป๊บนึงมีนักวิ่งสาวขาววิ๊งมากจูงหมาวิ่งเข้ามา แล้วคนแถวนั้นก็วงแตกวิ่งมาถ่ายรูปน้องคนนี้กันใหญ่ เราก็งง ใครวะ

ดูดี ๆ สักพักถึงรู้ว่า แพนเค้ก

ก็ถือว่า เป็นเรื่องราวดี ๆ ของเมื่อวานนี้นะ

ครบรอบสี่ปีการเขียนบล็อก (รอบสอง)

เมื่อวานนี้สี่ปีที่แล้วกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังจากที่หยุดไปหลายปี เริ่มด้วยโพสต์นี้ครับ

เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่ไม่คุ้นเคย

ตอนที่กลับมาเขียนไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากเขียนเก็บไว้ เป็นเรื่องที่อยากเล่า อยากแชร์ความคิดกับพับลิก (เรื่องที่ไม่อยากแชร์จะเขียนลงสมุดบันทึกเอา) เขียนอะไรที่เป็นลองฟอร์ม (เอาจริงก็ไม่ค่อยลองนะ 5555) ยาวกว่าสเตตัสในเฟซบุ๊ก แต่ไม่อยากเขียนไว้ในเฟซบุ๊กเพราะเฟซบุ๊กเป็นระบบปิด เกิดวันข้างหน้าแพล็ตฟอร์มเปลี่ยนจะลำบาก แถมยังเสิร์ชหายาก เขียนเป็นบล็อกจัดการง่ายกว่า แถมเวิร์ดเพรสก็คุ้นเคยดีอยู่เพราะใช้มาตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนยุคที่บล็อกยังรุ่งเรืองไม่โดนโซเชียลเน็ตเวิร์กตีกระจุยขนาดนี้

ตอนนั้นเขียนบล็อกส่วนตัวเล่าเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย เรื่องงานบ้าง เรื่องพดด้วงบ้าง เอาเรื่องที่อ่านเจอมาเล่าต่อบ้าง อารมณ์เดียวกับที่ใช้เฟซบุ๊กตอนนี้ เขียน ๆ อยู่ก็เกิดมัน ทำเพิ่มอีกบล็อกเขียนเรื่องการเงินส่วนบุคคล (personal finance) วิธีออมเงิน เรื่องแบงก์ เรื่องดอกเบี้ย กองทุน เล่นหุ้น ฯลฯ เพราะตอนนั้นแบกหนี้อยู่บาน อินเนอร์แรง อยากเป็นอิสระทางการเงิน (โดยไม่ต้องขายตรง 5555) ไหน ๆ ก็ต้องหาข้อมูลอยู่แล้วก็เอามาเขียนบล็อกซะด้วยเลย ตอนนั้นฟิตมาก แล้วก็ข้อมูลเยอะ อาทิตย์นึงอัปหลายโพสต์อยู่ ทั้ง ๆ ที่มีคนเข้าบล็อกวันนึงไม่กี่สิบคน

แล้วจู่ ๆ วันนึงเปิดบล็อกเช็คยอดก็ตกใจ เฮ้ย!! มาจากไหน ๗๐๐ กว่า ปรากฏว่ามีคนเอาลิ้งก์ไปโพสต์ในพันทิป คนก็คลิกมาจากพันทิปเพียบเลย (ทำให้ได้รู้ถึงอานุภาพของพันทิป) หลังจากนั้นยอดก็ซาลง แต่เฉลี่ยก็เยอะกว่าช่วงแรกเยอะอยู่

หลังจากเขียนอยู่หลายปี พอดีเปลี่ยนงาน หน้าที่การงานเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น การเขียนบล็อกก็ซาลง จนที่สุดก็หยุดเขียนไปทั้งสองบล็อก

ในส่วนของบล็อกการเงิน เป็นบล็อกที่ปกปิดตัวตน ใช้นามปากกา ไม่เคยบอกใคร ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยบอกใคร (แต่มีโป๊ะแตกมีคนจับได้สองคน ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่น่าจะได้อ่านสเตตัสนี้) เพราะซัดสถาบันการเงินไว้เยอะ 5555 แล้วก็มีเรื่องที่ภูมิใจอยู่อย่างนึง (จะว่าขี้อวดก็ยอมรับนะ) ก็คือ มีคีย์เวิร์ดเฉพาะอยู่คำนึงที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในกูเกิ้ล ถ้าใครเสิร์ชคำนี้บล็อกนี้จะขึ้นเป็นอันดับแรก อยู่เหนือเว็บดี ๆ เว็บมีภูมิ มีราคาทั้งมวล

ตอนที่กลับมาเขียนบล็อกอีกทีเมื่อสี่ปีที่แล้วก็ไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหนยังไง คิดแค่ว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน อย่างน้อยก็ได้บันทึกความคิดของตัวเองในวันนี้เก็บไว้ ได้ฝึกมือ ฝึกเขียนเล่าเรื่องผ่านสื่อที่เปลี่ยนไปจากสิ่งพิมพ์ที่คุ้นเคย แล้วก็ไม่ได้คิดว่าต้องเขียนให้ดูหล่อ ดูฉลาด เพราะต่อให้พยายามให้ตายแม่มก็ได้แค่นี้

ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเชื่อว่า Winter แม่มต้อง coming แน่ ๆ จนปีที่แล้วต่อเนื่องมาปีนี้ที่มาแล้วจริง ๆ มาเป็นพายุหิมะแถมแผ่นดินถล่มเลยด้วย นิตยสารหลายเล่มหายไป พื้นที่นำเสนองานดี ๆ น่าสนใจก็หายไป แต่เชื่อว่าคนทำงานหลายคนที่มีฝีมือ มีของ น่าจะเอาตัวรอดได้ ไม่ว่าจะในพื้นที่สื่อประเภทเดิม หรือสื่อใหม่ที่คนทำงานอาจต้องปรับตัวบ้าง ซึ่งจะว่าไป อย่าว่าแต่คนทำสื่อเลย ในโลกการทำงานปัจจุบันนี้ใครบ้างที่ไม่ต้องปรับตัว

Only the paranoid survive… จริงมั้ย?

How I Use My Notebook: Habits Tracker

notebook & yellow lamy safari

ผมเป็นคนที่ติดว่าจะต้องมีสมุดบันทึกกับปากกาอยู่ใกล้ตัว เผื่อว่าจู่ ๆ เกิดนึกอะไรขึ้นมาได้จะได้จดเก็บไว้ได้ทันก่อนที่จะลืม ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ใช้อะไรเท่าไหร่หรอก เพราะช่วงหลังนี่มีสมาร์ตโฟนติดตัวก็ใช้แอปในโทรศัพท์นั่นแหละ เร็วดี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เหมาะกับสมุดบันทึกมากกว่า หรือให้ความรู้สึกดีกว่า ตามประสาคนเกิดในยุคอนาล็อก

นอกจากการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือความคิดในแต่ละวันในลักษณะของ journal แล้ว อีกอย่างนึงที่จดลงสมุดบันทึกก็คือ กิจกรรมที่ตั้งใจจะทำ (เขียนอย่างนี้ไม่ค่อยตรงนะ จริง ๆ มันคือ habits tracker อ่ะ)

คอนเซ็ปต์ไอเดียของ habits tracker นี่ไม่มีอะไรมาก ปกติแต่ละคนจะมีเรื่องที่เราตั้งใจว่าอยากจะทำอยู่ใช่มะ อย่างหลายคนพอขึ้นปีใหม่ทีก็มาเลย นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของฉันปีนี้ ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดน้ำอัดลม บลา บลา บลา วันแรก ๆ ก็ได้อยู่หรอก พอผ่านไปอาทิตย์นึงก็เหลวเป๋ว เพราะหมดไฟ ทีนี้จะทำไง

ในทางจิตวิทยาเขาบอกว่า การตั้งใจทำอะไรเนี่ยถ้าคิดอย่างเดียวมันไม่หนักแน่นมั่นคงพอนะ ถ้าจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดก็ให้เขียนลงไป มันเหมือนกับว่า ในขณะที่เขียนเนี่ย สมองต้องสั่งการไปที่มือ ระหว่างที่มือเขียนเป็นตัวหนังสือมันก็จะย้อนกลับไปสร้างการประทับรับรู้บางอย่างที่สมองของเราไปด้วย ทำให้เราจดจำมันได้ดีขึ้น (อันนี้อย่าถามเพิ่ม พี่ขอ) นี่เป็นสเต็ปแรก ซึ่งก็ได้ผลระดับนึงล่ะ

ทีนี้ถ้าอยากกระตุ้นตัวเองมากขึ้นไปอีก เขาบอกว่า ให้ทำตารางเอาไว้ วันไหนทำได้ตามที่ตั้งใจก็ติ๊กไว้ วันไหนไม่ได้ทำก็ว่างไป การทำอย่างนี้มันจะช่วยแปลงการลงมือทำของเราเป็นภาพ (visualization) ออกมาได้ ก็จะช่วยได้มากขึ้น เพราะจะทำให้เห็นเลยว่า ไอ้ที่เราตั้งใจไว้น่ะ จริง ๆ แล้วเราทำได้ขนาดไหน เช่น ตั้งใจว่าฉันจะวิ่งอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๓ วัน พอมาดูตาราง อ้าว ชิบหาย อาทิตย์นี้วิ่งได้แค่วันเดียวงี้ แล้วที่สำคัญ ห้ามโกง อย่าหลอกตัวเอง อารมณ์แบบ เฮ้ย อาทิตย์นี้ไม่ได้อ่านหนังสือเลย งั้นหยิบมาพลิก ๆ ทำท่าเหมือนอ่านซักหน้าสองหน้าจะได้ไปติ๊กตารางได้ อย่างนี้ไม่ดี หลอกใครก็อาจจะหลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้นาจา

ในทางจิตวิทยาเขายังบอกอีกว่า สำหรับบางคน (พวกที่มี motivate เยอะ ๆ ซึ่งไม่ใช่ผม) พอเห็นที่ติ๊กเอาไว้แล้วมันจะเกิดลูกฮึด อยากให้มีติ๊กเยอะ ๆ ติ๊กติด ๆ กัน ติ๊กทุกวันงี้ มันก็จะเกิดแรงขับเอาชนะความขี้เกียจให้ลุกขึ้นมาทำได้ จนกระทั่งสุดท้ายจะติดเป็นนิสัย สามารถลุกมาทำได้เองไม่ว่าจะมีติ๊กหรือไม่มีติ๊กมาบังคับ ซึ่งถ้าใครมาถึงขั้นนี้ได้ถือว่าเป็นความสำเร็จในระดับถล่มทลายแกรนด์แสลม ประหนึ่งลีโอนาโดได้ออสการ์

ที่เล่ามานั่นคือหลักการ ส่วนลูกเล่นหรือเทคนิคที่ใครจะไปปรับแต่งยังไง หรือจะตกแต่งให้สวยงามตามสไตล์อันนี้ก็สุดแท้แต่นะฮะ

ถ้าใครอ่านแล้วสนใจจะทำบ้างแต่นึกภาพไม่ออก ขออนุญาตแปะรูปตารางของตัวเองให้ดู เป็นของเดือนมกราคมที่ผ่านมา บางรายการทำได้ดีมาก คือ อ่านหนังสือ (อันนี้นับเฉพาะที่อ่านหนังสือเป็นกระดาษ ไม่นับพวกบทความในเน็ต) สามารถอ่านได้เกือบทุกวัน และเป็นสาเหตุที่ทำให้อ่าน everything store ได้จบเล่มตามที่ตั้งใจไว้ บางรายการก็ยังทำได้น้อย อย่างเขียนบล็อก พอเปิดมาดูเห็นแบบนี้มันก็จะเกิดอารมณ์ประมาณ เฮ้ย ไม่ได้ ไม่ได้ อย่าขี้เกียจ อะไรประมาณนี้

habits tracker january 2017

ใครมีเทคนิคอะไรเพิ่มเติมในเรื่องนี้ หรือมีเรื่องอื่นที่ใช้จดลงในสมุดบันทึกก็เอามาแชร์กันบ้างนะฮะ…

สัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือน ภาค ๒

BusinessweekTH_Dec_07

เมื่อเก้าปีที่แล้วนิตยสาร BusinessWeek ไทยแลนด์ ทำเรื่องของมนุษย์เงินเดือนเป็น cover story ฉบับธันวาคม ๒๕๕๐ ด้วยประเด็น สัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือน เรื่องนี้ทีมงานเก็บข้อมูล สัมภาษณ์กันนานเป็นเดือนเลย ที่มาของเรื่องจากปกเล่มนี้มาจากการที่ทีมงานได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งไทย ทั้งที่เป็นองค์กรไทยและต่างชาติ ผู้บริหารหลายคนคุยเปิดใจนอกรอบกับทีมงานว่า เขามีปัญหาด้านแรงงานไทยที่มีไม่พอกับความต้องการขยายตัวทางธุรกิจในเวลานั้น

พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ แรงงานไทยที่มีคุณภาพมีไม่พอกับความต้องการ คุณภาพที่ว่านี่เอาแค่สามประเด็นหลักนะ มีอะไรมั่ง นี่เลย ทักษะด้านภาษาอังกฤษ ความชำนาญเชิงลึกในวิชาชีพ และทัศนคติที่เอื้อต่อการเติบโตในการทำงาน

ผู้บริหารที่เล่ามานี่แก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกันเกือบจะเป๊ะ ๆ เลยก็คือ จ้างพนักงานต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วก็อยากจะจ้างแรงงานไทยแต่จนใจที่หาไม่ได้

ที่เล่ามายืดยาวนี่เพื่อจะบอกว่า เมื่อเก้าปีที่แล้วแรงงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนของไทยเริ่มถูกแรงงานต่างชาติมาแย่งงานไปหนนึงแล้วนะ และตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับว่า กำลังมีสัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือนรอบสอง แต่คราวนี้คนที่มาแย่งงานแรงงานไทยไม่ใช่แรงงานต่างชาติ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะสามตัวนี้ ออนไลน์ โมบายล์ และที่สำคัญที่สุดคือ เอไอ (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์)

ถ้าจะดูตัวอย่าง ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล เอาใกล้ตัวก่อนเลย ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ปีที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ นิตยสารเจอ Winter is coming เข้าไปหลายเล่ม ที่ยังอยู่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สาเหตุหลักก็เพราะคนอ่านเปลี่ยนพฤติกรรมไปอ่านข่าวอ่านบทความจากโลกออนไลน์แทน พอคนไม่อ่าน โฆษณาก็ไม่เข้า มันจะไปเหลืออะไร

เขยิบออกไปอีกนิด ธุรกิจธนาคาร เมื่อก่อนจะฝากจะถอนต้องไปที่สาขา หลายแบงก์มีสโลแกน จะฝากจะถอนเอาหมอนมาด้วย ลูกค้ารอไปสิ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว ใช้ออนไลน์แบงกิ้ง โมบายล์แบงกิ้ง สบาย พอเป็นหยั่งงี้มองไปวันข้างหน้าก็พอเห็นแนวโน้มว่าคนคงจะเข้าสาขาน้อยลง ถ้าติดตามข่าวกันบ้างอาจจะเห็นผ่านตามามั่งแล้วว่าบางธนาคารประกาศจะทยอยยุบสาขาลงแล้ว ซึ่งก็คิดต่อได้ไม่ยากว่าพนักงานจะเป็นยังไง

สองเคสที่ว่ามายังดูไม่ค่อยเท่าไหร่ เทคโนโลยีที่น่าจะส่งผลต่อแรงงานมากที่สุดน่าจะเป็น เอไอ นี่แหละ เอาง่าย ๆ ก่อนเลยที่เห็นได้ชัดมากตอนนี้คือ รถยนต์ไร้คนขับ ที่กำลังฮือฮาตื่นเต้นกันทั่วโลก (แต่เมืองไทยคงอีกพักใหญ่ ๆ นะ รอยุคไทยแลนด์ ๑๐.๐ นั่นแหละ) ถ้าอีกหน่อยรถยนต์ไร้คนขับพัฒนามาถึงจุดที่ใช้งานได้จริงในระดับแมส ก็ไม่ต้องมีคนขับแท๊กซี่แล้วใช่มะ กดแอปเรียกรถมารับ ส่งถึงที่หมาย วิ่งไปรับคนอื่นต่อ ไม่ต้องทนฟังคนขับบ่นเรื่องการจราจร เรื่องค่าเช่ารถ ไม่ต้องฟังเพลงที่เราไม่ชอบ แล้วก็ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องการเมืองด้วย ใครจะไม่อยากใช้

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว จะซื้อรถทำไมให้สิ้นเปลือง คนซื้อรถน้อยลง ยอดขายรถน้อยลง บริษัทรถจะทำไงล่ะ?

เอาเคสจริงดีกว่า บริษัทประกันที่ญี่ปุ่นชื่อว่า Fukoku Mutual Life Insurance ประเดิมปีใหม่ด้วยการเอาระบบ IBM Watson Explorer มาใช้ในการพิจารณาการเคลมประกันของลูกค้า ลงทุนติดตั้งระบบไป ๑.๗ ล้านเหรียญ มีค่าเมนเทนแนนซ์อีกปีละแสนกว่าเหรียญ แต่ลดพนักงานที่เป็นคนตัวเป็น ๆ ไปได้ ๓๔ คน รวมเบ็ดเสร็จหักลบค่าระบบกับเงินเดือนพนักงานแค่ไม่ถึงสองปีก็คุ้มทุนแล้ว ข่าวบอกว่า นอกจาก Fukoku แล้วยังมีบริษัทประกันอีกสามแห่งที่กำลังทดสอบระบบเอไอเพื่อจะเอามาใช้งานด้วย

นี่แค่ตัวอย่างนะฮะ แล้วก็คงมีงานอีกหลายประเภทที่เอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ได้ อยู่ที่ว่าจะเป็นงานอะไรและเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ระหว่างนี้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงต้องมานั่งคิดกันแล้วล่ะว่า จะทำยังไงให้เหนือกว่าเอไอให้ได้นะฮะ…

สรุปชีวิตปี ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่องราวชีวิตปีนี้มีอะไรมั่ง?

๑. ในหลวงร.๙ สวรรคต

๒. กลับมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดไปปีกว่า ตั้งแต่ที่พดด้วงไม่สบาย ตอนนี้วิ่งมาหกเดือนยังวิ่งได้ระยะไม่เท่าเดิมที่เคยวิ่ง แต่ไม่รีบ ค่อย ๆ เพิ่ม ปีหน้าน่าจะได้แล้ว

สิ่งที่ได้จากการวิ่งประจำคือ สุขภาพโอเค อันนี้วัดจากผลการตรวจร่างกายประจำปี ชีพจร ความดัน ไขมันดี ไขมันเลว คลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แล้วก็อะไรอีกหลายอย่างทั้งหลายทั้งปวงโอเคหมด (ขอสารภาพว่าค่าผลการตรวจทั้งหมดนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้มาก็ส่งให้คุณภรรยาดู แล้วคุณภรรยาสรุปให้อีกที  นี่ไง ที่บอกว่าเราคอยให้นโยบายกับดูภาพรวมก็พอ เรื่องปลีกย่อยอย่าไปทำเอง put the right woman to the right job นะ)

๓. ปักหมุดแรกของแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นทางการ สบายใจล่ะกู

๔. โครงสร้างทีมงานลงตัว หลังจากที่ปีก่อนทดลองมาปีนึง ปีนี้เดินหน้าเอาจริง ได้ผลอย่างที่คิดไว้ มีต้องปรับต้องจูนบ้างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องปกติ ขออีกสองปีทีมนี้จะสุดยอด

๕. ปีนี้เหนื่อยกับการหาคนมากถึงมากที่สุด เดิมก็ต้องหาอยู่แล้วเพราะคนไม่เคยมีพอกับงาน แต่ปีนี้หนักหน่อยเพราะคนออกตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีรวมแล้ว ๑๘ คน ปีนี้เลยต้องสัมภาษณ์คนเยอะมาก แต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะอยู่

๖. ปีนี้มานั่งศึกษาเรื่อง digital content กับ content marketing เยอะ เพราะต้องวางก้าวต่อไปของแผนกที่ต้องต่อยอดจากสิ่งพิมพ์ล่ะ (ถ้าใครอยู่สายดิจิทัลได้มาอ่านก็อย่าด่าว่าเชยเลยนะ นี่มาสายสิ่งพิมพ์)

๗. ปลายปีได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ดูงานอีกตัวนึง ต้องปั้นทีมงาน สางปัญหา แล้ววาง strategy ที่จะเดิน สนุกดี แล้วด้วยเหตุนี้ก็เลยมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงาน dscoop asia ที่สิงคโปร์ ไปฟังคนในวงการดิจิทัลมาเล่ามาให้ข้อมูลเรื่องการสร้างแบรนด์ การทำมาร์เก็ตติ้ง เปิดกะโหลกดีมาก

๘. สิ่งที่น่าผิดหวังของปีนี้คือ อ่านหนังสือน้อยลง ปีที่แล้วอ่านไป ๑๕ เล่ม ปีนี้อ่านจบไปแค่ ๔ เล่ม (นี่กำลังอ่านเล่มที่ห้า แต่จบไม่ทันแน่นอน) สาเหตุนึงที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสองข้อที่แล้วนี่แหละ พอไปดู digital content หนักเข้าแล้วเหมือนสมาธิสั้นลง ตอนอ่านหนังสือเหมือนไม่มีสมาธิ อ่านแล้วไม่เข้าหัว ตอนหลังต้องเพลา ๆ ลดการใช้จอลงแล้วโฟกัสมากขึ้น พอเริ่มทำได้ก็มาเจองานใหม่พอดี ต้องใช้เวลาไปกับการคิดเยอะ หยิบอะไรมาอ่านก็ไม่เข้าหัวอยู่ดีก็เลยไม่อ่านแม่มล่ะ นี่เริ่มซา ๆ แล้วถึงหยิบเล่มใหม่มาอ่านได้

๙. ไม่ได้นับจำนวนชัด ๆ  แต่มีความรู้สึกเหมือนปีนี้เขียนบล็อกน้อยลง คิดเยอะ เตรียมประเด็นไว้เยอะ แต่ไม่ได้เขียน อันนี้ไม่ดี ปีหน้าอย่าทำ

๑๐. Winter is coming, finally ความรู้สึกปนเปกันนะเรื่องนี้ เห็นใจเพื่อนร่วมวงการที่ได้รับผลกระทบทุกคน แล้วก็ดีใจที่แม่มมาซักที จะได้หายคาใจว่าในที่สุดที่คิดไว้ก็เป็นจริง คิดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว ยอมเปลี่ยนสายมาทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ (โชคดีที่นายให้โอกาส) แล้วยังต้องแข็งใจตอบปฏิเสธงานที่เฮดฮันเตอร์ติดต่อมาสองครั้งสองหน แกว่งเหมือนกันแต่เชื่อว่าสุดท้าย Winter แม่มต้องมาแน่ ๆ ปีนี้ก็มาแล้ว สบายใจล่ะว่าการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ยังใช้ได้

จบล่ะ เดี๋ยวนั่งคิดต่อว่าปีหน้าอยากทำอะไรนะฮะ…

บล็อกระทึก…

เมื่อวานเกิดเหตุการณ์อยู่ ๆ ยอดคนเข้าบล็อกก็พุ่งพรวดผิดปกติเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่สัปดาห์ แล้วทราฟฟิกที่เข้ามาก็มาที่โพสต์เดียวเลย แถมยังมาจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา กระจายกันไปไม่มีรูปแบบ พาให้หนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วยความกังวลว่า บล็อกเรื่อยเปื่อยที่เขียนถึงนิตยสารเล่มนึง (ซึ่งก็ปิดตัวไปแล้ว) ทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีคนเข้ามาเยอะผิดปกติอย่างนี้

ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ยอด referrer กว่า ๙๐% มาจาก facebook ตอนที่เกิดเหตุครั้งแรกก็พยายามกดลิ้งก์ referrer กลับไปเพื่อจะดูว่าใครกันหนอที่เอาไปแชร์ แต่ก็ดูไม่ได้ เพราะกดไปแล้วมันวิ่งกลับไปที่หน้า feed ของตัวเอง

มารอบนี้ทีแรกก็ยังมืดแปดด้าน แล้วก็เพิ่งเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเมื่อคืนตอนก่อนนอนว่า ทำไมมึงโง่อย่างนี้ กดลิ้งก์กลับไปไม่ได้ก็เสิร์ชใน facebook ดูสิเว้ย!! ใช้คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ในบล็อกโพสต์นั่นแหละหาเอา (นี่แหละหนาที่เขาบอกว่า คนเราต้องโง่มาก่อนฉลาด)

หลังจากนั่งอิ่มเอมใจในสติปัญญาของตัวเองสักพักแล้ว ก็ลองเอาคำในโพสต์นั้นแหละมาเป็นคีย์เวิร์ดเสิร์ชดูเลย คำแรกก็โป๊ะเลยจ้า

มีคนแชร์โพสต์อันที่ว่านี้จากในบล็อกเข้าไปในกลุ่ม facebook กลุ่มนึงที่มีสมาชิกอยู่สี่พันกว่าคน ลองไล่ดูเนื้อหาส่วนใหญ่ที่โพสต์ในกลุ่มนี้ก็พอเห็นแนวความคิดและทัศนคติร่วมบางอย่าง ซึ่งบังเอิญว่าคำพาดหัวของโพสต์นี้ไปเข้าทางเขาพอดี

นอกจากคนในกลุ่ม facebook นี้จะกดลิ้งก์เข้ามาดูแล้ว หลายคนก็ยังปรารถนาดีกดแชร์เพื่อเผื่อแผ่ไปให้เฟรนด์ที่มีอยู่ได้รับรู้ด้วย ก็เลยยิ่งลามออกนอกกลุ่มไปอีก กระทั่งตอนนี้ (ค่ำวันที่ ๗) ยอดคนเข้าบล็อกก็ยังมีต่อเนื่องอยู่ แต่ไม่แรงเท่าเมื่อวานแล้ว

เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล

ถามว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ได้รู้อะไรบ้าง? อันนี้ถามตัวเองนะฮะ เพราะคนอื่นน่าจะรู้กันทั่วอยู่แล้ว ผมมันพวกอนาล็อก เพิ่งจะรู้

๑. facebook ยังคงเป็น traffic driver เบอร์หนึ่งในโลกออนไลน์

ของคนอื่นเป็นไงไม่รู้นะ เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยทำบล็อกเกี่ยวกับ personal finance มีคนอ่านคนเดียวเหมือนกัน คือเขียนเองอ่านเอง แล้วอยู่ ๆ ยอดก็พุ่งพรวดแบบนี้เลย ปรากฎว่า มีคนอ่านแล้วเอาลิ้งก์ไปโพสต์ใน pantip คนเข้า pantip แล้วก็คลิกมาอ่าน ยอดทะลักมากแต่ก็ยังได้ยอดไม่เท่าครั้งนี้เลยนะ เดี๋ยวนี้เป็นไงบ้างไม่รู้ อันนี้ต้องถามผู้เชี่ยวชาญ pantip แหละ ผมไม่ได้เล่น pantip ไม่สามารถบอกได้

๒. การแชร์หรือเผยแพร่ content เข้าไปในแหล่งชุมนุมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วเป็น content ที่โดนใจหรือตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เถอะจะได้ผลตอบรับดีมากกกกกกก (กอ ไก่ เจ็ดล้านตัว) ดีจนหนาวเลย (เพราะอันนี้ไม่ได้เป็นคนแชร์)

๓. การพาดหัว (หรือหัวเรื่อง / headline) ถ้าตั้งได้ดีจะมีชัย (ซึ่งไม่ได้แปลว่าถุงยาง) ไปกว่าครึ่ง

ควรตั้งให้คนอ่านเข้าใจได้เร็ว ตัดสินใจได้เลยว่าจะคลิกเข้าไปอ่านดีมั้ย ไม่ใช่เจอพาดหัวแล้ว เออ พาดหัวแม่มคมว่ะ แต่ต้องเอากลับไปคิดสามวันว่าคนเขียนมันหมายถึงอะไรวะ แบบนั้นใช้กับสิ่งพิมพ์อาจจะได้ แต่ออนไลน์นี่ไม่น่ารอด เพราะกรณีของผมนี่คิดว่าคนที่คลิกมาอ่านโพสต์ตัดสินใจจากพาดหัวอย่างเดียวเลย บังเอิญว่าคำมันโดนนะฮะ

๔. เสิร์ชของ facebook ดีขึ้นเยอะ จำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยจะเสิร์ชหาอะไรใน facebook แล้วขัดใจมาก หาอะไรไม่ค่อยเจอ ไม่รู้มันโง่หรือเราโง่ แต่ครั้งนี้ดีขึ้นมากนะ

ชักจะยาวล่ะ พอแค่นี้เถอะ ถ้าใครมีความเห็นยังไงก็เชิญนะฮะ…

คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ

ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ)

เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ

ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่

ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา

แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก สามสิบปลาย สี่สิบกว่า สี่สิบปลาย จนถึงห้าสิบก็ยังมี จากที่ได้สอบถามตอนสัมภาษณ์สามารถสรุปได้ว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นผลมาจากภาวะวิกฤติของแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์นะฮะ หลายคนยังทำงานอยู่แต่พอจะดูออกว่าสถานการณ์ออฟฟิศไม่ค่อยดี ก็หางานเผื่อไว้ก่อน เกิดปุบปับมีอะไรขึ้นมาจะได้ไม่เคว้ง บางคนก็เพิ่งออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะหนังสือปิดตัว (ปีนี้หลายเล่มแล้วนะ) หรือสมัครใจเข้าโครงการ early retire หรือไม่ได้สมัครใจแต่ถูกจิ้มออก

สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามานี่น่าสะท้อนใจอยู่เหมือนกัน เพราะหลายคนที่ได้สัมภาษณ์ช่วงหลังนี่ทำงานที่ออฟฟิศปัจจุบันหรือล่าสุดมาสิบกว่าปีเลยนะ บางคนทำมา ๑๙ ปี แต่จำใจต้องเข้าโครงการ early retire บางคนทำมาสิบกว่าปีแต่ออฟฟิศทำท่าจะไปไม่รอด ก็จำเป็นต้องหางานใหม่

สถานการณ์แบบนี้คงจะมีไปอีกสักพัก จนกว่าจะเขย่ากันเสร็จเรียบร้อยว่าใครจะอยู่ใครจะไป ขอให้เพื่อนร่วมวงการทุกคนโชคดีนะครับ