แม่พดด้วงลงงานวิ่งครั้งแรก

เมื่อวานนี้แม่พดด้วงไปลงงานวิ่งครั้งแรก!! [ในฐานะพ่อบ้านที่บิลต์คุณภรรยาให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายได้ เริ่มจากการเดินตอนเย็นวันเสาร์อาทิตย์ จนมาถึงลงงานวิ่งระยะมินิ (๑๐.๕ กิโลเมตร) ได้ นี่เป็นความปลื้มปริ่มส่วนตัวเป็นอย่างมาก] งานวิ่งที่ว่าชื่อว่างาน Run for Wheels วิ่ง ให้หมาได้ วิ่ง เป็นงานวิ่งการกุศลที่เอารายได้บริจาคให้มูลนิธิ ศ.ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งจะใช้ในการผลิตวีลแชร์สำหรับหมาพิการ เพื่อให้เดินได้สะดวกขึ้น ก่อนลงวิ่งงานนี้แม่พดด้วงเตรียมตัวฝึกซ้อมมาเดือนกว่า ๆ วิ่งซ้อมเก็บระยะจริงเพื่อให้มั่นใจว่าวันจริงจะวิ่งได้ครบระยะ ไม่มีหยุดเดิน แล้วก็ไม่เจ็บแน่ ๆ เมื่อวานเราตื่นตีสี่ เพื่อออกเดินทางไปมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จอดรถเสร็จเดินต่อไปที่โรงพยาบาลสัตว์ ที่เป็นจุดจัดงาน จุดสตาร์ตและเส้นชัย ก่อนปล่อยตัวก็มีการวอร์มกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สลับกับเล็งหมาสารพัดสายพันธุ์ที่เจ้าของพามาวิ่งด้วย มีตั้งแต่ตัวเล็กกว่ากำปั้นอย่างชิวาว่า ไปจนถึงตัวใหญ่บิ๊กบึ้มอย่างไซบีเรียนและลาบราดอร์ โดยเราอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าพดด้วงยังอยู่และถ้าเราพามันมางานนี้คงสนุกแน่ แม่มคงป่วนงานเขากระจุยแหง ๆ 5555 ตอนหกโมงปล่อยตัวนักวิ่งชุดแรก (ระยะมินิ) แม่พดด้วงไปวิ่ง เราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยส่องนักวิ่ง เฮ้ย หมาที่มาวิ่งไปพลาง ๆ ระหว่างที่เขาทยอยปล่อยตัวนักวิ่งทีละชุด จนใกล้เวลาตามที่แม่พดด้วงซ้อมเอาไว้ก็ไปยืนรอที่เส้นชัย รอถ่ายรูปจังหวะเข้าเส้นชัยไว้เป็นที่ระลึก ก่อนแม่พดด้วงเข้ามาแป๊บนึงมีนักวิ่งสาวขาววิ๊งมากจูงหมาวิ่งเข้ามา... Continue Reading →

ครบรอบสี่ปีการเขียนบล็อก (รอบสอง)

เมื่อวานนี้สี่ปีที่แล้วกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังจากที่หยุดไปหลายปี เริ่มด้วยโพสต์นี้ครับ เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่ไม่คุ้นเคย ตอนที่กลับมาเขียนไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากเขียนเก็บไว้ เป็นเรื่องที่อยากเล่า อยากแชร์ความคิดกับพับลิก (เรื่องที่ไม่อยากแชร์จะเขียนลงสมุดบันทึกเอา) เขียนอะไรที่เป็นลองฟอร์ม (เอาจริงก็ไม่ค่อยลองนะ 5555) ยาวกว่าสเตตัสในเฟซบุ๊ก แต่ไม่อยากเขียนไว้ในเฟซบุ๊กเพราะเฟซบุ๊กเป็นระบบปิด เกิดวันข้างหน้าแพล็ตฟอร์มเปลี่ยนจะลำบาก แถมยังเสิร์ชหายาก เขียนเป็นบล็อกจัดการง่ายกว่า แถมเวิร์ดเพรสก็คุ้นเคยดีอยู่เพราะใช้มาตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนยุคที่บล็อกยังรุ่งเรืองไม่โดนโซเชียลเน็ตเวิร์กตีกระจุยขนาดนี้ ตอนนั้นเขียนบล็อกส่วนตัวเล่าเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย เรื่องงานบ้าง เรื่องพดด้วงบ้าง เอาเรื่องที่อ่านเจอมาเล่าต่อบ้าง อารมณ์เดียวกับที่ใช้เฟซบุ๊กตอนนี้ เขียน ๆ อยู่ก็เกิดมัน ทำเพิ่มอีกบล็อกเขียนเรื่องการเงินส่วนบุคคล (personal finance) วิธีออมเงิน เรื่องแบงก์ เรื่องดอกเบี้ย กองทุน เล่นหุ้น ฯลฯ เพราะตอนนั้นแบกหนี้อยู่บาน อินเนอร์แรง อยากเป็นอิสระทางการเงิน (โดยไม่ต้องขายตรง 5555) ไหน ๆ ก็ต้องหาข้อมูลอยู่แล้วก็เอามาเขียนบล็อกซะด้วยเลย ตอนนั้นฟิตมาก แล้วก็ข้อมูลเยอะ อาทิตย์นึงอัปหลายโพสต์อยู่ ทั้ง ๆ ที่มีคนเข้าบล็อกวันนึงไม่กี่สิบคน แล้วจู่ ๆ วันนึงเปิดบล็อกเช็คยอดก็ตกใจ เฮ้ย!!... Continue Reading →

How I Use My Notebook: Habits Tracker

ผมเป็นคนที่ติดว่าจะต้องมีสมุดบันทึกกับปากกาอยู่ใกล้ตัว เผื่อว่าจู่ ๆ เกิดนึกอะไรขึ้นมาได้จะได้จดเก็บไว้ได้ทันก่อนที่จะลืม ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยได้ใช้อะไรเท่าไหร่หรอก เพราะช่วงหลังนี่มีสมาร์ตโฟนติดตัวก็ใช้แอปในโทรศัพท์นั่นแหละ เร็วดี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เหมาะกับสมุดบันทึกมากกว่า หรือให้ความรู้สึกดีกว่า ตามประสาคนเกิดในยุคอนาล็อก นอกจากการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือความคิดในแต่ละวันในลักษณะของ journal แล้ว อีกอย่างนึงที่จดลงสมุดบันทึกก็คือ กิจกรรมที่ตั้งใจจะทำ (เขียนอย่างนี้ไม่ค่อยตรงนะ จริง ๆ มันคือ habits tracker อ่ะ) คอนเซ็ปต์ไอเดียของ habits tracker นี่ไม่มีอะไรมาก ปกติแต่ละคนจะมีเรื่องที่เราตั้งใจว่าอยากจะทำอยู่ใช่มะ อย่างหลายคนพอขึ้นปีใหม่ทีก็มาเลย นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของฉันปีนี้ ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดน้ำอัดลม บลา บลา บลา วันแรก ๆ ก็ได้อยู่หรอก พอผ่านไปอาทิตย์นึงก็เหลวเป๋ว เพราะหมดไฟ ทีนี้จะทำไง ในทางจิตวิทยาเขาบอกว่า การตั้งใจทำอะไรเนี่ยถ้าคิดอย่างเดียวมันไม่หนักแน่นมั่นคงพอนะ ถ้าจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดก็ให้เขียนลงไป มันเหมือนกับว่า ในขณะที่เขียนเนี่ย สมองต้องสั่งการไปที่มือ ระหว่างที่มือเขียนเป็นตัวหนังสือมันก็จะย้อนกลับไปสร้างการประทับรับรู้บางอย่างที่สมองของเราไปด้วย ทำให้เราจดจำมันได้ดีขึ้น (อันนี้อย่าถามเพิ่ม พี่ขอ) นี่เป็นสเต็ปแรก ซึ่งก็ได้ผลระดับนึงล่ะ ทีนี้ถ้าอยากกระตุ้นตัวเองมากขึ้นไปอีก เขาบอกว่า... Continue Reading →

สัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือน ภาค ๒

เมื่อเก้าปีที่แล้วนิตยสาร BusinessWeek ไทยแลนด์ ทำเรื่องของมนุษย์เงินเดือนเป็น cover story ฉบับธันวาคม ๒๕๕๐ ด้วยประเด็น สัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือน เรื่องนี้ทีมงานเก็บข้อมูล สัมภาษณ์กันนานเป็นเดือนเลย ที่มาของเรื่องจากปกเล่มนี้มาจากการที่ทีมงานได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งไทย ทั้งที่เป็นองค์กรไทยและต่างชาติ ผู้บริหารหลายคนคุยเปิดใจนอกรอบกับทีมงานว่า เขามีปัญหาด้านแรงงานไทยที่มีไม่พอกับความต้องการขยายตัวทางธุรกิจในเวลานั้น พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ แรงงานไทยที่มีคุณภาพมีไม่พอกับความต้องการ คุณภาพที่ว่านี่เอาแค่สามประเด็นหลักนะ มีอะไรมั่ง นี่เลย ทักษะด้านภาษาอังกฤษ ความชำนาญเชิงลึกในวิชาชีพ และทัศนคติที่เอื้อต่อการเติบโตในการทำงาน ผู้บริหารที่เล่ามานี่แก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกันเกือบจะเป๊ะ ๆ เลยก็คือ จ้างพนักงานต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วก็อยากจะจ้างแรงงานไทยแต่จนใจที่หาไม่ได้ ที่เล่ามายืดยาวนี่เพื่อจะบอกว่า เมื่อเก้าปีที่แล้วแรงงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนของไทยเริ่มถูกแรงงานต่างชาติมาแย่งงานไปหนนึงแล้วนะ และตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับว่า กำลังมีสัญญาณวิกฤติมนุษย์เงินเดือนรอบสอง แต่คราวนี้คนที่มาแย่งงานแรงงานไทยไม่ใช่แรงงานต่างชาติ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะสามตัวนี้ ออนไลน์ โมบายล์ และที่สำคัญที่สุดคือ เอไอ (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ถ้าจะดูตัวอย่าง ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล เอาใกล้ตัวก่อนเลย ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ปีที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ นิตยสารเจอ Winter is coming เข้าไปหลายเล่ม ที่ยังอยู่ก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สาเหตุหลักก็เพราะคนอ่านเปลี่ยนพฤติกรรมไปอ่านข่าวอ่านบทความจากโลกออนไลน์แทน... Continue Reading →

สรุปชีวิตปี ๒๕๕๙

เรื่องราวชีวิตปีนี้มีอะไรมั่ง? ๑. ในหลวงร.๙ สวรรคต ๒. กลับมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดไปปีกว่า ตั้งแต่ที่พดด้วงไม่สบาย ตอนนี้วิ่งมาหกเดือนยังวิ่งได้ระยะไม่เท่าเดิมที่เคยวิ่ง แต่ไม่รีบ ค่อย ๆ เพิ่ม ปีหน้าน่าจะได้แล้ว สิ่งที่ได้จากการวิ่งประจำคือ สุขภาพโอเค อันนี้วัดจากผลการตรวจร่างกายประจำปี ชีพจร ความดัน ไขมันดี ไขมันเลว คลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แล้วก็อะไรอีกหลายอย่างทั้งหลายทั้งปวงโอเคหมด (ขอสารภาพว่าค่าผลการตรวจทั้งหมดนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้มาก็ส่งให้คุณภรรยาดู แล้วคุณภรรยาสรุปให้อีกที  นี่ไง ที่บอกว่าเราคอยให้นโยบายกับดูภาพรวมก็พอ เรื่องปลีกย่อยอย่าไปทำเอง put the right woman to the right job นะ) ๓. ปักหมุดแรกของแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างเป็นทางการ สบายใจล่ะกู ๔. โครงสร้างทีมงานลงตัว หลังจากที่ปีก่อนทดลองมาปีนึง ปีนี้เดินหน้าเอาจริง ได้ผลอย่างที่คิดไว้ มีต้องปรับต้องจูนบ้างก็ว่ากันไป เป็นเรื่องปกติ ขออีกสองปีทีมนี้จะสุดยอด ๕. ปีนี้เหนื่อยกับการหาคนมากถึงมากที่สุด เดิมก็ต้องหาอยู่แล้วเพราะคนไม่เคยมีพอกับงาน แต่ปีนี้หนักหน่อยเพราะคนออกตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปีรวมแล้ว ๑๘ คน... Continue Reading →

บล็อกระทึก…

เมื่อวานเกิดเหตุการณ์อยู่ ๆ ยอดคนเข้าบล็อกก็พุ่งพรวดผิดปกติเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่สัปดาห์ แล้วทราฟฟิกที่เข้ามาก็มาที่โพสต์เดียวเลย แถมยังมาจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา กระจายกันไปไม่มีรูปแบบ พาให้หนาว ๆ ร้อน ๆ ด้วยความกังวลว่า บล็อกเรื่อยเปื่อยที่เขียนถึงนิตยสารเล่มนึง (ซึ่งก็ปิดตัวไปแล้ว) ทำไมจู่ ๆ ถึงได้มีคนเข้ามาเยอะผิดปกติอย่างนี้ ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ยอด referrer กว่า ๙๐% มาจาก facebook ตอนที่เกิดเหตุครั้งแรกก็พยายามกดลิ้งก์ referrer กลับไปเพื่อจะดูว่าใครกันหนอที่เอาไปแชร์ แต่ก็ดูไม่ได้ เพราะกดไปแล้วมันวิ่งกลับไปที่หน้า feed ของตัวเอง มารอบนี้ทีแรกก็ยังมืดแปดด้าน แล้วก็เพิ่งเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาเมื่อคืนตอนก่อนนอนว่า ทำไมมึงโง่อย่างนี้ กดลิ้งก์กลับไปไม่ได้ก็เสิร์ชใน facebook ดูสิเว้ย!! ใช้คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ในบล็อกโพสต์นั่นแหละหาเอา (นี่แหละหนาที่เขาบอกว่า คนเราต้องโง่มาก่อนฉลาด) หลังจากนั่งอิ่มเอมใจในสติปัญญาของตัวเองสักพักแล้ว ก็ลองเอาคำในโพสต์นั้นแหละมาเป็นคีย์เวิร์ดเสิร์ชดูเลย คำแรกก็โป๊ะเลยจ้า มีคนแชร์โพสต์อันที่ว่านี้จากในบล็อกเข้าไปในกลุ่ม facebook กลุ่มนึงที่มีสมาชิกอยู่สี่พันกว่าคน ลองไล่ดูเนื้อหาส่วนใหญ่ที่โพสต์ในกลุ่มนี้ก็พอเห็นแนวความคิดและทัศนคติร่วมบางอย่าง ซึ่งบังเอิญว่าคำพาดหัวของโพสต์นี้ไปเข้าทางเขาพอดี นอกจากคนในกลุ่ม facebook นี้จะกดลิ้งก์เข้ามาดูแล้ว หลายคนก็ยังปรารถนาดีกดแชร์เพื่อเผื่อแผ่ไปให้เฟรนด์ที่มีอยู่ได้รับรู้ด้วย ก็เลยยิ่งลามออกนอกกลุ่มไปอีก กระทั่งตอนนี้ (ค่ำวันที่... Continue Reading →

คนสิ่งพิมพ์ในยุควิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงสี่ปีกว่าที่ผ่านมามีโอกาสได้จดหมายสมัครงานกับได้สัมภาษณ์คนมาสมัครงานเยอะอยู่เหมือนกัน พอจะเห็นเป็นแพตเทิร์นอยู่บ้างนะฮะ นั่นคือ ตามปกติแล้วถ้าใกล้ช่วงที่เด็กจะจบจะมีใบสมัครเข้ามาแบบกระหน่ำมาก หลากหลายสถาบัน สมัครในตำแหน่งทั้งที่ตรงสาขาและไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ประมาณว่ากูเอาไว้ก่อน เผื่อเขาเรียก (สัมภาษณ์) ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้เรียก ยกเว้นใครที่ดูน่าสนใจจริง ๆ (ที่ว่าน่าสนใจนี่คือ เรียนมาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร หรือทำกิจกรรมหรือมีผลงานระหว่างเรียนที่ดูแล้วเข้าเค้านะฮะ ไม่ใช่หน้าตาน่าสนใจ) เรื่องเด็กจบใหม่นี่ขอยกยอดเอาไว้เล่าคราวหน้าอีกที เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นอาจารย์บ้างนะฮะ ส่วนที่นอกเหนือจากเด็กจบใหม่ที่เป็นคนทำงานแล้วก็จะมีสมัครงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี แต่จะมีมากหน่อยก็ช่วงไตรมาสสี่ อันนี้เข้าใจได้ คงกะว่ากว่าจะเรียกสัมภาษณ์ คุยรอบแรกรอบสอง โน่นนี่นั่นก็พอดีปลายปี รับโบนัสแล้ว (ถ้ามี) ก็ออกมาเริ่มงานใหม่ ในกรณีของคนทำงานแล้ว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ปีนี้คนที่สมัครงานเข้ามามีอายุมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แม่มแปลว่าอะไรไม่รู้ แต่เห็นเวลาเขาเขียนแล้วดูจริงจัง น่าเชื่อถือ ดูมีความรู้อ่ะ เอามั่ง) จากเดิมคนสมัครงานอายุจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบกว่า ๆ ถึงสามสิบต้น ๆ ไม่ค่อยมีเกิน ๓๕ พวกนี้นาน ๆ ถึงจะหลุดมาทีและส่วนมากที่มาก็เพราะมีคนรู้จักแนะนำมา แต่ปีนี้มีสมัครกันเข้ามาเยอะมาก... Continue Reading →

บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง : สละอวัยวะรักษาชีวิต

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิกฤติต้มยำกุ้งนะ ถึงจะทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากแสนสาหัส แต่ก็ได้ข้อคิดได้บทเรียนสอนใจอะไรหลายอย่างที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้ เข้าตำราที่ฝรั่งว่าไว้ don’t waste a crisis ก่อนหน้านี้เคยเขียนบล็อกพูดถึงข้อดีของวิกฤติต้มยำกุ้งไว้บ้างแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอื่นบ้างแล้วกัน วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท (ซึ่งในทางปฏิบัติคือ การลดค่าเงินนั่นแหละ แต่เรียกให้สวย ๆ เหมือน ประชารัฐ ไม่ใช่ ประชานิยม อ่ะนะ) นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างเป็นทางการ ผลที่ตามมาก็คือ ธุรกิจไทยหลายร้อยหลายพันแห่งที่ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา (เพราะดอกเบี้ยถูก ตอนนั้นดอกเบี้ยแบงก์ไทยแพง ก็กู้นอกสิเธอ ใครไม่กู้นี่มีโดนหยามว่าโง่ เอ๊ย ฉลาดน้อยนะฮะ) อ้วกแตกทันที เพราะค่าเงินบาทจากที่แข็งโป๊ก ๒๕ บาทต่อดอลลาร์ กลับเหลวเป๋วเป็นขี้เด็ก ไหลไปทำสถิติที่ ๕๕ บาทต่อดอลลาร์กันเลย เรียกง่าย ๆ ว่า หนี้ที่มีอยู่เพิ่มพรวดเป็นสองเท่าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร รัฐจัดให้สวย ๆ ทุกบริษัทไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ต่างต้องวิ่งกันขาขวิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดสุดชีวิต มีบริษัทในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ไม่รอดต้องเลิกกิจการไป ทั้งที่เมื่อตอนก่อนวิกฤติยังเป็นพยัคฆ์คำรามในแวดวงธุรกิจบ้านเรากันอยู่เลย การหาทางรอดของแต่ละคนแต่ละรายก็แตกต่างกันไป มีทั้งขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองให้คนอื่นไป หาเงินทุนใหม่เข้ามา... Continue Reading →

คนเก่งมีอยู่เยอะ…

ไปสิงคโปร์เที่ยวนี้ได้มุมมอง ได้ความคิดอะไรกลับมาหลายอย่าง หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ บางเรื่องก็รู้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ ตามประสาคนชอบคิดเรื่อยเปื่อย จับแก๊ะชนแผะไปเรื่อย ตัวอย่างเรื่องที่หาสาระอันใดมิได้แถมยังรู้อยู่แล้ว แต่การได้มาเจอความจริงกระแทกหน้านี่มันก็ช่วยกระตุ้นเตือน แถมยังสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าไปเสียเงินนั่งฟังนักพูดค่าตัวชั่วโมงละหลายหมื่นก็คือ ๑. ประเทศไทยนี่แม่มเล็กมาก เล็กกว่าสิงคโปร์ เล็กกว่ามาเลเซีย เล็กจนกระทั่งเวลาซีอีโอธุรกิจดิจิตอลพูดถึงตลาดในภูมิภาคนี้แม่มไม่พูดถึงไทยแลนด์ หรือ แบงค็อก เลย แต่พูดถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นอันดับต้น ๆ (ทำไมถึงเล็กขนาดนี้ อันนี้พี่ไม่รู้) ๒. คนเก่งแม่มมีเยอะมากกกกกกกก (ก ไก่ ๗ ล้านตัว) นี่แค่ในภูมิภาคนี้ยังเยอะขนาดนี้ เยอะจนน่ากลัว แล้วออกไปภูมิภาคอื่นอีกจะขนาดไหน ๓. เดิมก็คิดว่าตัวเองไม่เท่าไหร่อยู่แล้ว (อันนี้คิดจริง ไม่ได้มา humble brag) พอมาเจอคนเก่ง ๆ ตัวเป็น ๆ เข้าให้ก็เลยต้องกลับมานั่งคิดว่า พี่จะเอาอะไรมาเป็น competitiveness กะ competitive advantage ของพี่ดีวะ? ๔. อันนี้ส่วนตัวนิดนึง การเป็น introvert... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑