รุกสยามในนามของพระเจ้า

[แนะนำโดย คุณนพพร พวงสมบัติ] ฝรั่งรุกอุกอาจเอื้อม เอาสยาม สนั่นทัพโอ่พระนาม แอบอ้าง กลทูตกึ่งสงคราม กลศึก กลกลอกกำปั่นย่าง สยบย่ำ อยุธยา [น.๙ คำนำสำนักพิมพ์] Pour la plus grande gloire de Dieu หรือในชื่อภาษาไทย รุกสยามในนามของพระเจ้า เป็นนวนิยายยั่วล้อประวัติศาสตร์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละครเอกที่เดินทางอยู่ในช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างสองประเทศนี้จวบจนกระทั่งผลัดแผ่นดินเข้าสู่รัชสมัยของพระเพทราชา ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลจากบันทึกจดหมายเหตุเอกสารทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก แล้ว "...อนุญาตให้ตัวเอง 'แต่งเติม' (เฉพาะตรงที่บางประโยคหรือบางคำพูดถูกเจ้าตัวหนอนแห่งกาลเวลากัดกร่อนแทะเล็มแหว่งวิ่นไป)"--[น.๒๑] และตรงที่แต่งเติมเข้ามานี่แหละที่เป็นสีสันของเรื่องราว สีสันของการใช้ภาษาที่ทำให้เรื่องราวที่บอกเล่าในเรื่องเป็นไปด้วยความ "ฮา" แต่ก็ด้วยความที่เป็นนิยายอิง (เอกสารทาง) ประวัติศาสตร์นี่แหละที่ทำให้เรา "...เห็นภาพการปะทะสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เป็นการปะทะขัดแย้งทางความคิดและวิถีชีวิตระหว่างคนสองวัฒนธรรม โดยมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสายใยในการดำเนินเรื่อง ถ้าจะอ่านเอาความให้เป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ก็ได้ หรือจะหารสชาติจากการสังเคราะห์ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ดี" --[น.๑๑ คำนำผู้แปล] และแม้ว่าผู้แปลจะเกริ่นนำถึง "วาทกรรม" พื้นฐานในทางประวัติศาสตร์ไว้แล้วว่า "นวนิยายเรื่องนี้เสนอประเด็นที่น่าสนใจให้เสวนากันต่ออยู่สองประเด็น ประการแรกคือเรื่องของการเขียนประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ข้อเท็จจริง' แม้ในหลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้ตรงต้องกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า 'ใคร' เป็นผู้ 'เล่าเรื่อง'... Continue Reading →

What We Read: นพพร พวงสมบัติ

ซีรี่ย์ What We Read (ซึ่งเป็นไอเดียที่เป็นที่มาของบลอก What We Read นี้) ต้องการจะนำเสนอการอ่านของผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและอาจทำให้นักอ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าสนใจมากขึ้นครับ ชื่อ-นามสกุล : นพพร พวงสมบัติ อาชีพ : นักวิเคราะห์นโยบายและแผน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะเล่าเรื่องการอ่าน ขอขอดเกล็ดตัวเองนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนที่โดนคำถามเรื่องการอ่านนี่ก็นึกย้อนมาสงสัยตัวเองเหมือนกันว่า "เฮ้ย! ทำไมกูอ่านหนังสืออย่างนี้วะครับ" เลยนึกย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ เพราะคิดว่าเรื่องราวสมัยนู้นมันคงมีส่วนทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้นี่แหละ ที่บ้านเป็นครอบครัวข้าราชการระดับล่างๆ มีหนังสือในบ้านก็ไม่มากอะไร แต่ผมจะสนใจไปทำไมเพราะโลกของเด็กคือการออกไปวิ่งเล่นซนกับเพื่อนข้างนอก เล่นดีดลูกแก้ว โยนหุ่น ปีนต้นไม้ ฯลฯ อะไรกันไป หนังสือที่อยู่ในบ้านหากพอจะมีเวลาอ่านผ่านตาบ้าง ก็เป็นพวกหนังสือของพ่อกับแม่ที่ได้อภินันทนาการจากการทำงานหรือใช้ทำงาน ตำรับอาหารนานาชาติ ของแม่นี่เป็นเล่มนึงเลยที่นั่งอ่านมาตั้งแต่เด็ก เคยมีเอามาลองทำขนมกินกันเองด้วย...แต่ไม่สำเร็จเพราะเมนูอาหารนานาชาติไม่เหมาะกับอุปกรณ์ในครัวไทยสไตล์ Local เรื่องที่จำขึ้นใจเรื่องนึงคือ เมนูยำผ้าขี้ริ้ว ก็แบบสงสัยมากประสาเด็กๆ ว่า “เฮ้ย! ผ้าขี้ริ้วที่กูใช้ถูบ้านนี่เอามากินได้ด้วยเหรอวะเนี่ย เอาเหอะใครจะกินก็กิน...กูคนนึงล่ะที่จะไม่กิน” กว่าจะรู้ว่า "ผ้าขี้ริ้ว" ที่ว่าเป็นชิ้นส่วนเครื่องในของวัวก็โตจนนั่งกระดกเหล้ากับเพื่อนแล้วมีผ้าขี้ริ้วลวกจิ้มวางแนมอยู่ข้างวงเหล้าแล้ว อีกเล่มคือหนังสือสุขภาพอะไรซักอย่างที่จดจำเอาท่าโยคะมาฝึกเล่นส่วนตัว โดยเฉพาะท่าศพอาสนะที่เซียนมาก... Continue Reading →

Blog at WordPress.com.

Up ↑