ข้อมูลลับในแวดวงนิตยสารไทย

reading magazines on bed

จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในแวดวงแมกกาซีนมาระยะหนึ่งพบว่า หนึ่งในข้อมูลลับสุดยอดของวงการนี้ คือ ยอดพิมพ์

ที่ว่าลับนี่ลับกว่าตัวเลขเงินเดือนอีกนะฮะ เพราะถ้าเป็นบ.ก. (ซึ่งไม่ได้ย่อมาจาก บ้ากาม) ยังรู้เงินเดือนทีมงานในกอง เพื่อเอามาใช้ประกอบการประเมินผลงานได้ แต่ยอดพิมพ์นี่ บ.ก.บางเล่มยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยนะ เซลส์ที่ต้องไปขายลูกค้าก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ยอดเคลมที่ผู้บริหารบอก จะได้บอกลูกค้าตามนั้น หรือถ้าเผื่อไปเจอลูกค้าจับเข้าเครื่องจับเท็จ จะได้รอดกลับมาได้ (อันนี้เว่อร์ แต่ลูกค้าอาจจะคิดจริง ๆ)

ที่ต้องเป็นความลับขนาดนี้เพราะยอดพิมพ์จริงกับยอดพิมพ์ที่บอกลูกค้านี่มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ยกตัวอย่างเช่น นิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่ง เคลมยอดกับลูกค้าว่าเดือนละแสน แต่พิมพ์จริงห้าพัน เป็นต้น

และปัญหาเรื่องนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งให้แบรนด์และเอเจนซีทั้งหลายพากันทิ้งนิตยสารไปหาออนไลน์กันหมด เพราะอย่างน้อยก็พอจะวัดผลได้ (บ้าง) ไม่ใช่ฟังแต่ตัวเลขเคลมจากเจ้าของสื่อฝั่งเดียวนะครับ…

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

man_read_tablet

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสได้เข้าไปนั่งตัวลีบอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้บริหารนิตยสารชื่อดังอยู่ด้วย (ที่ว่าชื่อดังนี่หมายถึงนิตยสารนะ แต่เอาจริง ๆ ผู้บริหารนี่ก็ดังอยู่) นิตยสารนี้อยู่มาหลายสิบปีแล้วและถือได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งในหมวดที่ทำอยู่ ผู้บริหารคนนี้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นิตยสารทุกวันนี้ว่า ยอดคนอ่านลดลงและยอดโฆษณาก็ลดลง (ซึ่งอันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกัน)

ในส่วนของคนอ่าน นิตยสารที่ว่านี้ก็พยายามปรับตัวไปออนไลน์ มีเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์จากหนังสือไปลง แล้วยังไปทำแฟนเพจด้วย ผู้บริหารเล่าว่า แฟนเพจของนิตยสารนี้ติดอยู่ในกลุ่มสิบอันดับแฟนเพจที่ทำคอนเทนต์ด้านนี้ (วัดจากยอดแฟนเพจ) เพราะชื่อเสียงก็เรียกคนได้ แถมยังมีการโพสต์สม่ำเสมอ

แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้บริหารเล่ามาก็คือ ในสิบอันดับแฟนเพจที่ว่าจะเป็นเพจของนิตยสารอยู่ไม่กี่เพจ อีกประมาณ ๔-๕ เพจเป็นเพจที่ทำออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีฐานคนอ่านจากสิ่งพิมพ์มาก่อน (นี่เป็นเรื่องน่าสนใจอันดับหนึ่ง) และมีอีกกลุ่มนึงที่มาใหม่และเป็นที่กังวลมากในตอนนี้คือ เพจที่บรรดาสินค้า/บริการต่าง ๆ มาทำคอนเทนต์เอง เรียกว่ายิงตรงจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลางกันเลย และที่น่าตกใจก็คือ คอนเทนต์ในเพจประเภทนี้น่าสนใจเสียด้วย ไม่ใด้เป็นแคตตาล็อกที่จะเอาแต่ขายของอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแบรนด์ก็จ้างคนทำคอนเทนต์นั่นแหละทำให้

เมื่อเป็นอย่างนี้เสียแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อไปแน่ ๆ ก็คือ แบรนด์ต่าง ๆ จะลดการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ลง จากที่ลดลงมาแล้วหลายปีต่อเนื่อง (ดูกราฟประกอบนะฮะ) เท่านั้นยังไม่พอ แบรนด์ยังเปลี่ยนสถานะจากลูกค้ากลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตคอนเทนต์และดึงยอดคนอ่าน (visitor) ไปจากสื่อเดิม ๆ เสียอีก

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สำหรับเรื่องโฆษณาที่ลดลงนี้ขอให้ดูภาพประกอบที่สอง เล่าให้ฟังก่อนว่า นี่เป็นข้อความในหนังสือ facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ ของพี่ชาติ กอบจิตติ (รายละเอียดของหนังสือเล่มนี้ดูได้จากเพจ โลกอันซ้อนกันอยู่ นะฮะ) ซึ่งพี่ชาติเล่าว่า นอกจากเป็นนักเขียนแล้วแกยังทำเสื้อยืดขายด้วย ใช้แบรนด์ว่า Phanmaba (พันธุ์หมาบ้า) แล้วก็ทำเพจขึ้นมาเพื่อขายเสื้อ มีโพสต์รูปบ้าง เล่าเรื่องราวอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดลองดูที่พี่ชาติเขียนนะครับ โดยเฉพาะตรงที่ไฮไลต์ข้อความเอาไว้ อันนี้เป็นความเห็นตรงของแบรนด์มาเองเลย

สื่อสิ่งพิมพ์เอายังไงกันดี?

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ เชื่อว่าทุกคนรู้ตัวแล้วและกำลังพยายามปรับตัว บางคนยังพอไปได้ บางคนก็ยกธงขาวไปแล้ว (อย่างที่เราเห็นในข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้) ในส่วนของผู้บริหารคนนี้ก็มีแนวทางของเขาอยู่ แต่ก็ไม่ควรที่จะนำมาเล่าในที่นี้นะฮะ

สวัสดี

นิตยสาร Corporate Thailand ซีพีกินรวบประเทศไทย

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙
นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ออกวางจำหน่าย คือเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙ นี่ก็เกือบ ๒๐ ปีแล้ว ต้องบอกว่า ตอนที่ออกมานี่เรียกเสียงฮือฮาได้มากเลยทีเดียว เพราะนอกจากเรื่องจากปกแล้ว นิตยสารฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยคอลัมนิสต์ด้านนโยบายและเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าชั้นแนวหน้าที่สุดของประเทศไทยในเวลานั้น

บอกไว้ก่อนว่าแต่ละคนนี่ประวัติการทำงานล้นเหลือมาก ใครอยากรู้ไปเปิดวิกิพีเดียดูเอาเองนะฮะ ไม่ว่าจะเป็น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เห็นชื่อแต่ละคนแล้วต้องบอกว่า ขนาดผ่านมาเกือบ ๒๐ ปียังน่าสนใจ แล้วในเวลานั้นจะขนาดไหน

ในส่วนของเรื่องจากปก ซึ่งได้ไล่เรียงและอธิบายถึงแนวคิดการทำธุรกิจของซีพี รวมถึงการขยายตัวออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเกษตรที่เป็นรากฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาร ค้าปลีก ค้าส่ง และปิโตรเคมี

แต่ธุรกิจของซีพีในวันนั้นกับปัจจุบันอาจต่างกันไปบ้าง เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ ทำให้ซีพีต้องปรับตัว โดยจำใจตัดขายบางธุรกิจออกไปก่อนแม้รู้ว่าวันข้างหน้าธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จแน่นอน เช่น โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่กองบรรณาธิการนำมาลงไว้ก็คือ บรรดาสายสัมพันธ์ทั้งหลายของซีพี ที่มีต่อคนในภาครัฐและการเมือง ทั้งที่มีสีและไม่มีสี ความสัมพันธ์นี้น่าจะช่วยอธิบายอะไรได้หลายอย่าง

อ่านชุดเรื่องจากปกแล้วก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมทีมงานถึงใช้คำโปรยปกว่า ซีพีกินรวบประเทศไทย

นอกจากเรื่องจากปกและคอลัมนิสต์ที่ว่ามาแล้ว ในเล่มนี้ยังมีสัมภาษณ์พิเศษอีกสองคน คือ ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ ผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของดร.สมคิด โดย ณ ขณะนั้นดร.สม เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย (ปัจจุบันถูกธนาคารธนชาตซื้อไปแล้ว) และหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียวได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

บทสัมภาษณ์อีกคนคือ เอกกมล คีรีวัฒน์ อดีตเลขาธิการคนแรกของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพ้นจากตำแหน่งในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เป็นบทสัมภาษณ์ที่คุณเอกกมลมาเล่าถึงชีวิตและความรู้สึกหลังพ้นจากราชการและอยู่ในระหว่างถูกฟ้องดำเนินคดี

เรื่องราวในนิตยสารเล่มนี้หากจะมองว่าเป็นข้อมูลเก่า ล้าสมัย ก็คงได้ แต่การได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเห็นภาพและเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากขึ้นนะครับ

สำหรับนิตยสาร Corporate Thailand ปัจจุบันปิดตัวไปแล้วครับ

 

ติดตาม What We Read Blog ทาง facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/WhatWeReadBlog ครับ

O-lunla นิตยสารเพื่อผู้สูงวัย ฉบับปฐมฤกษ์

O-lunla, October 2015

มีนิตยสารใหม่มาแนะนำครับ ชื่อว่า O-lunla ออกเสียงว่า โอ-ลั้นลา นี่ถ้าไม่บังเอิญเห็นชื่อภาษาไทยเสียก่อน ผมคงจะออกเสียงว่า โอ้-หลั่นล้า นะครับ

เล่มนี้เป็นนิตยสารรายเดือนแจกฟรีที่วางกลุ่มคนอ่านเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเห็นได้ชัดจากปกฉบับปฐมฤกษ์ (ตุลาคม ๒๕๕๘) ที่มีนางแบบสูงวัยทั้งบนปกหน้าและปกหลัง พร้อมด้วยคาแรกเตอร์มุ้งมิ้งอย่างเจ้า Cony และหมี Brown จาก Line และที่ใต้หัวนิตยสารก็มีข้อความบอกถึงเป้าหมายของนิตยสารเอาไว้ชัดเจน

เพื่อความเบิกบานของผู้สูงวัย
วันนี้ คุณกอดพ่อแม่แล้วหรือยัง

จากความรู้อันจำกัดของผม ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนสูงวัยเล่มแรก หรือแรกๆ ของไทย (ใครมีข้อมูลช่วยแจ้งมาด้วยนะครับ) ซึ่งต้องนับถือ “ใจ” ของทีมผู้ผลิตมากที่ “กล้า” และ “บ้า” พอที่จะทำออกมา

ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะในบรรดาผู้บริโภคที่นักการตลาดจำแนกออกมาเป็นกลุ่มๆ ตามวัย ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มเด็ก พรีทีน วัยรุ่น คนเริ่มทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย กลุ่มที่มีโอกาสทางการตลาดน้อยที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัยนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้อยู่ในช่วงใกล้เกษียณหรือเกษียณอายุจากการทำงานแล้ว มีฐานะมั่นคง หนี้สินอะไรก็ไม่ควรจะมีแล้ว แต่ก็นั่นแหละ พอมาอยู่ในวัยนี้ความอยากได้ใคร่มีอะไรก็แทบจะหมดไป จะกินอะไรตามใจปากมากก็ไม่ได้ เพราะต้องระวัง ถ้าจะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่ต้องใช้ส่วนมากก็จะเป็นทางด้านสุขภาพ การแพทย์และการท่องเที่ยว

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับโอกาสในการขายโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของนิตยสารก็อยู่ในวงจำกัดไปด้วย ถึงบอกว่างานนี้ผมนับถือใจของทีมผู้ผลิตมากที่ทำออกมา และเมื่อดูถึงเนื้อหาของนิตยสารก็มีค่อนข้างครบเครื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะบรรณาธิการของนิตยสารเล่มนี้อยู่ในแวดวงทำสื่อมานาน ผ่านการเป็นบรรณาธิการนิตยสารมาแล้วหลายเล่ม ใช้คำว่า เชี่ยวพอ ก็น่าจะได้

เนื้อหาในฉบับแรกประกอบด้วย เรื่องจากปก เป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Line ในกลุ่มผู้สูงวัย ที่ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกหลาน ญาติมิตรและเพื่อนฝูงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ไม่เหงา สุขภาพจิตก็ดีขึ้น นอกจากนี้ก็มีเรื่องของสุขภาพ อาหารที่เหมาะกับผู้สูงวัย และข่าวคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการอัปเดต

ตามปกติแล้วนิตยสารแจกฟรีจะมีวางแจกอยู่ตามร้านกาแฟ สถานีรถไฟฟ้า ร้านหนังสือ และสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่เนื่องจากเล่มนี้จับกลุ่มคนอ่านที่เฉพาะเจาะจง อาจไม่ได้มีวางเป็นการทั่วไป หากใครสนใจก็ลองเข้าไปดูที่ facebook fan page ของเขาได้ที่ olunlaclub นะครับ (นี่โฆษณาให้ฟรีๆ เพราะหนังสือเขาน่าสนับสนุนจริงๆ)

O-lunla