Another Day in My (Running) Life – เสาร์ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

เมื่อวานตื่นตีสี่ จะไปซ้อมลองรันที่สวนรถไฟ ตื่นแล้วเดินออกไปดูสภาพอากาศที่หน้าบ้าน ในใจภาวนาให้ฝนตกจะได้กลับไปนอนต่อ แต่ฝนฟ้ามันไม่เคยเป็นใจ ครั้งนี้อยากให้ตกมันก็ไม่ตก เดินกลับเข้าบ้านไปปลุกแม่พดด้วง บอกตีสี่แล้ว ฝนไม่ตกด้วย ต้องตื่นล่ะ

เข้าห้องน้ำ อาบน้ำเสร็จออกมากินขนมปังตุนไว้เป็นพลังงาน กำลังแต่งตัวได้ยินเสียงฝนลงเม็ดกระทบหลังคา เดินออกไปดู แม่มใช่จริง ๆ ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!! แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ตื่นแล้วอาบน้ำแล้ว เดินหน้าต่อแล้วกัน

ตอนออกจากบ้านฝนยังลงเม็ดนิดหน่อย คิดว่าพอมีลุ้น เผื่อว่าที่สวนรถไฟจะไม่ตก ขับรถออกมาฝนลงเม็ดหนักขึ้นตลอดทางจนถึงสวนรถไฟก็ยังไม่หยุด ต้องจอดแง้มกระจกนอนรออยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีนักวิ่งนักปั่นทยอยเข้ามาเป็นระยะ

จนประมาณหกโมงฝนเริ่มซาไปเยอะล่ะ ลงจากรถไปที่จุดประจำ คนน้อยมากแทบไม่มีเลย วอร์มกับยืดเหยียดเสร็จก็เริ่มออกวิ่ง

ไม่รู้ว่าเพราะอากาศเย็นบวกกับอาทิตย์ที่แล้วไม่ได้มา (เพราะฝนตก) หรือยังไง ช่วงกิโลแรกเพซเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้เกือบนาที (เหมือนมึงฟิตอ่ะ) ดูนาฬิกาแล้วต้องรีบผ่อนลงมา กลัวจะหมดแรงก่อนจะวิ่งครบสิบรอบตามที่ตั้งใจ

วิ่งได้สักพักฟ้าก็เริ่มสว่าง คนทยอยมาเยอะขึ้น เห็นเจ้าหน้าที่ประกาศว่าวันนี้มีโรงเรียนแม่พระฟาติมามาจัดกิจกรรมด้วย เด็กเพียบ เยสเข้!!

ตอนวิ่งรอบที่สอง นึกไปว่า นี่วิ่งมาแล้วสี่โล เหลืออีก ๒๒ โล ชิบหาย!! ต้องวิ่งอีกฮาล์ฟนึง ฟังดูเยอะ เอาใหม่ เหลืออีกแปดรอบกว่า ฟังดูดีกว่านะ ตัวเลขมันน้อยดี นับแบบนี้ค่อยมีกำลังใจหน่อย

วิ่ง ๆ อยู่ ช่วงเลยสะพานไม้ที่จะข้ามไปสวนสมเด็จฯ มาหน่อยนึง จู่ ๆ สาวนักวิ่งข้างหน้าก็ผงะ แล้วโดดออกไปทางขวา พอมองตามไปก็ต้องร้อง…

เหี้ย!!

ใช่ครับ เหี้ยตัวเป็น ๆ ความยาวน่าจะประมาณสองเมตร กำลังคลานข้ามถนนอยู่ ดูแล้วไม่ได้กลัวคนซักนิด คาดว่าน่าจะคุ้นเคยอยู่ บรรดานักวิ่งนี่แหละที่ต้องหลบทางให้พี่เค้า

ตอนวิ่งรอบที่สี่ วิ่ง ๆ อยู่มีพี่ผู้ชายคนนึงใส่รองเท้า altra (เออ กูนี่เป็นอะไร หน้าตาไม่ได้ดู ดูตีนก่อน 😆) วิ่งมาเทียบแล้วหันมาบอกว่า ขอเกาะไปด้วยคน เพซใกล้ ๆ กัน ไอ้เรานี่เกรงใจ อยากจะบอกว่าผมนี่กากสัสเดี๋ยวพี่จะผิดหวังนะ แต่ก็กลัวแกเสียน้ำใจ วิ่งคู่กันไปสักพัก ดูทรงแล้วชักไม่มั่นใจว่ากูจะเป็นภาระพี่เค้าป่าววะ เลยหันไปบอก ถ้าพี่เร็วกว่าไปก่อนได้เลยนะครับ แกยังบอกว่า พี่น่ะกลัวจะทำให้คุณช้า ปกติวิ่งเพซแปด แต่นี่เจ็ดกว่า ยังพอเกาะไปด้วยได้ วิ่งมาด้วยกันจนเลยซุ้มขายน้ำมาหน่อยพี่เค้าบอกไปก่อนได้เลย ขอเติมน้ำก่อน ก็ต่อมาคนเดียว

ครบรอบที่สี่ ได้สิบโลนิด ๆ แวะจิบน้ำ กินเกลือแร่ เติมกล้วยตากชิ้นนึง เอาชัวร์ไว้ก่อน แล้วออกไปวิ่งต่อ ตอนนี้คนเริ่มเยอะล่ะ วิ่งมาเจอคณะผู้ร่วมงานโรงเรียนแม่พระฟาติมาเริ่มออกมาเดินกันแล้ว กระจายกันเต็มถนน เด็ก ๆ วิ่งซ้ายวิ่งขวา เดาทางไม่ถูก กลัวเหยียบเด็กอิ๊บอ๋าย ต้องชลอบ้าง เปลี่ยนเลนไปซ้ายบ้าง ขวาบ้าง

วิ่งมาเกือบครบรอบมาเจอคุณพี่ altra กำลังเดินอยู่ข้างหน้า เลยวิ่งไปเทียบสวัสดี แล้วเลยวิ่งคู่กันต่อจนมาถึงจุดวางน้ำ บอกพี่ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวเจอกัน

วิ่งครบเจ็ดรอบเหนื่อยเป็นหมาหอบแดดเลย ใจชักเริ่มงอแง เริ่มหาข้ออ้างเพื่อมาเป็นเหตุให้หยุดวิ่ง เริ่มจาก เอาน่า อาทิตย์ที่แล้วก็ไม่ค่อยได้ซ้อม ถ้าวันนี้วิ่งเยอะ มันอาจจะเจ็บนะ ตามมาด้วย ที่ผ่านมาก็ซ้อมตามโปรแกรมมาตลอด ผ่อนซักวันก็คงไม่เป็นไรน่า แต่ละความคิดมันช่างชวนให้หยุดวิ่ง หยุดเหนื่อย มึงจะมาวิ่งให้เหนื่อยทรมานตัวเองทำไมเนี่ย

ยังดีที่คิดได้ว่า วิ่งมาแล้วเจ็ดรอบ เหลืออีกสามเองนะมึง วิ่งต่อหน่อยน่า (ซึ่งจริง ๆ สามรอบที่เหลือนี่ก็เกือบแปดโลเลยนะ) รอบที่แปดนี่กายละเอียดไปนั่งจิบโค้กเย็น ๆ รอในร้านแล้ว ปล่อยกายหยาบแม่งวิ่งออโต้ไพล็อตไป วิ่งไปไปเจอคุณพี่ altra อีก ก็เลยวิ่งเกาะกันไป คุยกันไปด้วย แกเล่าว่าไปวิ่งเทรลมา ไอ้เราก็สนใจจะไปเทรลปีหน้า เลยถามแกว่าเลือกซื้อเป้น้ำยังไง (ขอบคุณมากครับพี่ 🙏) วิ่งไปคุยไป ไม่รู้แกยังไงนะ แต่เรานี่หอบชิบหาย แต่ดีที่เหมือนมีเพื่อนช่วยให้ผ่านมาได้อีกรอบ จนแกแวะเติมน้ำ

ตอนจะเริ่มรอบที่เก้านี่เริ่มลังเล เชี่ยเอ๊ย จะหยุดดีมั้ยวะ ตัดสินใจวิ่งต่อ สมองนี่โล่ง วิ่งไปมองข้างหน้าอย่างเดียว ดูว่าคนข้างหน้าใส่รองเท้าอะไร รุ่นอะไร ยี่ห้อไหนเจอบ่อย ยี่ห้อไหนเจอน้อย เก็บสถิติไปพลาง ๆ

ใกล้ครบรอบเริ่มมีอาการแปลกใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนฝ่าเท้าซ้ายเริ่มชา ๆ (ไม่เป็นกาแฟ 😂) ชิบหาย นี่จะตะคริวมาหรือเปล่า ลองผ่อนลงนิดนึงก็ดูเหมือนจะดีขึ้น ไปจนครบรอบ แวะเติมน้ำ เจอสิ่งผิดปกติ คือ มีหื่น เอ๊ย ผื่นขึ้น ที่ต้นแขนกับที่ต้นขา เฮ้ย เป็นไรวะ เลยตัดสินใจหยุดก่อน เอาแค่นี้นะ กูได้ข้ออ้างแล้ว 😆 ได้เก้ารอบเท่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน กลัวว่าถ้าวิ่งต่อเดี๋ยวได้มีข่าวพาดหัว

สลด!! นักวิ่งหนุ่มใหญ่วัยเกรียนไม่เจียมสังขาร

ขาดใจตายอนาถสุดอุบาทว์ที่สวนรถไฟ

อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่นะฮะ…

ข้อมูลลับในแวดวงนิตยสารไทย

reading magazines on bed

จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในแวดวงแมกกาซีนมาระยะหนึ่งพบว่า หนึ่งในข้อมูลลับสุดยอดของวงการนี้ คือ ยอดพิมพ์

ที่ว่าลับนี่ลับกว่าตัวเลขเงินเดือนอีกนะฮะ เพราะถ้าเป็นบ.ก. (ซึ่งไม่ได้ย่อมาจาก บ้ากาม) ยังรู้เงินเดือนทีมงานในกอง เพื่อเอามาใช้ประกอบการประเมินผลงานได้ แต่ยอดพิมพ์นี่ บ.ก.บางเล่มยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยนะ เซลส์ที่ต้องไปขายลูกค้าก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ยอดเคลมที่ผู้บริหารบอก จะได้บอกลูกค้าตามนั้น หรือถ้าเผื่อไปเจอลูกค้าจับเข้าเครื่องจับเท็จ จะได้รอดกลับมาได้ (อันนี้เว่อร์ แต่ลูกค้าอาจจะคิดจริง ๆ)

ที่ต้องเป็นความลับขนาดนี้เพราะยอดพิมพ์จริงกับยอดพิมพ์ที่บอกลูกค้านี่มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่ง เคลมยอดกับลูกค้าว่าเดือนละแสน แต่พิมพ์จริงห้าพัน เป็นต้น

และปัญหาเรื่องนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งให้แบรนด์และเอเจนซีทั้งหลายพากันทิ้งนิตยสารไปหาออนไลน์กันหมด เพราะอย่างน้อยก็พอจะวัดผลได้ (บ้าง) ไม่ใช่ฟังแต่ตัวเลขเคลมจากเจ้าของสื่อฝั่งเดียวนะครับ…

ทดสอบ gps Garmin FR235 และ Apple Watch ที่สวนรถไฟ ภาค ๒

จากที่วันเสาร์ที่แล้วได้ไปทดสอบ gps ของ apple watch series 3 และ garmin fr 235 ที่สวนรถไฟ โดยสวม garmin ที่ข้างซ้าย (ข้างที่ถนัด) และ apple watch ที่ข้างขวา ผลที่ได้คือ garmin ได้ระยะ ๒๑.๐๓ โล apple watch ได้ ๒๑.๖๐ โล (อ่านความเดิมตอนที่แล้วได้ที่นี่ครับ https://buak.net/2018/08/12/gps-test-garmin-fr235-apple-watch-series-3/ )

มีเพื่อนสมาชิกได้แนะนำว่า การวิ่งวนซ้าย นาฬิกาที่มือซ้ายจะได้ระยะน้อยกว่ามือขวา เพราะฉะนั้นผลที่ได้ก็ปกติ แต่ด้วยความซนของผมที่อยากรู้อยากเห็น (แต่ไม่สอดรู้สอดเห็นนะฮะ 😆) ก็เลยไปทดสอบกันอีกครั้งเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๑)

วิ่งที่สวนรถไฟเหมือนเดิม เส้นทางเดิม แวะเข้าห้องน้ำตรงจงอยปลายติ่งที่เดิม หยุดซื้อน้ำเกลือแร่ที่ซุ้มน้ำเหมือนเดิม เรียกว่าพยายามคุมปัจจัยให้ใกล้เคียงครั้งที่แล้วทุกอย่าง ที่แตกต่างคือ เปลี่ยนมาใส่ apple watch ที่ข้างซ้ายและย้าย garmin ไปข้างขวา

ผลที่ได้คือ ที่จำนวนรอบเท่ากับครั้งที่แล้ว apple watch ได้ระยะ ๒๐.๙๖ โล ส่วน garmin ได้ ๒๐.๙๕ โล (ซึ่งไม่ตรงตามทฤษฎี) และเมื่อวิ่งต่อให้ครบระยะที่ตั้งใจวิ่งครั้งนี้คือเก้ารอบสวนรถไฟ ได้ผลตามรูปครับ

รูปบนมาจาก apple watch ได้ระยะ ๒๓.๔๘ โล ส่วนรูปล่างของ garmin ได้ ๒๓.๕๖ โล ตรงตามทฤษฎีที่เพื่อนสมาชิกแนะนำมา แต่ถ้าเทียบกับข้อมูลของครั้งที่แล้วจะพบว่า ส่วนต่างของระยะทางที่ได้ทั้งสองครั้งต่างกันอยู่พอสมควรครับ

สวนรถไฟ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๑

สวนรถไฟ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๑

ป.ล. ๑ ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องความแม่นยำของระยะทาง แค่ลองดูเพราะอยากรู้เฉย ๆ

ป.ล. ๒ การวิ่งเช้านี้ apple watch เริ่มต้นมีแบต ๙๖% วิ่งเสร็จเหลือแบต ๗๑% ครับ (ครั้งที่แล้วมีเพื่อนสมาชิกสอบถามมาครับ)

ป.ล. ๓ ดูรูปเส้นทางวิ่งแล้วโปรดอย่าคิดลึก เส้นทางวิ่งที่สวนรถไฟเป็นแบบนี้เองนะครับ 😊

ทดสอบ gps Garmin FR235 และ Apple Watch ที่สวนรถไฟ

ด้วยความอยากรู้ว่า apple watch กับ garmin fr 235 จับระยะ gps ใกล้เคียงหรือต่างกันแค่ไหน วันก่อนลองระยะสั้น ๆ ในหมู่บ้านไปแล้ว เมื่อวานก็เลยลองระยะฮาล์ฟแล้วเปลี่ยนสถานที่ด้วย

การทดสอบคือ ใส่ garmin ข้างซ้าย (ข้างที่ถนัด) ใส่ apple watch ที่ข้างขวา ผลที่ได้ก็ตามรูป garmin รูปแรกได้ระยะ ๒๑.๐๓ โล apple watch รูปล่าง ได้ ๒๑.๖๐ โล

สวนรถไฟ 11 สิงหาคม 2561 Garmin FR235

สวนรถไฟ 11 สิงหาคม 2561 Apple Watch

ไม่รู้เหมือนกันว่าเรือนไหนตรงกว่า เพราะไม่รู้ระยะแน่ ๆ เหมือนกัน ถ้าจะให้ดี รบกวนผู้มีเมตตาซื้อ Suunto ให้อีกซักเรือนเพื่อเอามาเปรียบเทียบนะฮะ… 😆

หมายเหตุ ดูรูปเส้นทางวิ่งแล้วโปรดอย่าคิดลึก เส้นทางวิ่งที่สวนรถไฟเป็นแบบนี้เองนะครับ

เรื่องเล่าเจ้าของร้านกาแฟ

มีน้องที่รู้จักกันลาออกจากงานประจำไปเปิดร้านกาแฟเมื่อหลายปีก่อน ได้ทำเลที่คอมมิวนิตี้มอลที่กำลังจะเปิด (ในตอนนั้น) ย่านถนนเลียบด่วนรามอินทรา เมื่อเซลส์ยืนยันว่าไม่มีร้านกาแฟเชนมาลง ทั้งสตาร์บักส์ ทรู และอีกสารพัดเจ้า

หลังจากที่เร่งตกแต่งร้านเพื่อเปิดให้ทันเวลาที่มอลกำหนดไว้ (นัยว่าเพื่อสร้างความคึกคักไม่ให้ลูกค้าเหงา) พอเปิดร้านกลายเป็นว่า ร้านค้าต่างพากันเหงา เพราะมอลเล่นไม่โปรโมตเท่าไหร่ คนเลยมาเดินน้อย วันธรรมดาลูกค้าจะมีก็โน่น หลังสี่ห้าโมงเย็นไปแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ยังดีหน่อย เป็นแบบนี้บรรดาเจ้าของร้านกับพนักงานเลยต้องแวะเวียนอุดหนุนกันเอง (พร้อมกับปรับทุกข์และแอบเช็กยอดขาย) สุดท้ายใครสายป่านไม่ยาวพอหรือดูแล้วว่าไม่คุ้มก็ทยอยโบกมือลา

น้องคนนี้ยังโชคดีที่ทำเลร้านอยู่ตรงถนนเมน ใกล้ ๆ กันก็มีร้านแม่เหล็กที่พอจะดึงคนได้ ก็พลอยได้อาศัยไปด้วย บวกกับที่อัธยาศัยดีก็พอมีลูกค้าประจำ

แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนฟ้าผ่า มีสตาร์บักส์มาลงด้านหน้า ดักลูกค้าไปส่วนนึง แถมยังมีร้านขนม ร้านน้ำปั่น สมูตตี้ที่ปรับตัวหนีตายเพิ่มเมนูกาแฟมาแย่งลูกค้าไปอีก

ดูทรงแล้วท่าทางไม่ค่อยดี น้องคนนี้ก็เลยขยายกิจการ ตัดสินใจเพิ่มสาขาด้วยความหวังว่า เมื่อสาขาใหม่อยู่รอดและไปได้ดีก็จะปิดสาขาแรก ตัดจบกันไป โดยเลือกไปลงที่คอมมิวนิตี้มอลอีกแห่งที่กำลังจะเปิดในย่านเดียวกัน หลังจากตระเวนดูมาหลายที่ ทั้งที่ใกล้ ๆ และข้ามเมืองมาย่านราชพฤกษ์ ด้วยเหตุผลว่า สะดวกต่อการดูแล ขับรถถึงกันได้แค่ไม่กี่นาที

ด้วยความหวังจะให้เป็นสาขาหลักในวันข้างหน้า น้องเจ้าของลงทุนแต่งสาขานี้ไปล้านกว่า แต่พอเปิดขายก็เหมือนวนลูป มอลโปรโมตไม่เปรี้ยง คนไม่เดิน ซ้ำร้ายคือ ร้านเชนยักษ์ใหญ่เปิดในทำเลที่ดีกว่า แถมยังได้รับอนุญาตให้ตั้งป้ายโปรโมตได้ทั่วมอล ทั่วขนาดที่ว่าหน้าร้านน้องคนนี้ยังเอามาตั้งได้

ทนขายอยู่ได้ไม่กี่เดือน น้องเจ้าของตัดสินใจคัตลอสต์ ปิดร้านสาขากลับมาเหลือที่เดียวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเงินที่หายไป แต่ก็ยังมองหาทำเลใหม่อยู่ตลอด

จนวันนึงมีห้างใหญ่เบอร์หนึ่งของประเทศจะมาเปิดสาขาย่านนั้น น้องเจ้าของก็เพียรพยายามติดต่อเซลส์เพื่อสอบถามราคาค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งก็แทบไม่ได้รับการตอบรับอะไร เพราะเซลส์วุ่นอยู่กับการติดต่อรายใหญ่อยู่

หลังจากตามติดอยู่นานก็ได้ทำเลที่เหลือจากรายใหญ่มาให้ ก็ตกลงเช่าด้วยเงื่อนไขชวนขนหัวลุก คือ คิดเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย (ตัวเลขแน่ ๆ จำไม่ได้แต่รู้สึกจะอยู่ที่ ๔๐% กว่า ๆ) แต่ขั้นต่ำที่ต้องจ่ายคือ เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าขายได้ไม่ถึงอันนั้นห้างไม่สนใจ ไม่ใช่ปัญหาห้าง

น้องแม่งก็ใจถึง คิดว่าน่าจะคุ้ม แลกกับการมีร้านในห้างระดับท็อปของประเทศ เผื่อไว้เป็นโปรไฟล์วันข้างหน้าได้ แม่งก็เอาเว้ย ทำเรื่องคืนพื้นที่สาขาแรกนี่เลย

พอตกลงเอา ห้างก็เร่งให้แต่งร้านเพื่อให้เปิดทันวันเปิดห้าง เร่ง ๆ ๆ ๆ เร่งชิ_หาย จนเสร็จ วันเปิดคนมาเดินเต็มห้างด้วยแรงโปรโมต น้องแม่งปิดยอดวันแรกไปหลายหมื่น ยิ้มเลย กะว่ากูพ้นทุกข์แล้วคราวนี้

พอพ้นสัปดาห์แรก สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติตามที่ควรจะเป็น คนเงียบ ยอดขายก็เงียบ จนเริ่มกังวลว่ากูจะหาสามแสนมาจ่ายห้างได้มั้ย กูคิดผิดหรือเปล่าวะ สาขาแรกก็ปิดไปแล้วด้วย

แต่ยังดีที่ลูกค้าประจำตามมา ยอดขายก็พอจะประคองตัวไปได้ มีกำไรพอจ่ายค่าพื้นที่ หักค่าแรงเด็กแล้วยังเหลือเป็นรายได้ของตัวเอง

อยู่อย่างนี้มาสองสามปี วันก่อนน้องเจ้าของบอกว่า จะหาทำเลใหม่ งวดนี้อยากได้เป็นอาคารพาณิชย์สแตนอโลน ไม่เอาแล้วอยู่ในห้าง เหมือนนั่งทำงานหาเงินให้เจ้าของห้างทุกเดือน พอแล้วกับความอยากเข้าห้าง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเด็กลูกจ้างเลยนะ นี่ได้มหากาพย์อีกเรื่องเลยนะฮะ… 😂

การแสดงหมาไทยพันทางที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘

วันก่อนไปวิ่งที่งานนาวิกโยธิน มาราธอน ๒๐๑๘ ช่วงเย็นก่อนที่จะวิ่งวันนึงมีการแสดงสุนัขทหาร มีตัวนึงเป็นหมาไทยพันทาง ชื่อว่า เต้าหู้ ฉลาดมาก ความสามารถไม่แพ้หมาฝรั่งเลย ล้างความเชื่อที่ว่าหมาไทยฝึกไม่ได้ไปเสียที ลองดูตามคลิปนะครับ

คลิปแรกนั่นเบาะ ๆ คลิปที่สองนี่ต้องร้องว้าวเลยนะฮะ…

ย้ายกองทุน LTF ข้ามบลจ.

เมื่อวานไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เคยทำมาก่อนคือ การเปลี่ยนกองทุน LTF ข้ามบลจ. (ด้วยเหตุว่ากองนี้มัน performance ไม่ดีเอาเลย ไปรวมอยู่กับกองแรกที่เคยซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนดีกว่า)

ธุรกรรมนี้ตัวเองไม่เคยทำนี่ไม่แปลก เพราะใครมันจะไปย้ายกองทุนเล่นกันบ่อย ๆ แต่ปรากฏว่าน้องพนักงานที่แบงก์ก็ไม่เคยทำด้วยนี่สิ เป็นทั้งขาย้ายออกและขารับเข้าเลย

ขนาดหาข้อมูลไปล่วงหน้า เตรียมตัวไปก่อนแล้วว่า ไปที่ขาย้ายออกก่อนนะ แจ้งความต้องการไป ได้แบบฟอร์มมา กรอกให้เรียบร้อย เอาไปยื่นที่ฝั่งรับเข้า ให้เขาทำรายการ แล้วเอาเอกสารกลับมาส่งคืนที่ฝั่งย้ายออก

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรเลย ง่าย ๆ เลยใช่มะ

ตัดภาพมาของจริง พนักงานที่ฝั่งย้ายออกทำไม่เป็น ต้องโทรถามศูนย์ตลอดทุกสเต็ป กระทั่งว่าพนักงานจะต้องเซ็นชื่อตรงช่องไหนยังต้องถาม

ได้เอกสารมา ไปฝั่งรับเข้าบ้าง ไม่น้อยหน้ากัน ต้องโทรถามศูนย์ทุกขั้นตอนเหมือนกัน สุดท้ายเสร็จแล้วเดินเอาเอกสารไปส่งที่ฝั่งย้ายออกแล้ว พนักงานฝั่งรับเข้ายังมีโทรมาตามให้ไปประเมินความเสี่ยงใหม่ เพราะของเดิมหมดอายุแล้ว

บอกตรง ๆ นี่ไม่มั่นใจเลยว่ากองทุนมูลค่าไม่กี่สิบบาทของพี่จะย้ายได้สำเร็จมั้ย จะถูกตามไปกรอกเอกสารหรือแก้ไขอะไรอีกหรือเปล่า

อ้อ ที่เล่ามานี่แม่พดด้วงเป็นคนจัดการนะ พี่แค่ไปเซ็นชื่อ บอกแล้วว่าเรื่องเงินนี่เราดูแค่นโยบาย ดูภาพรวม เรื่องรายละเอียด เรื่องหยุมหยิมให้เขาจัดการไป ทุกวันนี้ในกองทุนมีอยู่กี่บาทยังไม่รู้เลย เรื่องเล็กน้อยแบบนี้เราอย่าไปเสียเวลา โอเคนะ…