หนังสือที่ CEO แนะนำ (และแจก) ให้อ่าน

แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙%
เมื่อวานมีโอกาสได้เข้าฟังนโยบายจากซีอีโอ และผู้เข้าร่วมฟังนโยบายทุกคนได้รับแจกหนังสือ แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙% (ตามภาพด้านบนครับ)

ซีอีโออธิบายว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับคนทำงานในระดับหัวหน้า อ่านแล้วชอบมาก เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยเอามาแจกให้บรรดาคนที่เข้าฟังนโยบาย (ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง) ได้เอาไปอ่าน

ซีอีโอบอกว่า วลีเด็ดที่ประทับใจมากในเล่มนี้คือ หัวหน้าต้องเป็นคนที่ลูกน้องอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่ไฟลุกโชน

พอพูดจบประโยคก็มีเสียงฮืออออออออออ ทั่วทั้งห้องประชุมนะครับ ตัวผมตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเพราะติดคิวเล่มอื่นอยู่ ถ้าอ่านแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

หนังสือที่ CEO แนะนำ (และแจก) ให้อ่าน

แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙%

เมื่อวานมีโอกาสได้เข้าฟังนโยบายจากซีอีโอ และผู้เข้าร่วมฟังนโยบายทุกคนได้รับแจกหนังสือ แค่ทำให้คนเก่งขึ้น ๑% คุณก็จะทำงานน้อยลง ๙๙% (ตามภาพด้านบนครับ)

ซีอีโออธิบายว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับคนทำงานในระดับหัวหน้า อ่านแล้วชอบมาก เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยเอามาแจกให้บรรดาคนที่เข้าฟังนโยบาย (ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง) ได้เอาไปอ่าน

ซีอีโอบอกว่า วลีเด็ดที่ประทับใจมากในเล่มนี้คือ หัวหน้าต้องเป็นคนที่ลูกน้องอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่ไฟลุกโชน

พอพูดจบประโยคก็มีเสียงฮืออออออออออ ทั่วทั้งห้องประชุมนะครับ ตัวผมตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเพราะติดคิวเล่มอื่นอยู่ ถ้าอ่านแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

วิธีดูแลตัวเองไม่ให้เป็นความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์


เมื่อวานนี้มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณหมอท่านนึง เป็นหมอด้านสมองจากสหรัฐฯ ที่ดังระดับโลก (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะคุณหมอมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลแห่งนึงของไทยด้วย) หัวข้อนึงที่ถามไปก็คือ ทำยังไงที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เจออาการความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

ง่ายมาก คุณหมอบอกมายังงี้ ต้องดูแลการใช้ชีวิตของตัวเอง เริ่มจากอาหารที่กิน คุณหมอใช้คำว่า ให้กินเมดดิเทอร์เรเนียน ฟู้ดส์ ซึ่งขยายความว่า ได้แก่ ปลา (ซึ่งก็คงหมายถึงปลาทะเล เพราะคนแถบเมดดิเทอร์เรเนียนคงไม่ได้กินปลาน้ำจืดจำพวกปลาช่อน ปลาสวายกันนะ) ผัก ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง (หมอใช้คำว่า nut เปิดดูคำแปลแล้วมันบอกยังงี้ หมอคงไม่ให้กิน “น็อต” หรอก) ส่วนที่ควรงดคือ เนื้อแดง ซึ่งก็ได้แก่พวกเนื้อวัว เนื้อหมู อะไรแบบนี้

หมายเหตุ ข้อนี้ขอตั้งข้อสงสัยตามประสาคนขี้สงสัย ไม่รู้ว่าหมอแกตอบตามที่ศึกษามาแบบโลกตะวันตกหรือเปล่า แกอาจยังไม่เคยศึกษาพวกอาหารญี่ปุ่น เห็นคนญี่ปุ่นก็อายุยืนแล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพเหมือนกันนะ

ประการต่อมา หมอบอกให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนมันมีผลต่อเซลล์สมอง

ถัดมา ให้ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เลือดมีการสูบฉีดและไหลเวียนในสมองได้ดี

ตามด้วย อย่าเครียด อันนี้ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว พูดง่ายแต่ทำยากอิ๊บอ๋าย

ประการสุดท้าย หมอบอกว่าให้ฝึกสมองเอาไว้เรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ต้องเป็นเรื่องที่อยู่นอก comfort zone ของตัวเอง เช่น ถ้าเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องภาษาก็ให้ไปหัดภาษาใหม่ ๆ อย่างตัวหมอเองแกบอกว่า สิ่งที่แกทำตอนนี้คือ หัดขับเฮลิคอปเตอร์จ้าาาาา

แกบอกแกเป็นหมอด้านสมองอยู่แล้ว ถ้าแกมาฝึกสมองด้วยการศึกษาเรื่องสมองอีก ถึงจะเป็นเรื่องยากแต่มันก็เป็นเรื่องที่อยู่ใน comfort zone ของแกงี้ อย่างนี้ไม่ได้ผล

ง่าย ๆ ไม่กี่ข้อเท่านั้นเองนะ จา มา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา จ๊ะ จิง จา…

#อาการกำเริบแล้ว ขอไปกินยาก่อนนะฮะ

ความคิดจากปรากฎการณ์ “ลูกเทพ”

ปรากฎการณ์ “ลูกเทพ” ที่โด่งดังอยู่ตอนนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ มันทำให้หลาย ๆ เรื่องในสังคมไทยที่เกิดมานานจนดูเป็นเรื่องปกติไปแล้วกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะลูกเทพมาทำให้มัน “สุดขั้ว” จนเกิดการพูดคุยและถกเถียงกัน

อะไรบ้าง?

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า งมงาย ไร้สาระ มานั่งบูชาตุ๊กตา

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงไหว้พระเครื่อง ศาลพระภูมิ ราหู ปลัดขิก ฯลฯ มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า เอาตุ๊กตาไปให้พระทำพิธี

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงให้พระเจิมบ้าน เจิมออฟฟิศ เจิมรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า ตุ๊กตาตัวละเป็นพันเป็นหมื่น ก็ยังซื้อกันได้

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงซื้อพระเครื่ององค์ละเป็นหมื่น เป็นแสน มึงไม่บ้า?

 

คนบอกว่า คนที่บูชาลูกเทพ มึงน่ะบ้า เอาข้าว เอาน้ำไปให้ตุ๊กตากิน

คนที่บูชาลูกเทพบอกว่า แล้วพวกมึงเอาข้าว เอาน้ำไปถวายศาลพระภูมิ เอาอาหารคาวหวาน ผลไม้ไปถวายพระพุทธรูป พระอินทร์ เทพสารพัด มึงไม่บ้า?

 

บอกตรง ๆ ผมชอบเรื่องนี้มาก มันจะได้มาดูกันจริง ๆ เสียทีว่า นี่แม่มเมืองพุทธหรือเมืองผี

หนังสือเล่มที่ ๑๔ และ ๑๕ ของปี ๒๕๕๘ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน

คดีเจ็ดแพะ : วินทร์ เลียววาริณ

หลังจากจบเล่มที่ ๑๓ (ตามล่านาซี) ทะลุเป้าที่ตั้งใจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ผมก็หยิบ Flash Boys มาตั้งท่าจะอ่าน ตามที่เคยเล่าไว้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำว่า เล่มนี้ดี อ่านเถอะ!! (เล่าไว้ในโพสต์นี้ครับ) เปิดอ่านไปได้สักสิบหน้าเหมือนมันล้ามาจากการอ่านเล่มยาวก็เลยวางไว้ก่อน เปลี่ยนไปหยิบรวมเรื่องสั้นชุดพุ่มรัก พานสิงห์ ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาเปิดอ่านก่อนดีกว่า เล่มนี้ชื่อว่า คดีเจ็ดแพะ

เกริ่นกันนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดพุ่มรัก พานสิงห์

พุ่มรัก นี่เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งนะครับ เป็นคนอีสาน เว้าอีสานกันเลยล่ะ แต่แกมีความสามารถพิเศษในด้านการสืบสวนคดีต่าง ๆ ก็เลยถูกตำรวจตามตัวมาช่วยไขคดีโน้นคดีนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่คดีใหญ่จำพวกฆาตกรรม จี้ ปล้น ไปจนถึงคดีอย่างลักเล็กขโมยน้อย จนดูเหมือนจะกลายเป็นงานหลักของแกไปแล้วด้วยซ้ำ จุดเด่นอีกประการของแกที่ต่างจากนักสืบดัง ๆ ของเมืองนอกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือ ปัวโรต์ ก็คือ พี่แกมีอารมณ์ขันและความกวน (อวัยวะเบื้องล่าง) อย่างล้นเหลือ

สำหรับคดีเจ็ดแพะ นี่เป็นกรณีที่ผู้ช่วยสาวของพุ่มรักถูกจับตัวไป และคนร้ายสั่งให้พุ่มรักไขคดีทั้งหมดเจ็ดคดีด้วยกัน ซึ่งแต่ละคดีจริง ๆ ก็จับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วและศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่คนร้ายมีเหตุที่เชื่อได้ว่า คนที่ถูกลงโทษทั้งเจ็ดคดีที่ว่าเป็น “แพะ” โดยที่คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ หน้าที่ของพุ่มรักในครั้งนี้คือการสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงของทั้งเจ็ดคดี

โดยเมื่อไขคดีได้หนึ่งคดี คนร้ายก็จะส่งข้อมูลสถานที่ที่จับตัวผู้ช่วยของพุ่มรักมาให้ และเมื่อรวมข้อมูลที่ได้จากทั้งเจ็ดคดีแล้วก็จะรู้ได้ว่าผู้ช่วยถูกจับตัวอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าพุ่มรักอยากได้ตัวผู้ช่วยกลับคืนมาก็ต้องไขคดีให้สำเร็จทั้งเจ็ดคดี พลาดไม่ได้เลย

ทั้งเจ็ดคดีในเล่มนี้คือที่ว่าของชื่อ คดีเจ็ดแพะ ซึ่งก็มีตั้งแต่คดีฆาตกรรม คดีฆ่าพระ คดีลักพาตัวเด็ก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคดีมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนแตกต่างกัน อ่านไปก็คิดตามไปด้วยแล้วลุ้นตอนท้ายว่า ไอ้ที่เราคิดมันจะใช่มั้ย

หลังจากที่พุ่มรักไขคดีสำเร็จทั้งเจ็ดคดีเป็นที่เรียบร้อย พี่วินทร์ยังมีบทส่งท้ายให้อ่านต่ออีกหนึ่งบท ขอไม่บอกล่วงหน้าว่าเป็นอะไร แต่บอกได้ว่า ต้องอ่านนะครับ

คดีศพล่องหน : วินทร์ เลียววาริณ

จบจากคดีเจ็ดแพะ ผมหยิบคดีศพล่องหน มาอ่านต่อเลยเพื่อความต่อเนื่อง เล่มนี้เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันทั้งเล่มเหมือนเล่มที่แล้ว แต่เป็นคดีแยกกันไปเจ็ดคดี เปิดมาด้วยคดีที่เป็นชื่อเล่ม คือ คดีศพล่องหน จากนั้นก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ทั้งคดีฆาตกรรม ตามหาคนหาย แล้วก็ตามรอยคนเจ้าชู้

สำหรับเล่มนี้ผมคิดว่าเนื้อเรื่องด้อยกว่าเล่มแรกอยู่พอสมควร ระหว่างที่อ่านมีความรู้สึกว่าหลายคดีมันเฉย ๆ อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่า โห!! หรือ เฮ้ย เจ๋งว่ะ!! เหมือนเล่มก่อน ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการจะคิดพล็อตเรื่องแนวนักสืบแต่ละเรื่องให้คม ให้หักมุม ให้มันซับซ้อนไปซะทุกเรื่องมันหนักหนาสาหัสอยู่มาก ถือว่าอ่านเพลิน ๆ ได้อยู่นะครับ

 

คดีเจ็ดแพะ
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๑๙๕ บาท

คดีศพล่องหน
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๒๑๐ บาท

 

หมายเหตุ : โพสต์นี้ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่ก่อนสิ้นปี นี่ลากยาวมาจนจะสิ้นเดือนมกราคม ไม่มีเหตุอื่นใดเลย นอกจากความขี้เกียจล้วน ๆ เลยครับ

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

รีวิวหนังสือ : คดีเจ็ดแพะ & คดีศพล่องหน – นิยายนักสืบจากนักเขียนสองซีไรต์

คดีเจ็ดแพะ : วินทร์ เลียววาริณ

หลังจากจบเล่มที่ ๑๓ (ตามล่านาซี) ทะลุเป้าที่ตั้งใจเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ผมก็หยิบ Flash Boys มาตั้งท่าจะอ่าน ตามที่เคยเล่าไว้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำว่า เล่มนี้ดี อ่านเถอะ!! (เล่าไว้ในโพสต์นี้ครับ) เปิดอ่านไปได้สักสิบหน้าเหมือนมันล้ามาจากการอ่านเล่มยาวก็เลยวางไว้ก่อน เปลี่ยนไปหยิบรวมเรื่องสั้นชุดพุ่มรัก พานสิงห์ ของพี่วินทร์ เลียววาริณ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาเปิดอ่านก่อนดีกว่า เล่มนี้ชื่อว่า คดีเจ็ดแพะ

เกริ่นกันนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดพุ่มรัก พานสิงห์

พุ่มรัก นี่เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งนะครับ เป็นคนอีสาน เว้าอีสานกันเลยล่ะ แต่แกมีความสามารถพิเศษในด้านการสืบสวนคดีต่าง ๆ ก็เลยถูกตำรวจตามตัวมาช่วยไขคดีโน้นคดีนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่คดีใหญ่จำพวกฆาตกรรม จี้ ปล้น ไปจนถึงคดีอย่างลักเล็กขโมยน้อย จนดูเหมือนจะกลายเป็นงานหลักของแกไปแล้วด้วยซ้ำ จุดเด่นอีกประการของแกที่ต่างจากนักสืบดัง ๆ ของเมืองนอกอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือ ปัวโรต์ ก็คือ พี่แกมีอารมณ์ขันและความกวน (อวัยวะเบื้องล่าง) อย่างล้นเหลือ

สำหรับคดีเจ็ดแพะ นี่เป็นกรณีที่ผู้ช่วยสาวของพุ่มรักถูกจับตัวไป และคนร้ายสั่งให้พุ่มรักไขคดีทั้งหมดเจ็ดคดีด้วยกัน ซึ่งแต่ละคดีจริง ๆ ก็จับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วและศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่คนร้ายมีเหตุที่เชื่อได้ว่า คนที่ถูกลงโทษทั้งเจ็ดคดีที่ว่าเป็น “แพะ” โดยที่คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ หน้าที่ของพุ่มรักในครั้งนี้คือการสืบหาตัวคนร้ายที่แท้จริงของทั้งเจ็ดคดี

โดยเมื่อไขคดีได้หนึ่งคดี คนร้ายก็จะส่งข้อมูลสถานที่ที่จับตัวผู้ช่วยของพุ่มรักมาให้ และเมื่อรวมข้อมูลที่ได้จากทั้งเจ็ดคดีแล้วก็จะรู้ได้ว่าผู้ช่วยถูกจับตัวอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าพุ่มรักอยากได้ตัวผู้ช่วยกลับคืนมาก็ต้องไขคดีให้สำเร็จทั้งเจ็ดคดี พลาดไม่ได้เลย

ทั้งเจ็ดคดีในเล่มนี้คือที่ว่าของชื่อ คดีเจ็ดแพะ ซึ่งก็มีตั้งแต่คดีฆาตกรรม คดีฆ่าพระ คดีลักพาตัวเด็ก ฯลฯ ซึ่งแต่ละคดีมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนแตกต่างกัน อ่านไปก็คิดตามไปด้วยแล้วลุ้นตอนท้ายว่า ไอ้ที่เราคิดมันจะใช่มั้ย

หลังจากที่พุ่มรักไขคดีสำเร็จทั้งเจ็ดคดีเป็นที่เรียบร้อย พี่วินทร์ยังมีบทส่งท้ายให้อ่านต่ออีกหนึ่งบท ขอไม่บอกล่วงหน้าว่าเป็นอะไร แต่บอกได้ว่า ต้องอ่านนะครับ

คดีศพล่องหน : วินทร์ เลียววาริณ

จบจากคดีเจ็ดแพะ ผมหยิบคดีศพล่องหน มาอ่านต่อเลยเพื่อความต่อเนื่อง เล่มนี้เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันทั้งเล่มเหมือนเล่มที่แล้ว แต่เป็นคดีแยกกันไปเจ็ดคดี เปิดมาด้วยคดีที่เป็นชื่อเล่ม คือ คดีศพล่องหน จากนั้นก็เป็นเรื่องอื่น ๆ ทั้งคดีฆาตกรรม ตามหาคนหาย แล้วก็ตามรอยคนเจ้าชู้

สำหรับเล่มนี้ผมคิดว่าเนื้อเรื่องด้อยกว่าเล่มแรกอยู่พอสมควร ระหว่างที่อ่านมีความรู้สึกว่าหลายคดีมันเฉย ๆ อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่า โห!! หรือ เฮ้ย เจ๋งว่ะ!! เหมือนเล่มก่อน ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการจะคิดพล็อตเรื่องแนวนักสืบแต่ละเรื่องให้คม ให้หักมุม ให้มันซับซ้อนไปซะทุกเรื่องมันหนักหนาสาหัสอยู่มาก ถือว่าอ่านเพลิน ๆ ได้อยู่นะครับ

 

คดีเจ็ดแพะ
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๑๙๕ บาท

คดีศพล่องหน
ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
สำนักพิมพ์ : ๑๑๓
ราคา : ๒๑๐ บาท

 

หมายเหตุ : โพสต์นี้ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่ก่อนสิ้นปี นี่ลากยาวมาจนจะสิ้นเดือนมกราคม ไม่มีเหตุอื่นใดเลย นอกจากความขี้เกียจล้วน ๆ เลยครับ

 

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

รีวิวหนังสือ : ตามล่านาซี (The Odessa File)

ตามล่านาซี (The Odessa File)

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่านหนังสือ (ตามที่เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้นะครับ) แล้วกะเอาคร่าวๆ ว่าน่าจะอ่านได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ก็ทยอยเก็บมาเรื่อยๆ บางช่วงก็เร็ว บางช่วงก็ช้าหน่อย แล้วแต่หน้าที่การงาน (และความขี้เกียจ) เมื่อเล่มที่แล้วผมก็บรรลุจุดหมาย ๑๒ เล่มเป็นที่เรียบร้อย และคราวนี้ถือว่าทำได้เกินเป้า เป็นเล่มที่ ๑๓ ซึ่งก็คือ…

ตามล่านาซี ซึ่งแปลมาจาก The Odessa File ของ Frederick Forsyth นักเขียนชาวอังกฤษผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักข่าว

เรื่องราวของเล่มนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาเรื่องจริงมาแต่งเติมเพิ่มเนื้อหาและความบันเทิงเข้าไป เพราะตัวละครหลายคนมีอยู่จริง เนื้อเรื่องโดยย่อก็คือ ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต ชายชราเชื้อสายยิวคนหนึ่งที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ฆ่าตัวตายและทิ้งสมุดบันทึกเอาไว้ ซึ่งได้ตกมาอยู่ในมือของนักข่าวหนุ่มผู้เป็นตัวเอกในเรื่อง

เนื้อหาในสมุดบันทึกที่นักข่าวหนุ่มได้อ่านทำให้เขาอยู่ไม่สุข เพราะมันบอกเล่าถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายนรกนาซี เป็นเรื่องราวที่ทำใจเชื่อได้ยากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่ได้ฟังจากคนที่ผ่านชีวิตตรงนั้นมาจริงๆ

ในช่วงท้ายของบันทึก ชายชราเล่าว่า นาซีที่เป็นหัวหน้าค่ายนรกแห่งนั้นยังมีชีวิตอยู่แถมยังสุขสบายดี เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถกระชากหน้ากากนาซีและนำตัวมาลงโทษได้ ด้วยความคับแค้นใจจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกแล้ว นักข่าวหนุ่มตัดสินใจที่จะตามล่าหาตัวนาซีอดีตหัวหน้าค่ายนรกผู้นี้เพื่อนำตัวมารับโทษในฐานะอาชญากรสงคราม ซึ่งทำให้เขาต้องทำอะไรหลายอย่างที่เขาไม่เคยทำ แถมยังต้องทำผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกตามฆ่า นอกจากนี้เรื่องราวยังขยายวงออกไปเกินกว่าที่นักข่าวหนุ่มคาดคิดไว้ในตอนแรก เพราะมีมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล กับโอเดสซา ที่เป็นหน่วยงานของนาซีโดดเข้ามาร่วมด้วย

ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตามล่าครั้งนี้ล้วนแล้วแต่มีแรงจูงใจของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับของคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอกเองที่เวลาเราอ่านไปก็จะสงสัยตงิดๆ ว่ามันจะทำไปทำไม (วะ?) จนกระทั่งมาเฉลยในตอนท้ายเรื่อง

Forsyth เขียน The Odessa File เป็นเล่มที่สอง (ออกมาในปี ๑๙๗๒ ต่อจากความสำเร็จถล่มทลายของ The Day of the Jackal ผลงานเล่มแรกที่ออกมาในปี ๑๙๗๑) โดยนอกจากจะดำเนินเรื่องตามพลอตที่ตั้งไว้ยังสอดแทรกเรื่องราวของนาซีและหน่วยงาน SS ของนาซีในยุคนั้นเอาไว้ด้วย

สนุก ลุ้นตลอดทั้งเรื่องว่าพระเอกจะตามเจอมั้ยและจะโดนตามเก็บซะก่อนมั้ย แต่ไม่ได้มาแนวแอ๊กชั่นล้างผลาญ บู๊ระห่ำแบบเจสัน บอร์น อะไรแบบนั้นนะครับ

หมายเหตุ : ผมอ่าน ตามล่านาซี ที่เป็นสำนวนแปลของคุณธนิต ธรรมสุคติ ได้ประมาณซัก ๕๐ หน้า ยอมรับว่าไม่ชินกับสำนวนที่คุณธนิตใช้ในเล่มนี้ ก็เลยไปค้นฉบับภาษาอังกฤษที่เคยซื้อเล่มมือสองเอาไว้มาอ่านต่อ อ่านติดตรงไหนค่อยหยิบของคุณธนิตมาดู ที่บอกว่าไม่ชินสำนวนที่คุณธนิตใช้นี่ก็แปลกอยู่ เพราะก่อนหน้านี้เคยอ่าน The Godfather ที่คุณธนิตแปลก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะคุณธนิตแปล ตามล่านาซี เป็นเล่มแรก (หรือเล่มแรกๆ) สำนวนที่ใช้อาจจะยังไม่เข้าที่นัก ลองหยิบ The Godfather ที่คุณธนิตแปลมาเปิดดูเห็นว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ ส่วนตามล่านาซีนี่พิมพ์ครั้งแรกปี ๒๕๑๘ ก็เลยคิดว่าน่าจะใช่

The Odessa File

The Odessa File เล่มภาษาอังกฤษที่ซื้อมือสองมา เคยเป็นหนังสือในห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาก่อน

ตามล่านาซี
ผู้เขียน : Frederick Forsyth
ผู้แปล : ธนิต ธรรมสุคติ
สำนักพิมพ์ : มติชน (พิมพ์ครั้งที่ ๔ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๐)
ราคา : ๑๘๐ บาท

ตามล่านาซี (The Odessa File)

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

หนังสือเล่มที่ ๑๓ ของปี ๒๕๕๘ : ตามล่านาซี

ตามล่านาซี (The Odessa File)

ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ว่าปีนี้จะอ่านหนังสือ (ตามที่เขียนเอาไว้ในโพสต์นี้นะครับ) แล้วกะเอาคร่าวๆ ว่าน่าจะอ่านได้เฉลี่ยเดือนละเล่ม ๑๒ เดือนก็ ๑๒ เล่ม ก็ทยอยเก็บมาเรื่อยๆ บางช่วงก็เร็ว บางช่วงก็ช้าหน่อย แล้วแต่หน้าที่การงาน (และความขี้เกียจ) เมื่อเล่มที่แล้วผมก็บรรลุจุดหมาย ๑๒ เล่มเป็นที่เรียบร้อย และคราวนี้ถือว่าทำได้เกินเป้า เป็นเล่มที่ ๑๓ ซึ่งก็คือ…

ตามล่านาซี ซึ่งแปลมาจาก The Odessa File ของ Frederick Forsyth นักเขียนชาวอังกฤษผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักข่าว

เรื่องราวของเล่มนี้เข้าใจว่าเป็นการเอาเรื่องจริงมาแต่งเติมเพิ่มเนื้อหาและความบันเทิงเข้าไป เพราะตัวละครหลายคนมีอยู่จริง เนื้อเรื่องโดยย่อก็คือ ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต ชายชราเชื้อสายยิวคนหนึ่งที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ฆ่าตัวตายและทิ้งสมุดบันทึกเอาไว้ ซึ่งได้ตกมาอยู่ในมือของนักข่าวหนุ่มผู้เป็นตัวเอกในเรื่อง

เนื้อหาในสมุดบันทึกที่นักข่าวหนุ่มได้อ่านทำให้เขาอยู่ไม่สุข เพราะมันบอกเล่าถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของการใช้ชีวิตอยู่ในค่ายนรกนาซี เป็นเรื่องราวที่ทำใจเชื่อได้ยากว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่ได้ฟังจากคนที่ผ่านชีวิตตรงนั้นมาจริงๆ

ในช่วงท้ายของบันทึก ชายชราเล่าว่า นาซีที่เป็นหัวหน้าค่ายนรกแห่งนั้นยังมีชีวิตอยู่แถมยังสุขสบายดี เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถกระชากหน้ากากนาซีและนำตัวมาลงโทษได้ ด้วยความคับแค้นใจจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกแล้ว นักข่าวหนุ่มตัดสินใจที่จะตามล่าหาตัวนาซีอดีตหัวหน้าค่ายนรกผู้นี้เพื่อนำตัวมารับโทษในฐานะอาชญากรสงคราม ซึ่งทำให้เขาต้องทำอะไรหลายอย่างที่เขาไม่เคยทำ แถมยังต้องทำผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกตามฆ่า นอกจากนี้เรื่องราวยังขยายวงออกไปเกินกว่าที่นักข่าวหนุ่มคาดคิดไว้ในตอนแรก เพราะมีมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล กับโอเดสซา ที่เป็นหน่วยงานของนาซีโดดเข้ามาร่วมด้วย

ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตามล่าครั้งนี้ล้วนแล้วแต่มีแรงจูงใจของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับของคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอกเองที่เวลาเราอ่านไปก็จะสงสัยตงิดๆ ว่ามันจะทำไปทำไม (วะ?) จนกระทั่งมาเฉลยในตอนท้ายเรื่อง

Forsyth เขียน The Odessa File เป็นเล่มที่สอง (ออกมาในปี ๑๙๗๒ ต่อจากความสำเร็จถล่มทลายของ The Day of the Jackal ผลงานเล่มแรกที่ออกมาในปี ๑๙๗๑) โดยนอกจากจะดำเนินเรื่องตามพลอตที่ตั้งไว้ยังสอดแทรกเรื่องราวของนาซีและหน่วยงาน SS ของนาซีในยุคนั้นเอาไว้ด้วย

สนุก ลุ้นตลอดทั้งเรื่องว่าพระเอกจะตามเจอมั้ยและจะโดนตามเก็บซะก่อนมั้ย แต่ไม่ได้มาแนวแอ๊กชั่นล้างผลาญ บู๊ระห่ำแบบเจสัน บอร์น อะไรแบบนั้นนะครับ

หมายเหตุ : ผมอ่าน ตามล่านาซี ที่เป็นสำนวนแปลของคุณธนิต ธรรมสุคติ ได้ประมาณซัก ๕๐ หน้า ยอมรับว่าไม่ชินกับสำนวนที่คุณธนิตใช้ในเล่มนี้ ก็เลยไปค้นฉบับภาษาอังกฤษที่เคยซื้อเล่มมือสองเอาไว้มาอ่านต่อ อ่านติดตรงไหนค่อยหยิบของคุณธนิตมาดู ที่บอกว่าไม่ชินสำนวนที่คุณธนิตใช้นี่ก็แปลกอยู่ เพราะก่อนหน้านี้เคยอ่าน The Godfather ที่คุณธนิตแปลก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะคุณธนิตแปล ตามล่านาซี เป็นเล่มแรก (หรือเล่มแรกๆ) สำนวนที่ใช้อาจจะยังไม่เข้าที่นัก ลองหยิบ The Godfather ที่คุณธนิตแปลมาเปิดดูเห็นว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ ส่วนตามล่านาซีนี่พิมพ์ครั้งแรกปี ๒๕๑๘ ก็เลยคิดว่าน่าจะใช่

The Odessa File

The Odessa File เล่มภาษาอังกฤษที่ซื้อมือสองมา เคยเป็นหนังสือในห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาก่อน

ตามล่านาซี
ผู้เขียน : Frederick Forsyth
ผู้แปล : ธนิต ธรรมสุคติ
สำนักพิมพ์ : มติชน (พิมพ์ครั้งที่ ๔ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๐)
ราคา : ๑๘๐ บาท

ตามล่านาซี (The Odessa File)

ก่อนหน้าเล่มนี้อ่านอะไรไป… 

หนังสือเล่มแรกของปี ๒๕๕๘ : Gone Girl

หนังสือเล่มที่สองของปี ๒๕๕๘ : ระวังหลัง

หนังสือเล่มที่สามของปี ๒๕๕๘ : Offscreen

หนังสือเล่มที่สี่ของปี ๒๕๕๘ : กับดักฆาตกร

หนังสือเล่มที่ห้าของปี ๒๕๕๘ : แกล้ง

หนังสือเล่มที่หกของปี ๒๕๕๘ : ลวง

หนังสือเล่มที่เจ็ดของปี ๒๕๕๘ : สารวัตรเถื่อน

หนังสือเล่มที่แปด & เก้าของปี ๒๕๕๘ : แม่ลาวเลือด

หนังสือเล่มที่สิบของปี ๒๕๕๘ : สาบสูญ

หนังสือเล่มที่ ๑๑ ของปี ๒๕๕๘ : ผู้ยิ่งใหญ่

หนังสือเล่มที่ ๑๒ ของปี ๒๕๕๘ : ห้องสมควรตาย

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

เหมือนเป็นธรรมเนียมของ Toyota ไปแล้วว่าในช่วงปลายปีจะมีหนังสือท่องเที่ยวออกมาแจกให้กับบรรดาลูกค้าผู้ใช้รถของโตโยต้า และในปีนี้ก็ยังคงมีเช่นกัน ใช้ชื่อว่า โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข และมีหน้าตาตามรูปด้านบน

เนื้อหาของเล่มนี้แบ่งออกเป็นห้าบทใหญ่ แต่ละบทก็จะอิงตามกิจกรรมยอดฮิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเวลานี้ ได้แก่ การอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก การส่องกล้องดูนก การปั่นจักรยาน การช็อปปิ้ง และการกินอาหารเพื่อสุขภาพ โดยในแต่ละบทก็จะพาไปเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ที่เข้ากับกิจกรรมของบทนั้นๆ พร้อมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะช่วยให้ผู้อ่านทำกิจกรรมได้ดีขึ้น เช่น ในบทแรกที่เป็นเรื่องของการอัพเดตชีวิตผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กก็จะมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนถ่ายรูปยังไงให้ออกมาสวย หรือในเรื่องของการกินอาหารเพื่อสุขภาพจะมีเกร็ดเกี่ยวกับการกินผักให้ถูกวิธี เพราะผักแต่ละประเภทอาจจะเหมาะกับการปรุงอาหารที่ต่างกัน

นอกจากเนื้อหาจะอ่านง่ายแล้ว ยังมีภาพประกอบทั้งที่เป็นภาพถ่ายและภาพกราฟฟิก แถมขนาดรูปเล่มก็เหมาะมือ ที่สำคัญคือ ไม่ได้ขายแต่ แจกฟรี

ใครที่สนใจก็ลองสอบถามไปที่ศูนย์โตโยต้าที่เป็นลูกค้าหรือใช้บริการอยู่นะครับ

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข